ไขข้อสงสัยคุณแม่ ให้ลูก เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? พร้อมเทคนิคฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำแบบไม่งอแง !
แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ
ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส
หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ?
ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ?
สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ ไม่เร่งหรือกดดันเด็ก เพราะแต่ละคนมีจังหวะการพัฒนาที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการชวนลูกพูดคุยเรื่องการเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และเริ่มฝึกการใช้ห้องน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้การสนับสนุนและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรกดดัน หรือตั้งคำถามว่าจะเลิกแพมเพิสกี่ขวบ และการสังเกตว่าลูกพร้อมเลิกหรือไม่ สามารถดูได้จากตัวอย่างสัญญาณดังต่อไปนี้ค่ะ
1. สังเกตจากการสื่อสาร เมื่อลูกบอกได้ว่าต้องการเข้าห้องน้ำ เริ่มเข้าใจคำศัพท์เกี่ยวกับการขับถ่าย
2. เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อได้ เช่น สามารถถอดกางเกงหรือกระโปรงเองได้ เริ่มแสดงท่าทางหรืออาการเมื่อต้องการขับถ่าย
3. สังเกตจากความแห้งของผ้าอ้อม เช่น ผ้าอ้อมแห้งนานขึ้น (2 ชั่วโมงขึ้นไป) หรือตื่นนอนมาตอนเช้าด้วยผ้าอ้อมที่แห้ง
4. เริ่มแสดงความสนใจเมื่อเห็นคนอื่นเข้าห้องน้ำ มีความสนใจอยากลองใช้โถส้วม หรือกระโถน
5. ต้องการความเป็นส่วนตัวเวลาขับถ่าย มีการบอกเมื่อผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก
6. เริ่มมีทักษะการจดจำและทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ สามารถจดจำขั้นตอนการใช้ห้องน้ำได้
7. เริ่มมีการความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง เช่น แสดงความต้องการที่จะเป็นเด็กโต หรือมีความภูมิใจเมื่อทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าอยากให้ลูกเลิกแพมเพิส มีวิธีแนะนำบ้างมั้ย ?
หากว่าคุณแม่ คุณพ่อ คิดว่าการปล่อยให้เลิกตามธรรมชาติไม่ใช่แนวทางที่ถูกใจ หรืออาจเพราะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เลยอยากจะฝึกให้ลูกเลิกใส่ เรามีวิธีแนะนำ ดังนี้ค่ะ
1. ให้ลองนั่งกระโถน : การให้ลูกใช้กระโถนเป็นวิธีที่ช่วยฝึกให้เลิกใช้แพมเพิสได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่างค่ะ และเป็นขั้นตอนที่ขั้นกลางระหว่างการใส่ผ้าอ้อมกับการใช้โถส้วม ทำให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้กระโถนยังมีขนาดเหมาะสมกับตัวเด็ก ทำให้รู้สึกปลอดภัยและรู้สึกสบายกว่าโถส้วมผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่สามารถวางกระโถนไว้ใกล้ๆ เด็ก ทำให้เห็นง่าย หยิบใช้ได้ง่าย และใช้ได้รวดเร็ว โดยเริ่มจากอธิบายวิธีการใช้ ชื่นชมเมื่อใช้เรียบร้อย ให้ลูกรู้สึกว่าทำได้สำเร็จ และอยากใช้อีก วิธีนี้จะทำให้ลูกได้เรียนรู้การควบคุมการขับถ่าย และยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจให้กับเด็กอีกด้วย (หากสนใจเรื่องฝึกให้ลูกนั่งกระโถน ก่อนไปโรงเรียน อ่านเพิ่มเติมได้อีกในเว็บ BabyGift นะคะ)
2. คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกดู : การให้ลูกดูเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่จะช่วยในการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป วิธีนี้เรียกว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กเล็ก เริ่มจากให้ลูกดูพ่อแม่หรือพี่น้องใช้ห้องน้ำ แล้วอธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่างง่ายๆ อาจจะใช้ตุ๊กตาสาธิต แสดงวิธีการใช้กระโถน หรือเข้าห้องน้ำ หรือจะใช้วิธีให้ลูกดูผ่านหนังสือ วีดีโอ หรือสื่อการสอนต่างๆ แล้วค่อยๆ อธิบายเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน และอย่าลืม แสดงความยินดีเมื่อคนอื่นใช้ห้องน้ำสำเร็จ ให้ลูกเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดี และชื่นชมเมื่อลูกพยายามสนใจ หรือทำตามได้ ทั้งนี้ควรระวังไม่ให้เด็กรู้สึกกดดัน หรืออายมากเกินไป และต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของทุกคนด้วยค่ะ
3. พาเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา : การพาเด็กเข้าห้องน้ำเป็นเวลาก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้มากเลยค่ะ วิธีนี้เรียกว่า “การฝึกแบบกำหนดเวลา” เป็นการสร้างนิสัยที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้ห้องน้ำเป็นกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กได้เรียนรู้สัญญาณของร่างกาย ช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักสังเกตเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ คุณพ่อคุณแม่ อาจเริ่มจากพาเด็กเข้าห้องน้ำทุก 1 – 2 ชั่วโมง พาไปก่อนและหลังนอน รวมถึงหลังมื้ออาหาร อาจใช้นาฬิกาหรือตั้งเสียงเตือนเพื่อความสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ควรมีความยืดหยุ่น และปรับตามความต้องการของเด็กแต่ละคน บางครั้งอาจต้องพาไปบ่อยกว่านี้ โดยเฉพาะระยะแรกของการฝึก
4. สอนลูกให้บอกเมื่อปวดอยากถ่ายเบา ถ่ายหนัก : สอนการสื่อสารให้เด็กเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการของตัวเอง ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกตสัญญาณร่างกายของตัวเอง ลดการเลอะเทอะเมื่อเด็กบอกได้ ผู้ปกครองก็สามารถพาไปห้องน้ำได้ทันท่วงที ทำให้เด็กมีความมั่นใจรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้ การใช้วิธีนี้ ผู้ปกครองต้องสร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะบอก สอนท่าทางหรือสัญญาณที่เด็กสามารถใช้บอกได้ และอย่าลืมให้รางวัลเมื่อเด็กบอกได้ แม้จะไม่ทันก็ตาม
5. ใช้วิธี 3 วัน : วิธี 3 วัน หรือที่เรียกว่า “3-Day Potty Training Method” เป็นวิธีการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบเข้มข้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
1) การเตรียมตัว : ให้เลือกช่วงเวลา 3 วัน ที่คุณสามารถอยู่บ้านได้ตลอดทั้งวัน เตรียมกระโถน เสื้อผ้าสำรอง และของรางวัล และอธิบายให้เด็กเข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
2) วันที่ 1-3 : ให้ถอดผ้าอ้อมสำเร็จรูปออก ใส่แต่กางเกงในเท่านั้น แล้วให้เด็กดื่มน้ำระหว่างวันเพื่อกระตุ้นการปัสสาวะ พาเด็กไปห้องน้ำทุก 15 – 20 นาที หมั่นสังเกตว่าเด็กต้องการเข้าห้องน้ำหรือไม่ และให้รางวัลทันทีเมื่อเด็กใช้ห้องน้ำสำเร็จ หากเกิดเหตุการณ์ฉี่ราดก็ให้ทำความสะอาดโดยไม่แสดงอาการโกรธหรือผิดหวังค่ะ
3) หลังจาก 3 วัน : ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการพาไปห้องน้ำให้นานขึ้น และยังคงให้รางวัล คำชมเชยต่างๆ จากนั้นก็อัปเลเวลเริ่มฝึกการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าอ้อมต่อไปได้เลยค่ะ
ข้อควรระวังในการใช้วิธี 3 วัน
- วิธีนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว เพราะต้องการเวลา และความทุ่มเทอย่างมาก
- อาจทำให้เกิดความเครียดได้ทั้งเด็ก และผู้ปกครอง ดังนั้นพ่อแม่ต้องคุยกันก่อน ตั้งใจร่วมกัน และไม่คาดหวัง
- ไม่ควรใช้กับเด็กที่ยังไม่พร้อม หรือมีอายุน้อยเกินไปค่ะ

เลือกวิธียังไงให้เหมาะกับบ้านเรา ?
แต่ละวิธีก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปค่ะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว ซึ่ง
สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการเลือกวิธีฝึกจะมีอะไรบ้าง มาดูกันต่อค่ะ
1. ความพร้อมของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
2. ตารางเวลาของครอบครัว บางวิธีก็ต้องการเวลา และความทุ่มเทมากกว่า คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยกันก่อนเพื่อหาวิธีที่ลงตัวค่ะ
3. บุคลิกของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบวิธีที่สนุกสนาน แต่บางคนก็อาจชอบความเป็นระบบ
4. สภาพแวดล้อมมีผลต่อการฝึกเลิกใช้แพมเพิสอย่างมาก การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายมากขึ้นทั้งสำหรับเด็กและผู้ปกครอง ลองมาดูรายละเอียดกันนะคะ
- สภาพอากาศ เช่น หากร้อนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นถอดง่าย ก็จะฝึกง่ายกว่า การอยู่ในอากาศที่หนาว ใส่เสื้อผ้าหลายชิ้นถอดยาก เพราะเด็กอาจไม่อยากลุกไปไหน
- พื้นที่ในบ้าน หากห้องน้ำใกล้ ไปง่าย ก็ทำให้เพิ่มโอกาสที่อยากเดินไปมากกว่า และช่วยลดโอกาสเลอะเทอะได้มากกว่าด้วย
- การจัดวางสิ่งของให้หยิบใช้ง่าย เช่น กระโถน หรือจัดเก็บเสื้อผ้าสำรองในพื้นที่ที่หยิบง่ายก็ช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้การมีบันไดเล็กๆ สำหรับขึ้นโถส้วมผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกขึ้นได้เหมือนกันค่ะ
- ในห้องน้ำควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดจนทำให้เด็กกลัว อาจใช้ไฟกลางคืนเพื่อช่วยในการเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน
BabyGift แนะนำ ! : อาจเริ่มจากวิธีที่คุณรู้สึกว่าเหมาะกับครอบครัวมากที่สุด แล้วผสมผสานหลายๆ วิธีเข้าด้วยกันก็ได้ค่ะ จากนั้นก็ให้เวลากับวิธีที่เลือกสักระยะ ถ้าไม่ได้ผล ก็สามารถเปลี่ยนวิธีได้ โดยสังเกตปฏิกิริยาของลูก และปรับวิธีให้เหมาะสมค่ะ
BabyGift แนะนำสินค้าช่วยเลิกแพมเพิส

1. กระโถนเด็ก 3in1 Baby Potty แบรนด์ Prince & Princess
กระโถนเด็ก จาก Prince & Princess ที่สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 5 STEPs ปรับเป็นฝารองชักโครกเด็ก เก้าอี้สำหรับนั่ง หรือ ยืน ได้แบบอเนกประสงค์ โครงสร้างแข็งแรงปลอดภัย สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 60 กิโลกรัม เหมาะกับสรีระเด็ก มีแผ่นรองกันลื่น TPE ถึง 12 จุด แน่นหนาปลอดภัย ช่วยยึดเกาะพื้นห้องน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นไถลขณะใช้งาน
จุดเด่น
- ใช้งานได้อเนกประสงค์ตั้งแต่ 1 ขวบ จนถึง 6 ขวบ โดยในช่วง 1-2 ปี ใช้เป็นกระโถนให้เด็กได้ฝึกขับถ่าย เมื่อนั่งกระโถนได้เก่งแล้วในวัย 3-4 ขวบก็สามารถปรับวางบนชักโครกผู้ใหญ่เพื่อฝึกนั่งบนชักโครกได้ หลังจากนั้นในช่วง 4- 6 ขวบ สามารถใช้ฐานเป็นเก้าอี้เพื่อให้เด็กขึ้นลงชักโครกได้ หรือจะปรับใช้เป็นบันไดกันลื่นเวลาแปรงฟัน หรือเป็นเก้าอี้กันลื่นในห้องน้ำได้เช่นกัน
- โถรองฉี่ลึก 13 เซนติเมตร จุได้เยอะ ป้องกันการล้นออกมา ตัวเบาะเป็นวัสดุ PU Cushion สัมผัสนุ่มสบาย ยืดหยุ่น นั่งนานได้ไม่เมื่อย ตัวโถรองทำจากวัสดุ Antibacterial ไม่สะสมเชื้อโรค ด้านหน้าออกแบบโค้งนูน 4 เซนติเมตร ป้องกันปัสสาวะกระเด็นได้เป็นอย่างดี มีมือจับ 2 ด้าน ให้จับระหว่างนั่ง เพื่อความปลอดภัยอุ่นใจขณะใช้งาน
- รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยฝึกขับถ่าย และสร้างความคุ้นเคยกับการนั่งโถสุขภัณฑ์ มีพนักพิงหลัง ให้เด็กนั่งถนัดมากขึ้น นั่งสบาย ช่วยฝึกการขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
- ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ สามารถรองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด
- น้ำหนักเบา เด็กสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อที่จะใช้งานได้ด้วยตัวเอง

2. กระโถนเด็ก 3 สเต็ป RICHELL Pottis Step and Potty
RICHELL Pottis Step and Potty คือกระโถนเด็กที่ใช้ได้ตั้งแต่เด็กวัย 4 เดือน ถึงวัยเกิน 18 เดือนขึ้นไป เพราะสามารถปรับสเต็ปการใช้งานได้ถึง 3 ระดับ โดย สเต็ปที่ 1 (4-10 เดือน) เหมาะกับการฝึกนั่งบนกระโถน สเต็ปที่ 2 (10-18 เดือน) ใช้เมื่อลูกของเราเริ่มนั่งเองได้บ้างแล้ว โดยจะใช้ส่วนฝาวางบนฝาโถส้วมของผู้ใหญ่ และฝึกอุ้มให้นั่งเองบนกระโถนแบบมีฝาคอยทรงตัว และสเต็ปที่ 3 (18 เดือนขึ้นไป) ให้คุณแม่ใช้ฝาวางไว้ที่โถแล้วปล่อยให้ลูกนั่งจับเอง โดยใช้ส่วนฝาล่างวางใว้ที่โถส้วมผู้ใหญ่ วางฝาไว้ที่กระโถน ให้น้องเหยียบขึ้นนั่งโถด้วยตนเอง มีให้เลือกถึง 3 สี ตามความชอบเลยค่ะ
จุดเด่น
- ใช้งานได้ 3 สเต็ป ตามช่วงวัยตั้งแต่ 4 เดือน ไปจนถึง 18 เดือน
- สินค้าทำจากวัสดุคุณภาพ ปลอดภัย ไม่อันตรายกับเด็ก

3. บันไดชักโครกเด็ก 2in1 Baby Potty Ladder แบรนด์ Prince & Princess
อีกหนึ่งสินค้าแนะนำจาก Prince & Princess ค่ะ บันไดชักโครก 2in1 Baby Potty Ladder ที่ช่วยฝึกลูกน้อยให้ขับถ่ายด้วยตัวเอง ได้อย่างปลอดภัย มีโครงสร้างแบบสามเหลี่ยม แข็งแรงมั่นคง ฐานบันไดขนาดใหญ่ หน้ากว้างถึง 40.7 เซนติเมตร ให้เด็กลงน้ำหนักได้เต็มที่ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 25 กิโลกรัม พับเก็บได้ รองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด ตั้งแต่ความสูง 38 – 45 เซนติเมตร สามารถใช้ได้ยาวนาน ตั้งแต่อายุ 2 – 6 ปี หรือที่น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม
จุดเด่น
- รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยให้เด็กฝึกขับถ่ายเองได้ง่ายขึ้น เพราะนั่งได้ถนัด มีความมั่นคงปลอดภัย อีกทั้งระยะห่างของขั้นบันไดก็เหมาะสมกับสรีระของเด็กทำให้ก้าวขึ้นและลงได้อย่างปลอดภัย
- ปรับระดับความสูงได้ง่าย เพียงแค่สไลด์ขึ้น-ลง ที่ฝารองชักโครก สะดวกมากกว่าแบรนด์ทั่วไปที่ต้องปรับความสูงจากฐานหรือบันได
- โครงและเบาะรองด้านใน มีแผ่นรองกันลื่น ถึง 11 จุด เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนั้นบันไดยังเสริมแผ่นรองกันลื่น ทำจาก TPE ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นในขณะขึ้นและลงบันไดได้ดีกว่าแผ่นรองกันลื่นทั่วไปอีกด้วย
- ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ ทำความสะอาดง่าย
การเลิกใช้แพมเพิสเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของพัฒนาการในเด็ก แต่หากถามว่าควรเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ก็ต้องบอกว่าไม่ได้มีอายุที่แน่นอนตายตัวค่ะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก ผู้ปกครอง และสภาพแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญก็คือการสังเกตสัญญาณความพร้อมของลูก และไม่เร่งรัดจนทำให้เกิดความเครียด การฝึกด้วยความใจเย็น เข้าใจ และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครองนั่นเองค่ะ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลูกเลิกแพมเพิส หรือสนใจสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟ ทั้ง 4 สาขา ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ขวดนมเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับทารกในช่วงแรกเกิด ยิ่งหากว่าคุณแม่จำเป็นต้องทำงาน หรือเดินทาง การใช้ขวดนมก็จะเป็นตัวช่วยที่บุคคลอื่นสามารถช่วยให้ลูกน้อยมีนมไว้กินได้ หรือในคุณแม่บางคนที่อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ก็ใช้ขวดนมเป็นตัวช่วยได้อีกเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกน้อยเลยหล่ะค่ะ และในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไปดูยี่ห้อขวดนมคุณภาพดี ราคามิตรภาพ พร้อมคำแนะนำต่างๆ ที่ควรรู้ในการเลือกซื้อขวดนมกันค่ะ ขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? รวมยี่ห้อดี คุณภาพแน่น ที่บรรดาคุณแม่ไว้วางใจ ! ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องซื้อขวดนม ยี่ห้อไหนดี BabyGift ขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูคำแนะนำในการเลือกซื้อขวดนมกันก่อนสักหน่อยค่ะ สิ่งที่ต้องโฟกัสก็คือ วัสดุ ที่มีทั้งแก้ว หรือพาสติก รูปทรงขวด จุกนม ความง่ายในการทำความสะอาด และที่สำคัญก็คือควรเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพ ใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อลูกน้อยของเราค่ะ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่อยากเข้าใจวิธีการเลือกซื้อขวดนมให้มากขึ้นกว่านี้ เราเคยเขียนบทความไว้แล้วลองอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ เอาหล่ะค่ะ ตอนนี้ได้เวลาของการแนะนำขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? ที่เราเลือกมาแนะนำแล้ว ตามไปดูยี่ห้อดีๆ กันเลยค่ะ BabyGift แนะนำ ขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? 1. HAENIM ขวดนม รุ่น NOTHING™ ขนาด 5 ออนซ์ (ไม่รวมจุกนม) หากกำลังมองหาขวดนมที่ใสเหมือนแก้ว มองเห็นน้ำนมชัดแจ๋วต้อง ต้องเลือกขวดนม จาก HAENIM รุ่น NOTHING™ นี้เลยค่ะ นี่คือขวดนมที่เป็น Medical […]
หลายวันมานี้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตหนักมาก เพราะอยากรู้ว่าแม่ยุคใหม่เขาชอบอะไร ไอเทมไหนกำลังเป็นที่พูดถึงในกลุ่มแม่ๆ มากที่สุด จากการส่องพบว่าท็อปปิคที่ถูกพูดถึงมาก แต่ยังมีข้อมูลน้อยคือ “รถเข็นเด็ก” ไอเทมใหม่สำหรับแม่ลูกเล็กในยุคนี้นั่นเอง เราจึงไม่รอช้ารีบหาข้อมูลว่าคุณแม่ต้องการรถเข็นแบบไหนและพอจะสรุปได้ว่า คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องการรถเข็นเด็กที่น้ำหนักเบา พับเก็บมือเดียวได้ เพราะส่วนมากไปกันสองคนแม่ลูก ต้องการระบบล้อที่ดี เข็นลื่นไหลไม่ต้องออกแรงมากส่วนใหญ่จะเข็นในสวนสาธารณะและทางเท้าซึ่งพื้นค่อนข้างขรุขระ สามารถปรับเอนได้เพราะลูกมักหลับตอนพาเที่ยว วันนี้เลยไปคว้า รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น LUXUNA CTS มารีวิวเผื่อคุณพ่อคุณแม่จะเก็บไว้เป็นตัวเลือกเวลาต้องออกไปด้านนอกกับเจ้าตัวเล็กเพียงลำพัง รีวิวรถเข็นเด็ก Aprica” รุ่น LUXUNA CTS เห็นรูปลักษณ์ทะมัดทะแมงอย่างนี้แต่น้ำหนักเบานะจ๊ะ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานมากๆ มาสำรวจสิว่าอะไรเป็นอะไร พอใช้งานจริงจะได้ไม่ยืนงง เริ่มต้นที่ด้ามจับเลยล่ะกัน เราว่าตอบโจทย์มากนะ เพราะสามารถปรับที่จับให้อยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังลูกก็ได้ คุณแม่ที่กังวลว่าจะไม่มีปฎิสัมพันธ์กับลูกสบายใจเรื่องนี้ได้เลยและเลิศได้อีกกับล้อแบบ Auto 4 wheels ที่จะล๊อคล้อและคลายล๊อคล้อแบบอัตโนมัติในเวลาเราเปลี่ยนที่จับให้มาอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ ถ้าใครเคยเข็นลูกแบบแม่อยู่ด้านหน้าจะนึกออกเลยว่าเวลาเราเข็นแบบนี้แล้วถ้าล้อหลังหมุนไม่ได้ พอจะเลี้ยวซ้ายที เลี้ยวขวาทีก็ต้องตีวงอ้อมกว้างไปอีก บังคับทิศทางก็ยากมาก มาเจอล้อแบบ Auto 4 Wheels สบายเลยขนาดเราลองเข็นในที่แคบ ๆ ก็ยังเข็นง่ายเรียกว่าโดนใจสุดๆ การปรับก้านเข็นไปด้านหลัง ช่วยให้เข็นได้ง่าย ปรับเอนนอนได้ 170 องศา เมื่อปรับก้านเข็นมาด้านหน้า ระบบล้อจะถูกปรับเปลี่ยนการล๊อคได้แบบอัตโนมัติ นอกจากเรื่องปรับล้อหมุนแบบ 360 องศา Auto 4 Wheels เรื่องรองรับแรงกระแทกที่ล้อก็โอเคเลย […]
การเตรียมความพร้อมให้กับลูกน้อยนั้นมีสิ่งที่จำเป็นอยู่หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ก่อนคลอดไปจนถึงการเลี้ยงดูลูกตามช่วงวัยต่าง ๆ และสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งก็คือ คาร์ซีทสำหรับลูกน้อย อย่างคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก ๆ ขณะนั่งรถยนต์ เพื่อช่วยลดโอกาสในการบาดเจ็บรุนแรงแก่เด็ก ๆ หากเกิดอุบัติที่ไม่คาดคิด ซึ่งปัจุบันมีคาร์ซีทหลากหลายรูปแบบมากมาย ทั้ง คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป คาร์ซีทที่ใช้สำหรับเด็กโตอายุ 4 – 12 ปี รวมถึง คาร์ซีทแบบกระเช้า ที่นิยมใช้กันมากขึ้น คาร์ซีทกระเช้าคืออะไร เป็นแบบไหน เหมาะกับเด็กช่วงวัยใด ควรเลือกซื้ออย่างไรบ้าง มารู้จักให้มากขึ้นผ่านบทความนี้กันค่ะ คาร์ซีทแบบกระเช้า เลือกยังไง ให้เหมาะกับลูกน้อย หาคำตอบได้ในบทความนี้ คาร์ซีทกระเช้า คืออะไร ? คาร์ซีทแบบกระเช้า (Infant Car Seat) หรือคาร์ซีทแบบ Newborn Only เป็นคาร์ซีทที่ใช้สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 24 เดือน เหมาะสำหรับการติดตั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับตะกร้า และมีที่สำหรับจับถือหิ้ว สามารถวางไว้ในรถได้ และยกออกได้เลยโดยที่ไม่ต้องอุ้มเด็กออกจากคาร์ซีท ทำให้ไม่รบกวนการนอนหลับของลูกน้อยรวมถึงเคลื่อนย้ายได้ง่ายไม่ยุ่งยาก […]
เมื่อลูกน้อยอายุ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มต้องพาลูกออกจากบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะพาไปหาหมอ หรือพาไปทำธุระต่าง ๆ ซึ่งถ้าพูดถึงการพาเด็กเล็กออกไปนอกบ้าน นอกจากจะต้องมีรถเข็นเด็กที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะกำลังมองหา เป้อุ้มทารก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราอุ้มลูกได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ทำให้เมื่อยจนเกินไปเพราะช่วยถ่ายเทน้ำหนักได้ดี สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่องของการเลือกซื้อเป้อุ้มทารกอย่างไรดีให้เหมาะกับลูกน้อยของเรา ตามไปดูกันเลยค่ะ BabyGift ชวนคุณแม่เลือก เป้อุ้มทารก 1 เดือน พร้อม 7 แบบเป้แนะนำ เป้อุ้มทารก 1 เดือน จำเป็นหรือไม่ ? มีประโยชน์อย่างไร ? ก่อนที่ BabyGift จะแนะนำแบบเป้ที่ดีกับลูกน้อยให้กับคุณแม่ ขอพาไปทำความรู้จักกับเป้อุ้มทารกกันก่อนนะคะ เป้อุ้มเด็ก หรือกระเป๋าอุ้มเด็กทารกเป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยด้วยตัวเอง และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครดูลูก เหมาะสำหรับการอุ้มเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งเป้อุ้มเด็กจะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก เพราะมักจะไม่มีคนดูแลเด็กเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำธุระอื่น ๆ นอกบ้าน หรือโดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้านหรือทำธุระต่างๆ ซึ่งสามารถใช้เป้อุ้มเด็กเพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเองได้ และสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งคุณแม่สามารถใช้เป้อุ้มทารกได้ตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึงอายุ 1 ขวบขึ้นไป เราไปดูประโยชน์ของเป้อุ้มเด็กกันต่อเลยค่ะ ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่เล่าไปข้างต้นแล้ว ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่จะตอบคำถามคุณแม่อีกว่า ทำไมถึงควรใช้เป้อุ้มเด็ก ซึ่ง BabyGift เคยเขียนเอาไว้แล้ว ลองตามไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ เลือกเป้อุ้มเด็ก อย่างไรดี ? ถึงจะดีต่อลูกน้อยมากที่สุด คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจมีความกังวลว่าการใช้เป้อุ้มเด็ก […]
เพราะความสวย หุ่นดี เป็นสิ่งที่คู่ควรกับผู้หญิงอย่างเราอยู่เสมอ… การเป็นคุณแม่ นอกจากต้องเสียสละ ความเป็นส่วนตัวไปแล้ว ยังต้องเสียสละการมีหุ่นที่สวยเป๊ะ เหมือนสาววัยแรกแย้มอีก เพราะต้องยอมรับก่อนเลยว่าการตั้งครรภ์นี่หุ่นของคุณแม่จะพังแน่นอน และยิ่งขณะตั้งครรภ์ไม่ดูแลรูปร่างตัวเอง น้ำหนักขึ้นมาเยอะอีกหล่ะก็ไม่ต้องพูดถึง หลังคลอดคุณแม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเรื่องหุ่นแน่ๆ แต่สุดท้ายแล้วทุกปัญหามีทางออก ถ้าคุณแม่ให้ลูกกินนมแม่น้ำหนักก็จะลดเร็ว และยิ่งได้อยู่ไฟหลังคลอด ตามคำบอกเล่าโบราณอีก ก็พอทำให้หุ่นคุณแม่กลับมาเป๊ะเหมือนเดิมแน่นอน แถมบางคนยังมีผิวพรรณสดใสกว่าตอนก่อนตั้งครรภ์อีก…งานนี้แม่ๆ อยากจะรู้จักวิธีการอยู่ไฟแล้วใช่ไหม มันดียังไงกันนะ??? “อยู่ไฟ” หลังคลอด คงเป็นคำที่คุณแม่ทั้งหลายครุ่นคิดอยู่ในสมองว่า เราควรจะอยู่ไฟหลังคลอดดีไหม อยู่แล้วดีอย่างไร และควรทำที่ไหน วันนี้เราจะมาไขคำตอบคุณแม่ให้หายสงสัยกัน เพราะร่างกายของคุณแม่หลังคลอดจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกระบบ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าจะเป็นผมร่วง เกิดจากฮอร์โมนในร่างกายลดลงอย่างรวดเร็ว หน้าอกขยายขึ้น เพราะมีการสร้างน้ำนมขึ้นมา ไปจนถึงมดลูกขยายตัวมาก ซึ่งเป็นปัญหาหลักของคุณแม่หลังคลอด การอยู่ไฟ เป็นการฟื้นฟูสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับแม่หลังคลอด ซึ่งในสมัยก่อนยังไม่มียาปฏิชีวนะ ไม่มียาหยุดเลือด ไม่มียากระตุ้นน้ำนม การอยู่ไฟสมัยก่อนจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้าให้กลับคืนสภาพปกติ แต่ในปัจจุบัน การอยู่ไฟถูกลดบทบาทลง ถ้าไม่อยู่ไฟในปัจจุบัน ถือว่าไม่อันตรายเพราะมียาครบครันกว่าสมัยก่อน ดังนั้นการอยู่ไฟจำเป็นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างถูกต้องและเหมาะสม จึงจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพหลังคลอดให้กลับคืนสู่สภาวะปกติได้โดยเร็ว ประโยชน์ที่ได้จากการอยู่ไฟ คือร่างกายคุณแม่จะฟื้นตัวเร็ว รูปร่างจะกลับมาดีขึ้น, น้ำหนักตัวลดลง, น้ำนมไหลดีขึ้น, เลือดไหลเวียนดี มีเลือดฝาด, ผิวพรรณผ่องใส, มดลูกเข้าอู่เร็ว, […]
การเลือกซื้อรถเข็นคันแรกให้ลูกน้อย อาจจะเป็นปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะปัจจุบันรถเข็นเด็กมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกเยอะมากมาย จนหลายคนตัดสินใจไม่ถูก ว่าจะเลือกรถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี ? ต้องดูที่อะไรบ้าง ให้เหมาะกับลูกน้อยในวัยแรกเกิด และตรงตามไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ วันนี้ Baby Gift มีคำตอบ . . . “ เพราะ รถเข็นเด็ก ทุกคันไม่ได้เหมาะกับเด็กแรกเกิดทุกคัน ” หลายคนยังเข้าใจผิดว่า รถเข็นเด็ก แต่ละคัน ดูๆแล้วก็คล้ายๆกัน น่าจะใช้เหมือนๆ กันแต่ในความเป็นจริง แล้วเด็กแรกเกิดมีความบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รถเข็นเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดจึงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่นอกจากจะช่วยปกป้องสรีระของลูกน้อย แล้วยังช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้าน สร้างสุขอนามัยที่ดี และสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วย เลือกรถเข็นเด็ก ให้เหมาะกับช่วงวัยแรกเกิด นอกจากคาร์ซีทแล้ว รถเข็นเด็ก ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องของอายุเด็กเป็นสำคัญ เพราะรถเข็นเด็กทุกคันไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคนโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยแรกเกิด หรือเด็กทารกที่ต้องการการดูแลใส่ใจมากเป็นพิเศษ เราจึงควรเลือกรถเข็นเด็กที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้ จะช่วยให้เด็กนอนหลับในรถเข็นเด็กได้อย่างสบายและมีสุขภาพดี 1. มีชุดหมอน Newborn Support ที่บริเวณคอและสะโพก เด็กแรกเกิดช่วงคอและกระดูกสันหลังยังไม่แข็งแรง และต้องการได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ การมีชุดหมอน Newborn Support เสริมบริเวณคอและสะโพก จะช่วยประคองให้ศีรษะและหลังยืดเป็นเส้นตรง ให้ลูกนั่งรถเข็นได้อย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ลูกคอพับโงนเงน หรือเอนไปมา และยังช่วยให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวก เติมออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองในขณะหลับได้อย่างเต็มที่ 2. เลือกเบาะรถเข็นที่ปรับนอนได้ […]
