ขอใบสูติบัตร ต้องแจ้งเกิดภายในกี่วัน รู้ขั้นตอนการขออย่างละเอียด

ถ้าคุณเป็นพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังเตรียมพร้อมสำหรับการมาของลูกน้อย นอกจากจะต้องตระเตรียมของใช้จำเป็นต่าง ๆ แล้ว อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยคือการแจ้งเกิดเพื่อขอสูติบัตร ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางกฎหมายที่เปรียบเสมือนใบเบิกทางแรกของลูกในโลกใบนี้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกทุกขั้นตอนการขอสูติบัตรแบบละเอียด เพื่อให้คุณแม่คุณพ่อหมดกังวล และพร้อมต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ใบสูติบัตรคืออะไร

ใบสูติบัตร หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ ใบเกิด คือเอกสารทางราชการที่ออกให้เพื่อรับรองการเกิดของบุคคล โดยถือเป็นเอกสารหลักฐานสำคัญที่ยืนยันสถานะความเป็นคนไทย และยังใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการขอเอกสารสำคัญอื่น ๆ เช่น บัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทาง อีกทั้งยังเป็นการนำเข้าข้อมูลสู่ทะเบียนราษฎรอย่างเป็นทางการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิต่าง ๆ ที่ลูกน้อยพึงได้รับตามกฎหมาย

ทำไมต้องมีการแจ้งเกิด

การแจ้งเกิดเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นการทำตามกฎหมาย และเป็นการสร้างตัวตนทางทะเบียนราษฎรให้กับลูกน้อยอย่างถูกต้องสมบูรณ์ การมี ใบสูติบัตรทำให้ลูกได้รับสิทธิ์และสวัสดิการต่าง ๆ จากรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์ในการรักษาพยาบาล สิทธิ์ในการศึกษา หรือสิทธิ์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของเด็ก นอกจากนี้ สูติบัตรยังเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพ่อแม่ลูกอีกด้วย

เอกสารสำคัญที่พ่อและแม่ต้องเตรียม

ก่อนจะไปแจ้งเกิด คุณพ่อคุณแม่ต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม เพื่อความรวดเร็วและไม่เสียเวลาที่สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ เอกสารสำคัญที่ต้องใช้มีดังนี้

  • บัตรประจำตัวประชาชนของผู้แจ้ง : ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ไปแจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน : หรือหนังสือรับรองการแจ้งย้ายที่อยู่ เพื่อใช้ในการเพิ่มชื่อลูกเข้าทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) : เอกสารที่ออกให้โดยโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่เด็กเกิด
  • ทะเบียนสมรส (ถ้ามี) : เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันสถานะสมรสของพ่อแม่

ขั้นตอนการแจ้งเกิดมีอะไรบ้าง

ขั้นตอนการแจ้งเกิดนั้นไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด แต่มีข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันไปตามแต่ละกรณี ซึ่งสามารถสรุปได้ง่าย ๆ ดังนี้

กรณีเด็กเกิดในโรงพยาบาล

ถือเป็นกรณีที่พบได้บ่อยและเป็นขั้นตอนที่ง่ายที่สุด เนื่องจากโรงพยาบาลจะออกหนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ให้ ผู้แจ้งเพียงแค่เตรียมเอกสารที่จำเป็นดังต่อไปนี้

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้งและของบิดามารดา
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ที่ออกโดยโรงพยาบาล

จากนั้นให้นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่สำนักงานทะเบียนในพื้นที่ที่เด็กเกิด หรือที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านได้เลยภายใน 15 วัน เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบและออกสูติบัตรให้ภายในวันเดียวกัน

กรณีเด็กเกิดที่บ้านหรือสถานที่ที่ไม่ใช่สถานพยาบาล

ในกรณีนี้ผู้แจ้งจะต้องนำพยานบุคคล 2 คนที่สามารถยืนยันการคลอดได้ พร้อมเอกสารสำคัญไปแจ้งเกิดที่สำนักงานทะเบียนที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านภายใน 15 วัน ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้มีดังนี้

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • พยานบุคคล อย่างน้อย 2 คนที่เห็นการคลอดหรือผู้ทำคลอด

เมื่อเอกสารครบถ้วน เจ้าหน้าที่จะสอบสวนพยานหลักฐานเพื่อออกใบแจ้งการเกิด (ท.ร.1 ตอนหน้า) และออกสูติบัตรให้ตามลำดับ

