ผลไม้ที่คนท้องควรกิน บำรุงครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์

ผลไม้ที่คนท้องควรกิน บำรุงครรภ์ให้แข็งแรงสมบูรณ์

การเริ่มต้นดูแลชีวิตใหม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โภชนาการเป็นสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะผลไม้ที่คนท้องควรกิน ซึ่งเปรียบเสมือนคลังวิตามินจากธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกและบำรุงสุขภาพคุณแม่ให้แข็งแรง การเลือกทานผลไม้อย่างถูกวิธีในช่วงตั้งครรภ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ แต่ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในทุก ๆ วัน

รวม 7 ผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพื่อสารอาหารที่ดีที่สุด

รวม 7 ผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพื่อสารอาหารที่ดีที่สุด

หากคุณแม่กำลังสงสัยว่า คนท้องควรกินผลไม้อะไรที่จะส่งผลดีที่สุดต่อลูกน้อยในครรภ์ วันนี้เราได้รวบรวม 7 สุดยอดผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็น เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกทานของว่างที่มีประโยชน์และปลอดภัย ดังนี้

1. ส้ม แหล่งโฟเลตและวิตามินซีช่วยบำรุงสมองทารก

ส้มจัดเป็นอันดับต้น ๆ ของผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพราะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความพิการทางสมองและระบบประสาทของทารก นอกจากนี้ วิตามินซีสูงในส้มยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คุณแม่ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี

2. กล้วย มีโพแทสเซียมสูงช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดี

กล้วยเป็นตัวช่วยชั้นยอดสำหรับคุณแม่ที่ประสบปัญหาแพ้ท้องหรือตะคริว เนื่องจากมีโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 สูง ซึ่งช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในร่างกายและลดอาการคลื่นไส้ได้ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่คุณแม่มักพบเจอจากการที่มดลูกขยายตัวไปกดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่องตัวขึ้น

3. อะโวคาโด ให้ไขมันดีและโฟเลตสูงสุดในกลุ่มผลไม้

หากถามว่า คนท้องควรกินผลไม้อะไร เพื่อบำรุงหัวใจและสมอง อะโวคาโดคือคำตอบ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Healthy Fats) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเนื้อเยื่อสมองของลูกน้อย นอกจากนี้ยังมีโฟเลตสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ช่วยป้องกันภาวะบกพร่องของไขสันหลัง และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกด้วย

4. ฝรั่ง อุดมด้วยวิตามินซีและใยอาหารช่วยการขับถ่าย

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงกว่าส้ม ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนและระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ที่สำคัญฝรั่งมีกากใยอาหารสูงมาก ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและป้องกันภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ พร้อมช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพ

5. แอปเปิ้ล มีเพกตินช่วยเพิ่มแบคทีเรียดีในลำไส้แม่

แอปเปิ้ลอุดมไปด้วยสารเพกติน (Pectin) ซึ่งเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ ทำหน้าที่เป็นพรีไบโอติกส์ช่วยส่งเสริมการทำงานของแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารสมบูรณ์ ลดอาการท้องอืด และหากทานแอปเปิ้ลก่อนมื้ออาหารประมาณ 30 นาที จะช่วยชะลอการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาลในเลือดหลังทานอาหารได้ดีมาก

6. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ให้สารต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ

สตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี หรือราสเบอร์รี เป็นกลุ่มผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพราะอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ฟลาโวนอยด์ และวิตามินซี ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายและเสริมสร้างเส้นเลือดฝอยให้แข็งแรง นอกจากจะมีรสชาติอร่อยช่วยดับกระหายแล้ว ยังช่วยจำกัดปริมาณกลูโคสในเลือดไม่ให้สูงเกินไปอีกด้วย

7. มะพร้าว เติมเกลือแร่จากธรรมชาติช่วยให้แม่สดชื่น

น้ำมะพร้าวเปรียบเสมือนเครื่องดื่มเกลือแร่จากธรรมชาติ อุดมไปด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียม และธาตุเหล็ก ช่วยเติมความสดชื่นและลดอาการอ่อนเพลียจากการแพ้ท้องได้ทันที อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีความหวานจากธรรมชาติ คุณแม่ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงระหว่างตั้งครรภ์

ข้อควรระวังและผลไม้ที่คนท้องไม่ควรกิน เพื่อความปลอดภัย

ข้อควรระวังและผลไม้ที่คนท้องไม่ควรกิน เพื่อความปลอดภัย

แม้ว่าผลไม้จะมีประโยชน์ แต่คุณแม่ต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยเป็นสำคัญเพื่อให้ผลไม้ที่คนท้องควรกินส่งผลดีที่สุดต่อลูกน้อย

  • หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงมาก: เช่น ทุเรียน ขนุน หรือละมุด เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์และเพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูง
  • ระมัดระวังเรื่องความสะอาด: ผลไม้สดต้องล้างผ่านน้ำไหลและแช่ให้สะอาดเพื่อชำระล้างสารเคมี ยาฆ่าแมลง และเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนดิน
  • งดผลไม้แปรรูปหรือผลไม้ดอง: เนื่องจากมักมีการเติมน้ำตาล เกลือ และสารกันบูดปริมาณมาก ซึ่งส่งผลเสียต่อความดันโลหิตและทำให้ร่างกายบวมน้ำ
  • เลือกทานผลไม้ที่สดใหม่เสมอ: เพื่อให้ได้รับคุณค่าทางวิตามินครบถ้วน และควรเลี่ยงผลไม้ที่มีรอยเน่าเสียเพื่อป้องกันเชื้อราและแบคทีเรีย

เตรียมพร้อมมื้อสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้องได้ที่ BabyGift

การดูแลโภชนาการด้วยผลไม้ที่คนท้องควรกินจะง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อมีอุปกรณ์เตรียมอาหารที่ได้มาตรฐาน ที่ BabyGift เราคัดสรรนวัตกรรมสินค้าแม่และเด็ก คุณภาพเยี่ยมในโซน Yummy Yummy ที่รวมอุปกรณ์เตรียมอาหารเด็กและคุณแม่ ภาชนะซิลิโคน Food Grade และเครื่องปั่นอเนกประสงค์ที่จะช่วยให้การทำสมูทตี้หรือการเตรียมผลไม้สดเป็นเรื่องสนุกและสะอาดถูกสุขลักษณะ พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คุณแม่เตรียมพร้อมมื้อสุขภาพได้อย่างมั่นใจ

สรุปหัวใจสำคัญของการเลือกผลไม้ที่คนท้องควรกิน

การเลือกทานผลไม้ที่คนท้องควรกินอย่างหลากหลายและพอดี เป็นกุญแจสำคัญสู่สุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกรัก BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจลึกถึงความกังวลใจของพ่อแม่มือใหม่ เรามุ่งมั่นคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่ออยู่เคียงข้างคุณในทุกช่วงเวลา เพราะเราเชื่อว่าสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการใส่ใจในทุกรายละเอียดของมื้ออาหาร เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตมาเป็นของขวัญที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับครอบครัว

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผลไม้คนท้อง

คนท้องกินผลไม้เยอะดีไหม และปริมาณที่เหมาะสมต่อวันคือเท่าไหร่?

การทานเยอะเกินไปอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูง ควรทานวันละ 4-5 ส่วน (ประมาณ 1 ถ้วยต่อมื้อ) และเน้นความหลากหลายเพื่อรับวิตามินที่ครบถ้วน

ผลไม้ที่คนท้องควรกินในไตรมาสแรกมีอะไรบ้างที่ช่วยลดอาการแพ้ท้อง?

กล้วยและผลไม้ตระกูลเบอร์รีช่วยได้ดีมาก เพราะวิตามินบี 6 และความเปรี้ยวอมหวานจะช่วยลดอาการคลื่นไส้และเติมความสดชื่นในระหว่างวัน

คุณแม่ท้องอ่อนสามารถทานผลไม้รสเปรี้ยวจัดหรือผลไม้ดองได้หรือไม่?

ทานรสเปรี้ยวจากธรรมชาติได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ดอง เพราะมีโซเดียมและสารเจือปนสูง ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อความดันโลหิตและความปลอดภัยของทารก

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

1.เลือกจากประเภทการใช้งานให้เหมาะสมกับสรีระและน้ำหนักของเด็กค่ะโดยทั่วไปรถเข็นจะแบ่งออกเป็นสองประเภทคือ 2. วัสดุโครงสร้างของรถเข็นเด็กต้องแข็งแรงและที่สำคัญน้ำหนักต้องเบาเพราะว่าบางครั้งคุณแม่อาจจะต้องเดินทางโดยลำพังกับลูกน้อย นอกจากนี้เบาะที่สัมผัสของตัวน้องควรทำจากวัสดุที่นุ่มสบายเพื่อให้เด็กนั่งได้นาน อีกทั้งยังต้องมีคุณสมบัติในการระบายความร้อนที่ดีเนื่องจากอากาศที่เมืองไทยค่อนข้างร้อนและระบบปรับอุณหภูมิในเด็กเล็กนั้นยังทำงานได้ไม่ดีนักทำให้เด็กจะร้อนและเหงื่อออกได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ 3. ล้อต้องเป็นล้อที่สามารถหมุนได้สะดวกและแข็งแรง เพราะจะทำให้การเคลื่อนตัวของรถเข็นคล่องตัวขึ้นแม้ว่าคุณแม่จะต้องเข็นรถในที่ที่แคบ 4. โครงสร้างของผลิตภัณฑ์ต้องออกแบบมาเพื่อรักษาให้ขาและข้อต่อสะโพกอยู่ในรูปทรงตามธรรมชาติโดยประคองขาและข้อต่อสะโพกในอยู่ในรูปทรงตัว“M” ซึ่งเป็นท่าที่จะทำให้ขาและสะโพกของลูกน้อยมั่นคงที่สุดรวมทั้งจะส่งเสริมการเจริญเติบโตของกระดูกทั้งสองส่วนให้เป็นไปตามธรรมชาติที่ดีที่สุด 5. มีหลังคาที่สามารถปกป้องลูกน้อยจากแสงแดดและรังสียูวีเพราะผิวหนังของเด็กนั้นยังบอบบางโดยที่บังแดดควรจะปรับได้ตามทิศทางของแสงแดดที่ปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาในแต่ละวัน นอกจากนี้ที่บังแดดยังช่วยบังลมให้ลูกน้อยได้อีกด้วย 6. โครงสร้างของรถเข็นเด็ก ต้องออกแบบมาเพื่อปกป้องระบบการหายใจในกรณีที่เด็กอาจจะเผลอหลับบนรถเข็น โดยมีเบาะที่จะทำให้ศีรษะเด็กไม่เคลื่อนที่และป้องกันการบิดของลำคอจึงช่วยป้องกันภาวะหยุดหายใจขณะหลับเนื่องจากทางเดินหายใจอุดกั้น 7. ข้อสำคัญอีกประการก็คือหากคุณใช้รถเข็นเด็กแรกเกิด ควรจะเลือกประเภทที่สามารถหันที่นั่งรถเอาหาตัวคุณแม่ได้ เนื่องจากเด็กเล็กต้องการความเอาใจใส่จากแม่เป็นพิเศษ เมื่อน้องออกไปข้างนอกเขาต้องการจะมองเห็นคุณแม่เพื่อความอุ่นใจค่ะ แต่ถ้าเป็นเด็กโตแล้ว เด็กจะให้ความสนใจกับสิ่งรอบตัวซึ่งในวัยนี้คุณแม่อาจจะปรับที่นั่งรถเข็นให้มองออกไปข้างนอกได้ค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้จากผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างถูกต้อง

หลังจากเห็นขีดสองขีดและรู้ว่ามีสมาชิกตัวน้อยกำลังเติบโตอยู่ในท้อง หนึ่งในคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักอดสงสัยไม่ได้ก็คือ “ลูกของเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ” ถึงจะยังไม่ถึงวันที่คุณหมอนัดอัลตราซาวด์ หลายบ้านก็เริ่มชวนกันสังเกตทรงท้อง ดูอาการแพ้ท้อง หรือถามคุณยายว่ามีวิธีทายเพศลูกแบบโบราณอะไรให้ลองบ้าง บางวิธีฟังแล้วน่าเชื่อ บางวิธีก็น่ารักจนอยากลองทำเล่นกับคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม วิธีทั้งหมดในบทความนี้เป็นเพียงความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ยังไม่สามารถใช้ยืนยันเพศของทารกได้ คุณแม่ลองเล่นได้เพื่อสร้างสีสันระหว่างตั้งครรภ์ แต่อย่าใช้ผลที่ได้แทนการตรวจหรือคำแนะนำจากแพทย์นะคะ วิธีทายเพศลูกแบบโบราณเชื่อได้แค่ไหน วิธีทายเพศลูกจากทรงท้อง อาหารที่อยากกิน ผิวพรรณ หรืออาการแพ้ท้อง ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะนำมาใช้ระบุเพศของทารกได้อย่างน่าเชื่อถือ หลายอาการเกิดจากฮอร์โมน ร่างกายของคุณแม่ ตำแหน่งของลูก และปัจจัยเฉพาะบุคคลมากกว่า มองวิธีเหล่านี้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างรอเจอลูกผ่านหน้าจออัลตราซาวด์จะเหมาะที่สุด ไม่ว่าผลทายจะออกมาเป็นลูกสาวหรือลูกชาย โอกาสทายถูกก็ยังใกล้เคียงกับการเดานั่นเอง 1. ทายเพศลูกจากอาหารที่คุณแม่อยากกิน คนโบราณเชื่อว่า หากคุณแม่อยากกินของหวาน อาจได้ลูกสาว แต่ถ้าชอบของเค็ม ของคาว หรืออาหารรสจัด อาจได้ลูกชาย อย่างไรก็ตาม ความอยากอาหารระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมน จึงใช้ทายเพศลูกได้เพียงสนุก ๆ เท่านั้น 2. ทายจากผิวพรรณของคุณแม่ มีความเชื่อว่า คุณแม่ที่ผิวเปล่งปลั่ง หน้าตาสดใส มักได้ลูกชาย ส่วนคุณแม่ที่เป็นสิวหรือผิวหมองอาจได้ลูกสาว แต่ความเปลี่ยนแปลงของผิวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน การพักผ่อน และสภาพผิวของแต่ละคนมากกว่า 3. ทายเพศลูกจากความฝัน […]

ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย พอรู้ข่าวดีว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์คงเกิดอาการดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความดีใจของคุณแม่ก็เกิดคำถามและความกังวลในหัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อยู่ตลอด หนึ่งในนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย คงอยากรู้สินะว่า ลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงเราตอนไหน และการได้ยินของลูกจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถสื่อสารในรูปแบบไหนได้บ้าง ที่จะช่วยการกระตุ้นให้ลูกน้อยได้รับรู้ เพราะคุณแม่ทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีกับลูกได้ดีอีกอย่างหนึ่ง บางทีเราเองก็จะเห็นคุณแม่หลายๆคน เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟังสไตล์โมซาส เผื่อลูกจะได้อารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็เล่านิทาน แต่จริงๆแล้วคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงตอนกี่เดือนกันแน่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มต้นอย่างไร คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยินของลูกน้อยอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ได้ เพราะจริงๆแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป และการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ อย่างมีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ 1. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการใช้น้ำเสียงปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ รวมถึงคุณแม่อาจจะเพิ่มการร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เข้าไปด้วยก็เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์แล้ว 2. เปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเพลงแนวไหน สามารถเปิดได้หมด ทั้ง โมสาร์ท คลาสสิก แจ๊ส ป๊อป ร็อค ลูกทุ่ง เพียงแค่ขอให้เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่รุนแรงเกินไป ก็ช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงจังหวะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเมื่อลูกได้ดิ้นและขยับตัวตามจังหวะดนตรีเพลง […]

การทำความสะอาดและ ฆ่าเชื้อขวดนม เป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจมาก ๆ ไม่แพ้ขั้นตอนการ “เลือกขวดนม” และเลือกน้ำยาสำหรับ “ล้างขวดนม” เลยค่ะ เพราะลูกน้อยเบบี๋วัยแรกเกิดยังไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคต่าง ๆ เหมือนผู้ใหญ่ การละเลย ไม่ใส่ใจในขั้นตอนการฆ่าเชื้อขวดนมนี้ อาจส่งผลให้ลูกน้อยเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นได้ จากแต่เดิมวิธี ฆ่าเชื้อขวดนม ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าคือวิธีการ “ฆ่าเชื้อด้วยการต้ม” ซึ่งต้องใช้เวลานานเกินครึ่งชั่วโมง เพื่อรอให้น้ำร้อนถึงจุดเดือดที่จะสามารถฆ่าเชื้อได้ ซึ่งวิธีนี้ก็ยังทำให้ขวดนมเสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกคุณแม่ในการฆ่าเชื้อขวดนม ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของการทำความสะอาดฆ่าเชื้อขวดนมได้มากขึ้น มีวิธีใดบ้างนั้นเรามาดูกันค่ะ 1.การฆ่าเชื้อด้วยเครื่องนึ่งไฟฟ้า การฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง ถือเป็นวิธีการที่ง่าย และใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการต้ม เพียงแค่เติมน้ำตามปริมาณที่กำหนด วางฐานรองนึ่งให้เข้าที่ นำขวดนมที่ถอดชิ้นส่วนล้างอย่างสะอาดแล้ว มาวางคว่ำลง แล้วปิดฝากดปุ่มให้เครื่องทำงาน เครื่องจะทำให้น้ำที่เราเติมไปเดือดและละเหยไอน้ำให้ลอยขึ้นไปฆ่าเชื้อ หลังจากเครื่องทำงานเสร็จ เพียงนำที่คีบขวดนมออกมามาผึ่งให้แห้งก็สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างสบายใจค่ะ ข้อดี  – สะดวก ใช้งานง่าย และเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก และเป็นวิธีที่ผู้ใหญ่ในบ้านน่าจะคุ้นเคยกันดีข้อเสีย  – ต้องหมั่นล้างคราบตระกรันบริเวณถาดใส่น้ำด้านล่างให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดเชื้อรา และเชื้อโรคบางชนิดแอบแฝงได้ 2.การฆ่าเชื้อด้วยไมโครเวฟ วิธีนี้ถือเป็นหลักการเดียวกับเครื่องนึ่งไฟฟ้า คือเป็นการทำให้น้ำเดือดและละเหยเป็นไอน้ำขึ้นมาฆ่าเชื้อ เหมาะสำหรับบ้านที่มีเครื่องไมโครเวฟอยู่แล้ว หรือผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา […]

