วิธีจัดการลูกไม่ยอมกินข้าว: เคล็ดลับสำหรับคุณแม่มือใหม่

การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีเริ่มต้นจากการให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นปัญหาที่แม่หลายคนต้องพบเจอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็ก แต่หากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพของลูกในระยะยาว ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีจัดการลูกไม่ยอมกินข้าวที่ได้ผลจริงมาฝากค่ะ

1. สร้างสภาพแวดล้อมในการทานอาหารที่ดี

บรรยากาศการทานอาหารที่ดีช่วยให้ลูกอยากทานมากขึ้น คุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและไม่กดดันขณะทานอาหาร เช่น การทานอาหารร่วมกันกับครอบครัว หรือการตั้งโต๊ะอาหารที่มีสีสันและดูน่าสนใจ

เคล็ดลับ:

  • พยายามให้ลูกทานอาหารในเวลาเดียวกันกับคนในครอบครัว
  • ใช้จานและช้อนที่มีลวดลายที่ลูกชอบ เพื่อดึงดูดความสนใจ

2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกอาหาร

เด็กมักจะรู้สึกสนุกและมีความภาคภูมิใจเมื่อได้เลือกหรือช่วยเตรียมอาหารเอง คุณแม่สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูอาหารหรือการจัดเตรียมอาหารบางอย่าง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อ

เคล็ดลับ:

  • ให้ลูกเลือกผักหรือผลไม้ที่ชอบ
  • ให้ลูกช่วยเตรียมอาหาร เช่น การหั่นผัก หรือจัดจาน

3. หลีกเลี่ยงการบังคับให้กินอาหาร

การบังคับให้ลูกทานอาหารอาจทำให้ลูกเกิดความเครียดและต่อต้านการทานอาหารมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารจะช่วยให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการทานอาหาร

เคล็ดลับ:

  • อย่าบังคับลูกให้ทานอาหารทั้งหมดในจาน หากเขายังไม่อยากทาน
  • สร้างเวลาทานอาหารที่สงบ ไม่เร่งรีบหรือลุกลี้ลุกลน

4. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย

เด็กมักเบื่ออาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้นคุณแม่ควรเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายและน่าสนใจ เช่น การทำอาหารในรูปแบบต่างๆ หรือการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เข้าไปในอาหาร

เคล็ดลับ:

  • ลองปรับรูปแบบอาหารให้ดูน่าสนใจ เช่น การทำอาหารเป็นรูปสัตว์หรือสิ่งต่างๆ ที่ลูกชอบ
  • เปลี่ยนการปรุงอาหารให้หลากหลาย ทั้งผัด ต้ม อบ หรือย่าง เพื่อเพิ่มความหลากหลายในการทาน

5. ไม่เสิร์ฟของหวานก่อนมื้ออาหาร

การเสิร์ฟของหวานหรือขนมก่อนมื้ออาหารจะทำให้ลูกอิ่มท้องก่อนและไม่อยากทานข้าว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการให้ขนมก่อนมื้ออาหาร

เคล็ดลับ:

  • เสิร์ฟของหวานหรือขนมหลังมื้ออาหารเสร็จแล้วเท่านั้น
  • จำกัดการทานขนมหวานในบางวัน เพื่อไม่ให้ลูกติดนิสัยทานขนมก่อนอาหาร

6. ทานอาหารร่วมกับลูก

การทานอาหารร่วมกับลูกจะช่วยให้ลูกเห็นแบบอย่างในการทานอาหารที่ดี และทำให้ลูกรู้สึกมีส่วนร่วมในการทานอาหารด้วยกัน

เคล็ดลับ:

  • ทานอาหารร่วมกันในเวลาที่กำหนดทุกวัน
  • พูดคุยกับลูกเกี่ยวกับอาหารที่ทานและวิธีการทานอย่างถูกสุขลักษณะ

7. ควบคุมเวลาการทานอาหาร

การมีเวลาทานอาหารที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกสร้างนิสัยการทานอาหารที่ดี ไม่ทานอาหารระหว่างมื้อซึ่งอาจทำให้ลูกไม่หิวเวลาทานข้าว

เคล็ดลับ:

  • กำหนดเวลาทานอาหารให้สม่ำเสมอในแต่ละวัน
  • หลีกเลี่ยงการให้ลูกทานขนมหรือของว่างระหว่างมื้ออาหาร

8. ให้รางวัลเมื่อทานอาหารเสร็จ

การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วเป็นวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกทานอาหารอย่างเต็มใจ โดยรางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นขนมหรือของหวานเสมอไป

เคล็ดลับ:

  • ให้รางวัลเล็กๆ เช่น การให้เวลาเล่นกับของเล่นที่ชอบ หรือการชมเชย
  • ควรทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจเมื่อทานอาหารเสร็จ

9. สังเกตพฤติกรรมของลูก

บางครั้งลูกอาจไม่ยอมทานข้าวเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ เช่น ปวดท้อง หรือเจ็บคอ ดังนั้นคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมของลูกให้ดี หากลูกไม่ยอมทานอาหารเป็นระยะเวลานานหรือมีอาการผิดปกติ ควรพาลูกไปพบแพทย์

เคล็ดลับ:

  • หากลูกไม่ยอมทานอาหารและมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องอืด อาเจียน หรือท้องเสีย ควรปรึกษาแพทย์ทันที
  • หลีกเลี่ยงการทำให้ลูกทานอาหารที่รสจัดเกินไป หรือมีความเค็มมากเกินไป

10. ให้ความอดทนและเข้าใจ

ท้ายที่สุดการเลี้ยงลูกให้ทานอาหารอย่างมีความสุขและสม่ำเสมอคือเรื่องที่ต้องใช้เวลา คุณแม่ควรมีความอดทนและให้เวลาแก่ลูกในการปรับตัว

เคล็ดลับ:

  • อย่าเสียใจหากลูกไม่ยอมทานอาหารในบางมื้อ
  • ให้กำลังใจลูกอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการสร้างความเครียดในมื้ออาหาร

บทสรุป

การที่ลูกไม่ยอมกินข้าวอาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับคุณแม่ แต่ด้วยการใช้วิธีการที่เหมาะสมและเข้าใจความต้องการของลูก คุณแม่สามารถช่วยให้ลูกมีนิสัยการทานอาหารที่ดีและมีสุขภาพดีได้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่สนุกสนานในการทานอาหาร การเลือกอาหารที่หลากหลาย และการไม่บังคับลูกเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้การทานอาหารเป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเคยดูคลิปทารกน้อยใส่ห่วงลอยน้ำ ฝึกน้ำดำ และฝึกลอยตัวอยู่ในน้ำกันใช่ไหมคะ เป็นคลิปที่น่าเอ็นดูมากเลย และหากลูกรักของเราได้ลองทำดูบ้างคงน่ารักมากแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะให้ลูกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไร ปลอดภัยแค่ไหน แล้วจะเลือกโรงเรียนว่ายน้ำแบบไหนให้ลูกดี เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ ลูกทารกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้เมื่อไร?  เด็กทารกสามารถเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนขึ้นไป โดยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าร่างกายของลูกพร้อมแค่ไหน ให้ลองเริ่มใช้ห่วงยางสวมศีรษะของลูกเพื่อช่วยพยุงตัวในน้ำ เมื่อปล่อยลูกลงสระน้ำแล้วลูกสามารถลอยตัวได้โดยไม่กลัวน้ำเลย การฝึกแบบนี้ก่อนจะช่วยให้ลูกมีความเคยชินกับน้ำ ไม่กลัวน้ำ และเพื่อในอนาคตจะได้หัดว่ายน้ำได้อย่างสบาย หรือจะเริ่มฝึกหรือเรียนว่ายน้ำในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ก็เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาดีขึ้น เข้าใจภาษาที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่สื่อสาร เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขาได้ดีขึ้นมากแล้ว สระน้ำแบบไหน ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก สระน้ำระบบน้ำเกลือจะเป็นระบบควบคุมความสะอาดของน้ำด้วยเกลือธรรมชาติ มีค่า pH balance ในใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติของคน ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อตาหรือผิวหนังของเด็กทารก สระน้ำระบบโอโซน จะเป็นระบบที่เอาก๊าซโอโซนมาบำบัดน้ำในสระ มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในเวลาอันสั้น และไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่ทำให้ดวงตาหรือผิวหนังทารกระคายเคือง ซึ่งสระระบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้บริการมากนัก   เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรง สระน้ำควรจะควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 30- 35 องศาเซลเซียส เพื่อให้ร่างกายของลูกสามารถปรับอุณหภูมิได้ง่าย ไม่ป่วย อุปกรณ์สำคัญเมื่อลูกเล็กต้องว่ายน้ำ เลือกโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกแบบไหน ปลอดภัยเหมาะสม  ข้อดี […]

เป้อุ้มลูก จำเป็นไหม ? เมื่อลูกน้อยลืมตาดูโลก การเลี้ยงลูกทารกเป็นสิ่งที่คุณแม่จะต้องใส่ใจดูแลตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพราะลูกน้อยยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ซึ่งนอกจากการนอนหลับของลูกแล้ว ในช่วงเวลากิจวัตรต่างๆ ทั้งการไล่ลม กล่อมนอน หรือปลอบลูกเวลาร้องไห้ แม้กระทั่งเวลาพาลูกออกไปนอกบ้านเพื่อฉีดวัคซีน พบหมอหรืออื่นๆ คุณพ่อคุณแม่จะต้องอุ้มลูกอยู่เสมอ การอุ้มลูก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่จะต้องทำตลอดเวลาจนกว่าลูกน้อยจะเดินเองได้แข็งแรง แต่การอุ้มลูกนานๆ อุ้มผิดท่า ก็สร้างความเมื่อยล้า อ่อนเพลีย และทำให้สุขภาพของคุณพ่อคุณแม่เสียได้ เช่น ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดแขน หรือมีอาการผิดปกติจนต้องไปพบหมอ ดังนั้นจึงมีเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยคุณพ่อคุณแม่ในการอุ้มลูกน้อย เพื่อให้ได้เบาแรงและสะดวกมากขึ้น นั่นคือ  เป้อุ้มเด็ก เป้อุ้มเด็ก Baby Wearing ยุคใหม่ ความจริงแล้วการใช้เป้อุ้มเด็ก เพื่อทุ่นแรงอุ้มคุณแม่ ถือเป็นวัตนธรรมของการ Baby Wearing ที่มีมายาวนานมากๆ แล้ว นั่นคือการที่คุณแม่ใช้ผ้าพันลูกน้อยและผูกไว้กับตัวคุณแม่ เพื่อให้คุณแม่สามารถทำงานอื่นๆ ได้พร้อมกับลูกก็ได้อยู่ใกล้ชิด ได้รับความอบอุ่นการดูแลจากคุณแม่ตลอดเวลา และยังมีคุณค่าทั้งการช่วยไม่ให้คุณแม่ต้องอุ้มลูกจนเมื่อยล้า สะดวกเวลาหยิบจับทำงานอื่นๆ ได้โดยลูกไม่หล่น ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นแนบชิดปลอดภัย สร้างสายใยผูกพันแม่ลูก  และจากในสมัยก่อนที่คุณแม่นิยมใช้เพียงผ้าผืนยาวที่เหนียวแน่นมาห่อพันตัวลูกและผูกไว้กับตัวเอง (แม้ในยุคนี้ก็ยังมีวัฒนธรรมของบางประเทศหรือบางพื้นที่ที่ยังคงใช้ผ้าพันตัวลูกติดกับคุณแม่อยู่) จนมีการพัฒนาเรื่อยมาจากผ้าพันแบบเดิม กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์เป้อุ้มเด็ก ที่มีนวัตกรรมการออกแบบให้เหมาะสมกับการอุ้มลูกน้อย  […]

ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดว่าเรื่องพาหะธาลัสซีเมียนี่เป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ แต่พอตั้งท้องเท่านั้นแหละ การเป็นพาหะฯ นี่เรื่องใกล้ตัวสุดๆ แถมทำให้กังวลมากมายเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าคุณแม่อาจจะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ย สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร วันนี้เราก็นำความรู้มาฝากกันค่ะ เคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร? อันที่จริง การเป็นพาหะธาลัสซีเมียไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยเลยนะ เพราะมีคนไทยตั้งกว่า 24 ล้านคนที่เป็นพาหะโรคนี้ เผลอๆ เวลาเดินตามถนนเราอาจจะเจอคนที่เป็นพาหะอยู่เต็มไปหมด แถมเรายังอาจจะเป็นด้วยก็ได้นะ คนที่เป็นพาหะของโรคนี้ง่ายๆ ก็คือ คนที่มีเชื้อธาลัสซีเมีย “แฝง” อยู่ในร่างกาย เพราะงั้นคนที่เป็นพาหะจะมีสุขภาพที่แข็งแรงปกติเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ไม่ได้ออกอาการอะไร แต่อาจจะเลือดจางนิดหน่อย โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ทางพันธุกรรม เพราะงั้น หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ ลูกที่คลอดออกมาก็สามารถเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ถึง 25% เลยนะ พูดง่ายๆ คือ พาหะก็เหมือนมีโรคอยู่ครึ่งนึง แม่มีครึ่ง พ่อมีครึ่ง พอมารวมกัน ลูกก็มีโอกาสที่จะได้รับโรคนี้ไปเต็มๆ เลยนั่นเอง แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ เพราะหากคุณหมอตรวจพบว่าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะแล้ว ขั้นต่อไปคุณหมอจะดูว่าเป็นธาลัสซีเมียชนิดไหน เพราะถ้าเป็นคนละชนิดกัน ก็หายห่วง! พาหะธาลัสซีเมียมีกี่ชนิด แล้วต่างกันยังไง? พาหะธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด ก็คือ อัลฟ่ากับเบตา อัลฟ่านี่จะค่อนข้างรุนแรง แต่มากน้อยก็แล้วแต่ยีนส์ที่แฝงอยู่นั่นแหละ ส่วนถ้าเป็นกลุ่มเบตาก็จะไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่ […]

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ  ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ? การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ  วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?   ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู […]

ปัญหาใหญ่ของคุณแม่อีกปัญหาหนึ่งเวลาตั้งท้องก็คือการทานยาเวลาไม่สบายนั่นเองค่ะ อันนี้กล้าพูดได้เลยเพราะเจอกับตัวเองเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่รู้อ่ะเนอะว่าในยาแก้แพ้พวกนี้มีส่วนผสมหรือสารอะไรที่จะมีผลต่อลูกในท้องบ้าง วิธีแก้ไขขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือเลิกทานยาไปเลย ขนาดไม่สบายหนักๆ จนแทบทนไม่ได้ยังยอมที่จะไม่ทานยาเลยค่ะ แล้วดูอากาศประเทศไทย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก แบบนี้จะไม่ให้ป่วยยังไงไหว แต่วันนี้เราจะมาบอกคุณแม่แม่ว่า มันมียาแก้แพ้บางตัวที่คุณแม่ท้องสามารถทานได้นะคะ เพราะยาพวกนี้ได้รับการคอนเฟิร์มจากคุณหมอแล้วว่าไม่มีผลต่อลูกน้อยแน่นอน เราลองมาดูกันดีกว่าว่าคุณแม่ใช้ยาอะไรได้บ้าง ยาแก้แพ้ที่ปลอดภัยกับคุณแม่ 1. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine: CPM) เวลาพูดถึงยาแก้แพ้ ยาตัวแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คือเจ้ายาตัวนี้แหละ ยาเม็ดเล็กๆ สีเหลืองที่ช่วยลดอาการแพ้ ลดน้ำมูกแล้วก็แก้อาการคัน คุณแม่ท้องทานยาตัวนี้ได้เนอะ เพราะจากกรณีที่ผ่านมายังไม่พบว่ายาตัวนี้ส่งผลต่อลูกในท้องเลยค่ะ แต่ว่ายาตัวนี้มันจะมีผลข้างเคียงทำให้คุณแม่อ่อนเพลีย เพราะงั้นอาจจะต้องงดใช้ยาเวลาที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนนะคะ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และคุณลูกค่ะ ที่สำคัญก็ไม่ควรใช้ยาตัวนี้เกิน 3 วันนะ เพราะว่าถ้าใช้ไปมากๆ แล้วอาจจะทำให้เกล็ดเลือดต่ำ แล้วลูกที่คลอดออกมาอาจจะมีอาการเลือดไหลผิดปกติได้ด้วยค่ะ 2. แอคติเฟด (Actifed) ยาตัวนี้จะช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้พวกอาการภูมิแพ้ทางจมูกดีขึ้น แล้วก็บรรเทาอาการคัดจมูกที่เกิดจากหวัดได้ค่ะ แต่ยาตัวนี้ก็จะทำให้ง่วงเช่นเดียวกัน ดังนั้น คุณแม่ควรจะทานยาแล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอนะคะ พอตื่นมาอาการจะได้ดีขึ้น สดชื่นได้เหมือนเดิมค่ะ 3. เซทิไรซีน (Cetirizine) หรือ ฟาเทค (Fatec ®) คุณแม่ที่ต้องเดินทางหรือทำงานในช่วงที่ไม่สบายก็ขอแนะนำให้ทานตัวนี้เลยค่ะ เพราะว่ายาตัวนี้ไม่ทำให้ง่วงหรืออ่อนเพลีย แถมยังไม่ส่งผลเสียต่อลูกน้อยอีกต่างหาก แต่ว่ายาตัวนี้มันจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาตัวอื่นๆ นะคะ คุณแม่ก็เลยอาจจะหายช้านิดหน่อยค่ะ 4. ยาหยอดหรือยาพ่นจมูก […]