 กรณีเด็กถูกทอดทิ้ง

หากพบเด็กถูกทอดทิ้ง ผู้ที่พบจะต้องรีบนำเด็กส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ประชาสงเคราะห์โดยเร็วที่สุด ซึ่งหน่วยงานเหล่านี้จะเป็นผู้ดำเนินการแจ้งเกิดให้เด็กภายใน 15 วันนับจากวันที่รับเด็กไว้ โดยจะมีการรวบรวมหลักฐานต่าง ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทะเบียนพิจารณาและออกสูติบัตรให้ต่อไป ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้แจ้งเกิดกรณีนี้จะแตกต่างออกไป ดังนี้

  • บัตรประจำตัวผู้แจ้ง
  • สำเนาทะเบียนบ้านของสถานสงเคราะห์
  • บันทึกการรับตัวเด็ก และหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

กรณีที่เด็กมีพ่อหรือแม่ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย หรือทั้งพ่อและแม่ไม่ได้มีสัญชาติไทย

สำหรับเด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่มีพ่อหรือแม่เป็นชาวต่างชาติ หรือทั้งคู่เป็นชาวต่างชาติ ผู้แจ้งจะต้องนำเอกสารที่จำเป็นพร้อมกับเอกสารยืนยันตัวตนของชาวต่างชาติไปแจ้งเกิดที่สำนักงานทะเบียนท้องถิ่น ซึ่งเอกสารที่ต้องใช้ ได้แก่

  • บัตรประชาชนของผู้แจ้ง
  • หนังสือเดินทาง หรือเอกสารแสดงตนของบิดามารดาชาวต่างชาติ
  • สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
  • หนังสือรับรองการเกิด (ท.ร. 1/1) ที่ออกโดยโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเอกสารและออกสูติบัตรให้ตามประเภทที่กำหนดไว้สำหรับผู้ที่ไม่มีสัญชาติไทย

ต้องแจ้งเกิดภายในกี่วัน

ตามกฎหมายแล้ว คุณพ่อคุณแม่มีหน้าที่ต้องแจ้งเกิดลูกน้อย ภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่เด็กเกิด หากพ้นกำหนดนี้แล้วจะถือว่าเป็นการแจ้งเกิดล่าช้า ซึ่งจะต้องเสียค่าปรับไม่เกิน 1,000 บาท อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ตามกำหนด ก็ยังสามารถแจ้งเกิดภายหลังได้ แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับจากวันที่เกิด โดยต้องมีเหตุผลและพยานหลักฐานมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาด้วย

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการแจ้งเกิด

ปัจจุบันนี้ยัง ไม่สามารถ แจ้งเกิดออนไลน์ได้ ผู้แจ้งยังจำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานทะเบียนในพื้นที่ที่เด็กเกิดหรือพื้นที่ที่บิดามารดามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

หากไม่มีทะเบียนบ้านที่จะเพิ่มชื่อเด็กได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถไปแจ้งเกิด ณ สำนักทะเบียนที่เด็กเกิดได้เลย โดยเจ้าหน้าที่จะออกสูติบัตรให้ก่อน แต่ยังไม่สามารถเพิ่มชื่อเด็กเข้าทะเบียนบ้านได้ จนกว่าจะมีการย้ายเข้าทะเบียนบ้านในภายหลัง

สามารถแจ้งเกิดย้อนหลังได้ หากพ้นกำหนด 15 วัน หรือ 30 วันตามกฎหมายแล้ว ผู้แจ้งจะต้องไปดำเนินการที่สำนักงานทะเบียนพร้อมเอกสารที่จำเป็นและจะต้องชำระค่าปรับตามที่กฎหมายกำหนด

สรุป 

การแจ้งเกิดเพื่อขอสูติบัตรเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย เพราะเป็นใบเบิกทางที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตของลูกน้อย แม้จะดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากในตอนแรก แต่เมื่อรู้ขั้นตอนและเตรียมเอกสารให้พร้อม ก็จะทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก และเมื่อภารกิจเรื่องเอกสารผ่านพ้นไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับเจ้าตัวเล็กอย่างเต็มที่ และเมื่อไหร่ที่ต้องการตัวช่วยดี ๆ ที่เข้าใจเรื่องแม่และเด็กแบบรู้ลึกรู้จริง BabyGift ก็พร้อมที่จะเป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการหาของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง หรือจะเป็นคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเลือกเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดี เครื่องปั๊มนม หรือคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ที่ BabyGift เราคัดสรรสินค้าแม่และเด็กที่ดีที่สุดเพื่อลูกน้อยของคุณ เพราะเราเชื่อว่าการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกคือความสุขของพ่อแม่ทุกคน 

สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Showroom

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็นกรดไหลย้อนได้ เพราะลูกน้อยวัยทารกเบบี๋ก็เป็นได้เช่นกัน ! แถมคุณแม่รู้ไหมว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เป็นกรดไหลย้อนได้มากถึง 25 คน จากทารกทั้งหมด 100 คนทีเดียว (ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล) ดังนั้นเชื่อว่าทุกท่านคงจะอยากรู้ว่าทำไม? เด็กเล็กๆ จึงเป็นกรดไหลย้อนได้  สาเหตุมาจากอะไร แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเราป่วยกรดไหลย้อน ยังทรมานและใช้ชีวิตลำบาก เราจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกรักตัวน้อย ที่พูดบอกอาการไม่ได้ แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกด้วย ทำไม? กรดไหลย้อนจึงเกิดได้ กับลูกวัยทารก อาการของเบบี๋ เมื่อมีกรดไหลย้อน หากปล่อยให้ลูกเป็นเรื้องรัง อาจมีอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีอาการที่รุนแรงลุกลาม จนอาจต้องใช้การผ่าตัดในการรักษาเพื่อให้หายได้ ป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยวันนี้! คุณแม่จะคงจะคลายกังวลได้ หากรู้ว่าสามารถป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยได้  ด้วยวิธีการต่างๆ นั่นคือ เตียงนอนปรับระดับศีรษะลูกน้อยได้ เป็นเตียงนอนสำหรับเด็กที่สามารถปรับระดับเตียงสูงต่ำได้ตามต้องการ ที่สำคัญยังช่วยป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกได้ เพราะสามารถปรับหัวเตียงให้ด้านศีรษะของลูกยกสูงขึ้นได้ง่ายๆ  โดยที่คุณแม่ไม่ต้องหาหมอนมาหนุนศีรษะลูก เช่นเตียง เตียงนอนทารก Dreamie Bed Side Crib – Prince & Princess ที่สามารถปรับระดับศีรษะของลูกให้นอนสูงขึ้นได้ถึง 2 ระดับ  ป้องกันอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนหลังกินนม […]

เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” เปลี่ยนไปตลอดการเติบโต เมื่อกำลังเลือกคาร์ซีทให้ลูกเป็นครั้งแรก หลายครอบครัวมักเริ่มจากคำถามเดียวกัน “คาร์ซีทรุ่นนี้ใช้ได้กี่ปี?” เป็นคำถามที่ไม่ผิด เพราะคาร์ซีทเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง หลายคนจึงอยากเลือกแบบที่ใช้งานได้นานที่สุด เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว แต่ในความเป็นจริง ยังมีคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ คาร์ซีทรุ่นนี้ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของลูก ในช่วงวัยที่กำลังใช้งานอยู่หรือไม่ เพราะเด็กทุกคนจะเติบโตขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีเพียงอายุหรือน้ำหนักเท่านั้น สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ สรีระของร่างกาย ทั้งส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของไหล่ ความกว้างของสะโพก รวมถึงตำแหน่งที่เข็มขัดนิรภัยควรวางพาดเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง และนี่เอง คือเหตุผลที่ผู้ผลิตคาร์ซีททั่วโลกยังคงพัฒนาคาร์ซีทหลายประเภท แทนที่จะออกแบบเพียงรุ่นเดียวให้รองรับเด็กทุกช่วงวัย สรุปสั้น ๆ คาร์ซีท 0–4 ปี เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการคาร์ซีทที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระของเด็กเล็กโดยเฉพาะ คาร์ซีท 0–7 ปี เน้นความสมดุลระหว่างการรองรับและการใช้งานต่อเนื่อง คาร์ซีท 0–12 ปี เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการใช้งานหลายช่วงวัย เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” ของเด็กเปลี่ยนไปตลอดเวลา ลองนึกภาพเด็กแรกเกิดที่มีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร เทียบกับเด็กวัยประถมที่มีความสูงมากกว่า 130 เซนติเมตร […]

