ตารางกินนมเด็กแรกเกิด ต้องกินนมกี่ออนซ์ ปริมาณเท่าไหร่ บทความนี้มีคำตอบ

การเริ่มต้นบทบาทคุณแม่มือใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องการให้นม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเจริญเติบโตในช่วงแรกชีวิต เมื่อคุณพาลูกน้อยนั่ง คาร์ซีทเด็กแรกเกิด กลับถึงบ้าน ภารกิจหลักที่คุณแม่กังวลที่สุดคือลูกกินอิ่มไหม หรือกินมากเกินไปหรือเปล่า วันนี้ BabyGift จะมาเผยตารางกินนม และปริมาณที่เหมาะสมสำหรับนมเด็กแรกเกิด เพื่อให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างมั่นใจ

ปริมาณนมทารกที่เหมาะสมตามวัย เด็กแรกเกิดกินนมกี่ออนซ์

การเข้าใจธรรมชาติของกระเพาะอาหารทารกเป็นสิ่งสำคัญ ในช่วงแรกเกิดกระเพาะของลูกยังมีขนาดเล็กเท่าลูกมะนาวเท่านั้น ปริมาณนมเด็กแรกเกิดที่ต้องการในแต่ละมื้อจึงดูเหมือนน้อย แต่เน้นความถี่แทน เรามาเจาะลึกปริมาณที่เหมาะสมในแต่ละช่วงสัปดาห์กันเลย

ทารก 1 สัปดาห์ กินกี่ออนซ์

ในสัปดาห์แรก กระเพาะของทารกจะเริ่มขยายตัวขึ้นเล็กน้อย โดยเฉลี่ยทารกจะกินนมประมาณ 1.5-3 ออนซ์ (45-90 มิลลิลิตร) ต่อมื้อ คุณแม่ควรแบ่งมื้อนมออกเป็น 6-8 มื้อต่อวัน หากให้นมแม่ควรให้เข้าเต้า 8-12 ครั้ง หรือทุก 2-3 ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างต่อเนื่อง

เมื่อลูกเริ่มกินนมตามปริมาณที่เหมาะสมกับวัย การเตรียมนมให้สะดวกและพร้อมในแต่ละมื้อ ก็ช่วยลดความวุ่นวายให้กับคุณพ่อคุณแม่ โดยเฉพาะช่วงกลางคืนที่ต้องตื่นให้นมหลายครั้ง

เครื่องอุ่นนม Baby Bottle Warmer & Sterilizer – PRINCE & PRINCESS

เครื่องอุ่นนมที่ช่วยให้อุ่นนมหรืออาหารเด็กได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น อุ่นนมได้ง่ายในทุกมื้อ ใช้งานสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน เหมาะสำหรับครอบครัวที่ให้นมจากขวดเป็นประจำ

ทารก 2 สัปดาห์ กินกี่ออนซ์

เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ทารกจะเริ่มปรับตัวได้ดีขึ้น ปริมาณการกินจะเพิ่มเป็น 2-4 ออนซ์ (60-120 มิลลิลิตร) ต่อมื้อ โดยยังคงรักษาความถี่ที่ 6-8 มื้อต่อวัน ในช่วงนี้หากคุณแม่เริ่มใช้ เครื่องปั๊มนม เพื่อเก็บสต็อกน้ำนม จะช่วยให้เห็นปริมาณน้ำนมที่ชัดเจนขึ้นและช่วยระบายความคัดตึงได้ดี

เครื่องปั๊มนม HAENIM 7X

สำหรับคุณแม่ที่ปั๊มนมเก็บ การมีเครื่องปั๊มนมที่เหมาะกับการใช้งาน จะช่วยให้การเตรียมน้ำนมสำหรับลูกในแต่ละมื้อสะดวกยิ่งขึ้น ปั๊มนมได้อย่างต่อเนื่อง เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการสต็อกน้ำนม ช่วยให้สมาชิกในครอบครัวสามารถช่วยป้อนนมได้

ลูก 1 เดือน กินกี่ออนซ์

วัย 1 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มกินเก่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปริมาณที่เหมาะสมคือ 3-4 ออนซ์ต่อครั้ง (90-120 มิลลิลิตร) โดยทิ้งระยะห่างระหว่างมื้อได้นานขึ้นเป็นทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง ซึ่งในช่วงนี้ทารกจะเริ่มมีวงจรการนอนที่นานขึ้นเล็กน้อย ทำให้คุณแม่พอจะมีเวลาพักผ่อนได้บ้าง

ลูก 2 เดือน กินกี่ออนซ์

ทารกวัย 2 เดือน มักจะกินนมประมาณ 4-5 ออนซ์ต่อครั้ง (120-150 มิลลิลิตร) หรือรวมแล้วประมาณ 24-32 ออนซ์ต่อวัน แม้ปริมาณต่อมื้อจะเพิ่มขึ้น แต่ยังคงรักษาความถี่ในการให้นมเด็กแรกเกิดทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้ลูกได้รับพลังงานที่เพียงพอต่อการพัฒนาสมองและร่างกาย

ลูก 3 เดือน กินกี่ออนซ์ต่อครั้ง

เมื่อถึงวัย 3 เดือน ลูกจะเริ่มมีความจุของกระเพาะมากขึ้น ปริมาณนมจะเพิ่มเป็น 4-6 ออนซ์ต่อครั้ง (120-180 มิลลิลิตร) และทิ้งระยะห่างได้ถึง 4-5 ชั่วโมงต่อมื้อ ในวัยนี้ทารกหลายคนอาจเริ่มนอนยาวในช่วงกลางคืนได้บ้างแล้ว ทำให้มื้อนมรวมต่อวันอาจลดลงเหลือ 6-8 ครั้ง

ลูก 5 เดือน กินกี่ออนซ์

ทารกวัย 5 เดือนจะกินนมอยู่ที่ประมาณ 6-7 ออนซ์ต่อครั้ง (180-210 มิลลิลิตร) ทุก ๆ 4-5 ชั่วโมง เป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่ลูกจะเริ่มหัดทานอาหารเสริม (Solid Food) เมื่ออายุครบ 6 เดือน ปริมาณนมในช่วงนี้จะค่อนข้างคงที่ และลูกจะเริ่มแสดงความสนใจสิ่งรอบข้างมากขึ้นระหว่างมื้อนม

เครื่องอบยูวี รุ่น UV Flex – PRINCE & PRINCESS

หลังให้นมทุกมื้อ ขวดนม จุกนม และอุปกรณ์ที่ใช้ ควรได้รับการทำความสะอาดและดูแลอย่างเหมาะสมก่อนนำกลับมาใช้อีกครั้ง ใช้กับขวดนม จุกนม และอุปกรณ์ปั๊มนม ช่วยให้การจัดเก็บอุปกรณ์เป็นระเบียบ เหมาะสำหรับครอบครัวที่ใช้อุปกรณ์ให้นมทุกวัน

ตารางกินนมทารก เป็นอย่างไร

เพื่อให้คุณแม่เห็นภาพรวมและวางแผนการดูแลได้ง่ายขึ้น BabyGift สรุปตารางกินนมของลูกน้อยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงขวบปีแรกมาให้ดังนี้

อายุทารกปริมาณนม (ออนซ์/มื้อ)ความถี่ (ครั้งต่อวัน)
1 สัปดาห์1.5-3 ออนซ์/มื้อ8-12 ครั้ง
2 สัปดาห์2-4 ออนซ์/มื้อ8-12 ครั้ง
1 เดือน3-4 ออนซ์/มื้อ7-9 ครั้ง
2 เดือน4-5 ออนซ์/มื้อ7-9 ครั้ง
4 เดือน4-6 ออนซ์/มื้อ6-8 ครั้ง
6-12 เดือน7-8 ออนซ์/มื้อ4-6 ครั้ง

การทำตามตารางกินนมนี้เป็นเพียงเกณฑ์เฉลี่ย สิ่งสำคัญคือการสังเกตสัญญาณจากลูกน้อยควบคู่ไปด้วย

สรุปบทความ

การเข้าใจตารางกินนม และปริมาณนมเด็กแรกเกิดที่เหมาะสม จะช่วยลดความกังวลใจให้คุณแม่มือใหม่ได้อย่างมาก แม้ในช่วงแรกอาจจะมีความปั่นป่วนบ้าง แต่เมื่อเริ่มปรับตัวได้ ทุกอย่างจะกลายเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษ BabyGift เข้าใจลึกถึงทุกความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ เราจึงรวบรวมสินค้าแม่และเด็กคุณภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นการเช็กว่า ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง หรือการเลือกเครื่องปั๊มนม และคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ที่ปลอดภัยที่สุด เราพร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ เพื่อให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องที่ง่ายและมีความสุขที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

นมแม่มีภูมิต้านทานและสารอาหารที่ปรับเปลี่ยนตามความต้องการของลูกในแต่ละช่วงวัย ส่วนนมผงเป็นทางเลือกเสริมที่มีสารอาหารครบถ้วนตามมาตรฐาน แต่ไม่มีภูมิต้านทานตามธรรมชาติเหมือนนมแม่

สังเกตได้จากการที่ลูกดูสงบหลังกินนม มีการขับถ่ายปัสสาวะ 6 ครั้งขึ้นไปต่อวัน และมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข

ในช่วงสัปดาห์แรก ๆ ควรให้ลูกกินตามความต้องการหรืออย่างน้อย 8-12 ครั้งต่อวัน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่มาได้ดียิ่งขึ้นและเพียงพอต่อความต้องการของลูก

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ลูกน้อยที่ทั้งฉลาดและอารมณ์ดี คือลูกน้อยที่คุณแม่ทุกๆ บ้านใฝ่ฝัน ว่าแต่คุณแม่ทราบมั้ยคะว่า ทั้งความฉลาดและความอารมณ์ดีนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของโชคหรือดวงหรอกนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถปลูกฝังและฟูมฟักได้ตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในท้อง สำหรับบทความนี้ เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณแม่ท่านไหนก็ทำได้ที่บ้านมาฝากกัน ลองไปดูกันเลยค่ะ 1. อารมณ์ลูกเริ่มจากแม่ คุณแม่อาจจะเคยได้ยินมาว่าอารมณ์ของคุณแม่จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นเลยที่บอกว่าแม่ที่เครียดตอนตั้งครรภ์ หรือเป็นซึมเศร้านั้นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพและอารมณ์ของลูกน้อย อันนี้ก็เพราะว่ามันจะมีฮอร์โมนตัวนึงที่เรียกว่าคอร์ติซอล ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยในท้องค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าคุณแม่ทำอารมณ์ตัวเองให้ดีและสดใสอยู่เสมอ ร่างกายก็จะลดการหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลเสียตัวนี้ แล้วก็ไปเพิ่มฮอร์โมนตัวดี ที่ไปช่วยกระตุ้นการพัฒนาและการรับรู้ต่างๆ แทนนั่นเองค่ะ 2. อ่านนิทานให้ลูกน้อยฟัง ลูกน้อยจะเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณแม่ตั้งแต่ 2-3 เดือนเลยนะ แถมพอเข้าเดือนที่ 3-4 ประสาทหูก็จะทำงานดีขึ้นด้วยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่ก็เริ่มพูดคุยกับเค้าตอนนี้ได้เลย นอกจากนี้ คุณแม่ยังควรจะอ่านนิทานให้เค้าฟัง เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการด้านการได้ยินของลูกน้อยแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณแม่อีกด้วยนะ 3. เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม อาหารที่เหมาะสมจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตและการสร้างเซลล์ต่างๆ ส่วนอาหารที่คุณแม่ควรรับประทานก็อย่างเช่น 4. ส่องไฟกระตุ้นการมองเห็น ตอนอายุครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มพัฒนาด้านการมองเห็น และจะสามารถเห็นแสงไฟส่องทะลุผนังหน้าท้องของคุณแม่เข้ามาได้ค่ะ เพราะฉะนั้นการส่องไฟที่หน้าท้องก็ถือว่าเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการและเซลล์สมองส่วนรับภาพได้เหมือนกันนะ วิธีการเล่นกับลูกน้อยด้วยการใช้ไฟส่องก็คือ ให้คุณแม่ใช้ไฟฉายมาวนเป็นวงกลมที่หน้าท้องรอบๆ สะดือ ลูกจะขยับตอบรับกับแสงไฟนั้นให้คุณแม่รู้สึกได้ […]

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดช่วงลาคลอด หรือผู้ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การพิจารณาเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน และควรส่งลูกไปเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ บทความนี้ BabyGift จะมาให้คำตอบอย่างละเอียด เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เนิร์สเซอรีคืออะไร เนิร์สเซอรี หรือที่เรียกกันว่า เดย์แคร์ (Day Care) คือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในช่วงเวลากลางวัน มักรับดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจต้องกลับไปทำงานประจำ โดยเน้นการดูแลพื้นฐาน การให้ความอบอุ่น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลต่อไป ข้อดีและข้อเสียของเนิร์สเซอรี การส่งลูกไปเนิร์สเซอรีมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับวิถีชีวิตของครอบครัวและพัฒนาการของลูกน้อยที่สุด ข้อดีของเนิร์สเซอรี ข้อเสียของเนิร์สเซอรี เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน คำถามว่า เนิร์สเซอรี จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะหลักการสำคัญคือเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบยังต้องการความผูกพันที่มั่นคงจากผู้เลี้ยงดูหลัก (พ่อแม่) เป็นอันดับแรก การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เนิร์สเซอรีจะจำเป็นต่อแม่และเด็ก ที่ไม่มีผู้ดูแลในช่วงกลางวัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มฝึกทักษะสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมันคือตัวช่วยในการจัดการชีวิตของครอบครัวมากกว่าความจำเป็นด้านพัฒนาการหลักของลูก ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ สำหรับคำถามว่า ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำว่าควรรอให้ลูกอายุ 3 […]

การเป็นแม่มือใหม่คือการเผชิญหน้ากับโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพของลูกน้อย เพราะสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตและพัฒนาการของเด็กๆ ในวัยเด็กแรกเกิด ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ดูยากในตอนเริ่มต้น แต่แม่มือใหม่สามารถเริ่มต้นด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพดีได้ มาดูกันว่า 10 เคล็ดลับที่จะช่วยเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีมีอะไรบ้างค่ะ 1. ให้นมแม่เป็นหลัก การให้นมแม่เป็นการมอบสารอาหารที่ดีที่สุดแก่ลูกในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต นมแม่มีทั้งสารอาหารที่ครบถ้วนและภูมิคุ้มกันที่ช่วยป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก เคล็ดลับ: 2. เริ่มอาหารเสริมเมื่อถึงเวลา เมื่อเด็กครบ 6 เดือน ควรเริ่มให้อาหารเสริมเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต การเลือกอาหารที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาร่างกายและสมองของลูกได้อย่างดี เคล็ดลับ: 3. ส่งเสริมการนอนหลับที่เพียงพอ การนอนหลับที่เพียงพอช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กและช่วยพัฒนาสมอง เด็กเล็กต้องการการนอนหลับมากในแต่ละวัน เคล็ดลับ: 4. ฉีดวัคซีนตามกำหนด การฉีดวัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคร้ายแรง เช่น โรคหัด คอตีบ หรือบาดทะยัก ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับ: 5. ให้ลูกได้รับการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพัฒนาการร่างกายและสมองของลูก การให้ลูกมีโอกาสเคลื่อนไหวตามวัย เช่น การคลาน การนั่ง หรือการยืน ช่วยเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้น เคล็ดลับ: 6. รักษาความสะอาดและสุขอนามัย การรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น การติดเชื้อในช่องปากหรือผิวหนัง […]

อาหารที่จะช่วยบำรุงสายตาให้กับลูกน้อย >>>ขอบคุณข้อมูล : Mother&Care

เคยมีคนบอกว่า แต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูกนะ เดี๋ยวไม่มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เพราะถ้ามีลูกน้อยจะเดินทางแต่ครั้ง ต้องเตรียมสัมภาระของลูก 1 กระเป๋าใหญ่ ต้องรับมือกับลูกที่อาจร้องงอแง เพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน งอแงต้อให้อุ้มตลอดเวลา ก็คงเที่ยวไม่สนุก แล้วก็จะเข็ดไม่อยากไปไหนอีกเลย แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับลูกน้อยเลย เพราะเด็กในช่วงวัยนึง เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างดีเยี่ยม …แต่ถ้าไม่ได้พาลูกออกนอกบ้านเลย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรหล่ะ??? แต่สำหรับครอบครัวพ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์ สามารถพาน้องไทก้าเที่ยวได้ทุกที่ได้อย่างคล่องตัว พาออกนอกบ้านตั้งแต่น้องยังเล็กๆอยู่เลยค่ะ ก็เพราะมีตัวช่วยอย่าง รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon เป็นรถเข็นเด็กที่เบาที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเบาเพียง 3.6 kg. TRIP KOREA รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon กับทริปแรกของน้องไทก้า ในวัยประมาณ 6 เดือน เดินทางไปไกลถึงแดนกิมจิ ประเทศเกาหลี ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 3.6 kg. ช่วยให้นำรถเข็นขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง ช่วยให้พ่อเพชรจ้าดูแลน้องไทก้าได้อย่างใกล้ชิด แบบ face to face […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event