ก้าวแรกของการเป็นคุณแม่มือใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคำถามมากมาย โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหน้าท้อง หลายคนอาจสงสัยว่า ลักษณะท้องของคนท้องจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร จะเริ่มนูนเมื่อไหร่ และที่เห็นป่องออกมานั้นคือเจ้าตัวเล็กหรือแค่เรากินอิ่มกันแน่ xqบทความนี้จะช่วยให้คุณแม่คลายข้อสงสัย พร้อมรู้วิธีสังเกตสัญญาณเริ่มแรกอย่างมืออาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์แบบที่สุด ดูยังไงว่าท้องหรือพุง? วิธีสังเกตพุงคนท้องกับคนอ้วนที่แตกต่างกัน การแยกแยะระหว่างหน้าท้องที่ขยายจากครรภ์กับพุงที่เกิดจากไขมันสะสมมีจุดสังเกตหลักดังนี้ เจาะลึกลักษณะท้องของคนท้องในแต่ละไตรมาส รูปร่างของหน้าท้องจะเปลี่ยนไปตามพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแต่ละไตรมาสจะมีความชัดเจนและความรู้สึกของคุณแม่ที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ ลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ – 1 เดือนแรก (ระยะเริ่มแรก) ในช่วงลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ ถึงลักษณะท้องของคนท้อง 1 เดือน หน้าท้องจะยังแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สังเกตได้ชัดเจน พุงคนท้องไตรมาสที่ 2 ช่วงเวลาที่หน้าท้องและเอวเริ่มขยายชัดเจน เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 มดลูกจะขยายพ้นอุ้งเชิงกรานขึ้นมา ทำให้ลักษณะท้องของคนท้องเริ่มเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน พุงคนท้องไตรมาสที่ 3 เมื่อมดลูกขยายใหญ่จนถึงกำหนดคลอด นี่คือช่วงที่ลักษณะท้องของคนท้องโตเต็มที่และมีการเปลี่ยนแปลงเชิงสรีระอย่างมาก สัญญาณเตือนอื่น ๆ ที่มาพร้อมลักษณะท้องของคนท้อง 1 เดือนแรก เนื่องจากหน้าท้องในช่วงลักษณะท้องของคนท้อง 1 เดือน ยังดูไม่ออก คุณแม่จึงต้องสังเกตสัญญาณทางกายภาพอื่น ๆ ร่วมด้วย การดูแลตัวเองเมื่อเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงของหน้าท้อง เมื่อรูปร่างเริ่มเปลี่ยนไป การดูแลสุขภาพทั้งกายและใจคือสิ่งสำคัญอันดับต้น […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid