เคล็ดลับในการดูแลดวงตาลูกน้อย

  • ใช้ดวงตาให้ถูกวิธี เด็กๆไม่ควรใช้สายตาจับจ้องเป็นเวลานาน เช่น การอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ เล่นเกม ดูโทรทัศน์นานหลายชั่วโมง โดยเฉพาะการดูใกล้ ก็ถือว่าเป็นการใช้สายตามากเกินไป หรือเวลาอ่านหนังสือ ก็ควรอ่านในที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ เพราะหากใช้สายตามาก ใช้สายตาผิดวิธี ก็อาจทำให้สายตาผิดปกติได้เร็วขึ้น
  • ตรวจสายตา หากมีอะไรผิดปกติหรือสงสัยว่าดวงตาของลูกจะมีปัญหา เช่น ตาดำดูผิดปกติ, ตาลูกเหล่ (เป็นบางครั้งหรือว่าบางเวลา), หนังตาข้างใดข้างหนึ่งตกลงโดยเฉพาะภาวะติดเชื้อ มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองปนเขียวหรือหนังตาบวมแดงร่วมด้วย อาจมาจากฝุ่นละอองในอากาศ ไม่ควรนิ่งนอนใจรีบไปพบคุณหมอทันที เพื่อตรวจหาสาเหตุ ป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นค่ะ
  • งดซื้อยาใช้เอง ดวงตามีเนื้อเยื่อที่บอบบาง (ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย) ดังนั้น การใช้ยากับเด็กต้องปรึกษาคุณหมอ และระมัดระวัง อย่างมาก เช่น การใช้ยาหยอดตา คุณแม่ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนหยอดตา และขณะที่หยอดต้องระวังไม่ให้หยด แตะกับตาหรือขนตา เมื่อเปิดใช้แล้ว ควรเก็บยาไว้ในที่เย็นในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน สิ่งสำคัญคือไม่ควรใช้ยาหยอดตาร่วมกับผู้อื่นนะคะ
  • ดูแลให้ถูกวิธี การหมั่นดูแลเรื่องความสะอาด ทั้งเครื่องนอน และอุปกรณ์ ต่างๆที่ดวงตาลูกน้อยอาจสัมผัสได้ เช่น เปลี่ยนผ้ารองที่นอน หมอนที่ลูกหนุน หรือสังเกตว่า ดวงตาลูกมีขี้ตาออกมา ให้ทำความสะอาดโดยใช้สำลีชุบ น้ำต้มสุกอุ่น เช็ดจากหัวตาไปยังหางตา และควรเปลี่ยนสำลีก้อนใหม่เช็ดอีกข้าง สำหรับเล็บมือ เรื่องนี้ก็สำคัญ คุณแม่ควรตัดเล็บมือ ดูแลความสะอาดเป็นประจำด้วยเพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคต่างๆค่ะ
  • ระวังอุบัติเหตุ สถานที่ที่มีฝุ่น ควันเยอะๆ ลมแรง หรือแสงแดดจ้ามากๆ สถานที่เหล่านี้อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุกับดวงตาได้ง่าย ต้องเลี่ยงไว้ก่อนหรือหาทางปกป้อง รวมถึงสอนลูกไม่ให้แคะ แกะ เกา หรือทำอะไรกับดวงตาเมื่อมีอาการเกิดขึ้น เช่น คัน เป็นตุ่ม เพื่อความปลอดภัยต่อดวงตา เพราะอาจทำให้เป็นปัญหาอื่นตามมาได้ค่ะ

อาหารที่จะช่วยบำรุงสายตาให้กับลูกน้อย

  • ผักบุ้ง มีสารที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีนเยอะมาก ช่วยบำรุงสายตา ช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงให้ตาเป็นประกาย ไม่แสบ ไม่แห้ง
  • มันเทศ เป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยบำรุงสายตาเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน มีสารต้านมะเร็งอีกด้วย

>>>ขอบคุณข้อมูล : Mother&Care

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเคยสังเกตว่า ลูกน้อยมีเหงื่อออกมาก โดยเฉพาะเวลานอน จนเสื้อเปียกหรือบริเวณศีรษะชื้นอยู่เสมอ จึงอดกังวลไม่ได้ว่าอาการแบบนี้เป็นเรื่องปกติหรืออาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติบางอย่าง ในความเป็นจริง เด็กแต่ละคนมีการขับเหงื่อไม่เท่ากัน และในหลายกรณีอาการเหงื่อออกมากอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมหรือพัฒนาการตามวัย แต่หากมีอาการร่วมอื่น ๆ ก็ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจสาเหตุของอาการเหงื่อออกในเด็ก วิธีสังเกตอาการ และแนวทางดูแลลูกน้อยอย่างเหมาะสม ทำไมลูกถึงเหงื่อออกมาก? ร่างกายของเด็กเล็กยังอยู่ในช่วงพัฒนา ระบบควบคุมอุณหภูมิยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์เท่าผู้ใหญ่ จึงอาจทำให้เหงื่อออกได้ง่ายกว่า โดยเฉพาะในช่วงที่นอนหลับ สาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่ หากลูกยังร่าเริง กินนมได้ดี และเจริญเติบโตตามวัย อาการเหงื่อออกเพียงอย่างเดียวมักไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล ลูกเหงื่อออกตรงศีรษะตอนนอน ปกติหรือไม่? คุณพ่อคุณแม่หลายคนสังเกตว่า ลูกมักมีเหงื่อออกบริเวณศีรษะมากกว่าส่วนอื่นของร่างกาย สาเหตุหนึ่งคือ เด็กมีต่อมเหงื่อบริเวณศีรษะจำนวนมาก เมื่อหลับสนิท ร่างกายจะขับความร้อนผ่านบริเวณนี้ได้มากกว่าปกติ หากลูกไม่มีไข้ ไม่มีอาการหอบเหนื่อย และยังดื่มนมได้ตามปกติ มักถือเป็นอาการที่พบได้ในเด็กหลายคน เมื่อไรที่ควรปรึกษาแพทย์? แม้เหงื่อออกมากอาจเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการร่วมดังต่อไปนี้ ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์เพื่อรับการประเมิน อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะทางสุขภาพหลายสาเหตุ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ วิธีดูแลลูกเมื่อมีเหงื่อออกมาก แม้จะเป็นอาการที่พบได้บ่อย แต่การดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม จะช่วยให้ลูกนอนหลับสบายขึ้น เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี ควรเลือกเนื้อผ้าที่โปร่ง สวมใส่สบาย และเหมาะกับอุณหภูมิห้อง ดูแลอุณหภูมิห้องให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเปิดห้องร้อนหรือห่มผ้าหลายชั้นเกินไป เช็ดตัวเมื่อมีเหงื่อออกมาก ช่วยลดความอับชื้นและทำให้ลูกรู้สึกสบายตัวมากขึ้น […]

ยินดีด้วยกับคุณแม่มือใหม่ทุกคน การก้าวเข้าสู่บทบาทแม่ลูกอ่อนอย่างเต็มตัวนั้น นอกจากการปรับตัวกับเจ้าตัวเล็กแล้ว เรื่องปากท้องของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไป ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้กลับมาแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย วันนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 เมนูบำรุงน้ำนมรสชาติอร่อย ทานง่าย มาฝากกัน อาหารหลังคลอดสำคัญต่อคุณแม่อย่างไร สำหรับคุณ แม่ลูกอ่อน ร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการสูญเสียเลือด แร่ธาตุ และพลังงานมหาศาลระหว่างการคลอด การได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ สารอาหารที่แม่ทานเข้าไปจะถูกส่งผ่านไปยังลูกน้อยผ่านน้ำนม การเลือกทานสิ่งที่ดีจึงเป็นการวางรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงให้กับลูกรักตั้งแต่วันแรก สารอาหารที่คุณแม่หลังคลอดไม่ควรพลาด เพื่อให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณแม่ลูกอ่อนควรเน้นสารอาหารหลัก ๆ ดังนี้ แนะนำ 15 เมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน มาดูกันว่าเมนูไหนบ้างที่ทำง่าย ประโยชน์ล้นแก้ว และช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนมีน้ำนมไหลมาเทมาจนเจ้าตัวเล็กอิ่มท้องแฮปปี้กันทุกมื้อ 1. ฟักทองแกงบวดนมสด ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี ซี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมและเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เมนูนี้เลือกใช้นมสดแทนกะทิเพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว ทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีนและแคลเซียมเพิ่มขึ้น ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและไม่อ้วนง่าย 2. แกงหัวปลีใส่ไก่  หัวปลีถือเป็นสมุนไพรเบอร์หนึ่งในการบำรุงน้ำนมของไทย […]

แผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มจำเป็นที่ต้องมีในบ้าน ถึงแม้จะไม่อยู่ในลิสของใช้ลูกที่ต้องเตรียมไว้ก่อนคลอด แต่ก็ต้องทำความรู้จักกันไว้ล่วงหน้าซักนิด เพราะแผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย ในวันที่เขาเริ่มคว่ำตัว และเริ่มที่อยากจะคลาน ซึ่งอยู่ในช่วงวัย 4 – 5 เดือน เป็นต้นไป แล้วแผ่นรองคลานแบบไหนที่ดีต่อลูกน้อยที่สุด วันนี้ Babygift เตรียมคำตอบไว้ให้คุณพ่อคุณแม่แล้วค่ะ แผ่นรองคลานที่ทำจากโฟม EVA วัสดุประเภทโฟม EVA นั้น จะมีน้ำหนักเบา และสามารถตัดเป็นชิ้นได้ง่าย แผ่นรองคลานประเภทนี้ จึงมักจะทำมาในรูปแบบของตัวต่อจิ๊กซอว์ แบบแยกชิ้นส่วน ทั้งแบบตัวเลข หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกฝึกต่อเล่น เสริมสร้างพัฒนาการได้ เมื่อถอดเป็นชิ้น ๆ สามารถใส่กระเป๋าพกพาได้ง่าย และมีราคาถูกที่สุดในบรรดาแผ่นรองคลานทุกชนิด แต่เนื่องจากน้ำหนักที่เบาเกินไป ทำให้แผ่นรองคลานไม่ยึดติดกับพื้นบ้าน เมื่อลูกฝึกเดินอาจทำให้ลื่นติดกับเท้า อาจทำให้ลื่นล้มได้ / วัสดุมีกลิ่น และมีสี ที่อาจเป็นอันตรายหากลูกสัมผัสและนำมือเข้าปาก / วัสดุเป็นโฟม จึงไม่ทนทานต่อการขีดข่วน เมื่อเด็กเล็กที่มีเล็บยาว ข่วน หรือจิกเวลาที่พยุงตัว ก็อาจจะทำให้ฉีกขาดได้ง่าย จึงใช้งานได้เพียงระยะสั้น / แผ่นที่แยกกันทำให้อาจเกิดร่อง ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และวัสดุชนิดนี้ไม่สามารถกันน้ำได้ […]

คาร์ซีทออร์แกนิค เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องให้ความสำคัญ เพราะนอกจากระบบความปลอดภัยและฟังก์ชันต่างๆ ที่ต้องพิจารณาในการเลือกซื้อคาร์ซีทแล้ว เนื้อผ้าของคาร์ซีทก็เป็นอีกปัจจัยที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ว่าทำมาจากวัสดุชนิดใด เนื่องจากผิวลูกน้อยบอบบางกว่าผิวผู้ใหญ่ถึงหลายเท่า มีโอกาสที่จะเกิดอาการแพ้ ระคายเคือง หรือติดเชื้อได้ง่าย เพราะยังไม่มีภูมิคุ้มกันมากพอ คุณพ่อคุณแม่ จึงต้องใส่ใจและพิจารณาวัสดุที่จะมาสัมผัสกับผิวลูกน้อยเป็นอย่างดี            ผ้าฝ้าย Organic หรือผ้าที่ทำจากฝ้าย Organic 100%  เป็นผ้าที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งจะทำให้ผ้าฝ้ายที่ได้มานั้น ปลอดจากสารพิษ และยาฆ่าแมลง ที่เป็นตัวการสำคัญที่จะทำร้ายสุขภาพของลูกน้อย ซึ่งองค์กรผู้บริโภคสินค้าออร์แกนิค (The Organic Consumers Association) ยังแนะนำให้ใช้เสื้อผ้าที่ผลิตจากผ้าออร์แกนิคคอตตอน หรือผ้าฝ้าย Organic 100% เป็นทางเลือกแรกอีกด้วย คาร์ซีทออร์แกนิค มีข้อดีอย่างไรบ้าง 1. ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งได้           จากข้อมูลในรัฐแคลิฟอเนียร์ สหรัฐอเมริกา ระบุว่าในการปลูกฝ้ายด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปจะมีการใช้ยาฆ่าแมลง โดยเฉลี่ยต่อปีจะมีการมูลค่ากว่า 2.6 พันล้านเหรียญ และผลการทดสอบยาฆ่าแมลงจำนวน 5 […]

น้ำมะพร้าวถือเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ได้รับความนิยมจากคุณแม่ตั้งครรภ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคุณประโยชน์มากมายต่อร่างกายของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แต่ก่อนที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะตัดสินใจดื่มน้ำมะพร้าว ต้องศึกษาให้รอบด้านก่อนว่ามีประโยชน์และข้อควรระวังอะไรบ้าง สารอาหารและคุณประโยชน์ในน้ำมะพร้าว น้ำมะพร้าวนับเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยสารอาหารและเกลือแร่จำนวนมาก ได้แก่ นอกจากนี้ น้ำมะพร้าวยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น แทนนิน และกรดสกัดจากเปลือกมะพร้าวอีกด้วย ซึ่งช่วยต่อต้านริ้วรอยและความแก่ชรา ประโยชน์ของน้ำมะพร้าวสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ หลายคนอาจเคยได้ยินกระแสข่าวลือว่า การดื่มน้ำมะพร้าวขณะตั้งครรภ์จะทำให้แท้งบุตรได้ แต่ความจริงแล้วน้ำมะพร้าวกลับมีประโยชน์มากมายสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำมะพร้าวเมื่อไหร่ จากประโยชน์มากมายของน้ำมะพร้าวข้างต้น จึงเห็นได้ชัดว่าน้ำมะพร้าวเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นเครื่องดื่มสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ วิธีการและเวลาที่เหมาะสมในการดื่ม มีดังนี้ ข้อควรระวังในการดื่มน้ำมะพร้าว แม้น้ำมะพร้าวจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป ควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ โดยมีข้อควรระวังดังนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการดื่มน้ำมะพร้าว หากมีประวัติแพ้มะพร้าวหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยสูงสุด จากประโยชน์มหาศาลของน้ำมะพร้าวที่กล่าวไปข้างต้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะตระหนักถึงคุณค่าของน้ำมะพร้าวอันล้ำค่า และเลือกดื่มน้ำมะพร้าวอย่างระมัดระวัง เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ค่ะ

อาการลูกแหวะนมเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด แต่คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าความถี่แบบไหนที่เรียกว่าปกติ หรือแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของโรค การทำความเข้าใจสาเหตุที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไร จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่รับมือได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเติบโตอย่างมีความสุขและสบายตัวในทุกมื้ออาหาร สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกแหวะนม และอาการที่ต้องระวัง แม้การที่ลูกแหวะนมจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่างพัฒนาการตามวัยกับการเจ็บป่วย โดยคุณแม่ต้องสังเกตทั้งปริมาณความถี่ พฤติกรรมการกิน และสัญญาณความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวของลูกน้อย ระบบย่อยอาหารทารกและการทำงานของหูรูดกระเพาะ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไรนั้นมาจากกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในช่วง 4 เดือนแรก ประกอบกับกระเพาะอาหารของทารกยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อรับน้ำนมในปริมาณที่มากเกินไป น้ำนมจึงไหลย้อนกลับออกมาได้ง่ายนั่นเอง สัญญาณเตือนภาวะกรดไหลย้อนหรืออาการแพ้นมวัว หากลูกแหวะนมบ่อยเกินไปร่วมกับอาการร้องงอแง ปฏิเสธการดูดนม หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือการแพ้นมวัว ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตว่ามีผื่นขึ้นหรือถ่ายผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที 9 เทคนิคช่วยลดอาการลูกแหวะนม ให้ลูกน้อยสบายตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นมสามารถช่วยลดอาการลูกแหวะนมได้ในหลายกรณี โดยคุณแม่สามารถนำ 9 เทคนิคนี้ไปปรับใช้เพื่อให้ลูกน้อยย่อยง่ายขึ้น 1. ป้อนนมก่อนลูกหิวจัดเพื่อลดการรีบทานจนสำลัก เมื่อลูกหิวมากเกินไปจะทำให้เขารีบดูดนมอย่างรวดเร็วและกลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดแรงดันจนลูกแหวะนมออกมาได้ง่าย การให้ลูกกินนมในจังหวะที่เขายังไม่หิวจัดจึงช่วยลดโอกาสการเกิดแก๊สในท้องได้อย่างดี 2. ควบคุมจังหวะการให้นมอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบเกินไป การรีบป้อนนมจะทำให้ลูกกลืนลมเข้าไปมากกว่าปกติ คุณแม่ควรค่อย ๆ ให้ลูกดูดนมอย่างช้า ๆ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ทันจังหวะการกลืน ช่วยลดโอกาสที่น้ำนมจะล้นออกมาจนเกิดอาการลูกแหวะนมหลังมื้ออาหาร 3. จัดท่าศีรษะให้สูงกว่าลำตัวขณะลูกกำลังดูดนม ท่าทางมีผลอย่างมากต่อการเดินทางของน้ำนม คุณแม่ควรจัดให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอขณะให้นม […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event