ข้าวเด็ก 6 เดือน เริ่มมื้อแรกอย่างไรให้ถูกหลักโภชนาการ

แม่ป้อนข้าวบดให้ลูกน้อยวัย 6 เดือน

เมื่อลูกอายุประมาณ 6 เดือน “มื้อแรก” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญ เพราะความต้องการพลังงานและสารอาหารเริ่มเพิ่มขึ้น จึงเป็นช่วงที่เหมาะกับการเริ่มอาหารตามวัยควบคู่กับนมแม่หรือนมที่ลูกได้รับอยู่ โดยควรเริ่มจากอาหารปริมาณน้อย เนื้อสัมผัสเหมาะกับพัฒนาการ และค่อย ๆ เพิ่มความหลากหลายเมื่อลูกคุ้นเคยกับการกินมากขึ้น

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังสงสัยว่า ข้าวเด็ก 6 เดือนควรเริ่มอย่างไร กินอะไรได้บ้าง และมื้อแรกต้องเตรียมแค่ไหน บทความนี้สรุปสิ่งสำคัญที่ควรรู้ให้ครบในที่เดียว

ลูก 6 เดือนพร้อมเริ่มกินข้าวหรือยัง?

อายุ 6 เดือนเป็นช่วงที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มอาหารตามวัยได้ แต่ไม่ควรดูจากอายุเพียงอย่างเดียว ควรสังเกตความพร้อมของลูกด้วย เช่น ควบคุมศีรษะและลำตัวได้ดีขึ้น นั่งโดยมีการช่วยพยุงได้ สนใจอาหาร และสามารถรับอาหารจากช้อนแล้วกลืนได้

หากลูกคลอดก่อนกำหนด มีปัญหาด้านการกลืน การเจริญเติบโต หรือมีภาวะสุขภาพเฉพาะ ควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนเริ่มอาหารตามวัย

ข้าวเด็ก 6 เดือน มื้อแรกควรกินอะไร?

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก “ข้าวเปล่า” เพียงอย่างเดียว เพราะช่วงนี้ลูกต้องการอาหารที่มีความหลากหลายและมีสารอาหารหนาแน่น โดยเฉพาะอาหารที่เป็นแหล่งของ ธาตุเหล็ก โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุ

หนึ่งมื้อสามารถค่อย ๆ จัดให้มีข้าวหรือแหล่งคาร์โบไฮเดรต ร่วมกับเนื้อสัตว์ ปลา ไข่ หรือแหล่งโปรตีนอื่น ๆ และผักที่ปรุงสุกจนเหมาะกับการกินของลูก โดยไม่จำเป็นต้องปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือเกลือ

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) แนะนำให้เด็กเริ่มอาหารตามวัยเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควบคู่กับนม และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ความหลากหลาย และความถี่ของมื้อตามวัย

เนื้ออาหารเด็ก 6 เดือน ควรละเอียดแค่ไหน?

ช่วงเริ่มต้น ลูกสามารถกินอาหาร บด บดละเอียด หรืออาหารกึ่งแข็งที่มีความนุ่ม ได้ โดยปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับทักษะการกินของลูกแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องปั่นจนเหลวเหมือนน้ำทุกมื้อ

เมื่อลูกเริ่มจัดการอาหารได้ดีขึ้น ควรค่อย ๆ เพิ่มความข้นและเนื้อสัมผัส เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้การใช้ปาก ลิ้น และเหงือกในการจัดการอาหาร

ลูก 6 เดือนควรกินข้าววันละกี่มื้อ?

ในช่วงเริ่มต้น คุณพ่อคุณแม่สามารถเริ่มจากปริมาณเล็กน้อยเพื่อให้ลูกทำความคุ้นเคย แล้วค่อยเพิ่มตามความหิว ความอิ่ม และความสามารถในการกินของลูก โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้กินหมด

แนวทาง WHO สำหรับช่วงอายุ 6–8 เดือน คืออาหารตามวัยประมาณ 2–3 มื้อต่อวัน ควบคู่กับการให้นม และเริ่มจากปริมาณน้อยก่อนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามวัยและความต้องการของเด็ก

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามให้ลูกกินได้ตามตัวเลขทุกมื้อ แต่เป็นการสังเกตสัญญาณหิว–อิ่ม และสร้างประสบการณ์การกินที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น

6 ไอเดียเมนูข้าวเด็ก 6 เดือน ทำง่าย ได้สารอาหารหลากหลาย

มื้อแรกไม่จำเป็นต้องซับซ้อน คุณพ่อคุณแม่สามารถหมุนเวียนวัตถุดิบเพื่อให้ลูกได้รู้จักรสชาติและสารอาหารที่หลากหลาย เช่น ข้าวบด + ไข่ + ฟักทอง, ข้าวบด + ไก่ + แครอท, ข้าวบด + ปลา + ตำลึง, มันหวานบด + ไข่, ข้าวบด + ตับไก่ + ผักใบเขียว หรือข้าวบด + หมู + ฟักทอง

วัตถุดิบทุกชนิดควรปรุงสุกอย่างเหมาะสม เตรียมอย่างสะอาด และปรับขนาดกับเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับพัฒนาการของลูก

อ่านต่อ: เมื่อลูกโตขึ้นและเริ่มจัดการอาหารได้มากขึ้น สามารถดูแนวทางต่อได้ที่ ลูก 8 เดือนกินอะไรได้บ้าง? รวมเมนูแนะนำเหมาะสมตามวัย

5 เรื่องที่ควรระวังเมื่อเริ่มมื้อแรก

ไม่ควรเติมน้ำตาลหรือเกลือในอาหารเด็กเล็ก และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรูปทรงหรือเนื้อสัมผัสเสี่ยงต่อการติดคอ เช่น ถั่วทั้งเมล็ด องุ่นทั้งลูก หรือผักดิบชิ้นแข็ง รวมถึงดูแลความสะอาดของมือ วัตถุดิบ และอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารทุกครั้ง

ระหว่างมื้อควรมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด ให้ลูกกินในท่านั่งที่เหมาะสม และไม่บังคับเมื่อลูกแสดงสัญญาณอิ่ม การกินในวัยนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสารอาหาร แต่ยังเป็นช่วงที่ลูกกำลังเรียนรู้รสชาติ เนื้อสัมผัส และประสบการณ์ใหม่ ๆ ของการกิน

เตรียมมื้อแรกให้ง่ายขึ้นด้วย Eazy Peasy Pro

สำหรับบ้านที่ทำอาหารลูกเอง เครื่องปั่นอาหารเด็ก Eazy Peasy Pro – Prince & Princess ช่วยลดขั้นตอนการเตรียมอาหารด้วยฟังก์ชันนึ่งและปั่นอัตโนมัติ พร้อมโหมดสำหรับข้าว เนื้อสัตว์ ปลา ผัก และผลไม้ รวมถึงสามารถเลือกปั่นแยกเพื่อปรับเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับช่วงวัยของลูกได้

จึงเหมาะเป็นตัวช่วยตั้งแต่ช่วงเริ่มอาหารบด ไปจนถึงช่วงที่คุณพ่อคุณแม่ต้องการค่อย ๆ ปรับเนื้ออาหารให้หยาบขึ้นตามพัฒนาการ

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับข้าวเด็ก 6 เดือน

โดยทั่วไปสามารถเริ่มอาหารตามวัยได้เมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควบคู่กับการสังเกตความพร้อมด้านพัฒนาการของลูก หากมีภาวะสุขภาพเฉพาะควรปรึกษากุมารแพทย์ก่อนเริ่ม

ไม่จำเป็นต้องเหลวจนเป็นน้ำ สามารถเริ่มจากอาหารบดหรือกึ่งแข็งที่นุ่มและเหมาะกับความสามารถในการกลืนของลูก แล้วค่อยเพิ่มเนื้อสัมผัสตามพัฒนาการ

WHO แนะนำอาหารตามวัยประมาณ 2–3 มื้อต่อวันสำหรับช่วงอายุ 6–8 เดือน แต่ในช่วงเริ่มต้นสามารถเริ่มจากปริมาณน้อยและค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อม ความหิว และความอิ่มของลูก

ไม่จำเป็น WHO แนะนำว่าไม่ควรเติมเกลือหรือน้ำตาลในอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ให้ลูกได้เรียนรู้รสชาติธรรมชาติของวัตถุดิบก่อน

