เนิร์สเซอรีคืออะไร จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบ

เนิร์สเซอรีคืออะไร

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดช่วงลาคลอด หรือผู้ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การพิจารณาเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน และควรส่งลูกไปเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ บทความนี้ BabyGift จะมาให้คำตอบอย่างละเอียด เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ

เนิร์สเซอรีคืออะไร

เนิร์สเซอรี หรือที่เรียกกันว่า เดย์แคร์ (Day Care) คือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในช่วงเวลากลางวัน มักรับดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจต้องกลับไปทำงานประจำ โดยเน้นการดูแลพื้นฐาน การให้ความอบอุ่น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลต่อไป

ข้อดีและข้อเสียของเนิร์สเซอรี

ข้อดีของเนิร์สเซอรีคืออะไร

การส่งลูกไปเนิร์สเซอรีมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับวิถีชีวิตของครอบครัวและพัฒนาการของลูกน้อยที่สุด

ข้อดีของเนิร์สเซอรี

  • ความสะดวกสบายในการจัดการเวลา : ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องทำงานประจำสามารถฝากลูกได้อย่างสะดวก ทำให้มีเวลาจัดการภาระส่วนตัวและหน้าที่การงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะเนิร์สเซอรีที่มีช่วงเวลารับ-ส่งยืดหยุ่น
  • ฝึกทักษะการเข้าสังคม : ลูกน้อยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในวัยเดียวกัน ได้ฝึกแบ่งปัน รอคอย และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการ
  • การเสริมสร้างพัฒนาการที่เหมาะสม : บุคลากรในเนิร์สเซอรี มักมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็กแต่ละช่วงวัยอย่างเป็นระบบ

ข้อเสียของเนิร์สเซอรี

  • เสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคได้ง่าย : การที่ลูกต้องอยู่รวมกับเด็กคนอื่น ๆ ทำให้มีโอกาสสูงที่จะติดเชื้อโรค เช่น ไข้หวัด โนโรไวรัส หรือโรคที่แพร่ทางระบบทางเดินหายใจได้ง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจไว้ล่วงหน้า
  • ค่าใช้จ่ายที่อาจสูง : โดยเฉพาะเนิร์สเซอรีคุณภาพดีหรือที่มีชื่อเสียง อาจมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินสำหรับบางครอบครัว
  • ขาดการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา : แม้ว่าจะมีบุคลากรดูแลอย่างดี แต่ลูกก็ต้องอยู่ห่างจากคุณพ่อคุณแม่ อาจทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความเป็นอยู่หรือให้ความดูแลที่ละเอียดอ่อนได้ตลอดเวลา

เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน

คำถามว่า เนิร์สเซอรี จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะหลักการสำคัญคือเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบยังต้องการความผูกพันที่มั่นคงจากผู้เลี้ยงดูหลัก (พ่อแม่) เป็นอันดับแรก การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เนิร์สเซอรีจะจำเป็นต่อแม่และเด็ก ที่ไม่มีผู้ดูแลในช่วงกลางวัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มฝึกทักษะสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมันคือตัวช่วยในการจัดการชีวิตของครอบครัวมากกว่าความจำเป็นด้านพัฒนาการหลักของลูก

ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่

พาลูกไปเนิร์สเซอรีกี่ขวบ

สำหรับคำถามว่า ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำว่าควรรอให้ลูกอายุ 3 ขวบขึ้นไป แล้วจึงส่งเข้าเรียนชั้นอนุบาลเลยจะดีกว่า เนื่องจากเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงพอ ทำให้เสี่ยงป่วยง่ายมาก และยังไม่ถึงวัยที่จำเป็นต้องได้รับทักษะทางวิชาการ การส่งลูกเข้าเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ จึงควรพิจารณาเมื่อถึงเวลาที่ลูกพร้อมจะห่างจากพ่อแม่และร่างกายแข็งแรงพอสมควรแล้ว

รวมวิธีเลือกเนิร์สเซอรีให้ปลอดภัยต่อลูกน้อย

การเลือกเนิร์สเซอรีที่มีคุณภาพและความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก โดยเฉพาะเมื่อตัดสินใจจะส่งลูกไป เนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ก็ตาม ควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้

  • การรักษาความสะอาดและสุขอนามัย : ต้องมั่นใจว่าสถานที่สะอาด มีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเป็นประจำ รวมถึงบุคลากรมีสุขอนามัยที่ดี
  • อัตราส่วนครูต่อเด็กที่เหมาะสม : ต้องมีบุคลากรเพียงพอในการดูแลเด็กได้อย่างทั่วถึงและใกล้ชิด ไม่แออัดจนเกินไป
  • ระบบรักษาความปลอดภัย : ควรมีระบบการเข้า-ออกที่รัดกุม คนนอกไม่สามารถเข้าถึงเด็กได้ง่าย และสามารถตรวจสอบกล้องวงจรปิดได้หากมีเหตุฉุกเฉิน
  • ทำเลที่ตั้งสะดวก : ควรเลือกสถานที่ที่ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน เพื่อความรวดเร็วในการรับ-ส่ง และสามารถเดินทางไปถึงได้ทันทีเมื่อมีเหตุจำเป็น

รวมสิ่งที่ต้องพิจารณาในการส่งลูกไปเนิร์สเซอรี

ก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับการส่งลูกไปเนิร์สเซอรี คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาถึงองค์ประกอบสำคัญเหล่านี้อย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าการตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับลูกที่สุด

  • แนวทางการดูแลที่สอดคล้องกับครอบครัว : ตรวจสอบว่าวิธีการเลี้ยงดูและการให้อาหารของเนิร์สเซอรีตรงกับความต้องการและแนวปฏิบัติของที่บ้านหรือไม่
  • การสอบถามและเยี่ยมชมสถานที่จริง : ควรไปสำรวจด้วยตนเองเพื่อดูสภาพแวดล้อม กิจกรรม และความน่าสนใจของของเล่นที่ใช้เสริมพัฒนาการ
  • การพูดคุยกับบุคลากร : สังเกตทัศนคติ ความเชี่ยวชาญ และความรักในการดูแลเด็กของครูและพี่เลี้ยง เพื่อให้มั่นใจว่าจะดูแลลูกของเราได้ดี
  • ความพร้อมด้านอารมณ์ของลูก : หากลูกยังอยู่ในวัยที่ต้องพึ่งพาคุณพ่อคุณแม่สูง หรือมีอาการ “ติดแม่” มาก การพรากจากกันอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกปลอดภัยของลูกได้

สรุปบทความ

การเลือกส่งลูกเข้าเนิร์สเซอรี เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความพร้อมของลูก เนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ และความสะดวกของครอบครัว สิ่งสำคัญที่สุดคือการมอบสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย อบอุ่น และส่งเสริมพัฒนาการของลูกอย่างเหมาะสม และหากคุณกำลังมองหา สินค้าแม่และเด็กที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น เป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดี หรือเครื่องปั๊มนม ที่ตอบโจทย์การให้นม BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้จริง เข้าใจลึก และคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกของคุณเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุขที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกหรือไม่?

เนิร์สเซอรี ไม่ได้จำเป็นต่อพัฒนาการหลัก แต่เป็นตัวเสริมทักษะทางสังคมและการเรียนรู้ตามวัย การได้รับความรักและความอบอุ่นจากครอบครัวในวัยแรกเกิดถึง 3 ขวบยังคงสำคัญที่สุด

มีวิธีเตรียมตัวลูกก่อนไปเนิร์สเซอรีอย่างไรบ้าง?

ควรฝึกให้ลูกคุ้นเคยกับการแยกจากพ่อแม่เป็นระยะเวลาสั้น ๆ และฝึกกิจวัตรประจำวัน เช่น การกิน การนอน และการเข้าห้องน้ำ ให้สอดคล้องกับตารางเวลาของเนิร์สเซอรีล่วงหน้า

ควรเลือกเนิร์สเซอรีอย่างไรให้เหมาะกับลูก?

ควรเลือกจากอัตราส่วนครูต่อเด็กที่เหมาะสม ความสะอาดปลอดภัยของสถานที่ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับอายุของลูก ที่สำคัญคือ เนิร์สเซอรี ต้องให้ลูกรู้สึกอุ่นใจและมีความสุข

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็ก AILEBEBE รุ่น KURUTTO สีดำ แสดงตัวสินค้าแบบเต็มชิ้น มุมมองด้านหน้า/ด้านข้าง เหมาะสำหรับใช้ประกอบข้อมูลสินค้าและแสดงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพสินค้ากระเป๋าคุณแม่อเนกประสงค์สีชมพูพาสเทลแบบเดี่ยวๆ บนพื้นหลังสีขาว เพื่อให้เห็นรูปทรง ดีไซน์ ช่องเก็บของ และสายสะพายข้างได้อย่างชัดเจน
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
กระจกมองเด็กในรถ BRICA Baby In-Sight สีดำ
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพคาร์ซีทเด็กแบรนด์ Graco รุ่น Nautilus ลักษณะเป็นคาร์ซีทแบบ Harness Booster พร้อมสายรัดนิรภัย 5 จุด มีที่วางแก้วด้านข้าง ตัวเบาะโทน สีเทา-ดำ ใช้สำหรับแสดงรูปลักษณ์และรายละเอียดของสินค้า
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพรถเข็นเด็กสีครีม/เบจ พร้อมโครงสร้างสีดำและที่วางแก้วน้ำด้านข้าง บนพื้นหลังสีขาว เพื่อเน้นดีไซน์ของตัวรถเข็นให้ลูกค้าพิจารณาได้ง่าย
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
เบาะนั่งเสริมสำหรับเด็ก Ride Crew Navy (สีน้ำเงินกรมท่า)
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การเป็นแม่มือใหม่อาจจะเป็นเรื่องที่ทั้งสนุกและท้าทายอย่างมาก สำหรับแม่มือใหม่หลายๆ คนที่เพิ่งมีลูกคนแรก ย่อมต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้รู้สึกเครียดและสับสน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะทุกปัญหามีวิธีการจัดการที่สามารถทำได้ทันที วันนี้เรามี 5 ปัญหาที่แม่มือใหม่เจอบ่อย พร้อมวิธีแก้ไขที่ได้ผลทันทีมาฝากค่ะ 1. ลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน หนึ่งในปัญหาที่แม่มือใหม่มักเจอบ่อยคือ ลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน ตื่นบ่อย หรือร้องไห้จนทำให้แม่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นี่อาจเกิดจากการที่เด็กยังไม่คุ้นเคยกับการนอนตอนกลางคืน หรือยังปรับตัวไม่ได้กับตารางเวลา วิธีแก้ไข: 2. ลูกไม่ยอมกินนม/อาหารเสริม หลายๆ แม่มือใหม่มักจะพบว่า ลูกไม่ยอมกินนมแม่หรือนมขวด หรือแม้กระทั่งปฏิเสธอาหารเสริม แม้จะพยายามหลายครั้งแล้วก็ตาม วิธีแก้ไข: 3. ลูกร้องไห้ไม่หยุด หนึ่งในปัญหาที่ท้าทายมากสำหรับแม่มือใหม่คือการที่ลูกร้องไห้ไม่หยุด ซึ่งบางครั้งอาจทำให้แม่รู้สึกวิตกกังวลและไม่รู้วิธีการช่วยลูก วิธีแก้ไข: 4. ปัญหาน้ำนมไม่พอ แม่มือใหม่หลายคนจะมีความกังวลเรื่องน้ำนมไม่พอให้ลูกดื่ม ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดหรือการให้นมไม่สม่ำเสมอ วิธีแก้ไข: 5. รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก การเป็นแม่มือใหม่ที่ต้องดูแลลูกอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดความเครียดและรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้บางครั้งแม่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีพอ วิธีแก้ไข: บทสรุป ปัญหาที่แม่มือใหม่เจอบ่อยนั้นเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ด้วยการมีความรู้และวิธีการที่ถูกต้อง อย่าลืมว่าการเลี้ยงลูกไม่ใช่การแข่งกับเวลา แต่คือการเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆ กัน ไม่ต้องกังวลหรือเครียดเกินไป ขอให้แม่มือใหม่ทุกคนมีความสุขกับการเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ และรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพและความสุขของลูกค่ะ!

ท้องทีต้องมานั่งกังวลเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด นอกจากจะกังวลเรื่องการกินกับการเดินแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นสิ่งที่แม่ท้องหลายๆ คนสงสัยว่าควรจะนอนท่าไหนกันแน่ บางคนก็บอกว่าให้นอนท่าที่สบายที่สุด บางคนก็บอกว่าให้นอนตะแคงข้างไหนก็ได้ ส่วนบางคนก็เจาะจงให้นอนตะแคงซ้าย ตกลงยังไงกันแน่นะ? แต่แน่นอนว่าท่านอนมีผลต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่แล้วก็คุณลูก วันนี้เราลองมาดูคำตอบไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่ะ ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 16 สัปดาห์ขึ้นไปคือ “ท่านอนตะแคงซ้าย” ค่ะ เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้มดลูกของคุณแม่ไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ค่อนไปทางขวาและท่านี้ยังจะช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วยนะคะ เพราะพอเส้นเลือดดำไม่ถูกกดทับแล้ว เลือดก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ดี แถมยังทำให้อาหารย่อยง่ายอีกด้วยนะ ถ้าคุณแม่นอนตะแคงขวา หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น แต่เอาจริงถ้าจะให้นอนตะแคงซ้ายทั้งคืนก็คงไม่ไหว คุณแม่ก็อาจจะตะแคงซ้ายขวาสลับกันก็ได้นะ แต่เน้นไปที่ด้านซ้ายให้เยอะกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ที่ท้องใหญ่มากๆ คุณแม่อาจจะหาหมอนมารองใต้ท้องเพื่อช่วยพยุงท้องเอาไว้ จะได้นอนหลับสบายๆ ยาวๆ ถึงเช้าไปเลยเนอะ ท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับคุณแม่ เดาได้ง่ายมาก ก็คือท่านอนคว่ำน่ะสิ อันนี้มันก็แน่อยู่แล้วแหละนะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวันทุกวันจะให้นอนคว่ำได้ยังไงไหว แต่อีกท่านึงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือท่านอนหงายค่ะ อ๊ะๆ คิดไม่ถึงกันใช่ไหมล่ะคะ ที่ท่านี้ควรหลีกเลี่ยงก็เพราะมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวได้ค่ะ พอทับไปแล้วคุณแม่ก็จะมีอาการเท้าบวม เป็นริดสีดวงทวาร หนักๆ หน่อยก็อาจทำให้วิงเวียนศีรษะจนถึงขั้นเป็นลมได้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่ปวดหลังสุดๆ เพราะเหมือนกับต้องแบกรับน้ำหนักร่วมสิบโลไว้ทั้งคืน วิธีจัดท่านอน ไม่ใช่ว่าคุณแม่เดินมาถึงเตียงก็ล้มตึงลงไปนอนตะแคงได้เหมือนตอนไม่ท้องเลยนะ ตอนนี้เรามีลูกน้อยอยู่ในท้องแล้วก็ต้องคอยทำอะไรให้ช้าลง วิธีข้างล่างจะช่วยให้คุณแม่จัดท่านอนได้ถูกต้องแล้วก็จะช่วยลดอาการปวดหลังด้วยนะคะ เวลาจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า คุณแม่ควรจะค่อยๆ พลิก […]

คุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนอาจเคยได้ยินว่า การดื่มนมวัวมากในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้ลูกแพ้นมวัว จนเกิดความกังวลว่าควรงดนมไปเลยหรือควรเปลี่ยนไปดื่มนมชนิดอื่นแทน คำตอบคือ คุณแม่ที่ไม่แพ้นมวัวสามารถดื่มนมได้ตามปกติ และยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการดื่มนมวัวในปริมาณปกติระหว่างตั้งครรภ์เป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกแพ้นมวัว สิ่งที่สำคัญกว่าการงดอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง คือการกินอาหารให้หลากหลาย สมดุล และเหมาะกับสุขภาพของคุณแม่แต่ละคน แม่ท้องจำเป็นต้องงดนมวัวเพื่อป้องกันลูกแพ้หรือไม่? โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องงด หากคุณแม่ไม่มีอาการแพ้นมวัวหรือไม่ได้รับคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์ การงดนม ไข่ ถั่ว ปลา หรืออาหารที่มักก่อให้เกิดภูมิแพ้ระหว่างตั้งครรภ์ ยังไม่พบว่าช่วยลดโอกาสที่ลูกจะเกิดอาการแพ้อาหารได้ และการจำกัดอาหารโดยไม่จำเป็นอาจทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีน แคลเซียม หรือสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอ หากจำเป็นต้องงดนมหรือผลิตภัณฑ์จากนมจริง ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร เพื่อวางแผนหาแหล่งโปรตีนและแคลเซียมทดแทนอย่างเหมาะสม แล้วแม่ท้องควรดื่มนมมากแค่ไหน? ไม่มีปริมาณเดียวที่เหมาะกับคุณแม่ทุกคน เพราะความต้องการขึ้นอยู่กับอาหารที่กินในแต่ละวัน สุขภาพ น้ำหนักตัว และคำแนะนำจากแพทย์ที่ดูแลครรภ์ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องเพิ่มนมในปริมาณมากเพียงเพราะตั้งครรภ์ แต่ควรเน้นอาหารที่หลากหลายและได้รับสารอาหารครบถ้วน (อ่านบทความเพิ่มเติม : รวมเมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน กินอะไรดีช่วยเพิ่มน้ำนมให้ลูก) นมและผลิตภัณฑ์จากนมเป็นเพียงหนึ่งในแหล่งโปรตีนและแคลเซียมเท่านั้น แคลเซียมยังพบได้ในอาหารอื่น เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย งา ถั่ว และผักใบเขียวบางชนิด เลือกนมแบบไหนสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์? คุณแม่สามารถเลือกดื่มนมได้ตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากโภชนาการและสุขภาพของตัวเอง ผลิตภัณฑ์จากนมที่ผ่านการพาสเจอไรซ์ถือว่าปลอดภัยสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากนมดิบหรือไม่ผ่านการพาสเจอไรซ์ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากอาจมีความเสี่ยงจากเชื้อโรคในอาหาร หากคุณแม่แพ้นมวัวหรือดื่มแล้วไม่สบายท้อง ควรทำอย่างไร? อาการแพ้โปรตีนนมวัวและภาวะย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้เป็นภาวะเดียวกัน […]

เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่หลาย ๆ คนคงเคยฝึกการอาบน้ำเด็กอ่อนจากคลินิกฝากครรภ์ หรือ จากโรงพยาบาลมาก่อน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ต้องเรียนรู้อย่างหนึ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อที่จะได้อาบน้ำสระผมให้กับลูกน้อยของเราอย่างถูกวิธีและมีความปลอดภัย ซึ่งการอาบน้ำเด็กแรกเกิดนั้น ก็มีขั้นตอนและวิธีการที่ไม่ยากจนเกินไป เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่มือใหม่สามารถทำตามได้อย่างแน่นอน อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีอะไรบ้าง มีขั้นตอนอย่างไร ต้องระวังเรื่องไหนเป็นพิเศษบ้าง ในบทความนี้เรามีข้อมูลดีๆ มาฝากค่ะ   ชวนคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ มาดูขั้นตอนการอาบน้ำเด็กแรกเกิดยังไง ให้ถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่มือใหม่บางคนอาจจะมีความกังวลในเรื่องของการอาบน้ำให้เด็กอ่อนหรือ เด็กแรกเกิด เพราะว่าเด็กเล็กนั้นมีร่างกายบอบบาง ยังไม่แข็งแรง หากอาบน้ำไม่ถูกวิธีก็อาจจะทำให้ลูกน้อยของเราไม่สบายได้ อย่างไรก็ตาม การทำความสะอาดชำระร่างกาย และดูแลสุขอนามัยของเด็กแรกเกิดนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงแต่ว่าเด็กเล็กมีผิวที่บอบบาง จึงเสี่ยงต่อการระคายเคืองได้ง่าย ทั้งนี้ เด็กเล็กยังมีภูมิคุ้มกันต่ำ จึงอาจไม่สบายได้ง่าย คุณพ่อคุณแม่มือใหม่จึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีอาบน้ำเด็กแรกเกิด ที่ถูกต้องและเหมาะสมกับวัยของลูกน้อย แล้วจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง อุปกรณ์ที่ต้องใช้มีอะไรบ้าง มีวิธีการอย่างไร มาดูกันเลยค่ะ  อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  วิธีอาบน้ำเด็กแรกเกิดอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำตามได้ไม่ยาก   1. ให้คุณแม่ หรือ คนที่จะอาบน้ำให้เด็ก เตรียมตัวให้พร้อม ผู้ที่จะอาบน้ำให้เด็กเล็กควรถอดเครื่องประดับออกให้หมด ทั้งนาฬิกา แหวน สร้อยข้อมือ เพื่อป้องกันไม่ให้ไปขีดข่วนโดนตัวเด็ก พร้อมกับล้างมือถูสบู่ให้สะอาดก่อนอาบน้ำให้เด็กทุกครั้ง ทั้งนี้ คุณพ่อคุณแม่ หรือ ผู้ดูแลควรตัดเล็บให้สั้นอยู่เสมอ […]

นั่งดูหนังฝรั่งส่วนใหญ่ก็ฟังแค่เสียง แต่ตัวอักษรแปลด้านล่างก็มองเห็นไปพร้อมกันเพราะเลี่ยงไม่ได้  ทำให้หลายครั้งจะเกิดอาการสะดุดในการดู ด้วยมีความรู้สึกว่า”?!?” ในใจ ก็คนแปลนะสิคะ  น่าจะเก่งการแป ลแต่คงไม่เก่งเรื่องสำนวน หลายครั้งที่คำไม่ได้มีความหมายตรงตามพจนานุกรม ดูมาหลายเรื่องหลายคำโดยที่ไม่ได้ใส่ใจนัก  จนกระทั่งเจอกับคำว่า shower ซึ่งเป็นเรื่องของมารยาทและธรรรมเนียมต่างๆ เข้าพอดี ในหนังเรื่องหนึ่ง ตัวละครพูดว่า “…baby shower…” คำแปลขึ้นว่า “อาบน้ำเด็ก”  ส่วนอีกเรื่องได้ยินคำว่า “…wedding shower…”  คำแปลขึ้นว่า “รดน้ำแต่งงาน” คนดูที่ไม่ได้สนใจเสียงภาษาอังกฤษ  ก็เข้าใจตามตัวอักษรไทยที่ปรากฏ  คนที่ดูหนังจริงจังหน่อย  อาจเกิดความสงสัยว่าสิ่งที่ตัวละครพูดมันเกี่ยวกับเรื่องที่ดำเนินอยู่ยังไงหว่า? ใช่ค่ะ shower แปลว่ารดน้ำ อาบน้ำ ซึ่งถ้าละเอียดขึ้นอีกนิด ก็ต้องบอกว่าเป็นการรด หรืออาบโดยใช้ฝักบัวให้น้ำโปรยปรายลงมา ไม่ใช่นอนแช่อ่างหรือตักราดโครมๆ แต่ shower ในที่นี้ หมายถึงธรรมเนียมในการจัดงานปาร์ตี้ประเภทหนึ่ง  ซึ่งเวลาพูดจะมีคำว่า party ตามหลังหรือไม่ก็ได้ การจัดงานเพื่อให้ของขวัญล่วงหน้าแบบนี้ไม่ใช่ธรรมเนียมไทย  ถ้าจะให้ของขวัญเด็กก็ต้องรอให้คลอดออกมาซะก่อน และด้วยความที่เราไม่รู้ว่าจะให้ของขวัญอะไรดี  ทุกวันนี้ก็เลยให้เงินแทนซะเลย อยากได้อะไรก็ซื้อเอาเอง ก็ดีไปอย่างค่ะ  แต่ไร้อารมณ์ไปหน่อย การจัดปาร์ตี้แบบ shower นั้น สร้างความอบอุ่น สนุกสนาน มิตรภาพ และความใกล้ชิดได้ดีมาก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจที่มีต่อกันและกัน  เพราะเป็นงานเลี้ยงที่เจ้าภาพไม่ได้จัดให้ตัวเองแต่จัดให้กับคนที่ตนรัก กิจกรรมการเปิดของขวัญคือไฮไลต์ของงาน แต่ก็มีกิจกรรมอื่นๆ เช่น เกมหรือการแสดงก็เป็นสีสันของงานการจัดงานจะมี Theme […]

“การจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณแม่ๆ อาจจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง เอาจริงๆ เราก็จะไม่ค่อยเก็ทฟีลกันเท่าไหร่ จนได้มามีลูกเป็นของตัวเอง อุปสรรคแรกที่ต้องเจอ ซึ่งเรียกได้ว่าหนักสำหรับแม่ๆ ทั้งหลายก็คือ การใช้ชีวิตไปในแต่ละวันพร้อมกับอาการ แพ้ท้อง อาการ แพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคนหรอกนะคะ หรือคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้แพ้ท้องในท้องแรก แต่ไปแพ้ท้องในท้องสองก็ได้ เพราะงั้น ถ้ามีอาการนี้อยู่ หรือกลัวว่าจะมี เราลองมาดูเคล็บลับง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งหมอ ที่จะมาช่วยบรรเทาอาการแพ้กันดีกว่า 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบาๆ ช่วยได้ เป็นปกติของทุกคนมั้ยคะ ที่เวลาเราได้กลิ่นอะไรน่าเวียนหัวแล้วรู้สึกเหมือนจะอาเจียน บางคนไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมฉุน บางคนไม่ชอบกลิ่นธูป เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นหอมๆ ที่มีความสดชื่นมาไว้ใกล้ๆ กลิ่นที่สดชื่นเช่นนี้ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็สร้างความผ่อนคลายให้ได้อีกด้วย 2. ดื่มน้ำเป็นประจำ อาการแพ้ท้องส่วนมากก็จะมาในรูปแบบของการอาเจียน เพราะงั้นเราก็จะเสียน้ำไปเยอะมาก สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ให้ดื่มน้ำเข้าไปทดแทน เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการขาดน้ำ ผิวหนังแห้งแตก หรือหน้ามืดได้ค่ะ นอกจากนี้การดื่มน้ำก็ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น มีกำลังในระหว่างวันขึ้นมาบ้าง 3. ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำขิงร้อนๆ ต่อจากข้อข้างบน น้ำที่เราแนะนำก็จะเป็นน้ำอุ่นๆ หรือถ้าใครไม่ชอบทานน้ำอุ่นๆ ก็อาจจะลองเปลี่ยนเป็นน้ำขิงร้อนๆ ก็ได้นะคะ เพราะขิงเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยลดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี แถมน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นน้ำนมหลังคลอดได้ด้วยนะ […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
ดูเพิ่มเติม
All Brands
ดูเพิ่มเติม
All Ages
ดูเพิ่มเติม
BabyGift Care
News & Event