เลือกรถเข็นเด็กให้ลูกวัยแรกเกิด ฉบับคุณแม่มือใหม่

“เพราะรถเข็นเด็กทุกคัน ไม่ได้เหมาะกับเด็กแรกเกิดทุกคัน” หลายคนยังเข้าใจผิดว่ารถเข็นเด็กแต่ละคัน ดูๆแล้วก็คล้ายๆกัน น่าจะใช้เหมือนๆ กันแต่ในความเป็นจริง แล้วเด็กแรกเกิดมีความบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รถเข็นเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดจึงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่นอกจากจะช่วยปกป้องสรีระของลูกน้อย  แล้วยังช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้าน สร้างสุขอนามัยที่ดี และสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วย

1.ปรับให้นอนราบได้ 170 องศา สำหรับเด็กแรกเกิด

รถเข็นเด็กแรกเกิด ที่ดีควรสามารถปรับให้นอนราบได้ 170 องศา ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง ยังไม่แข็งแรง จึงควรจัดให้เด็กนอนในท่านอนราบที่เป็นธรรมชาติ

2. เบาะรองนอนรูปนาฬิกาทราย จะช่วยรองรับสรีระได้อย่างเหมาะสม

โดยมีพื้นที่วางแขนแบบ W-Shape และวางขาแบบ M-Shape เพื่อให้ขยับตัวได้ง่าย ซึ่งเป็นท่านอนที่เป็นธรรมชาติสำหรับเด็กวัยแรกเกิด

3. ชุดหมอนรองคอและสะโพก สำหรับทารกวัยแรกเกิดที่ยังไม่แข็งแรง

เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับทารกวัยแรกเกิด ที่คอยังโงนเงนไม่แข็งแรง Head Support ที่มีส่วนเว้าโค้งพอเหมาะจะช่วยสอดรับช่วงต้นคอและศีรษะ ป้องกันคอพับซึ่งอาจส่งผลต่อการปิดทับระบบทางเดินหายใจได้ Hip Support หรือหมอนรองสะโพก ช่วยประคองให้กระดูกสันหลังมั่นคงไม่โค้งหรือเอียง ช่วยจัดท่านั่งและนอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ

4. เบาะรองนอนระบายอากาศได้ดี และช่วยรองรับสรีระได้อย่างนุ่มนวล

ด้วยระบบปรับอุณหภูมิในร่างกายลูกน้อยที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กทารกจะมีความสามารถในการควบคุมอุณหภุมิต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้มีเหงื่อออกมากกว่า โดยเฉพาะในเวลานอนซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเต็มที่ ดังนั้นเบาะที่มีคุณสมบัติช่วยระบายอากาศได้ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดความร้อน ความอับชื้นที่ก่อให้เกิดผดผื่นได้ดีช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวไม่ศีรษะและหลังเปียกแฉะ ตื่นมาด้วยความสดชื่นไม่งอแง และด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ทีมวิจัยในญี่ปุ่นได้คิดค้นเบาะซึ่งมีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Silky Air ที่ผลิตจากเส้นใยแบบ 3 มิติ ให้ผิวสัมผัสนุ่มสบาย และยังช่วยลดความอับชื้น ระบายอากาศได้อย่างดีเยี่ยม และช่วยรองรับสรีระได้อย่างนุ่มนวล

5. โครงสร้างรถเข็นแบบโปร่ง ระบายอากาศได้ทุกชั้น

นอกจากเบาะระบายอากาศแล้วการเลือกโครงสร้างรถเข็นแบบโปร่งระบายอากาศทุกชั้น ตั้งแต่พนักพิงจนถึงที่นั่ง ยังมีส่วนช่วยลดความอับชื้นบริเวณหลังซึ่งเป็นส่วนที่มักมีเหงื่อออกง่ายได้ดีทีเดียว

6. ฉนวนกันความร้อนและช่องระบายอากาศที่หลัง ระบายเหงื่อและความอับชื้นได้ดี

ลองสังเกตเวลาที่ลูกนอนนานๆ ถึงแม้จะเปิดแอร์ไว้ก็ตามศีรษะและหลังจะยังเปียกไปด้วยเหงื่อ ดังนั้นรถเข็นที่มีช่องระบายอากาศที่บริเวณหลัง จะช่วยระบายเหงื่อได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้รถเข็นที่มีฉนวนกันความร้อนสีเงินที่หลังยังช่วยสะท้อนความร้อนจากพื้น ไม่ให้สะสมที่หลัง ช่วยให้ลูกน้อยสบายตัวมากขึ้น ซึ่งนี่ถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติที่เหมาะกับอากาศร้อนๆ ในเมืองไทยอย่างเราอย่างมาก

** รถเข็นเด็ก Aprica มีฉนวนกันความร้อนพิเศษ ที่ช่วยสะท้อนความร้อนจากพื้นขึ้นมาจากใต้ที่นั่ง นอกจากนี้ยังมีช่องระบายอากาศที่ช่วยระบายเหงื่อ ลดความอับชื้น ให้เด็กนอนหลับได้สบายตัวมากขึ้น

7. หลังคาป้องกันรังสี UV ช่วยปกป้องดวงตาและผิวที่บอบบางของลูกน้อย

ทุกคนทราบดีว่าผิวหนังและดวงตาเด็กแรกเกิดมีความบอบบางไวต่อสิ่งสัมผัสและแสงแดด คุณแม่จึงควรเลือกรถเข็นเด็กที่มีหลังคาบังแดดได้อย่างมิดชิด และมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ที่เป็นอันตรายต่อผิวและดวงตาของลูกน้อย และถ้าให้ดีหลังคาควรมีหน้าต่างเปิดปิดได้จะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดี นอกจากนี้ถ้าเลือกใช้รถเข็นที่หลังคาสามารถปรับระดับการเปิดได้หลายระดับจะช่วยให้คุณแม่ปรับระดับองศาหลังคาให้เหมาะสมกับความต้องการและทิศทางของแสงได้อีกด้วย

8. รถเข็นเด็กแบบ Highseat

อีกหนึ่งคุณสมบัติที่ขาดไม่ได้สำหรับรถเข็นเด็กแรกเกิดในยุคที่เชื้อโรคพัฒนาสายพันธุ์อย่างไม่หยุดยั้งคือ การเลือกรถเข็นที่มีเบาะสูงแบบ High Seat ซึ่งสูงจากพื้นอย่างน้อย 50 cm. เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องลูกน้อยจากฝุ่นและสิ่งสกปรกบนพื้นนอกบ้านแล้ว ยังช่วยให้ห่างไกลจากบนพื้นถนนส่งไอความร้อนมาสะสมที่บริเวณหลังของเด็ก รถเข็นที่มีความสูงมากกว่า 50 cm. จะช่วยลดอุณหภูมิลงได้ถึง 2 องศา และลดระดับความหนาแน่นของฝุ่นละอองในอากาศลง10-20 %

9. โครงสร้างแข็งแรง ไม่สั่นสะเทือน

คุณแม่ยุคใหม่ที่รักการเดินทางมักเลือกรถเข็นที่มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ซึ่งรถเข็นส่วนใหญ่มักมีชิ้นส่วนและข้อพับหลายชิ้นทำให้ไม่แข็งแรง วิธีสังเกตุความแข็งแรงของรถเข็นคือการ เลือกรถเข็นเด็กแรกเกิดที่มีโครงสร้างต่างๆ เชื่อมเป็นชิ้นเดียวกัน จะช่วยลดลอยต่อข้อพับต่างๆเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจะข้อต่อที่หลวมได้ดีอีกด้วย

10. ระบบโช้คอัพรองรับแรงกระแทก 2 จุด

และเพราะรถเข็นต้องถูกใช้นอกบ้าน เราอาจต้องเข็นในบริเวณที่มีความขรุขระหรือพื้นที่มีรอยต่อของอิฐอย่างอิฐตัวหนอนในสวนสาธารณะ รถเข็นที่มีระบบรองรับการสั่นสะเทือนหรือโช้คอัพที่ล้อจะช่วยเพิ่มความนุ่มนวลนั่งสบายให้กับลูกน้อยและช่วยให้คุณแม่เข็นง่าย ในปัจจุบันรถเข็นรุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาให้เพิ่มระบบโช้คอัพรองรับแรงกระแทกได้มากขึ้นเป็น 2 จุด ทั้งที่ล้อ และใต้ที่นั่ง ช่วยลดการสั่นสะเทือนลงได้อีกถึง 40% ให้ลูกน้อยหลับสบายตลอดการเดินทาง

11. ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง เพื่อให้คุณแม่สามารถอยู่ใกล้ชิดลูกน้อยได้ตลอดเวลา

หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าทุกครั้งที่เอาลูกลงนั่งรถเข็นแล้วร้องไห้ เพราะลูกไม่ชอบนั่งรถเข็น ซึ่งก็อาจจะถูก แต่ที่จริงแล้วหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ลูกร้องอาจะเป็นเพราะรถเข็นบางคันไม่สามารถเข็นได้ 2 ทาง ทำให้เมื่อวางลูกลง คุณแม่จะต้องไปยืนเข็นจากด้านหลังทำให้ลูกไม่สามารถเห็นหน้าคุณแม่ได้ จึงทำให้ร้องไห้ ดังนั้นการเลือกใช้รถเข็นสำหรับเด็กในวัยแรกเกิด-6 เดือนควรเลือกรถเข็นที่ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง เพื่อให้คุณแม่สามารถอยู่ใกล้ชิดลูกน้อยได้ตลอดเวลา ลูกน้อยได้เห็นคุณแม่จะทำให้รู้อบอุ่นมั่นใจและมีความสุข นอกจากจะเสริมสร้างสายใยความผูกพัน ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้สำหรับทารกได้ดีอีกด้วย และการเลือกรถเข็นที่มาพร้อมระบบล้อหมุน360 องศาอัตโนมัติทั้ง 4 ล้อ หรือที่เรียกว่า Auto 4 wheel จะช่วยให้การเข็นได้ไหลลื่นสบายโดยเฉพาะเมื่อเข็นในที่แคบ สามารถปรับเปลี่ยนทิศทางการเข็นได้ง่าย

12. ถอดซักทำความสะอาดได้ด้วยตัวเอง แห้งไว ซักได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

นมคืออาหารหลักของเด็กแรกเกิด เมื่อเด็กต้องทานนมทั้งวันก็ต้องฉี่บ่อย หรืออาจเกิดอาการสำลัก อาเจียร ทำให้รถเข็นเลอะเทอะ ฉะนั้นการเลือกรถเข็นเด็กแรกเกิดที่สามารถถอดซักทำความสะอาดได้ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดาย เบาะแห้งไว ซักได้บ่อยเท่าที่ต้องการ จะช่วยให้รถเข็นสะอาดไร้กลิ่นอับเพื่อสุขอนามัยที่ดี

*** ข้อมูลอ้างอิงจาก

8.3.8 Principle The Reason Behind That Smile คือ หัวใจหลักที่ Aprica ยึดมั่น เป็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีเยี่ยม เพื่อปกป้องและดูแลเด็กแรกเกิด คิดค้นและวิจัยโดยกุมารแพทย์ ศูนย์วิจัย Aprica จากประเทศญี่ปุ่น

รถเข็นเด็กแรกเกิด Aprica รุ่น Optia Premium ครั้งแรกของนวัตกรรมรถเข็นเด็กที่ออกแบบตามหลัก Ergonomic Design รถเข็นเด็กที่รองรับการเจริญเติบโต 3 ช่วงวัย ได้อย่างลงตัว

รีวิวรถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia Premium (คุยสตอรี่ – อั๋นจ๋า เดอะเรียลลิตี้)

รีวิวนิวเคลียร์ เพชรจ้า แนะฟังชั่นรถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia Premium

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะ “ผลไม้” เพราะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แต่หลายคนอาจเคยสงสัยว่า… “ผลไม้ควรกินช่วงไหนถึงจะดีที่สุด?”“กินหลังอาหารทันทีได้ไหม?”“กินก่อนนอนจะหวานเกินไปหรือเปล่า?” ความจริงแล้ว ผลไม้เป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ทุกวัน แต่ “ช่วงเวลาที่กิน” ก็มีผลต่อการย่อย การดูดซึมสารอาหาร และระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน ทำไมคนท้องควรกินผลไม้ทุกวัน? ผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม และใยอาหาร ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในช่วงตั้งครรภ์ นอกจากช่วยเสริมสุขภาพของคุณแม่แล้ว ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ลดปัญหาท้องผูกที่พบได้บ่อยในคนท้อง และช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำจากธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีน้ำตาลตามธรรมชาติ ดังนั้นการเลือกชนิดและช่วงเวลาที่รับประทานจึงสำคัญไม่แพ้กัน แล้วเวลาไหนดีที่สุด? ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือ ช่วงเช้าหลังอาหารประมาณ 1–2 ชั่วโมง หรือช่วงของว่างระหว่างมื้อ ช่วงเวลานี้ร่างกายกำลังต้องการพลังงานเพิ่มเติม ผลไม้จะช่วยเติมวิตามินและใยอาหารได้ดี โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเร็วเหมือนการรับประทานผลไม้ตอนท้องว่างในบางคน หลายคนมักเลือกกินผลไม้เป็นของหวานทันทีหลังอาหาร ซึ่งสามารถทำได้ แต่หากรับประทานอาหารจนอิ่มมากอยู่แล้ว การเว้นระยะประมาณ 30–60 นาที จะช่วยให้รู้สึกสบายท้องมากกว่า คนท้องกินผลไม้ตอนเช้า ดีไหม? ช่วงเช้าถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดช่วงหนึ่ง การเริ่มต้นวันด้วยผลไม้คู่กับมื้อเช้าหรือของว่าง จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและใยอาหารตั้งแต่ต้นวัน อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรก อาจเลือกผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น […]

ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดว่าเรื่องพาหะธาลัสซีเมียนี่เป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ แต่พอตั้งท้องเท่านั้นแหละ การเป็นพาหะฯ นี่เรื่องใกล้ตัวสุดๆ แถมทำให้กังวลมากมายเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าคุณแม่อาจจะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ย สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร วันนี้เราก็นำความรู้มาฝากกันค่ะ เคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร? อันที่จริง การเป็นพาหะธาลัสซีเมียไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยเลยนะ เพราะมีคนไทยตั้งกว่า 24 ล้านคนที่เป็นพาหะโรคนี้ เผลอๆ เวลาเดินตามถนนเราอาจจะเจอคนที่เป็นพาหะอยู่เต็มไปหมด แถมเรายังอาจจะเป็นด้วยก็ได้นะ คนที่เป็นพาหะของโรคนี้ง่ายๆ ก็คือ คนที่มีเชื้อธาลัสซีเมีย “แฝง” อยู่ในร่างกาย เพราะงั้นคนที่เป็นพาหะจะมีสุขภาพที่แข็งแรงปกติเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ไม่ได้ออกอาการอะไร แต่อาจจะเลือดจางนิดหน่อย โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ทางพันธุกรรม เพราะงั้น หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ ลูกที่คลอดออกมาก็สามารถเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ถึง 25% เลยนะ พูดง่ายๆ คือ พาหะก็เหมือนมีโรคอยู่ครึ่งนึง แม่มีครึ่ง พ่อมีครึ่ง พอมารวมกัน ลูกก็มีโอกาสที่จะได้รับโรคนี้ไปเต็มๆ เลยนั่นเอง แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ เพราะหากคุณหมอตรวจพบว่าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะแล้ว ขั้นต่อไปคุณหมอจะดูว่าเป็นธาลัสซีเมียชนิดไหน เพราะถ้าเป็นคนละชนิดกัน ก็หายห่วง! พาหะธาลัสซีเมียมีกี่ชนิด แล้วต่างกันยังไง? พาหะธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด ก็คือ อัลฟ่ากับเบตา อัลฟ่านี่จะค่อนข้างรุนแรง แต่มากน้อยก็แล้วแต่ยีนส์ที่แฝงอยู่นั่นแหละ ส่วนถ้าเป็นกลุ่มเบตาก็จะไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่ […]

การเริ่มต้นมื้อแรกของเจ้าตัวน้อยวัย 6 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยวางรากฐานสุขภาพและพัฒนาการที่แข็งแรงในอนาคต เมื่อนมแม่อย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเลือกข้าวเด็ก 6 เดือน ที่อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่คุณแม่ต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามวัยและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ อาหารเด็ก 6 เดือน ควรเป็นแบบไหนและทำไมคุณแม่ต้องรู้ ในช่วงวัยนี้ ระบบย่อยอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ข้าวเด็ก 6 เดือน จึงต้องมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละเอียด และย่อยง่ายที่สุด โดยควรนำวัตถุดิบที่ปรุงสุกมาบดหรือปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดคล้ายโยเกิร์ต เพื่อช่วยให้ลูกกลืนสะดวก ลดความเสี่ยงในการสำลัก และส่งเสริมให้ระบบทางเดินอาหารปรับตัวเข้ากับอาหารเสริมได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย สารอาหารสำคัญที่จำเป็นในเมนูข้าวเด็ก 6 เดือน เพื่อลูกรัก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่เหมาะสม การเตรียมเมนูข้าวเด็ก 6 เดือน คุณแม่ควรคัดสรรวัตถุดิบที่ให้สารอาหารหลากหลาย ดังนี้ ปริมาณข้าวเด็ก 6 เดือน ที่เหมาะสม ลูกควรทานแค่ไหนดี การเริ่มต้นป้อนข้าวเด็ก 6 เดือน ในช่วงแรกควรยึดหลัก “น้อยแต่สม่ำเสมอ” เพื่อสังเกตการตอบสนองของลูก โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้ ตารางปริมาณอาหารตามช่วงวัน เพื่อให้ระบบย่อยปรับตัวได้ดี เพื่อให้คุณแม่เห็นภาพชัดเจนในการเพิ่มปริมาณข้าวเด็ก 6 เดือน สามารถทำตามตารางแนะนำด้านล่างนี้เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของลูกค่อย ๆ ปรับตัว ลำดับวัน […]

การเลือก “เครื่องปั๊มนมที่เหมาะกับตัวเอง” จะช่วยให้การให้นมลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้น และลดความเครียดของคุณแม่ได้มาก เครื่องปั๊มนมคืออะไร? ทำไมคุณแม่ยุคนี้ “ต้องมี” เครื่องปั๊มนม (Breast Pump) คืออุปกรณ์ที่ช่วยดูดน้ำนมออกจากเต้านม เพื่อเก็บสำรองไว้ให้ลูก เหมาะสำหรับ: ปัจจุบันเครื่องปั๊มนมถูกออกแบบให้ “ใช้ง่าย เงียบ และสบายขึ้น” วิธีเลือกเครื่องปั๊มนมให้เหมาะกับคุณแม่ 1. เลือกประเภทเครื่องปั๊ม แบบมือ (Manual) ราคาย่อมเยา เหมาะกับใช้งานเป็นครั้งคราว แบบไฟฟ้า (Electric) สะดวก ประหยัดเวลา เหมาะกับคุณแม่ที่ปั๊มทุกวัน แบบไร้สาย / Hands-free ใส่ในบราปั๊มได้ เคลื่อนไหวได้ เหมาะกับคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้อง Multitask 2. ความนุ่มนวลและแรงดูด จุดสำคัญที่สุดคือ “ปั๊มแล้วไม่เจ็บ” 3. ความเงียบ 4. ความสะดวกในการพกพา 5. มาตรฐานความปลอดภัย แนะนำเครื่องปั๊มนมยอดนิยม (BabyGift) 1. HAENIM รุ่น 7X เหมาะกับ: คุณแม่ที่ปั๊มนมทุกวัน ต้องการเครื่องที่ครบและคุ้มค่าในระยะยาว […]

สำหรับ Working Women หลายๆ คน การทำงานก็คือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง และเป็นความสุขในการใช้ชีวิต แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนไป มีครอบครัว มีลูกขึ้นมาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วถ้าเราขับรถเป็นประจำ พอท้องแล้วยังจะขับรถได้อยู่มั้ย ในบทความนี้ BabyGift จะมานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับคนท้องขับรถได้มั้ย และคำแนะนำต่างๆ เพื่อให้คุณแม่อุ่นใจกันมากขึ้นค่ะ   คนท้องขับรถได้ไหม ? ชวนคุณแม่ดูคำแนะนำ ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยก่อนขับรถ  ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักจะเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “คนท้องขับรถได้ไหม?” คำถามนี้มักสร้างความกังวลให้กับคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ การตัดสินใจว่าจะขับรถหรือไม่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงข้อควรระวังและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เราลองมาดูรายละเอียดกันค่ะ  คนท้องขับรถได้ไหม ?   โดยทั่วไปหากมีความจำเป็นคนท้องสามารถขับรถได้นะคะ แต่หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงดีกว่า โดยไม่ควรขับรถในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้ท้องกะหันทัน จนไม่สามารถโฟกัสที่การขับขี่ได้ดีเท่าที่ควร (อ่านเคล็ดลับลดอาการแพ้ท้องของคุณแม่เพิ่มเติมได้อีกนะคะ) และในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน ควรงดขับรถโดยเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์ใหญ่ขึ้น หากเบรกกระทันหันอาจทำให้ท้องกระแทกพวงมาลัยได้ อีกทั้งเป็นช่วงเวลาของการเตรียมตัวคลอด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยหากจำเป็นต้องขับรถ BabyGift มีคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยมาฝากดังนี้ค่ะ    คำแนะนำเพิ่มเติมเมื่อคนท้องต้องขับรถ  คนท้องขับรถมอไซค์อันตรายไหม […]

หลายครอบครัวเริ่มใช้ช่วงเวลาระหว่างตั้งครรภ์ในการเตรียมความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นการเลือกชื่อ เลือกโรงพยาบาล หรือจัดห้องสำหรับสมาชิกตัวน้อยที่กำลังจะเข้ามาเติมเต็มความอบอุ่นให้กับบ้าน แต่เมื่อเริ่มหาข้อมูลจริง ๆ คุณพ่อคุณแม่จำนวนไม่น้อยกลับพบว่ามีของใช้เด็กมากมายจนไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนก่อน ห้องนอนเด็กจำเป็นต้องมีอะไรบ้าง? ต้องซื้อทุกอย่างก่อนคลอดหรือไม่? และจะจัดอย่างไรให้ปลอดภัยกับลูกน้อยที่สุด? บทความนี้จะช่วยให้การเตรียมห้องนอนเด็กอ่อนเป็นเรื่องง่ายขึ้น พร้อมไอเดียการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับการใช้งานจริงของแต่ละครอบครัว ห้องนอนเด็กอ่อนที่ดี ไม่จำเป็นต้องใหญ่ แต่ควรตอบโจทย์การใช้งาน สิ่งสำคัญที่สุดของห้องนอนเด็กแรกเกิด ไม่ใช่การตกแต่งที่สวยงามเพียงอย่างเดียว แต่คือปลอดภัย สะดวกต่อการดูแล ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ใช้งานได้จริงในทุกวัน โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก ที่เด็กใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน กินนม และเปลี่ยนผ้าอ้อม 3 พื้นที่สำคัญที่ควรมีในห้องนอนเด็ก พื้นที่สำหรับนอน มุมที่สำคัญที่สุดในห้องเด็ก คือพื้นที่นอน ควรเลือกเตียงหรือเปลที่แข็งแรง มั่นคง และเหมาะกับการใช้งานของครอบครัว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือ หมอนหลายใบ ตุ๊กตาขนาดใหญ่ ผ้าห่มหนาเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงจากการกีดขวางทางเดินหายใจ พื้นที่ให้นม ไม่ว่าจะให้นมแม่หรือนมผง มุมให้นมควรอยู่ใกล้พื้นที่นอนของลูก เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกได้สะดวก โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ต้องตื่นให้นมหลายครั้ง พื้นที่เปลี่ยนผ้าอ้อม ควรมีพื้นที่จัดเก็บของใช้ที่จำเป็น เช่น ผ้าอ้อม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวเด็ก เพื่อให้หยิบใช้งานได้สะดวกในทุกวัน 5 เรื่องความปลอดภัยที่ไม่ควรมองข้าม แม้ห้องจะตกแต่งสวยแค่ไหน […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event