ไม่ควรรีบบังคับ เพราะลูกกำลังเรียนรู้ทักษะและเนื้อสัมผัสใหม่ ลองให้ในปริมาณน้อย สังเกตสัญญาณหิว–อิ่ม และค่อยลองใหม่ในมื้อหรือวันถัดไป

มื้อแรกไม่ต้องเยอะ แต่ควรเริ่มให้เหมาะกับลูก

การเริ่ม ข้าวเด็ก 6 เดือน ไม่ได้หมายถึงต้องเตรียมเมนูซับซ้อนหรือให้ลูกกินได้เยอะตั้งแต่วันแรก สิ่งสำคัญคือเริ่มเมื่อพร้อม เลือกอาหารที่มีสารอาหารหลากหลาย ปรับเนื้อสัมผัสตามพัฒนาการ และค่อย ๆ ให้ลูกเรียนรู้การกินอย่างเป็นธรรมชาติ

หากกำลังเตรียมมื้อแรกให้ลูกและอยากเห็น เครื่องปั่นอาหารเด็ก Eazy Peasy Pro ก่อนตัดสินใจ สามารถแวะมาดูสินค้าจริงและสอบถามการใช้งานได้ที่ BabyGift ทุกสาขา หรือเลือกชมและสั่งซื้อผ่าน BabyGift Online ได้ตามสะดวกค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณแม่ยุคใหม่หลายๆ ท่านอาจจะรู้จัก วิธีการให้อาหารเสริมลูกน้อยแบบ Baby Led Weaning หรือการ กินแบบ BLW กันบ้างแล้ว  เพราะเป็นวิธีการที่หลายบ้านเริ่มนิยมใช้ เนื่องจากเป็นการฝึกลูกกินอาหารเสริมด้วยตัวเองตั้งแต่มื้อแรก  ในแบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องป้อน และไม่ต้องบดหรือปั่นอาหารให้ลูกน้อย ที่สำคัญคือการให้ลูกกินอาหารเสริมด้วยวิธีนี้ ยังมีข้อดีหลายอย่าง เพราะเป็นการฝึกให้ลูกได้ใช้พัฒนาการทั้งด้านกล้ามเนื้อ สายตา ได้เรียนรู้รสชาติอาหารที่แตกต่าง และเป็นการฝึกพื้นฐานการช่วยเหลือตัวเองเพื่อพัฒนาให้ลูกสามารถทำอะไรได้เองเก่งขึ้นในอนาคต กินแบบ BLW มีขั้นตอนอย่างไร? วิธีการ กินแบบ BLW มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ ซึ่งการให้ลูกกินด้วยวิธีการแบบนี้ จะช่วยให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกรักมีความสุขกับมื้ออาหารของลูกมากขึ้น เพราะไม่ต้องเหนื่อยเดินป้อนข้าวลูก ลูกน้อยเองก็รู้สึกสนุก เพลิดเพลินกับการได้หยิบจับอาหารเข้าปาก ทำให้การ กินแบบ BLW เป็นที่นิยมกันในครอบครัวต่างประเทศ และนิยมในเมืองไทยบ้านเรามากขึ้น แต่การจะเริ่มให้ลูกกิน BLW จะต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนให้มื้อแรก และคุณแม่ต้องเรียนรู้ข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายๆ อย่าง ดังนั้นไปดูกันว่ามีอะไรที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันใส่ใจบ้าง แม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เมื่อเริ่มให้ลูก กินแบบ BLW แม้จะดูเหมือนการให้อาหารเสริมลูกด้วยวิธีการ BLW นี้ จะไม่ได้ยุ่งยากนัก แต่ก็มีเรื่องสำคัญต่างๆ ที่คุณแม่จะต้องใส่ใจและพิถีพิถันเลือกให้ลูกน้อย เพื่อความปลอดภัย และให้อาหารลูกในแบบ BLW ได้สำเร็จ […]

ผิวของทารกนั้นมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า การเลือกครีมอาบน้ำเด็กจึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่ทำความสะอาด แต่ต้องช่วยรักษาความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันผิว และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยของลูกรักอย่างแท้จริง วิธีเลือกครีมอาบน้ำเด็ก ให้เหมาะสมกับผิวที่บอบบางของลูกน้อย ก่อนจะตัดสินใจว่าเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี คุณแม่ควรมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสรีระที่บอบบางของเด็กเล็ก ดังนี้ แนะนำ 10 ครีมอาบน้ำเด็ก ยี่ห้อไหนดี อัปเดตล่าสุด 2026 หากคุณแม่ยังลังเลว่าควรเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี ในปี 2026 นี้ ได้รวบรวม 10 แบรนด์ยอดนิยมที่ผ่านการยอมรับเรื่องความอ่อนโยนและประสิทธิภาพในการดูแลผิวลูกน้อยมาฝากกัน 1. Enfant Organic Moisture Baby Wash แบรนด์ที่อยู่คู่คุณแม่ไทยมานาน ตัวนี้เป็นสูตรออร์แกนิกที่ทำความสะอาดได้ทั้งผิวและผมในขวดเดียว จุดเด่นอยู่ที่ฟองนุ่มลื่นล้างออกง่าย มีส่วนผสมจากข้าวโอ๊ต น้ำมันมะกอก และ Argan Oil ออร์แกนิก ช่วยคงสมดุล pH Balance ให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื้นหลังอาบเสร็จทันที 2. D-nee Organic For Newborn Head & Body Baby Bath หนึ่งในครีมอาบน้ำเด็กยอดฮิตที่โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมละมุนสูตรออร์แกนิก ปลอดภัยจากสารเคมีรุนแรงอย่าง SLS และซิลิโคน […]

คุณแม่มือใหม่ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยลอกเป็นขุยหรือมีอาการแห้งสาก นั่นเป็นเพราะทารกผิวแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่อย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีดูแลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าแม่และเด็ก เข้าใจดีว่าการดูแลผิวบอบบางของลูกรักนั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้น และเสริมสร้างให้ผิวลูกน้อยแข็งแรง ทำไมผิวทารกถึงบอบบางและแห้งง่ายกว่าผู้ใหญ่ โครงสร้างชั้นผิวหนังของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่และมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้ผิวทารกสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทั้งยังไวต่อการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ สารเคมี หรือการเสียดสี โครงสร้างผิวบอบบางที่ไม่แข็งแรงนี้เองที่ทำให้ทารกผิวแห้ง และเกิดปัญหาผิวแห้งลอกได้มากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ทารกผิวแห้งและลอก อาการทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอก มักเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบดังนี้ สภาพอากาศหรือห้องแอร์ที่แห้ง การที่ลูกน้อยต้องอยู่ในห้องปรับอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน หรือการสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอกได้ง่ายมาก เพราะผิวที่บางอยู่แล้วไม่สามารถต้านทานการสูญเสียน้ำจากสภาพแวดล้อมที่แห้งได้ การอาบน้ำบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัดเกินไป การอาบน้ำที่นานเกินไป หรือการใช้น้ำอุ่นจัดถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ น้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่เคลือบผิวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น และทำให้ทารกผิวแห้งได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงการอาบน้ำในชีวิตประจำวันก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง เช่น สบู่ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ จะทำลายสมดุลและเกราะป้องกันของผิวบอบบางทารกอย่างรวดเร็ว […]

เพราะแม่แต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองที่แตกต่าง Aprica จึงสรรสร้างนวัตกรรมที่รองรับทุกความต้องการด้วยรถเข็นเด็กหลากหลายรุ่นเพื่อตอบโจทย์ที่ไม่เหมือนกัน แล้วรถเข็นเด็ก Aprica รุ่นไหน เหมาะกับคุณไปดูกันเลย แม่ที่ใส่ใจทุกรายละเอียด ทุ่มเททุกความสุขเพื่อลูกและคนในครอบครัวเป็นสำคัญ ถ้าคำว่า “ที่สุด” คือนิยามของรถเข็นเด็กที่ดีที่สุดสำหรับลูก คือคำตอบเดียวที่คุณต้องการ รถเข็นเด็ก Aprica โดดเด่นในเรื่องนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมอบความสบาย นุ่มนวล ปกป้องลูกน้อยแบบ 360 องศา ใส่ใจในสุขภาพและเสริมสร้างพัฒนาการ เพื่อเทวดานางฟ้าตัวน้อย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Soraria Magic basket คุณแม่ทรงพลัง คล่องแคล่ว ขี้เล่น ถ้าคุณและลูกน้อยต้องการความคล่องตัว พร้อมทุกสถานการณ์ รถเข็นเด็กน้ำหนักเบาแต่ครบทุกฟังชันท์ที่เหนือกว่า พร้อมเติมความคล่องตัวด้วยการใช้รถเข็นสลับกับเป้อุ้มเด็กได้ง่าย เป็นตัวช่วยที่ดี ไม่ว่าสถานการณ์ไหนๆ คุณแม่ก็พร้อม รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Luxuna CTS รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Luxuna Light คุณแม่เด็กแนว กิ๊บเก๋ทันสมัย ไม่ชอบตามใคร สนใจทางเลือกใหม่ๆ รักอิสระและความแปลกใหม่ รถเข็นเด็ก แบบ 3 ล้อเท่ห์ๆ ไม่เหมือนใครที่ผสมผสานทุกฟังก์ชั่นอย่างลงตัว และที่โดนใจยิ่งกว่าคือ ความแข็งแรง ทนทาน ไม่ว่าจะไปไหนก็พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว ใช้ง่ายพับกางสะดวกและขนาดกระทัดรัด […]

เคยมีคนบอกว่า แต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูกนะ เดี๋ยวไม่มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เพราะถ้ามีลูกน้อยจะเดินทางแต่ครั้ง ต้องเตรียมสัมภาระของลูก 1 กระเป๋าใหญ่ ต้องรับมือกับลูกที่อาจร้องงอแง เพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน งอแงต้อให้อุ้มตลอดเวลา ก็คงเที่ยวไม่สนุก แล้วก็จะเข็ดไม่อยากไปไหนอีกเลย แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับลูกน้อยเลย เพราะเด็กในช่วงวัยนึง เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างดีเยี่ยม …แต่ถ้าไม่ได้พาลูกออกนอกบ้านเลย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรหล่ะ??? แต่สำหรับครอบครัวพ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์ สามารถพาน้องไทก้าเที่ยวได้ทุกที่ได้อย่างคล่องตัว พาออกนอกบ้านตั้งแต่น้องยังเล็กๆอยู่เลยค่ะ ก็เพราะมีตัวช่วยอย่าง รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon เป็นรถเข็นเด็กที่เบาที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเบาเพียง 3.6 kg. TRIP KOREA รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon กับทริปแรกของน้องไทก้า ในวัยประมาณ 6 เดือน เดินทางไปไกลถึงแดนกิมจิ ประเทศเกาหลี ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 3.6 kg. ช่วยให้นำรถเข็นขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง ช่วยให้พ่อเพชรจ้าดูแลน้องไทก้าได้อย่างใกล้ชิด แบบ face to face […]

การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การที่ลูกน้อยยังไม่สามารถนั่งในรถได้อย่างปลอดภัยด้วยเข็มขัดนิรภัยธรรมดา การเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางของลูกน้อย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกน้อยและปลอดภัยที่สุดค่ะ 1. รู้จักประเภทของคาร์ซีท ก่อนที่จะเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือประเภทของคาร์ซีทที่มีในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้: คาร์ซีทสำหรับทารก (Rear-Facing Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จะติดตั้งหันหลังและรองรับศีรษะและคอของเด็กให้ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีทแบบหันหน้า (Forward-Facing Seat): ใช้ได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักประมาณ 9-18 กิโลกรัม ตัวคาร์ซีทจะหันหน้าไปข้างหน้าและมีเข็มขัดนิรภัยในตัว คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ (Booster Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อเสริมให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับเด็กที่โตขึ้น 2. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับวัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการรองรับที่ดีในขณะนั่งในรถ หากเลือกคาร์ซีทผิดประเภทอาจทำให้ลูกไม่สามารถได้รับความปลอดภัยที่ดีที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ 3. ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเลือกซื้อคาร์ซีท คาร์ซีทที่ดีจะต้องมีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event