วันกำหนดคลอดเริ่มใกล้เข้ามาทุกที เบบี้กิ๊ฟมั่นใจว่าคุณแม่หลาย ๆ ท่าน ต้องมีแอบเล็งของใช้ทารกไว้ให้ลูกน้อยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มรู้เพศกันแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ ซึ่งการเตรียมของใช้ทารกไว้ล่วงหน้าก็เป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเชื่อต่าง ๆ อีกต่อไป แถมยังมีข้อดีคือทำให้มีเวลาให้คิด เลือกซื้อ เปรียบเทียบคุณภาพต่าง ๆ ได้ และยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาในการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค ก่อนลูกน้อยต้องสัมผัสอีกด้วย BabyGift เข้าใจแม่ว่าของใช้ทารกมีมากมายเหลือเกินในปัจจุบัน เราจึงรวบรวมผลิตภัณฑ์ของใช้ทารกที่จะต้องเตรียมให้พร้อมก่อนคลอดมาให้เลือก ซึ่งแบ่งตามหมวดหมู่ไว้ให้ดังนี้ค่ะ หมวดให้นม การทานนมถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทารกในช่วงวัยแรกเกิด โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก ที่ทารกไม่สามารถกินอย่างอื่นได้นอกจากนม การเตรียมอุปกรณ์เกี่ยวกับการทานนม จึงสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทานนมนั้น เป็นจุดที่ลูกได้รับสัมผัสเข้าไปโดยตรง จึงควรพิจารณาเลือกวัตดุ อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ทนต่อความร้อน และสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ เครื่องปั๊มนม ตัวช่วยกระตุ้นให้คุณแม่มีน้ำนมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เก็บน้ำนมของคุณแม่ไว้ให้ลูกน้อยทานได้เรื่อย ๆ การปั๊มนมตามรอบนอกจากจะให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่พอเพียงแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดเต้านมได้อีกด้วย โดยเครื่องปั๊มนมมีหลากหลายรูปแบบมาก ทั้งแบบปั๊มนมไฟฟ้า หรือปั๊มมือ แบบปั๊มเดี่ยว หรือปั๊มคู่ และแต่ละเครื่องยังมีฟังก์ชั่นที่แตกต่างไปอีก ทั้งระบบการปรับแรงดูด รอบดูด ปั่นจี๊ด นวดกระตุ้น เคลียร์เต้า ต่างๆ […]

ความปลอดภัยของลูกน้อยระหว่างการเดินทางเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตั้งคาร์ซีทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักในทุกเส้นทาง ทำไมคาร์ซีทถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม? ร่างกายของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกและต้นคอที่บอบบาง การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนจึงไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลเมื่อเกิดการชนได้ การใช้คาร์ซีทจะช่วยยึดเหนี่ยวร่างกายของเด็กให้ปลอดภัยอยู่กับที่นั่ง ลดความเสี่ยงในการพุ่งออกนอกตัวรถ และป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ 5 วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้คุ้มค่าและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด การเฟ้นหาคาร์ซีทที่เหมาะสมที่สุดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานประจำวันดังนี้ 1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัย น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก คุณแม่ควรเลือกคาร์ซีทโดยยึดหลักสรีระเป็นสำคัญ แบ่งง่าย ๆ เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิดที่ต้องการการปกป้องลำคอเป็นพิเศษ ไปจนถึงกลุ่มเด็กโตที่ต้องการเพียงเบาะเสริมความสูงเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์พาดผ่านตำแหน่งที่ถูกต้อง การเลือกที่พอดีกับตัวเด็กจะช่วยให้ระบบนิรภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 2. รู้จักระบบติดตั้ง ISOFIX และ ISOFIT เพื่อความมั่นคงสูงสุด การติดตั้งคาร์ซีทด้วยระบบ ISOFIX คือการล็อกเข้ากับจุดยึดเหล็กในรถโดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้งให้เป็นศูนย์ ส่วนระบบ ISOFIT มักใช้ในเด็กโตโดยยึดโครงเบาะไว้และใช้สายเบลท์รถยนต์รัดตัวเด็กอีกชั้น ทั้งสองระบบมอบความมั่นคงที่เหนือกว่าการใช้เพียงสายเบลท์แบบเดิม ๆ อย่างมาก 3. ตรวจสอบป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (ECE R44/04 หรือ R129) ป้ายมาตรฐานสากลคือเครื่องยืนยันความปลอดภัย หากเป็นมาตรฐาน ECE R44/04 จะผ่านการทดสอบการชนหน้าและหลัง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานล่าสุดอย่าง […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event