รวมเมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน กินอะไรดีช่วยเพิ่มน้ำนมให้ลูก

รวมเมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน กินอะไรดีช่วยเพิ่มน้ำนมให้ลูก

ยินดีด้วยกับคุณแม่มือใหม่ทุกคน การก้าวเข้าสู่บทบาทแม่ลูกอ่อนอย่างเต็มตัวนั้น นอกจากการปรับตัวกับเจ้าตัวเล็กแล้ว เรื่องปากท้องของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะอาหารที่คุณแม่ทานเข้าไป ไม่เพียงแต่ช่วยฟื้นฟูร่างกายหลังคลอดให้กลับมาแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างน้ำนมแม่ที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย วันนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 เมนูบำรุงน้ำนมรสชาติอร่อย ทานง่าย มาฝากกัน

อาหารหลังคลอดสำคัญต่อคุณแม่อย่างไร

อาหารหลังคลอดสำคัญต่อคุณแม่อย่างไร

สำหรับคุณ แม่ลูกอ่อน ร่างกายจะอยู่ในสภาวะที่ต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน เนื่องจากการสูญเสียเลือด แร่ธาตุ และพลังงานมหาศาลระหว่างการคลอด การได้รับอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือโรคกระดูกพรุน นอกจากนี้ สารอาหารที่แม่ทานเข้าไปจะถูกส่งผ่านไปยังลูกน้อยผ่านน้ำนม การเลือกทานสิ่งที่ดีจึงเป็นการวางรากฐานสุขภาพที่แข็งแรงให้กับลูกรักตั้งแต่วันแรก

สารอาหารที่คุณแม่หลังคลอดไม่ควรพลาด

เพื่อให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณแม่ลูกอ่อนควรเน้นสารอาหารหลัก ๆ ดังนี้

  • โปรตีน: ช่วยซ่อมแซมแผลหลังคลอดและสร้างกล้ามเนื้อ พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่ และถั่ว
  • แคลเซียม: สำคัญมากเพราะลูกจะดึงแคลเซียมจากแม่ไปสร้างกระดูก แม่จึงต้องทานเสริมเพื่อป้องกันกระดูกเปราะ
  • ธาตุเหล็ก: ช่วยบำรุงเลือดและป้องกันภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดตอนคลอด
  • ดีเอชเอ (DHA): ช่วยพัฒนาสมองและการมองเห็นของลูกน้อยผ่านทางน้ำนม
  • ไอโอดีน: ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาและระบบประสาทของทารก
  • น้ำสะอาด: เป็นส่วนประกอบหลักของน้ำนม ควรดื่มให้เพียงพอเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ

แนะนำ 15 เมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน

แนะนำ 15 เมนูอาหารสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน

มาดูกันว่าเมนูไหนบ้างที่ทำง่าย ประโยชน์ล้นแก้ว และช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนมีน้ำนมไหลมาเทมาจนเจ้าตัวเล็กอิ่มท้องแฮปปี้กันทุกมื้อ

1. ฟักทองแกงบวดนมสด

ฟักทองเป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ บี ซี และเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยขับน้ำนมและเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เมนูนี้เลือกใช้นมสดแทนกะทิเพื่อลดปริมาณไขมันอิ่มตัว ทำให้คุณแม่ได้รับโปรตีนและแคลเซียมเพิ่มขึ้น ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและไม่อ้วนง่าย

2. แกงหัวปลีใส่ไก่ 

หัวปลีถือเป็นสมุนไพรเบอร์หนึ่งในการบำรุงน้ำนมของไทย เพราะมีสารซาโปนินที่ช่วยกระตุ้นฮอร์โมนโปรแลคติน เมื่อนำมาแกงใส่ไก่จะได้โปรตีนเน้น ๆ ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อหลังคลอด และช่วยให้น้ำนมไหลดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดสำหรับคุณแม่ลูกอ่อนทุกคน

3. กะเพราเห็ดฟาง

ใบกะเพรามีฤทธิ์ร้อนช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการสร้างน้ำนม ส่วนเห็ดฟางมีไฟเบอร์และโปรตีนสูง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายคุณแม่ที่ยังอ่อนแอหลังคลอดได้ดีเยี่ยม

4. แกงเลียงผักรวมกุ้งสด

สุดยอดเมนูเพิ่มน้ำนมที่รวมสมุนไพรฤทธิ์ร้อนอย่างพริกไทย หอมแดง และกะปิ พร้อมผักหลากชนิด เช่น บวบ ตำลึง และฟักทอง เมนูนี้ช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำนมได้ดีมาก และยังได้สารอาหารครบถ้วนจากกุ้งสด ช่วยให้คุณแม่ลูกอ่อนสดชื่นและมีกำลัง

5. ราดหน้าปลา

เนื้อปลาเป็นแหล่งโปรตีนที่ย่อยง่ายและมีโอเมก้า 3 (DHA) สูง ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย เมนูราดหน้าช่วยให้คุณแม่ทานได้ลื่นคอ ได้พลังงานจากเส้นและวิตามินจากผักคะน้า เป็นมื้อกลางวันที่สารอาหารครบจบในจานเดียว

6. แกงส้มมะละกอ

มะละกอมีวิตามินเอและไฟเบอร์สูง ช่วยในเรื่องระบบขับถ่ายที่คุณแม่มักมีปัญหาหลังคลอด น้ำแกงส้มที่มีส่วนผสมของหอมแดงและกระชายช่วยขับลมและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เสริมสร้างคุณภาพน้ำนมให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

7. น้ำขิง

เครื่องดื่มสมุนไพรยอดฮิตของแม่ลูกอ่อน ขิงมีฤทธิ์ร้อนช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ขับลม แก้ท้องอืด และที่สำคัญคือช่วยกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งดีมาก การจิบน้ำขิงอุ่น ๆ ระหว่างวันจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายและสดชื่นตลอดทั้งวัน

8. ฟักทองผัดไข่

เมนูทำง่ายที่ได้ประโยชน์สูงสุด ฟักทองช่วยบำรุงเลือดและขับน้ำนม ส่วนไข่ไก่ให้โปรตีนคุณภาพดีที่ช่วยสมานแผลหลังคลอด เมนูนี้รสชาติหวานธรรมชาติ ทานง่าย และช่วยให้คุณแม่มีพลังงานในการดูแลเจ้าตัวเล็กได้ตลอดวัน

9. ยำหัวปลี

หากคุณแม่เบื่อเมนูต้ม ๆ แกง ๆ ยำหัวปลีคือทางเลือกที่ดี หัวปลีสดมีธาตุเหล็กสูงช่วยบำรุงเลือดและเพิ่มระดับฮอร์โมนกระตุ้นน้ำนม การทานในรูปแบบยำที่มีรสชาติกลมกล่อม (ไม่เผ็ดจัด) จะช่วยให้คุณแม่เจริญอาหารมากขึ้น

10. กะเพราหมู

เมนูที่หาทานง่ายแต่ได้ประโยชน์มหาศาล ใบกะเพราช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกาย กระตุ้นการผลิตน้ำนม ส่วนเนื้อหมูให้โปรตีนและธาตุเหล็ก แนะนำให้ผัดแบบน้ำมันน้อยและไม่รสจัดจนเกินไป เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อรสชาติน้ำนมที่ลูกต้องดื่ม

11. กุยช่ายผัดตับ

กุยช่ายอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและน้ำนม ส่วนตับหมูเป็นแหล่งธาตุเหล็กชั้นดี ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ทดแทนเลือดที่เสียไปจากการคลอด เป็นเมนูที่ช่วยป้องกันภาวะโลหิตจางในคุณแม่ลูกอ่อนได้อย่างดี

12. แซลมอนนึ่งซีอิ๊ว

แซลมอนสุกอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 และวิตามินดี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงภาวะซึมเศร้าหลังคลอดและบำรุงสมองลูกน้อยผ่านทางน้ำนม การนึ่งซีอิ๊วเป็นการปรุงที่ช่วยรักษาคุณค่าทางอาหารและรสชาติของปลาไว้ได้อย่างครบถ้วนและปลอดภัยที่สุด

13. ข้าวต้มปลา

อาหารเช้าที่แสนอบอุ่น เนื้อปลาย่อยง่าย สบายท้อง ช่วยให้คุณแม่ได้รับโปรตีนแต่เช้า การเติมขิงซอยและต้นหอมลงไปจะยิ่งช่วยขับลมและกระตุ้นน้ำนม เป็นเมนูเบา ๆ ที่ให้พลังงานเพียงพอต่อการเริ่มต้นวันใหม่ของการเลี้ยงลูก

14. อกไก่ผัดขิง

สำหรับคุณแม่ที่อยากคุมรูปร่างหลังคลอด อกไก่ผัดขิงคือคำตอบ ได้โปรตีนเน้น ๆ แต่ไขมันต่ำ ผสมผสานกับขิงที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและบำรุงน้ำนม คูณสองประโยชน์เข้าไปในจานเดียว อิ่มนานและน้ำนมไหลดีแน่นอน

15. แกงจืดตำลึง

ตำลึงเป็นผักที่มีวิตามินเอสูงมาก ช่วยบำรุงสายตาและบำรุงเลือด การทานแกงจืดตำลึงร้อน ๆ ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย เพิ่มปริมาณน้ำนม และยังได้วิตามินบีจากหมูสับที่ใส่ลงไป ช่วยเสริมสร้างระบบประสาทให้แข็งแรงทั้งแม่และลูก

สรุปบทความ 

การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยฟื้นฟูร่างกายคุณแม่ให้กลับมาแข็งแรงแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการเจริญเติบโตของลูกรัก และเมื่อคุณแม่เตรียมร่างกายด้วยเมนูบำรุงน้ำนมพร้อมแล้ว อย่าลืมเตรียมอุปกรณ์ตัวช่วยอย่าง เครื่องปั๊มนม คุณภาพดีเพื่อเก็บสต็อกน้ำนมไว้ให้เจ้าตัวเล็กด้วย BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้จริงเรื่องของใช้แม่และเด็ก เข้าใจลึก พูดง่าย และอยู่เคียงข้างคุณพ่อคุณแม่มือใหม่เสมอ เราคัดสรรสินค้าแม่และเด็กที่ดีที่สุดเพื่อให้การเลี้ยงลูกของคุณเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษและมีความสุขที่สุด

สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Shop

คำถามที่พบบ่อย

อาหารอะไรที่แม่ลูกอ่อนควรกิน

ควรเน้นอาหารที่มีโปรตีนสูง แคลเซียม และผักสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น ขิง หัวปลี และใบกะเพรา เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนม

คนเพิ่งคลอดกินอะไรได้บ้าง

ทานได้เกือบทุกอย่างที่สุกสะอาดและมีสารอาหารครบ 5 หมู่ แต่ควรเลี่ยงอาหารรสจัด คาเฟอีน และแอลกอฮอล์ที่อาจส่งผลเสียต่อลูก

กินอะไรให้ปากมดลูกเปิดเร็วขึ้น

ตามธรรมชาติไม่มีอาหารชนิดใดที่ทำให้ปากมดลูกเปิดเร็วขึ้นโดยตรง แต่การทานสับปะรดหรืออินทผาลัมในช่วงใกล้คลอดอาจช่วยเตรียมความพร้อมของมดลูกได้ตามคำแนะนำของแพทย์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

“เพราะรถเข็นเด็กทุกคัน ไม่ได้เหมาะกับเด็กแรกเกิดทุกคัน” หลายคนยังเข้าใจผิดว่ารถเข็นเด็กแต่ละคัน ดูๆแล้วก็คล้ายๆกัน น่าจะใช้เหมือนๆ กันแต่ในความเป็นจริง แล้วเด็กแรกเกิดมีความบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รถเข็นเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดจึงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่นอกจากจะช่วยปกป้องสรีระของลูกน้อย  แล้วยังช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้าน สร้างสุขอนามัยที่ดี และสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วย 1.ปรับให้นอนราบได้ 170 องศา สำหรับเด็กแรกเกิด รถเข็นเด็กแรกเกิด ที่ดีควรสามารถปรับให้นอนราบได้ 170 องศา ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง ยังไม่แข็งแรง จึงควรจัดให้เด็กนอนในท่านอนราบที่เป็นธรรมชาติ 2. เบาะรองนอนรูปนาฬิกาทราย จะช่วยรองรับสรีระได้อย่างเหมาะสม โดยมีพื้นที่วางแขนแบบ W-Shape และวางขาแบบ M-Shape เพื่อให้ขยับตัวได้ง่าย ซึ่งเป็นท่านอนที่เป็นธรรมชาติสำหรับเด็กวัยแรกเกิด 3. ชุดหมอนรองคอและสะโพก สำหรับทารกวัยแรกเกิดที่ยังไม่แข็งแรง เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับทารกวัยแรกเกิด ที่คอยังโงนเงนไม่แข็งแรง Head Support ที่มีส่วนเว้าโค้งพอเหมาะจะช่วยสอดรับช่วงต้นคอและศีรษะ ป้องกันคอพับซึ่งอาจส่งผลต่อการปิดทับระบบทางเดินหายใจได้ Hip Support หรือหมอนรองสะโพก ช่วยประคองให้กระดูกสันหลังมั่นคงไม่โค้งหรือเอียง ช่วยจัดท่านั่งและนอนได้อย่างเป็นธรรมชาติ 4. เบาะรองนอนระบายอากาศได้ดี และช่วยรองรับสรีระได้อย่างนุ่มนวล ด้วยระบบปรับอุณหภูมิในร่างกายลูกน้อยที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เด็กทารกจะมีความสามารถในการควบคุมอุณหภุมิต่ำกว่าผู้ใหญ่ จึงทำให้มีเหงื่อออกมากกว่า โดยเฉพาะในเวลานอนซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเต็มที่ ดังนั้นเบาะที่มีคุณสมบัติช่วยระบายอากาศได้ดีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยลดความร้อน […]

สำหรับ Working Women หลายๆ คน การทำงานก็คือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง และเป็นความสุขในการใช้ชีวิต แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนไป มีครอบครัว มีลูกขึ้นมาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วถ้าเราขับรถเป็นประจำ พอท้องแล้วยังจะขับรถได้อยู่มั้ย ในบทความนี้ BabyGift จะมานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับคนท้องขับรถได้มั้ย และคำแนะนำต่างๆ เพื่อให้คุณแม่อุ่นใจกันมากขึ้นค่ะ   คนท้องขับรถได้ไหม ? ชวนคุณแม่ดูคำแนะนำ ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยก่อนขับรถ  ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักจะเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “คนท้องขับรถได้ไหม?” คำถามนี้มักสร้างความกังวลให้กับคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ การตัดสินใจว่าจะขับรถหรือไม่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงข้อควรระวังและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เราลองมาดูรายละเอียดกันค่ะ  คนท้องขับรถได้ไหม ?   โดยทั่วไปหากมีความจำเป็นคนท้องสามารถขับรถได้นะคะ แต่หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงดีกว่า โดยไม่ควรขับรถในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้ท้องกะหันทัน จนไม่สามารถโฟกัสที่การขับขี่ได้ดีเท่าที่ควร (อ่านเคล็ดลับลดอาการแพ้ท้องของคุณแม่เพิ่มเติมได้อีกนะคะ) และในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน ควรงดขับรถโดยเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์ใหญ่ขึ้น หากเบรกกระทันหันอาจทำให้ท้องกระแทกพวงมาลัยได้ อีกทั้งเป็นช่วงเวลาของการเตรียมตัวคลอด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยหากจำเป็นต้องขับรถ BabyGift มีคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยมาฝากดังนี้ค่ะ    คำแนะนำเพิ่มเติมเมื่อคนท้องต้องขับรถ  คนท้องขับรถมอไซค์อันตรายไหม […]

ไหนๆ คุณแม่ท่านไหนกำลังแพ้ท้องบ้าง ก่อนอื่นต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ที่ไม่แพ้ท้องด้วยนะคะ เพราะคุณแม่โชคดีมาก การแพ้ท้องเป็นอะไรที่ทรมานมากๆ เลยค่ะ แต่คุณแม่ที่แพ้ท้องก็ไม่ต้องกลัวเหงานะ เพราะมีคุณแม่อีกกว่า 80% ที่ต้องเผชิญกับอาการนี้เช่นกัน อาการแพ้ท้องนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วง 1-3 เดือนแรก แต่คุณแม่บางคนอาจจะต้องเผชิญกับอาการแพ้ท้องจนถึงไตรมาสสุดท้ายเลยก็ได้ค่ะ อาการแพ้ท้องเกิดจากอะไรกันนะ? รกที่เชื่อมระหว่างคุณแม่กับลูกน้อยนั้นจะสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Human Chorionic Gonadotropin (HCG) ค่ะ ซึ่งเจ้าฮอร์โมนตัวนี้มีไว้เพื่อกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนอื่นๆ ในช่วงระยะแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ ระดับฮอร์โมน HCG ที่สูงขึ้นจะทำให้ประสาทรับกลิ่นของคุณแม่สูงขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่ประสาทการรับรสชาติจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้ เจ้า HCG ยังจะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายต่างๆ คุณแม่จึงรู้สึกคลื่นไส้ เวียนหัว หรืออ่อนเพลียอยู่ตลอดเวลาค่ะ อาการแพ้ท้องเป็นยังไงหนอ?

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆเรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  ของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย เคล็ดลับก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท อายุ ประเภทของคาร์ซีท คำแนะนำทั่วไป เด็กอ่อน คาร์ซีทสำหรับเด็กอ่อน เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี และมีน้ำหนักน้อยกว่า 9 kg.– ต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ เพราะคอยังไม่แข็งพอรับแรงกระแทกขณะรถวิ่ง เด็กก่อนวัยเรียน เก้าอี้แบบหันหน้าออก เด็กอายุ 1 ปี ขึ้นไป หรือหนัก 9 kg. ขึ้นไป เด็กเล็กวัยเรียน เบาะรองนั่ง เด็กควรสูงอย่างน้อย 120 cm.และต้องมั่นใจว่าเข็มขัดนิรภัยพาดที่ไหล่และต้นขาของเด็กอย่างพอดี เด็กโต เข็มขัดนิรภัย […]

อาการลูกแหวะนมเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด แต่คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าความถี่แบบไหนที่เรียกว่าปกติ หรือแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของโรค การทำความเข้าใจสาเหตุที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไร จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่รับมือได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเติบโตอย่างมีความสุขและสบายตัวในทุกมื้ออาหาร สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกแหวะนม และอาการที่ต้องระวัง แม้การที่ลูกแหวะนมจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่างพัฒนาการตามวัยกับการเจ็บป่วย โดยคุณแม่ต้องสังเกตทั้งปริมาณความถี่ พฤติกรรมการกิน และสัญญาณความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวของลูกน้อย ระบบย่อยอาหารทารกและการทำงานของหูรูดกระเพาะ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไรนั้นมาจากกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในช่วง 4 เดือนแรก ประกอบกับกระเพาะอาหารของทารกยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อรับน้ำนมในปริมาณที่มากเกินไป น้ำนมจึงไหลย้อนกลับออกมาได้ง่ายนั่นเอง สัญญาณเตือนภาวะกรดไหลย้อนหรืออาการแพ้นมวัว หากลูกแหวะนมบ่อยเกินไปร่วมกับอาการร้องงอแง ปฏิเสธการดูดนม หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือการแพ้นมวัว ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตว่ามีผื่นขึ้นหรือถ่ายผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที 9 เทคนิคช่วยลดอาการลูกแหวะนม ให้ลูกน้อยสบายตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นมสามารถช่วยลดอาการลูกแหวะนมได้ในหลายกรณี โดยคุณแม่สามารถนำ 9 เทคนิคนี้ไปปรับใช้เพื่อให้ลูกน้อยย่อยง่ายขึ้น 1. ป้อนนมก่อนลูกหิวจัดเพื่อลดการรีบทานจนสำลัก เมื่อลูกหิวมากเกินไปจะทำให้เขารีบดูดนมอย่างรวดเร็วและกลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดแรงดันจนลูกแหวะนมออกมาได้ง่าย การให้ลูกกินนมในจังหวะที่เขายังไม่หิวจัดจึงช่วยลดโอกาสการเกิดแก๊สในท้องได้อย่างดี 2. ควบคุมจังหวะการให้นมอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบเกินไป การรีบป้อนนมจะทำให้ลูกกลืนลมเข้าไปมากกว่าปกติ คุณแม่ควรค่อย ๆ ให้ลูกดูดนมอย่างช้า ๆ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ทันจังหวะการกลืน ช่วยลดโอกาสที่น้ำนมจะล้นออกมาจนเกิดอาการลูกแหวะนมหลังมื้ออาหาร 3. จัดท่าศีรษะให้สูงกว่าลำตัวขณะลูกกำลังดูดนม ท่าทางมีผลอย่างมากต่อการเดินทางของน้ำนม คุณแม่ควรจัดให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอขณะให้นม […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid