ไขข้อสงสัยคุณแม่ ให้ลูก เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? พร้อมเทคนิคฝึกลูกให้เข้าห้องน้ำแบบไม่งอแง !
แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ
ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส
หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ

เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ?
ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ?
สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ ไม่เร่งหรือกดดันเด็ก เพราะแต่ละคนมีจังหวะการพัฒนาที่แตกต่างกัน ซึ่งคุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการชวนลูกพูดคุยเรื่องการเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป และเริ่มฝึกการใช้ห้องน้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยให้การสนับสนุนและกำลังใจอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรกดดัน หรือตั้งคำถามว่าจะเลิกแพมเพิสกี่ขวบ และการสังเกตว่าลูกพร้อมเลิกหรือไม่ สามารถดูได้จากตัวอย่างสัญญาณดังต่อไปนี้ค่ะ
1. สังเกตจากการสื่อสาร เมื่อลูกบอกได้ว่าต้องการเข้าห้องน้ำ เริ่มเข้าใจคำศัพท์เกี่ยวกับการขับถ่าย
2. เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อได้ เช่น สามารถถอดกางเกงหรือกระโปรงเองได้ เริ่มแสดงท่าทางหรืออาการเมื่อต้องการขับถ่าย
3. สังเกตจากความแห้งของผ้าอ้อม เช่น ผ้าอ้อมแห้งนานขึ้น (2 ชั่วโมงขึ้นไป) หรือตื่นนอนมาตอนเช้าด้วยผ้าอ้อมที่แห้ง
4. เริ่มแสดงความสนใจเมื่อเห็นคนอื่นเข้าห้องน้ำ มีความสนใจอยากลองใช้โถส้วม หรือกระโถน
5. ต้องการความเป็นส่วนตัวเวลาขับถ่าย มีการบอกเมื่อผ้าอ้อมเปียกหรือสกปรก
6. เริ่มมีทักษะการจดจำและทำตามคำสั่งง่ายๆ ได้ สามารถจดจำขั้นตอนการใช้ห้องน้ำได้
7. เริ่มมีการความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเอง เช่น แสดงความต้องการที่จะเป็นเด็กโต หรือมีความภูมิใจเมื่อทำสิ่งต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าอยากให้ลูกเลิกแพมเพิส มีวิธีแนะนำบ้างมั้ย ?
หากว่าคุณแม่ คุณพ่อ คิดว่าการปล่อยให้เลิกตามธรรมชาติไม่ใช่แนวทางที่ถูกใจ หรืออาจเพราะต้องเข้าโรงเรียนแล้ว ก็เลยอยากจะฝึกให้ลูกเลิกใส่ เรามีวิธีแนะนำ ดังนี้ค่ะ
1. ให้ลองนั่งกระโถน : การให้ลูกใช้กระโถนเป็นวิธีที่ช่วยฝึกให้เลิกใช้แพมเพิสได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีนี้มีข้อดีหลายอย่างค่ะ และเป็นขั้นตอนที่ขั้นกลางระหว่างการใส่ผ้าอ้อมกับการใช้โถส้วม ทำให้เด็กปรับตัวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้กระโถนยังมีขนาดเหมาะสมกับตัวเด็ก ทำให้รู้สึกปลอดภัยและรู้สึกสบายกว่าโถส้วมผู้ใหญ่ คุณพ่อ คุณแม่สามารถวางกระโถนไว้ใกล้ๆ เด็ก ทำให้เห็นง่าย หยิบใช้ได้ง่าย และใช้ได้รวดเร็ว โดยเริ่มจากอธิบายวิธีการใช้ ชื่นชมเมื่อใช้เรียบร้อย ให้ลูกรู้สึกว่าทำได้สำเร็จ และอยากใช้อีก วิธีนี้จะทำให้ลูกได้เรียนรู้การควบคุมการขับถ่าย และยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของและความภาคภูมิใจให้กับเด็กอีกด้วย (หากสนใจเรื่องฝึกให้ลูกนั่งกระโถน ก่อนไปโรงเรียน อ่านเพิ่มเติมได้อีกในเว็บ BabyGift นะคะ)
2. คุณพ่อคุณแม่ทำให้ลูกดู : การให้ลูกดูเป็นตัวอย่างที่ดีมากที่จะช่วยในการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูป วิธีนี้เรียกว่า “การเรียนรู้โดยการสังเกต” เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพสำหรับเด็กเล็ก เริ่มจากให้ลูกดูพ่อแม่หรือพี่น้องใช้ห้องน้ำ แล้วอธิบายขั้นตอนต่างๆ อย่างง่ายๆ อาจจะใช้ตุ๊กตาสาธิต แสดงวิธีการใช้กระโถน หรือเข้าห้องน้ำ หรือจะใช้วิธีให้ลูกดูผ่านหนังสือ วีดีโอ หรือสื่อการสอนต่างๆ แล้วค่อยๆ อธิบายเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน และอย่าลืม แสดงความยินดีเมื่อคนอื่นใช้ห้องน้ำสำเร็จ ให้ลูกเห็นว่าเป็นเรื่องน่ายินดี และชื่นชมเมื่อลูกพยายามสนใจ หรือทำตามได้ ทั้งนี้ควรระวังไม่ให้เด็กรู้สึกกดดัน หรืออายมากเกินไป และต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของทุกคนด้วยค่ะ
3. พาเข้าห้องน้ำให้เป็นเวลา : การพาเด็กเข้าห้องน้ำเป็นเวลาก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยได้มากเลยค่ะ วิธีนี้เรียกว่า “การฝึกแบบกำหนดเวลา” เป็นการสร้างนิสัยที่จะช่วยให้เด็กเรียนรู้การใช้ห้องน้ำเป็นกิจวัตรประจำวัน ให้เด็กได้เรียนรู้สัญญาณของร่างกาย ช่วยให้เด็กเริ่มรู้จักสังเกตเมื่อต้องการเข้าห้องน้ำ คุณพ่อคุณแม่ อาจเริ่มจากพาเด็กเข้าห้องน้ำทุก 1 – 2 ชั่วโมง พาไปก่อนและหลังนอน รวมถึงหลังมื้ออาหาร อาจใช้นาฬิกาหรือตั้งเสียงเตือนเพื่อความสม่ำเสมอ ข้อควรระวังคือ ควรมีความยืดหยุ่น และปรับตามความต้องการของเด็กแต่ละคน บางครั้งอาจต้องพาไปบ่อยกว่านี้ โดยเฉพาะระยะแรกของการฝึก
4. สอนลูกให้บอกเมื่อปวดอยากถ่ายเบา ถ่ายหนัก : สอนการสื่อสารให้เด็กเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการของตัวเอง ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกตสัญญาณร่างกายของตัวเอง ลดการเลอะเทอะเมื่อเด็กบอกได้ ผู้ปกครองก็สามารถพาไปห้องน้ำได้ทันท่วงที ทำให้เด็กมีความมั่นใจรู้สึกว่าตัวเองควบคุมสถานการณ์ได้ การใช้วิธีนี้ ผู้ปกครองต้องสร้างบรรยากาศให้เด็กรู้สึกปลอดภัยที่จะบอก สอนท่าทางหรือสัญญาณที่เด็กสามารถใช้บอกได้ และอย่าลืมให้รางวัลเมื่อเด็กบอกได้ แม้จะไม่ทันก็ตาม
5. ใช้วิธี 3 วัน : วิธี 3 วัน หรือที่เรียกว่า “3-Day Potty Training Method” เป็นวิธีการฝึกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแบบเข้มข้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ค่ะ
1) การเตรียมตัว : ให้เลือกช่วงเวลา 3 วัน ที่คุณสามารถอยู่บ้านได้ตลอดทั้งวัน เตรียมกระโถน เสื้อผ้าสำรอง และของรางวัล และอธิบายให้เด็กเข้าใจว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น
2) วันที่ 1-3 : ให้ถอดผ้าอ้อมสำเร็จรูปออก ใส่แต่กางเกงในเท่านั้น แล้วให้เด็กดื่มน้ำระหว่างวันเพื่อกระตุ้นการปัสสาวะ พาเด็กไปห้องน้ำทุก 15 – 20 นาที หมั่นสังเกตว่าเด็กต้องการเข้าห้องน้ำหรือไม่ และให้รางวัลทันทีเมื่อเด็กใช้ห้องน้ำสำเร็จ หากเกิดเหตุการณ์ฉี่ราดก็ให้ทำความสะอาดโดยไม่แสดงอาการโกรธหรือผิดหวังค่ะ
3) หลังจาก 3 วัน : ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการพาไปห้องน้ำให้นานขึ้น และยังคงให้รางวัล คำชมเชยต่างๆ จากนั้นก็อัปเลเวลเริ่มฝึกการออกนอกบ้านโดยไม่ใส่ผ้าอ้อมต่อไปได้เลยค่ะ
ข้อควรระวังในการใช้วิธี 3 วัน
- วิธีนี้อาจไม่เหมาะกับทุกครอบครัว เพราะต้องการเวลา และความทุ่มเทอย่างมาก
- อาจทำให้เกิดความเครียดได้ทั้งเด็ก และผู้ปกครอง ดังนั้นพ่อแม่ต้องคุยกันก่อน ตั้งใจร่วมกัน และไม่คาดหวัง
- ไม่ควรใช้กับเด็กที่ยังไม่พร้อม หรือมีอายุน้อยเกินไปค่ะ

เลือกวิธียังไงให้เหมาะกับบ้านเรา ?
แต่ละวิธีก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไปค่ะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละครอบครัว ซึ่ง
สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงในการเลือกวิธีฝึกจะมีอะไรบ้าง มาดูกันต่อค่ะ
1. ความพร้อมของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ
2. ตารางเวลาของครอบครัว บางวิธีก็ต้องการเวลา และความทุ่มเทมากกว่า คุณพ่อคุณแม่จึงควรพูดคุยกันก่อนเพื่อหาวิธีที่ลงตัวค่ะ
3. บุคลิกของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอาจชอบวิธีที่สนุกสนาน แต่บางคนก็อาจชอบความเป็นระบบ
4. สภาพแวดล้อมมีผลต่อการฝึกเลิกใช้แพมเพิสอย่างมาก การปรับสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมจะช่วยให้การฝึกเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบายมากขึ้นทั้งสำหรับเด็กและผู้ปกครอง ลองมาดูรายละเอียดกันนะคะ
- สภาพอากาศ เช่น หากร้อนใส่เสื้อผ้าน้อยชิ้นถอดง่าย ก็จะฝึกง่ายกว่า การอยู่ในอากาศที่หนาว ใส่เสื้อผ้าหลายชิ้นถอดยาก เพราะเด็กอาจไม่อยากลุกไปไหน
- พื้นที่ในบ้าน หากห้องน้ำใกล้ ไปง่าย ก็ทำให้เพิ่มโอกาสที่อยากเดินไปมากกว่า และช่วยลดโอกาสเลอะเทอะได้มากกว่าด้วย
- การจัดวางสิ่งของให้หยิบใช้ง่าย เช่น กระโถน หรือจัดเก็บเสื้อผ้าสำรองในพื้นที่ที่หยิบง่ายก็ช่วยให้สะดวกสบายมากขึ้น นอกจากนี้การมีบันไดเล็กๆ สำหรับขึ้นโถส้วมผู้ใหญ่ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ทำให้เด็กรู้สึกสนุกขึ้นได้เหมือนกันค่ะ
- ในห้องน้ำควรมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มืดจนทำให้เด็กกลัว อาจใช้ไฟกลางคืนเพื่อช่วยในการเข้าห้องน้ำตอนกลางคืน
BabyGift แนะนำ ! : อาจเริ่มจากวิธีที่คุณรู้สึกว่าเหมาะกับครอบครัวมากที่สุด แล้วผสมผสานหลายๆ วิธีเข้าด้วยกันก็ได้ค่ะ จากนั้นก็ให้เวลากับวิธีที่เลือกสักระยะ ถ้าไม่ได้ผล ก็สามารถเปลี่ยนวิธีได้ โดยสังเกตปฏิกิริยาของลูก และปรับวิธีให้เหมาะสมค่ะ
BabyGift แนะนำสินค้าช่วยเลิกแพมเพิส

1. กระโถนเด็ก 3in1 Baby Potty แบรนด์ Prince & Princess
กระโถนเด็ก จาก Prince & Princess ที่สามารถปรับการใช้งานได้ถึง 5 STEPs ปรับเป็นฝารองชักโครกเด็ก เก้าอี้สำหรับนั่ง หรือ ยืน ได้แบบอเนกประสงค์ โครงสร้างแข็งแรงปลอดภัย สามารถรองรับน้ำหนักได้ถึง 60 กิโลกรัม เหมาะกับสรีระเด็ก มีแผ่นรองกันลื่น TPE ถึง 12 จุด แน่นหนาปลอดภัย ช่วยยึดเกาะพื้นห้องน้ำ ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นไถลขณะใช้งาน
จุดเด่น
- ใช้งานได้อเนกประสงค์ตั้งแต่ 1 ขวบ จนถึง 6 ขวบ โดยในช่วง 1-2 ปี ใช้เป็นกระโถนให้เด็กได้ฝึกขับถ่าย เมื่อนั่งกระโถนได้เก่งแล้วในวัย 3-4 ขวบก็สามารถปรับวางบนชักโครกผู้ใหญ่เพื่อฝึกนั่งบนชักโครกได้ หลังจากนั้นในช่วง 4- 6 ขวบ สามารถใช้ฐานเป็นเก้าอี้เพื่อให้เด็กขึ้นลงชักโครกได้ หรือจะปรับใช้เป็นบันไดกันลื่นเวลาแปรงฟัน หรือเป็นเก้าอี้กันลื่นในห้องน้ำได้เช่นกัน
- โถรองฉี่ลึก 13 เซนติเมตร จุได้เยอะ ป้องกันการล้นออกมา ตัวเบาะเป็นวัสดุ PU Cushion สัมผัสนุ่มสบาย ยืดหยุ่น นั่งนานได้ไม่เมื่อย ตัวโถรองทำจากวัสดุ Antibacterial ไม่สะสมเชื้อโรค ด้านหน้าออกแบบโค้งนูน 4 เซนติเมตร ป้องกันปัสสาวะกระเด็นได้เป็นอย่างดี มีมือจับ 2 ด้าน ให้จับระหว่างนั่ง เพื่อความปลอดภัยอุ่นใจขณะใช้งาน
- รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยฝึกขับถ่าย และสร้างความคุ้นเคยกับการนั่งโถสุขภัณฑ์ มีพนักพิงหลัง ให้เด็กนั่งถนัดมากขึ้น นั่งสบาย ช่วยฝึกการขับถ่ายได้ง่ายขึ้น
- ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ สามารถรองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด
- น้ำหนักเบา เด็กสามารถเคลื่อนย้ายเพื่อที่จะใช้งานได้ด้วยตัวเอง

2. กระโถนเด็ก 3 สเต็ป RICHELL Pottis Step and Potty
RICHELL Pottis Step and Potty คือกระโถนเด็กที่ใช้ได้ตั้งแต่เด็กวัย 4 เดือน ถึงวัยเกิน 18 เดือนขึ้นไป เพราะสามารถปรับสเต็ปการใช้งานได้ถึง 3 ระดับ โดย สเต็ปที่ 1 (4-10 เดือน) เหมาะกับการฝึกนั่งบนกระโถน สเต็ปที่ 2 (10-18 เดือน) ใช้เมื่อลูกของเราเริ่มนั่งเองได้บ้างแล้ว โดยจะใช้ส่วนฝาวางบนฝาโถส้วมของผู้ใหญ่ และฝึกอุ้มให้นั่งเองบนกระโถนแบบมีฝาคอยทรงตัว และสเต็ปที่ 3 (18 เดือนขึ้นไป) ให้คุณแม่ใช้ฝาวางไว้ที่โถแล้วปล่อยให้ลูกนั่งจับเอง โดยใช้ส่วนฝาล่างวางใว้ที่โถส้วมผู้ใหญ่ วางฝาไว้ที่กระโถน ให้น้องเหยียบขึ้นนั่งโถด้วยตนเอง มีให้เลือกถึง 3 สี ตามความชอบเลยค่ะ
จุดเด่น
- ใช้งานได้ 3 สเต็ป ตามช่วงวัยตั้งแต่ 4 เดือน ไปจนถึง 18 เดือน
- สินค้าทำจากวัสดุคุณภาพ ปลอดภัย ไม่อันตรายกับเด็ก

3. บันไดชักโครกเด็ก 2in1 Baby Potty Ladder แบรนด์ Prince & Princess
อีกหนึ่งสินค้าแนะนำจาก Prince & Princess ค่ะ บันไดชักโครก 2in1 Baby Potty Ladder ที่ช่วยฝึกลูกน้อยให้ขับถ่ายด้วยตัวเอง ได้อย่างปลอดภัย มีโครงสร้างแบบสามเหลี่ยม แข็งแรงมั่นคง ฐานบันไดขนาดใหญ่ หน้ากว้างถึง 40.7 เซนติเมตร ให้เด็กลงน้ำหนักได้เต็มที่ และสามารถรับน้ำหนักได้ถึง 25 กิโลกรัม พับเก็บได้ รองรับกับชักโครกผู้ใหญ่ได้หลากหลายขนาด ตั้งแต่ความสูง 38 – 45 เซนติเมตร สามารถใช้ได้ยาวนาน ตั้งแต่อายุ 2 – 6 ปี หรือที่น้ำหนักไม่เกิน 25 กิโลกรัม
จุดเด่น
- รูปทรงเหมาะกับสรีระเด็กตามช่วงวัย ช่วยให้เด็กฝึกขับถ่ายเองได้ง่ายขึ้น เพราะนั่งได้ถนัด มีความมั่นคงปลอดภัย อีกทั้งระยะห่างของขั้นบันไดก็เหมาะสมกับสรีระของเด็กทำให้ก้าวขึ้นและลงได้อย่างปลอดภัย
- ปรับระดับความสูงได้ง่าย เพียงแค่สไลด์ขึ้น-ลง ที่ฝารองชักโครก สะดวกมากกว่าแบรนด์ทั่วไปที่ต้องปรับความสูงจากฐานหรือบันได
- โครงและเบาะรองด้านใน มีแผ่นรองกันลื่น ถึง 11 จุด เพิ่มความปลอดภัยมากขึ้น นอกจากนั้นบันไดยังเสริมแผ่นรองกันลื่น ทำจาก TPE ป้องกันไม่ให้เกิดการลื่นในขณะขึ้นและลงบันไดได้ดีกว่าแผ่นรองกันลื่นทั่วไปอีกด้วย
- ดีไซน์สวย ทันสมัย เหมาะกับห้องน้ำทุกสไตล์ ทำความสะอาดง่าย
การเลิกใช้แพมเพิสเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของพัฒนาการในเด็ก แต่หากถามว่าควรเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ก็ต้องบอกว่าไม่ได้มีอายุที่แน่นอนตายตัวค่ะ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็ก ผู้ปกครอง และสภาพแวดล้อม แต่สิ่งสำคัญก็คือการสังเกตสัญญาณความพร้อมของลูก และไม่เร่งรัดจนทำให้เกิดความเครียด การฝึกด้วยความใจเย็น เข้าใจ และสอดคล้องกับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครองนั่นเองค่ะ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยลูกเลิกแพมเพิส หรือสนใจสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟ ทั้ง 5 สาขา ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
สำหรับ Working Women หลายๆ คน การทำงานก็คือการสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง และเป็นความสุขในการใช้ชีวิต แต่เมื่อบริบทเปลี่ยนไป มีครอบครัว มีลูกขึ้นมาแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าการปรับรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วถ้าเราขับรถเป็นประจำ พอท้องแล้วยังจะขับรถได้อยู่มั้ย ในบทความนี้ BabyGift จะมานำเสนอเรื่องเกี่ยวกับคนท้องขับรถได้มั้ย และคำแนะนำต่างๆ เพื่อให้คุณแม่อุ่นใจกันมากขึ้นค่ะ คนท้องขับรถได้ไหม ? ชวนคุณแม่ดูคำแนะนำ ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยก่อนขับรถ ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ คุณแม่มักจะเผชิญกับคำถามมากมายเกี่ยวกับสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ ซึ่งหนึ่งในคำถามที่พบบ่อยคือ “คนท้องขับรถได้ไหม?” คำถามนี้มักสร้างความกังวลให้กับคุณแม่หลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ การตัดสินใจว่าจะขับรถหรือไม่ในระหว่างตั้งครรภ์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของทั้งแม่และลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงข้อควรระวังและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการตัดสินใจที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เราลองมาดูรายละเอียดกันค่ะ คนท้องขับรถได้ไหม ? โดยทั่วไปหากมีความจำเป็นคนท้องสามารถขับรถได้นะคะ แต่หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงดีกว่า โดยไม่ควรขับรถในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เนื่องจากอาจมีอาการแพ้ท้องกะหันทัน จนไม่สามารถโฟกัสที่การขับขี่ได้ดีเท่าที่ควร (อ่านเคล็ดลับลดอาการแพ้ท้องของคุณแม่เพิ่มเติมได้อีกนะคะ) และในช่วงอายุครรภ์ 7-9 เดือน ควรงดขับรถโดยเด็ดขาด เนื่องจากครรภ์ใหญ่ขึ้น หากเบรกกระทันหันอาจทำให้ท้องกระแทกพวงมาลัยได้ อีกทั้งเป็นช่วงเวลาของการเตรียมตัวคลอด ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยหากจำเป็นต้องขับรถ BabyGift มีคำแนะนำเพื่อความปลอดภัยมาฝากดังนี้ค่ะ คำแนะนำเพิ่มเติมเมื่อคนท้องต้องขับรถ คนท้องขับรถมอไซค์อันตรายไหม […]
การดูแลสุขอนามัยของลูกน้อยเป็นหัวใจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับปากของเบบี๋โดยตรง ในยุคที่เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ การเลือกที่อบขวดนมคุณภาพสูงจึงเป็นหนึ่งในลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างที่จำเป็นอย่างมาก วันนี้ BabyGift จะพาไปเจาะลึก 10 อันดับ เครื่องอบขวดนม รุ่นยอดฮิตที่จะมาตอบโจทย์ความสะอาดปลอดภัยในปี 2026 นี้ ทำไมต้องเลือกเครื่องอบขวดนม UV ในปัจจุบัน เครื่องอบขวดนมระบบ UV-C ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้สูงถึง 99.9% โดยไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเหมือนระบบไอน้ำแบบเดิม ข้อดีคือช่วยถนอมอายุการใช้งานของจุกนมและขวดนมพลาสติกไม่ให้ขุ่นมัวหรือเสื่อมสภาพเร็ว ที่สำคัญ ที่อบขวดนมระบบนี้ยังทำงานแบบแห้งสนิท ลดปัญหากลิ่นอับชื้นและการเกิดเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณแม่มั่นใจในความสะอาดได้ทุกครั้งที่ใช้งาน เครื่องอบฆ่าเชื้อ UV เหมาะกับใคร? แม้ว่า เครื่องอบขวดนมจะมีหลายระบบ แต่ระบบ UV นั้นถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความสะดวกสบาย ซึ่งเหมาะสำหรับ รวมสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องอบขวดนม ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ ที่อบขวดนม สักเครื่อง ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด แนะนำ 10 ที่อบขวดนม และเครื่องอบ UV รุ่นยอดนิยมประจำปี 2026 มาดูกันว่าในปี 2026 นี้ มีที่อบขวดนมรุ่นไหนบ้างที่ครองใจคุณพ่อคุณแม่และคุ้มค่ากับการลงทุน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย […]
พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน 1 เดือน หันหน้าซ้ายขวา 2 เดือน ชันคอ 4 เดือน ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ 6 เดือน คว่ำหงายได้เอง 9 เดือน นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน 12 เดือน เกาะเดิน 15 เดือน เดินเองได้ 18 เดือน วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ 2 ปี เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า 3 ปี ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ 4 ปี ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว 5 […]
คุณแม่รู้ไหม? ในช่วงตั้งครรภ์นอกเหนือจากบทบาทว่าที่คุณแม่แล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่คุณแม่จะได้สวมบทบาทสนุกๆ อีก 10 อย่างเพื่อการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพและมีความสุข 1.นักออกกำลังกาย : สุขภาพ ที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยสามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 โดยต้องเป็นกีฬา หรือกิจกรรมที่ไม่ใช้แรงหรือมีการกระแทก เช่น การว่ายน้ำ เดิน เต้นแอโรบิกเบาๆ บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ขี่จักรยาน อยู่กับที่ ควรหาโอกาสออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและไม่อ่อนแรงง่าย 2. นักสำรวจ : หมั่นสำรวจ และ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอก อย่างผิวพรรณ เส้นผม เล็บ เพื่อบำรุงอย่างถูกวิธี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน อาการหรือความผิดปกติต่างๆ การดิ้น ของลูก โรคประจำตัว จดบันทึกการเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้นำไปถามคุณหมอเมื่อนัดตรวจครรภ์ หรือถ้ามีความผิดปกติที่ร้ายแรงจะได้รักษาได้ทันค่ะ 3. นักโภชนาการ : การพิถี พิถันเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องที่ทราบกันดี อยู่แล้ว ซึ่งการกินอาหารครบ 5หมู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่และช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ของร่าง กายให้กับลูกในท้อง รวมถึงต้องกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนหรืออาหารสำเร็จรูปเพราะคุณค่าทางอาหารจะลดลง หากอยากกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือขนมต่างๆ ก็สามารถกินได้ให้พอหายอยาก ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะจะทำให้อ้วนและยังมีสารต่างๆ จากส่วนผสมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายค่ะ 4. นักกิจกรรม : วันว่างอย่าลืม ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การรดน้ำต้นไม้อยู่ที่บ้าน ไปเดินผ่อนคลายเปิดหูเปิดตานอกบ้าน ฟังการเสวนาหรือเข้าอบรมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะช่วยให้ได้รับความรู้และพัก ผ่อนในวันหยุด 5. […]
ผ้าฆ่าเชื้อ AG Pure เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อส่งเสริมความสะอาดและสุขอนามัยที่ดีสำหรับเด็กทารกและเด็กเล็ก ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง ผ้าชนิดนี้จึงถูกนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์เด็กหลายประเภท โดยเฉพาะในผ้าหุ้มคาร์ซีทแบรนด์ Ailebebe ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ผ้า AG Pure ในคาร์ซีทฆ่าเชื้อโรคได้จริงไหม ปลอดภัยสำหรับผิวบอบบางของทารกหรือไม่ มาทำความรู้จักกันเลยค่ะ AG Pure คืออะไร ? ผ้าฆ่าเชื้อแบคทีเรียปลอดภัยต่อทารกไหม ? AG Pure คือผ้าฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ที่จดสิทธิบัตรโดย Ailebebe มีคุณสมบัติพิเศษในการฆ่าเชื้อด้วยเส้นใย Agreza® ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยสถาบัน Toyobo STC Co., Ltd. จากประทศญี่ปุ่น โดยมีการผสมซิลเวอร์ไอออน ทำให้สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ถึง 99% ผ้าชนิดนี้ได้รับการทดสอบความปลอดภัยจากสถาบัน Boken Quality Efracing Organization และผ่านมาตรฐาน EN71-3 ของยุโรป ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับของเล่นเด็ก ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยต่อผิวหนังของทารกและเด็กเล็ก แม้ในกรณีที่เด็กเอาเข้าปากก็ไม่มีอันตราย กลไกการฆ่าเชื้อของเส้นใย Agreza® ด้วยพลัง Silver ion กลไกการฆ่าแบคทีเรียจะใช้ […]
น้ำนมของแม่นั้นเป็นอาหารที่เปี่ยมคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะต้องกินนมจากแม่เป็นหลัก สำหรับคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลาก็อาจจะไม่ได้มีปัญหากับการสต็อกน้ำนมเอาไว้ เพราะเน้นการเอาลูกเข้าเต้าเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การทำสต็อกน้ำนมเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะได้มีน้ำนมเอาไว้ให้ลูกน้อยอย่างเพียงพอ ในบทความนี้ BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษา นมแม่ มาฝากกันค่ะ จะเก็บน้ำนมอย่างไรให้ไม่เหม็นหืน ไม่บูด และคงคุณค่าทางอาหารเอาไว้ได้มากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ ทำไมนมของแม่มีกลิ่นเหม็นหืน ? มีวิธีการเก็บรักษา นมแม่อย่างไรไม่ให้มีกลิ่นและคงคุณค่าได้นาน คุณแม่บางคนอาจพบว่านมที่ตนเองทำการสต็อกไว้นั้นมีกลิ่นเหม็นหืน ซึ่งมักจะเกิดกับนมที่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ เนื่องจากในช่วงที่ระบบละลายน้ำแข็งทำงาน นมที่แช่แข็งเอาไว้ก็จะละลายไปด้วย และเมื่อช่องแช่แข็งกลับมาเย็นจัดใหม่ ก็ทำให้น้ำนมแข็งตัวอีกครั้ง กระบวนการนี้หากเกิดขึ้นซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะทำให้ไขมันในน้ำนมมีการเปลี่ยนแปลงและทำให้นมมีกลิ่นเหม็นหืนได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นแล้วการเก็บรักษานมแม่ ในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติแบบนี้ ก็เสี่ยงจะทำให้น้ำนมที่เก็บเอาไว้มีกลิ่นเหม็นหืนได้ สาเหตุที่นมแช่แข็งละลายมาเป็นน้ำนมแล้วมีกลิ่นเหม็นหืน ก็เพราะว่าในน้ำนมของแม่มีเอ็นไซม์ไลเปส ที่จะช่วยย่อยไขมันในน้ำนมของแม่ให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อผสมกับโปรตีนเวย์ในน้ำนมได้ดี ทำให้ร่างกายของลูกน้อยดูดซึมวิตามิน A และวิตามิน D ได้มากขึ้น ถ้าในน้ำนมของแม่มีไลเปสมากก็จะย่อยไขมันได้มาก ทำให้น้ำนมมีกลิ่นหืนนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกลิ่นหืนก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแต่อย่างใด ยังสามารถกินได้ แต่ในเด็กบางคนอาจไม่ยอมกินนมที่มีกลิ่นหืน สามารถแก้ไขได้โดยการนำน้ำนมที่ปั๊มมาใหม่ๆ ผสมกับนมที่มีกลิ่น ก็จะช่วยเจือจางกลิ่นและลดความเหม็นหืนไปได้ […]