ลดอาการแพ้ท้อง ตอนตั้งครรภ์ทำให้คุณแม่หลายคนคิดว่าการจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรก อาการหลัก ๆ ก็เลยจะมีวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าหากคุณแม่มีอาการนี้แบบนี้อยู่ หรืออยากลดอาการแพ้ท้อง เราเลยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่มาช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องมาฝากกันค่ะ แพ้ท้อง เกิดจากอะไร? อาการแพ้ท้องเกิดจากฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ในร่างกายของคุณแม่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทางร่างกายและจิตใจ จนมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และอื่น ๆ  8 เคล็ดลับที่ช่วยลดอาการแพ้ท้อง 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบา ๆ ช่วยได้ คุณแม่ที่ได้กลิ่นน้ำหอมฉุน กลิ่นเทียน กลิ่นธูป หรืออื่น ๆ แล้วมีอาการคลื่นไส้ ให้รีบออกมาจากตรงนั้นเลยค่ะ เพราะเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้อง คุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นสดชื่นธรรมชาติ ไม่ฉุน ก็จะช่วยให้คุณแม่อาการดีขึ้น รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ด้วย 2. ดื่มน้ำลดอาการหน้ามืด อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของการอาเจียน การดื่มน้ำเปล่าอุณภูมิปกติหรือน้ำส้มคั้นสักแก้วก็จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นขึ้นได้ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำด้วยค่ะ และที่สำคัญคุณแม่ต้องดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำด้วยนะคะ […]

แม่ท้องร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เนื่องฮอร์โมนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนดังกล่าวจะส่งผลให้เส้นเอ็นและข้อต่อเกิดการคลายตัวมากขึ้น รวมทั้งทำให้โครงสร้างภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับทารกในครรภ์ หนึ่งในนั้นการเปลี่ยนแปลของร่างกายก็คือสภาพผิวที่แห้งง่าย สีผิวเปลี่ยน คุณแม่บางคนเกิดกระได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงขนาดท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณท้อง หน้าอก ต้นขา เกิดการยืดตึงจนเกิดรอยแตก การดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ รวม ITEM ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ BabyGift คัดสรรคุณภาพ 1. ผลิตภัณฑ์ป้องกันการแตกลาย ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของคุณแม่ว่าเป็นเนื้อครีมหรือเนื้อเซรั่ม ควรใช้ก่อนที่จะเกิดปัญหาเรื่องผิวแตกลายจะเป็นการดูและผิวได้ดีที่สุด  2. เข็มขัดพยุงครรภ์  รองรับน้ำหนักของครรภ์ที่ขยายใหญ่และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังช่วยในการบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้องได้อีกด้วย การเริ่มใช้ขึ้นอยู่กับคุณแม่แต่ละคนเลยว่ารู้สึกหนักหรือหน่วงท้องเมื่อไหร่ 3. คาร์ซีทสำหรับแม่ท้อง   อุปกรณ์เสริมบนรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องและลูกในครรภ์  คาร์ซีทแม่ท้อง แบรนด์ Tummy Shleid  นวัตกรรมจากประเทศออสเตรเลีย เปลี่ยนจากการที่เข็มขัดนิรภัยรถรัดหน้าท้อง มารัดที่ต้นขาแทน  4. ผลิตภัณฑ์น้ำฆ่าเชื้อธรรมชาติ   แม่ท้องอยู่ในช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ป่วยง่าย ไม่สบายบ่อย ติดเชื้อได้ง่าย การใช้แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายใน การใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อจากธรรมชาติเพิ่มความปลอดภัยได้   5. เครื่องอบ UV   นวัตกรรมการฆ่าเชื้อขั้นสูงด้วยแสงยูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับการฆ่าเชื้อในวงการแพทย์ สามารถใช้ได้ทั้ง โทรศัพท์มือถือ ของใช้ต่างๆ

การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การที่ลูกน้อยยังไม่สามารถนั่งในรถได้อย่างปลอดภัยด้วยเข็มขัดนิรภัยธรรมดา การเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางของลูกน้อย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกน้อยและปลอดภัยที่สุดค่ะ 1. รู้จักประเภทของคาร์ซีท ก่อนที่จะเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือประเภทของคาร์ซีทที่มีในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้: คาร์ซีทสำหรับทารก (Rear-Facing Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จะติดตั้งหันหลังและรองรับศีรษะและคอของเด็กให้ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีทแบบหันหน้า (Forward-Facing Seat): ใช้ได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักประมาณ 9-18 กิโลกรัม ตัวคาร์ซีทจะหันหน้าไปข้างหน้าและมีเข็มขัดนิรภัยในตัว คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ (Booster Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อเสริมให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับเด็กที่โตขึ้น 2. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับวัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการรองรับที่ดีในขณะนั่งในรถ หากเลือกคาร์ซีทผิดประเภทอาจทำให้ลูกไม่สามารถได้รับความปลอดภัยที่ดีที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ 3. ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเลือกซื้อคาร์ซีท คาร์ซีทที่ดีจะต้องมีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน […]

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ  ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ? การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ  วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?   ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid