ไขข้อสงสัยคุณแม่ ให้ลูก เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? พร้อมเทคนิคฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำแบบไม่งอแง !

แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ

ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส

หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ?

ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ?

สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ ไม่เร่งหรือกดดันเด็ก เพราะแต่ละคนมีจังหวะการพัฒนาที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการชวนลูกพูดคุยเรื่องการเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และเริ่มฝึกการใช้ห้องน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้การสนับสนุนและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรกดดัน หรือตั้งคำถามว่าจะเลิกแพมเพิสกี่ขวบ และการสังเกตว่าลูกพร้อมเลิกหรือไม่ สามารถดูได้จากตัวอย่างสัญญาณดังต่อไปนี้ค่ะ

1. สังเกตจากการสื่อสาร เมื่อลูกบอกได้ว่าต้องการเข้าห้องน้ำ เริ่มเข้าใจคำศัพท์เกี่ยวกับการขับถ่าย

2. เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อได้ เช่น สามารถถอดกางเกงหรือกระโปรงเองได้ เริ่มแสดงท่าทางหรืออาการเมื่อต้องการขับถ่าย

3. สังเกตจากความแห้งของผ้าอ้อม เช่น ผ้าอ้อมแห้งนานขึ้น (2 ชั่วโมงขึ้นไป) หรือตื่นนอนมาตอนเช้าด้วยผ้าอ้อมที่แห้ง

4. เริ่มแสดงความสนใจเมื่อเห็นคนอื่นเข้าห้องน้ำ มีความสนใจอยากลองใช้โถส้วม หรือกระโถน

5. ต้องการความเป็นส่วนตัวเวลาขับถ่าย มีการบอกเมื่อผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก

6. เริ่มมีทักษะการจดจำและทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ สามารถจดจำขั้นตอนการใช้ห้องน้ำได้

7. เริ่มมีการความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง เช่น แสดงความต้องการที่จะเป็นเด็กโต หรือมีความภูมิใจเมื่อทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าอยากให้ลูกเลิกแพมเพิส มีวิธีแนะนำบ้างมั้ย ?

หากว่าคุณแม่ คุณพ่อ คิดว่าการปล่อยให้เลิกตามธรรมชาติไม่ใช่แนวทางที่ถูกใจ หรืออาจเพราะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เลยอยากจะฝึกให้ลูกเลิกใส่ เรามีวิธีแนะนำ ดังนี้ค่ะ

1. ให้ลองนั่งกระโถน : การให้ลูกใช้กระโถนเป็นวิธีที่ช่วยฝึกให้เลิกใช้แพมเพิสได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่างค่ะ และเป็นขั้นตอนที่ขั้นกลางระหว่างการใส่ผ้าอ้อมกับการใช้โถส้วม ทำให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้กระโถนยังมีขนาดเหมาะสมกับตัวเด็ก ทำให้รู้สึกปลอดภัยและรู้สึกสบายกว่าโถส้วมผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่สามารถวางกระโถนไว้ใกล้ๆ เด็ก ทำให้เห็นง่าย หยิบใช้ได้ง่าย และใช้ได้รวดเร็ว โดยเริ่มจากอธิบายวิธีการใช้ ชื่นชมเมื่อใช้เรียบร้อย ให้ลูกรู้สึกว่าทำได้สำเร็จ และอยากใช้อีก วิธีนี้จะทำให้ลูกได้เรียนรู้การควบคุมการขับถ่าย และยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจให้กับเด็กอีกด้วย

2. คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกดู : การให้ลูกดูเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่จะช่วยในการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป วิธีนี้เรียกว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กเล็ก เริ่มจากให้ลูกดูพ่อแม่หรือพี่น้องใช้ห้องน้ำ แล้วอธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่างง่ายๆ อาจจะใช้ตุ๊กตาสาธิต แสดงวิธีการใช้กระโถน หรือเข้าห้องน้ำ หรือจะใช้วิธีให้ลูกดูผ่านหนังสือ วีดีโอ หรือสื่อการสอนต่างๆ แล้วค่อยๆ อธิบายเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน และอย่าลืม แสดงความยินดีเมื่อคนอื่นใช้ห้องน้ำสำเร็จ  ให้ลูกเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดี และชื่นชมเมื่อลูกพยายามสนใจ หรือทำตามได้ ทั้งนี้ควรระวังไม่ให้เด็กรู้สึกกดดัน หรืออายมากเกินไป และต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของทุกคนด้วยค่ะ 

3. พาเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา : การพาเด็กเข้าห้องน้ำเป็นเวลาก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้มากเลยค่ะ วิธีนี้เรียกว่า “การฝึกแบบกำหนดเวลา” เป็นการสร้างนิสัยที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้ห้องน้ำเป็นกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กได้เรียนรู้สัญญาณของร่างกาย ช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักสังเกตเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ คุณพ่อคุณแม่ อาจเริ่มจากพาเด็กเข้าห้องน้ำทุก 1 – 2 ชั่วโมง พาไปก่อนและหลังนอน รวมถึงหลังมื้ออาหาร อาจใช้นาฬิกาหรือตั้งเสียงเตือนเพื่อความสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ควรมีความยืดหยุ่น และปรับตามความต้องการของเด็กแต่ละคน บางครั้งอาจต้องพาไปบ่อยกว่านี้ โดยเฉพาะระยะแรกของการฝึก

4. สอนลูกให้บอกเมื่อปวดอยากถ่ายเบา ถ่ายหนัก : สอนการสื่อสารให้เด็กเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการของตัวเอง ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกตสัญญาณร่างกายของตัวเอง ลดการเลอะเทอะเมื่อเด็กบอกได้ ผู้ปกครองก็สามารถพาไปห้องน้ำได้ทันท่วงที ทำให้เด็กมีความมั่นใจรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้ การใช้วิธีนี้ ผู้ปกครองต้องสร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะบอก สอนท่าทางหรือสัญญาณที่เด็กสามารถใช้บอกได้ และอย่าลืมให้รางวัลเมื่อเด็กบอกได้ แม้จะไม่ทันก็ตาม

5. ใช้วิธี 3 วัน : วิธี 3 วัน หรือที่เรียกว่า “3-Day Potty Training Method” เป็นวิธีการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบเข้มข้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

1) การเตรียมตัว : ให้เลือกช่วงเวลา 3 วัน ที่คุณสามารถอยู่บ้านได้ตลอดทั้งวัน เตรียมกระโถน เสื้อผ้าสำรอง และของรางวัล และอธิบายให้เด็กเข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น

2) วันที่ 1-3 : ให้ถอดผ้าอ้อมสำเร็จรูปออก ใส่แต่กางเกงในเท่านั้น แล้วให้เด็กดื่มน้ำระหว่างวันเพื่อกระตุ้นการปัสสาวะ พาเด็กไปห้องน้ำทุก 15 – 20 นาที หมั่นสังเกตว่าเด็กต้องการเข้าห้องน้ำหรือไม่ และให้รางวัลทันทีเมื่อเด็กใช้ห้องน้ำสำเร็จ หากเกิดเหตุการณ์ฉี่ราดก็ให้ทำความสะอาดโดยไม่แสดงอาการโกรธหรือผิดหวังค่ะ

3) หลังจาก 3 วัน : ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการพาไปห้องน้ำให้นานขึ้น และยังคงให้รางวัล คำชมเชยต่างๆ จากนั้นก็อัปเลเวลเริ่มฝึกการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าอ้อมต่อไปได้เลยค่ะ

ข้อควรระวังในการใช้วิธี 3 วัน 

  • วิธีนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว เพราะต้องการเวลา และความทุ่มเทอย่างมาก
  • อาจทำให้เกิดความเครียดได้ทั้งเด็ก และผู้ปกครอง ดังนั้นพ่อแม่ต้องคุยกันก่อน ตั้งใจร่วมกัน และไม่คาดหวัง
  • ไม่ควรใช้กับเด็กที่ยังไม่พร้อม หรือมีอายุน้อยเกินไปค่ะ

เลือกวิธียังไงให้เหมาะกับบ้านเรา ?

แต่ละวิธีก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปค่ะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว ซึ่ง

สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการเลือกวิธีฝึกจะมีอะไรบ้าง มาดูกันต่อค่ะ

1. ความพร้อมของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ

2. ตารางเวลาของครอบครัว บางวิธีก็ต้องการเวลา และความทุ่มเทมากกว่า คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยกันก่อนเพื่อหาวิธีที่ลงตัวค่ะ

3. บุคลิกของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบวิธีที่สนุกสนาน แต่บางคนก็อาจชอบความเป็นระบบ

4. สภาพแวดล้อมมีผลต่อการฝึกเลิกใช้แพมเพิสอย่างมาก การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายมากขึ้นทั้งสำหรับเด็กและผู้ปกครอง ลองมาดูรายละเอียดกันนะคะ

  • สภาพอากาศ เช่น หากร้อนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นถอดง่าย ก็จะฝึกง่ายกว่า การอยู่ในอากาศที่หนาว ใส่เสื้อผ้าหลายชิ้นถอดยาก เพราะเด็กอาจไม่อยากลุกไปไหน 
  • พื้นที่ในบ้าน หากห้องน้ำใกล้ ไปง่าย ก็ทำให้เพิ่มโอกาสที่อยากเดินไปมากกว่า และช่วยลดโอกาสเลอะเทอะได้มากกว่าด้วย
  • การจัดวางสิ่งของให้หยิบใช้ง่าย เช่น กระโถน หรือจัดเก็บเสื้อผ้าสำรองในพื้นที่ที่หยิบง่ายก็ช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้การมีบันไดเล็กๆ สำหรับขึ้นโถส้วมผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกขึ้นได้เหมือนกันค่ะ
  • ในห้องน้ำควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดจนทำให้เด็กกลัว อาจใช้ไฟกลางคืนเพื่อช่วยในการเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน

BabyGift แนะนำ ! : อาจเริ่มจากวิธีที่คุณรู้สึกว่าเหมาะกับครอบครัวมากที่สุด แล้วผสมผสานหลายๆ วิธีเข้าด้วยกันก็ได้ค่ะ จากนั้นก็ให้เวลากับวิธีที่เลือกสักระยะ ถ้าไม่ได้ผล ก็สามารถเปลี่ยนวิธีได้ โดยสังเกตปฏิกิริยาของลูก และปรับวิธีให้เหมาะสมค่ะ

BabyGift แนะนำสินค้าช่วยเลิกแพมเพิส

1. กระโถนเด็ก 3in1 Baby Potty แบรนด์ Prince & Princess

กระโถนเด็ก จาก Prince & Princess ที่สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 5 STEPs ปรับเป็นฝารองชักโครกเด็ก เก้าอี้สำหรับนั่ง หรือ ยืน ได้แบบอเนกประสงค์ โครงสร้างแข็งแรงปลอดภัย สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 60 กิโลกรัม เหมาะกับสรีระเด็ก มีแผ่นรองกันลื่น TPE ถึง 12 จุด แน่นหนาปลอดภัย ช่วยยึดเกาะพื้นห้องน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นไถลขณะใช้งาน 

จุดเด่น 

  • ใช้งานได้อเนกประสงค์ตั้งแต่ 1 ขวบ จนถึง 6 ขวบ โดยในช่วง 1-2 ปี ใช้เป็นกระโถนให้เด็กได้ฝึกขับถ่าย เมื่อนั่งกระโถนได้เก่งแล้วในวัย 3-4 ขวบก็สามารถปรับวางบนชักโครกผู้ใหญ่เพื่อฝึกนั่งบนชักโครกได้ หลังจากนั้นในช่วง 4- 6 ขวบ สามารถใช้ฐานเป็นเก้าอี้เพื่อให้เด็กขึ้นลงชักโครกได้ หรือจะปรับใช้เป็นบันไดกันลื่นเวลาแปรงฟัน หรือเป็นเก้าอี้กันลื่นในห้องน้ำได้เช่นกัน
  • โถรองฉี่ลึก 13 เซนติเมตร จุได้เยอะ ป้องกันการล้นออกมา ตัวเบาะเป็นวัสดุ PU Cushion สัมผัสนุ่มสบาย ยืดหยุ่น นั่งนานได้ไม่เมื่อย ตัวโถรองทำจากวัสดุ Antibacterial ไม่สะสมเชื้อโรค ด้านหน้าออกแบบโค้งนูน 4 เซนติเมตร ป้องกันปัสสาวะกระเด็นได้เป็นอย่างดี มีมือจับ 2 ด้าน ให้จับระหว่างนั่ง เพื่อความปลอดภัยอุ่นใจขณะใช้งาน 
  • รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยฝึกขับถ่าย และสร้างความคุ้นเคยกับการนั่งโถสุขภัณฑ์ มีพนักพิงหลัง ให้เด็กนั่งถนัดมากขึ้น นั่งสบาย ช่วยฝึกการขับถ่ายได้ง่ายขึ้น 
  • ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ สามารถรองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด 
  • น้ำหนักเบา เด็กสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อที่จะใช้งานได้ด้วยตัวเอง 

2. กระโถนเด็ก 3 สเต็ป RICHELL Pottis Step and Potty

RICHELL Pottis Step and Potty คือกระโถนเด็กที่ใช้ได้ตั้งแต่เด็กวัย 4 เดือน ถึงวัยเกิน 18 เดือนขึ้นไป เพราะสามารถปรับสเต็ปการใช้งานได้ถึง 3 ระดับ โดย สเต็ปที่ 1 (4-10 เดือน) เหมาะกับการฝึกนั่งบนกระโถน สเต็ปที่ 2 (10-18 เดือน) ใช้เมื่อลูกของเราเริ่มนั่งเองได้บ้างแล้ว โดยจะใช้ส่วนฝาวางบนฝาโถส้วมของผู้ใหญ่ และฝึกอุ้มให้นั่งเองบนกระโถนแบบมีฝาคอยทรงตัว และสเต็ปที่ 3 (18 เดือนขึ้นไป) ให้คุณแม่ใช้ฝาวางไว้ที่โถแล้วปล่อยให้ลูกนั่งจับเอง โดยใช้ส่วนฝาล่างวางใว้ที่โถส้วมผู้ใหญ่ วางฝาไว้ที่กระโถน ให้น้องเหยียบขึ้นนั่งโถด้วยตนเอง มีให้เลือกถึง 3 สี ตามความชอบเลยค่ะ

จุดเด่น 

  • ใช้งานได้ 3 สเต็ป ตามช่วงวัยตั้งแต่ 4 เดือน ไปจนถึง 18 เดือน
  • สินค้าทำจากวัสดุคุณภาพ ปลอดภัย ไม่อันตรายกับเด็ก

3. บันไดชักโครกเด็ก 2in1 Baby Potty Ladder แบรนด์ Prince & Princess ​

อีกหนึ่งสินค้าแนะนำจาก Prince & Princess ค่ะ บันไดชักโครก 2in1 Baby Potty Ladder ที่ช่วยฝึกลูกน้อยให้ขับถ่ายด้วยตัวเอง ได้อย่างปลอดภัย มีโครงสร้างแบบสามเหลี่ยม แข็งแรงมั่นคง ฐานบันไดขนาดใหญ่ หน้ากว้างถึง 40.7 เซนติเมตร ให้เด็กลงน้ำหนักได้เต็มที่ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 25 กิโลกรัม พับเก็บได้ รองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด ตั้งแต่ความสูง 38 – 45 เซนติเมตร สามารถใช้ได้ยาวนาน ตั้งแต่อายุ 2 – 6 ปี หรือที่น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม ​

จุดเด่น 

  • รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยให้เด็กฝึกขับถ่ายเองได้ง่ายขึ้น เพราะนั่งได้ถนัด มีความมั่นคงปลอดภัย อีกทั้งระยะห่างของขั้นบันไดก็เหมาะสมกับสรีระของเด็กทำให้ก้าวขึ้นและลงได้อย่างปลอดภัย 
  • ปรับระดับความสูงได้ง่าย เพียงแค่สไลด์ขึ้น-ลง ที่ฝารองชักโครก สะดวกมากกว่าแบรนด์ทั่วไปที่ต้องปรับความสูงจากฐานหรือบันได 
  • โครงและเบาะรองด้านใน มีแผ่นรองกันลื่น ถึง 11 จุด เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนั้นบันไดยังเสริมแผ่นรองกันลื่น ทำจาก TPE ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นในขณะขึ้นและลงบันไดได้ดีกว่าแผ่นรองกันลื่นทั่วไปอีกด้วย 
  • ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ ทำความสะอาดง่าย 

การเลิกใช้แพมเพิสเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของพัฒนาการในเด็ก แต่หากถามว่าควรเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ก็ต้องบอกว่าไม่ได้มีอายุที่แน่นอนตายตัวค่ะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก ผู้ปกครอง และสภาพแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญก็คือการสังเกตสัญญาณความพร้อมของลูก และไม่เร่งรัดจนทำให้เกิดความเครียด การฝึกด้วยความใจเย็น เข้าใจ และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครองนั่นเองค่ะ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลูกเลิกแพมเพิส หรือสนใจสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

 คาร์ซีทหมุนได้ จำเป็นต่อคุณพ่อ คุณแม่อย่างไร คุณพ่อและคุณแม่ทุกคน พยายามและสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยเสมอ เพราะลูกน้อยคือแก้วตาดวงใจของคุณพ่อและคุณแม่ แต่จะดีกว่าไหมถ้าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยยังสร้างความสะดวกสบายสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ไปพร้อมกัน           การเลือกซื้อคาร์ซีทก็เหมือนกัน นอกจากจะดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน ต่อทั้งกับคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยอีกด้วย และหนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในการใช้คาร์ซีท อย่างปัญหาการอุ้มลูกน้อยเวลาขึ้นลงรถ หรือปัญหาที่จอดรถแคบเกินไป ที่ทำให้การอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถลำบาก อาจจะชนกับรถ หรือกำแพง ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้ง คุณพ่อ คูณแม่ และลูกน้อยได้ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณพ่อ และคุณแม่เลือกใช้คาร์ซีทแบบ Convertible Carseat คาร์ซีทหมุนได้ 2 ทิศทาง หรือคาร์ซีทที่หมุนได้ 360 องศา ที่นอกจากปกป้องลูกน้อยได้แล้ว ยังเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้คาร์ซีทหมุนได้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ทาง Baby Gift จึงขอพา คุณพ่อ คุณแม่ มาเข้าใจถึงข้อดีของคาร์ซีทหมุนได้กันค่ะ ข้อดีของการใช้ คาร์ซีทหมุนได้ 1.คุณพ่อ และคุณแม่ สะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถ           […]

นมแม่ คืออาหารมหัศจรรย์ของลูกน้อย อุดมด้วยสารอาหารมากกว่า 200 ชนิด ที่ครบถ้วนและเหมาะสมที่สุดสำหรับลูกน้อย ซึ่งคุณค่าสารอาหารในนมแม่ สำคัญที่สุดต่อการช่วยส่งเสริมพัฒนาการลูกทุกด้าน ได้แก่ อุ่นนมแม่ให้ถูก ลูกได้คุณค่าเต็มที่ เมื่อรู้ว่านมแม่มีคุณค่ามหาศาลอย่างนี้แล้ว คุณแม่ต้องให้ลูกน้อยกินนมแม่ให้นานที่สุด  เพื่อให้ลูกได้รับคุณค่าน้ำนมให้มากที่สุด ด้วยการทำสต๊อกนมแม่เก็บไว้ให้ลูก และให้ความสำคัญกับการอุ่นนมแม่ที่แช่แข็งหรือทำสต๊อกไว้มาให้ลูกกินด้วย เพราะหากอุ่นนมแม่ไม่ถูกวิธี อาจทำให้ลูกเจ็บป่วยท้องเสีย แถมยังสูญเสียสารอาหารที่มีคุณค่าในนมแม่ไป   เราจึงขอแนะนำวิธีการอุ่นนมที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารที่ดีที่สุดมาฝากกันค่ะ วิธี อุ่นนมแม่ จากช่องแช่แข็ง ปัจจุบันมีเครื่องอุ่นนม ที่ช่วยอำนวยความสะดวกคุณแม่ในการละลายนมแม่แช่แข็ง ซึ่งมีการทำงานที่หลากหลายทั้งอุ่นนม ละลายน้ำแข็ง อุ่นอาหาร และฆ่าเชื้อได้  โดยคุณแม่ควรพิจารณาเลือกซื้อที่มีมาตรฐานความปลอดภัย  สามารถเลือกปรับอุณหภูมิได้ตามความเหมาะสม เพื่อรักษาคุณค่าของนมแม่ไว้ให้ครบถ้วน ข้อควรระวัง เรื่องเข้าใจผิดของการ อุ่นนมแม่ ทำเสียคุณค่าน้ำนม  ข้อมูลเพิ่มเติม :https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/HpH/admin/news_files/718_49_1.pdf, FB: สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ,https://www.phyathai.com/https://library.thaibf.com/ (คลังข้อมูล มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย)

การตัดสินใจมีลูกสักคน นับเป็นเรื่องสำคัญของครอบครัว เพราะการมีลูกนั้นมักจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่เพิ่มมากขึ้น ต้องปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตแล้ว และหันมาคำนึงถึงค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่การฝากครรภ์ การคลอดบุตร การเลี้ยงดูบุตร แต่ไม่ต้องกังวลไปค่ะ วันนี้ BABYGIFT จะพาไปดูกันว่าหากใช้ สิทธิประกันสังคมคนท้อง คุณแม่เบิกค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง ไปดูพร้อมๆกันเลย สิทธิเบิกจ่ายค่าฝากครรภ์ ค่าตรวจครรภ์ ประกันสังคมได้เพิ่มสิทธิเบิกจ่ายค่าฝากครรภ์ ค่าตรวจครรภ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2561ให้กับผู้ประกันตนสำหรับคนท้องอีก 1,000 บาท ผู้ใช้สิทธิต้องจ่ายเงินเข้าประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนเดือนที่ใช้สิทธิ โดยจ่ายตามอายุครรภ์ ดังนี้ คุณแม่ต้องสำรองจ่ายเงินไปก่อน แล้วนำใบเสร็จกับใบรับรองแพทย์มาเบิกจ่ายทีหลังได้เลยที่ประกันสังคมทั่วประเทศ โดยไม่ต้องรอให้มีการคลอดบุตรก่อน สิทธิเบิกจ่ายค่าคลอดบุตร คุณแม่ท้องสามารถใช้สิทธิประกันสังคม เบิกค่าคลอดบุตรได้ในอัตราเหมาจ่าย 13,000 บาทต่อครั้งเช่น ค่าทำคลอด ค่าห้องพัก ค่ายา หรือค่าบริการอื่นๆ โดยสามารถเบิกค่าคลอดบุตรได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ซึ่งหมายความว่า หากคุณแม่คลอดบุตรคนที่ 3คุณแม่จะไม่สามารถเบิก ค่าคลอดบุตรได้อีก ยกเว้นถ้าคุณพ่อก็เป็นผู้ประกันตนด้วย ก็สามารถใช้สิทธิของคุณพ่อกับบุตรคนที่ 3 […]

การใช้ชีวิตของคุณแม่ทุกคนจะเปลี่ยนไปแน่นอนเมื่อเริ่มตั้งท้อง เพราะฮอร์โมนในร่างกายของเราเปลี่ยนไป ทำให้ทั้งร่างกาย สุขภาพ และอารมณ์ของเราไม่เหมือนเดิม คุณแม่ที่ตั้งท้องมาถึงไตรมาส 2 จะต้องเจอกับปัญหาสุขภาพอะไรกันบ้าง เราไปดูกันค่ะ 1. ตะคริว ขอบอกเลยค่ะ ว่าอาการตะคริวนี่ถือว่าเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยของแม่ท้องเลยทีเดียว เพราะมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดทับบริเวณเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีพอ โดยอาการนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ในช่วงที่คุณแม่นอนราบนั่นเอง 2. ตกขาว อาการตกขาวก็เป็นอาการหนึ่งที่คุณแม่ต้องเจอเช่นเดียวค่ะ ถ้าตกขาวเป็นสีขาวปกติก็เป็นเรื่องทั่วไปนะ ไม่ได้มีปัญหาหรือน่าห่วงอะไร แต่เมื่อใดที่ตกขาวมีสีเปลี่ยนไป หรือมีกลิ่นเหม็นแล้วล่ะก็ คุณแม่จะต้องรีบไปพบคุณหมอนะคะ เพราะนั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณแม่กำลังติดเชื้อทางช่องคลอดค่ะ 3. ฟันผุและปัญหาทางช่องปาก แม่ท้องจะต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ เพราะจะต้องแบ่งกับลูกน้อยด้วย และคุณแม่ที่รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะพบกับปัญหาฟันผุ เนื่องจากโดนลูกแบ่งแคลเซียมไปนั่นเองค่ะ ส่วนสำหรับปัญหาทางช่องปากนั้น คุณแม่ส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาเลือดออกตามไรฟันค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรจะไปพบทันตแพทย์เป็นประจำนะคะ 4. เลือดกำเดา ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปนำไปสู่ปัญหาในโพรงจมูกของคุณแม่ค่ะ เพราะฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณแม่ผลิตเลือดเพิ่มขึ้นไปด้วย เส้นเลือดฝอยภายในจมูกจึงบวมและแตกออกมาได้ง่าย เพราะอย่างนั้นถ้าคุณแม่รู้สึกระคายเคืองในจมูก ขอแนะนำให้คุณแม่ใช้น้ำเกลือที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปล้างจมูกนะคะ และห้ามใช้ของแข็งแหย่เข้าไปในโพรงจมูกโดยเด็ดขาดเลยค่ะ 5. ผิวแตกลาย เนื่องจากท้องที่ใหญ่ขึ้น ผิวของคุณแม่จึงแตกเป็นลายทางค่ะ โดยผิวที่แตกลายนี้เราสามารถหาครีมมาทาเพื่อบรรเทาได้นะคะ แต่ในคุณแม่บางคนอาจจะเจออาการคันร่วมด้วย ซึ่งถ้าคุณแม่เผลอเกาแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้เกิดบาดแผลและนำไปสู่การติดเชื้อได้ค่ะ 6. เส้นเลือดขอด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น […]

การเริ่มต้นบทบาทคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของใช้ชิ้นเล็ก ๆ อย่างจุกหลอกที่หลายบ้านลังเลว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ การเลือกใช้จุกหลอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัยจะช่วยให้การเลี้ยงลูกราบรื่นขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยอย่างมั่นใจ จุกหลอกคืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวช่วยสำคัญของคุณแม่ จุกหลอก คืออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเลียนแบบหัวนมแม่ ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอย่างยางหรือซิลิโคน เพื่อตอบสนองสัญชาตญาณการดูดตามธรรมชาติของทารก ซึ่งพฤติกรรมนี้มีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การใช้จุกหลอกจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยที่สร้างความรู้สึกอุ่นใจ ผ่อนคลาย และเป็นเครื่องมือในการเบี่ยงเบนความสนใจได้ดีเยี่ยมในยามที่เจ้าตัวน้อยร้องงอแง เจาะลึกข้อดีของจุกหลอก ที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย การเลือกใช้จุกหลอกไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ลูกหยุดร้องเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านสรีรวิทยาและอารมณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ ช่วยให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยาวนานยิ่งขึ้น การดูดจุกหลอกช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ทารกฝึกควบคุมอารมณ์และสงบลงได้ง่าย เมื่อลูกรู้สึกผ่อนคลายจะส่งผลให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลับสนิทได้นานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้เติบโตสมวัยอย่างแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคไหลตายในทารกและป้องกันการดูดนิ้ว ผลการศึกษาพบว่าการใช้จุกหลอกขณะนอนหลับช่วยลดความเสี่ยงโรค SIDS หรือโรคไหลตายในทารกได้ เนื่องจากช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้ลูกดูดนิ้วมือ เพราะการฝึกให้เลิกใช้จุกหลอกนั้นทำได้ง่ายกว่าพฤติกรรมการติดดูดนิ้วที่จะส่งผลเสียต่อรูปฟันในระยะยาว ข้อควรระวังและวิธีใช้จุกหลอก เพื่อให้การใช้จุกหลอกเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ วิธีเลือกซื้อจุกหลอกคุณภาพสูงเพื่อสรีระของลูกรัก การเลือกจุกหลอกไม่ใช่แค่รุ่นไหนก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัสดุที่ต้องสัมผัสกับช่องปากของลูกโดยตรง เลือกขนาดที่เหมาะสมและวัสดุซิลิโคนระดับ Food Grade คุณแม่ควรเลือกจุกหลอกตามไซซ์ที่ระบุตามช่วงอายุ เพื่อให้เข้ากับรูปปากและเพดานเหงือกของลูก ที่สำคัญวัสดุต้องผลิตจากซิลิโคนระดับ Food Grade ที่มีความนุ่มนวล ยืดหยุ่นสูง และต้องปราศจากสาร BPA (BPA Free) […]

BabyGift Grand Opening ฉลองเปิดสาขาใหม่ “ปิ่นเกล้า-ราชพฤกษ์” สาขาที่ 7 อย่างเป็นทางการตอกย้ำความเป็นผู้นำร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก BabyGift พร้อมที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณพ่อ-คุณแม่และลูกน้อยในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ” The Best Gift for your Baby ” ​ ขอขอบคุณ แบรนด์ Partner ผู้บริหาร และคณะกรรมการทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่มาร่วมงาน และคอยสนับสนุนเบบี้กิ๊ฟอย่างดีตลอดมาค่ะ Attitude Mom Thailand : เครื่องปั๊มนม 5 โหมด อัจฉริยะ กรวยซิลิโคนแท้ Spectra Thailand เครื่องปั้มนม Iflin baby PUR Thailand Mellow for Kids ผ้ารองกันน้ำ100% เมลโล่ Bambies Thailand Baby Natura Beaba Thailand Luxury Baby […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event