ขอใบสูติบัตร ต้องแจ้งเกิดภายในกี่วัน รู้ขั้นตอนการขออย่างละเอียด

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการมาของลูกน้อย นอกจากจะต้องตระเตรียมของใช้จำเป็นต่าง ๆ แล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยคือการแจ้งเกิดเพื่อขอสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางกฎหมายที่เปรียบเสมือนใบเบิกทางแรกของลูกในโลกใบนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกขั้นตอนการขอสูติบัตรแบบละเอียด เพื่อให้คุณแม่คุณพ่อหมดกังวล และพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ใบสูติบัตรคืออะไร

ใบสูติบัตร หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ใบเกิด คือเอกสารทางราชการที่ออกให้เพื่อรับรองการเกิดของบุคคล โดยถือเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่ยืนยันสถานะความเป็นคนไทย และยังใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการขอเอกสารสำคัญอื่น ๆ เช่น บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง อีกทั้งยังเป็นการนำเข้าข้อมูลสู่ทะเบียนราษฎรอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิต่าง ๆ ที่ลูกน้อยพึงได้รับตามกฎหมาย

ทำไมต้องมีการแจ้งเกิด

การแจ้งเกิดเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการทำตามกฎหมาย และเป็นการสร้างตัวตนทางทะเบียนราษฎรให้กับลูกน้อยอย่างถูกต้องสมบูรณ์ การมี ใบสูติบัตรทำให้ลูกได้รับสิทธิ์และสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล สิทธิ์ในการศึกษา หรือสิทธิ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเด็ก นอกจากนี้ สูติบัตรยังเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพ่อแม่ลูกอีกด้วย

เอกสารสำคัญที่พ่อและแม่ต้องเตรียม

ก่อนจะไปแจ้งเกิด คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเวลาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เอกสารสำคัญที่ต้องใช้มีดังนี้

  • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง : ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปแจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน : หรือหนังสือรับรองการแจ้งย้ายที่อยู่ เพื่อใช้ในการเพิ่มชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) : เอกสารที่ออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่เด็กเกิด
  • ทะเบียนสมรส (ถ้ามี) : เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสถานะสมรสของพ่อแม่

ขั้นตอนการแจ้งเกิดมีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการแจ้งเกิดนั้นไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด แต่มีข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกรณี ซึ่งสามารถสรุปได้ง่าย ๆ ดังนี้

กรณีเด็กเกิดในโรงพยาบาล

ถือเป็นกรณีที่พบได้บ่อยและเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เนื่องจากโรงพยาบาลจะออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ให้ ผู้แจ้งเพียงแค่เตรียมเอกสารที่จำเป็นดังต่อไปนี้

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้งและของบิดามารดา
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ที่ออกโดยโรงพยาบาล

จากนั้นให้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานทะเบียนในพื้นที่ที่เด็กเกิด หรือที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้เลยภายใน 15 วัน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและออกสูติบัตรให้ภายในวันเดียวกัน

กรณีเด็กเกิดที่บ้านหรือสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

ในกรณีนี้ผู้แจ้งจะต้องนำพยานบุคคล 2 คนที่สามารถยืนยันการคลอดได้ พร้อมเอกสารสำคัญไปแจ้งเกิดที่สำนักงานทะเบียนที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายใน 15 วัน ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • พยานบุคคล อย่างน้อย 2 คนที่เห็นการคลอดหรือผู้ทำคลอด

เมื่อเอกสารครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะสอบสวนพยานหลักฐานเพื่อออกใบแจ้งการเกิด (ท.ร.1 ตอนหน้า) และออกสูติบัตรให้ตามลำดับ

 กรณีเด็กถูกทอดทิ้ง

หากพบเด็กถูกทอดทิ้ง ผู้ที่พบจะต้องรีบนำเด็กส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์โดยเร็วที่สุด ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้เด็กภายใน 15 วันนับจากวันที่รับเด็กไว้ โดยจะมีการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนพิจารณาและออกสูติบัตรให้ต่อไป ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้แจ้งเกิดกรณีนี้จะแตกต่างออกไป ดังนี้

  • บัตรประจำตัวผู้แจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านของสถานสงเคราะห์
  • บันทึกการรับตัวเด็ก และหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

กรณีที่เด็กมีพ่อหรือแม่ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย หรือทั้งพ่อและแม่ไม่ได้มีสัญชาติไทย

สำหรับเด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่มีพ่อหรือแม่เป็นชาวต่างชาติ หรือทั้งคู่เป็นชาวต่างชาติ ผู้แจ้งจะต้องนำเอกสารที่จำเป็นพร้อมกับเอกสารยืนยันตัวตนของชาวต่างชาติไปแจ้งเกิดที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่น ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้ง
  • หนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตนของบิดามารดาชาวต่างชาติ
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ที่ออกโดยโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและออกสูติบัตรให้ตามประเภทที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย

ต้องแจ้งเกิดภายในกี่วัน

ตามกฎหมายแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเกิดลูกน้อย ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เด็กเกิด หากพ้นกำหนดนี้แล้วจะถือว่าเป็นการแจ้งเกิดล่าช้า ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ตามกำหนด ก็ยังสามารถแจ้งเกิดภายหลังได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่เกิด โดยต้องมีเหตุผลและพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเกิด

ปัจจุบันนี้ยัง ไม่สามารถ แจ้งเกิดออนไลน์ได้ ผู้แจ้งยังจำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานทะเบียนในพื้นที่ที่เด็กเกิดหรือพื้นที่ที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

หากไม่มีทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อเด็กได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถไปแจ้งเกิด ณ สำนักทะเบียนที่เด็กเกิดได้เลย โดยเจ้าหน้าที่จะออกสูติบัตรให้ก่อน แต่ยังไม่สามารถเพิ่มชื่อเด็กเข้าทะเบียนบ้านได้ จนกว่าจะมีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านในภายหลัง

สามารถแจ้งเกิดย้อนหลังได้ หากพ้นกำหนด 15 วัน หรือ 30 วันตามกฎหมายแล้ว ผู้แจ้งจะต้องไปดำเนินการที่สำนักงานทะเบียนพร้อมเอกสารที่จำเป็นและจะต้องชำระค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด

สรุป 

การแจ้งเกิดเพื่อขอสูติบัตรเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของลูกน้อย แม้จะดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในตอนแรก แต่เมื่อรู้ขั้นตอนและเตรียมเอกสารให้พร้อม ก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก และเมื่อภารกิจเรื่องเอกสารผ่านพ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับเจ้าตัวเล็กอย่างเต็มที่ และเมื่อไหร่ที่ต้องการตัวช่วยดี ๆ ที่เข้าใจเรื่องแม่และเด็กแบบรู้ลึกรู้จริง BabyGift ก็พร้อมที่จะเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหาของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง หรือจะเป็นคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดี เครื่องปั๊มนม หรือคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ที่ BabyGift เราคัดสรรสินค้าแม่และเด็กที่ดีที่สุดเพื่อลูกน้อยของคุณ เพราะเราเชื่อว่าการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือความสุขของพ่อแม่ทุกคน 

สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Showroom

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ทุกการเดินทางของเด็ก ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงร่วมส่งเสริมความปลอดภัยด้วยการมอบคาร์ซีทจาก AILEBEBE และ NEW SEAT, MORE SAFE จำนวน 24 ตัว ให้กับโครงการ “ธนาคารคาร์ซีท” ของสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อส่งต่อให้ครอบครัวที่ต้องการใช้คาร์ซีทต่อไป โครงการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองและบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลรามาธิบดี สามารถยืมคาร์ซีทไปใช้ได้ไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การเตรียมพร้อมเพื่อปกป้องชีวิตน้อย ๆ ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจะร่วมเป็นแรงสนับสนุนความปลอดภัยสำหรับเด็กอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมั่นว่าทุกการเดินทางที่ปลอดภัย คือการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับเด็กทุกคนค่ะ

วันนี้ BabyGift จะมาแชร์วิธีการเลือกคาร์ซีทแรกเกิดในฉบับของคุณแพรว เพชรแพรว อัครเตชวาทิน หรือ แม่ PRAEW จากเพจ PRAEW ให้ดูกันค่ะ เพื่อเป็นแนวทางให้แม่ๆทุกคน ที่กำลังมองหาคาร์ซีทแรกเกิดดีๆสักตัวให้เจ้าตัวน้อยอยู่ แต่ไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี ต้องให้ความสำคัญตรงไหนเป็นพิเศษ วันนี้เราสรุปมาให้แล้วค่ะ 6 เทคนิคเลือกซื้อคาร์ซีทแรกเกิดในแบบของ แม่ PRAEW 1. วัสดุต้องดี แข็งแรง แม่ PRAEW ให้ความปลอดภัยมาเป็นอันดับ 1 โครงสร้างต้องมีมาตรฐาน วัสดุต้องดี แข็งแรงทนทาน ไม่ก๊อกแก๊ก และต้องเข้าใจด้วยค่ะว่าในแต่ละส่วนของร่างกายเด็ก หรือแรงที่เด็กจะได้รับจากการเกิดอุบัติเหตุใช้วัสดุป้องกันที่แตกต่างกันในการปกป้องตัวเด็ก เช่น แรงกระแทกแรงๆ EPS Foam จะป้องกันได้ดีกว่า ส่วนแรงกระแทกเบาๆ แผ่นโพลี่ยูรีเทน จะช่วยป้องกันได้ดีกว่า คาร์ซีทที่เมอใช้อยู่ มีวัสดุที่หลากหลายมาก มีทั้ง EPS Foam ที่เป็นวัสดุโครงสร้างหลัก และแผ่นโพลี่ยูรีเทนที่เสริมเข้ามาบริเวณที่นั่ง ศีรษะและสะโพกทั้ง 2 ด้าน เรียกได้ว่าทุกส่วนออกแบบมาให้รองรับทุกส่วนอย่างดีที่สุดค่ะ  อีกสิ่งที่แพรวรู้มา คือเวลาที่เกิดอุบัติเหตุ เด็กที่อยู่บนคาร์ซีทจะได้รับอันตรายจากแรงกระแทกซ้ำๆ […]

เสื้อผ้าสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นมักจะมีแต่สีสันสดใส เพื่อให้ดูเหมาะสมกับวัย คุณแม่จึงไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าเด็กสีดำติดบ้านกันสักเท่าไหร่ บางบ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลยด้วยซ้ำ จึงใส่ชุดให้ลูกไปตามที่มี ซึ่งก็เกิดประเด็นทำให้คุณแม่เป็นกังวลอย่างมาก บ้างโดนต่อว่าด้วยคำพูด บ้างโดนตำหนิด้วยสายตา “ทำไมไม่ใส่ชุดดำให้ลูก” พลอยทำให้คุณแม่ไม่กล้าพาลูกออกจากบ้าน เพราะที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลย แล้วอย่างนี้ เด็กเล็กแต่งกายไว้ทุกข์อย่างไรดี สำหรับชุดไว้ทุกข์ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เคร่งครัดอะไร คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ ขอให้เป็นสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด หากเป็นไปได้ก็คุมโทนเสียหน่อย ด้วยโทนดำ ขาว ไข่ไก่ ครีม เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม ตัวอย่างแบบเสื้อผ้าเด็กสำหรับใส่ไว้ทุกข์มาฝากให้คุณแม่ลองนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ดูนะคะ การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้ชาย การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้หญิง สำหรับบ้านไหนที่ไม่มีเสื้อผ้าลูกสีคุมโทนตามที่กล่าวมา การซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกเพื่อใส่ไว้ทุกข์อาจไม่ใช่คำตอบ ด้วยราคาเสื้อดำที่ตอนนี้ค่อนข้างแพง และเด็กๆ เขาก็โตเร็ว ใส่ไม่เท่าไหร่ก็คับต้องยกให้คนอื่น คำนวณแล้วอาจไม่คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย อาจใช้วิธีย้อมผ้าสีดำ แทนก็ได้ เพียงซื้อสีย้อมผ้าราคาย่อมเยา ก็แปลงโฉมเสื้อผ้าสีสันเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ถวายอาลัยได้แล้ว ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : เว็ปไซด์ amarinbabyandkids

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

โดยปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อคาร์ซีท รถเข็นเด็กไป จะไม่ค่อยได้คำนึงถึงว่าใช้งานไปนานเท่าไหร่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ถึงจะต้องซักทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค คาร์ซีท รถเข็นเด็ก จนกระทั้งเกิดความสกปรกขึ้น เช่น ฝุ่นควัน นม อาหาร หรือขนมต่างๆ หกใส่เบาะ คราบน้ำลาย คราบอาเจียน ที่ไม่สามารถเช็ดออกได้ เป็นคราบสกปรกเห็นได้ชัด ถึงจะทำความสะอาด แต่รู้ไหมว่ายิ่งทิ้งคราบแบบนั้นไว้นานเท่าไหร่ พวกเชื้อแบคทีเรียต่างๆที่เกิดขึ้นจากการหมักหม่น ก็จะเกิดการสะสมมากขึ้น ส่งผลร้ายต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีความบอบบาง แพ้ง่าย ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ แนะนำการซักทำความสะอาดคาร์ซีท รถเข็นเด็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ควรซักทำความสะอาดทุกๆ 3-6 เดือน ตามการใช้งาน เพื่อช่วยให้คาร์ซีท รถเข็นเด็ก ของลูกสะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย สำหรับการซักทำความสะอาด ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งซักทำความสะอาดได้จากร้านที่ซื้อสินค้ามา เช่น ร้าน BabyGift ที่รับบริการถึง 3 สาขา ใกล้บ้าน แต่ในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้ ทางเราจึงมีเทคนิคการซักทำความสะอาดด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ วิธีทำความสะอาด คาร์ซีท รถเข็นเด็ก แยกการทำความสะอาดออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือผ้าหุ้มเบาะ […]

แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ? สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event