เครื่องปั๊มนม มีกี่แบบ? วิธีเลือกซื้อแบบที่ใช่สำหรับคุณแม่

ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เต็มที่ตามความตั้งใจ เพื่อให้ลูกน้อยทารกได้กินน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องยาวนานที่สุด คือ เครื่องปั๊มนม เพราะเครื่องปั๊มนมที่ดีจะมีข้อดีและมีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยมากมาย  ได้แก่

  • ประหยัดเงิน ประหยัดเวลา ไม่ต้องไปหาซื้อนมผสม ซื้อเครื่องเดียวใช้ได้ยาวนาน
  • ช่วยกระตุ้นและเพิ่มปริมาณน้ำนมได้ ให้ลูกได้รับสารอาหารจากนมแม่เต็มที่
  • ช่วยให้คุณแม่ทำสต๊อกนมแม่เก็บไว้ให้ลูกกินได้เมื่อต้องไปทำงาน กระตุ้นให้นมแม่มีมากสม่ำเสมอจนลูกโต
  • ช่วยปั๊มเพื่อระบายน้ำนมออก ให้เต้านมนิ่มลง ช่วยให้ลูกน้อยดูดนมได้ง่ายขึ้น เพราะหากเต้านมคัดแข็งเมื่อไรลูกน้อยจะดูดนมได้ยากลำบาก จนอาจไม่ยอมกินนมแม่ และยังทำให้คุณแม่อาจเสี่ยงตเต้านมอักเสบเพราะน้ำนมไม่ได้ระบายด้ว
  • ช่วยกระตุ้นน้ำนมให้มามาก มาเร็ว และผลิตน้ำนมแม่ให้ลูกน้อยทารกที่มีปัญหาในการดูดนมจากเต้าไม่ได้ ให้ได้รับคุณค่าน้ำนมแม่เต็มที่ เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น เช่น  ลูกน้อยทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือลูกน้อยที่มีสุขภาพอ่อนแอ มีโรคประจำตัวจนไม่สามารถดูดนมแม่เองได้

แต่การที่คุณแม่จะใช้ เครื่องปั๊มนม ให้ได้คุ้มค่า จำเป็นต้องศึกษาข้อมูล ปรึกษาผู้มีประสบการณ์และเลือกซื้อให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณแม่เอง เพราะปัจจุบันมีเครื่องปั๊มนมให้คุณแม่เลือกซื้อมากมาย หลายแบบ และมีราคาที่แตกต่าง  คุณแม่จึงต้องพิจารณาเลือกถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ และเรียนรู้ว่าเลือกแบบไหนจะเหมาะกับเราและลูกน้อย

ฉะนั้นเราจึงขอแนะนำให้คุณแม่ได้รู้จักกับเครื่องปั๊มนมแบบต่างๆ ที่มีขายในปัจจุบัน   การทำงานที่น่าสนใจลักษณะการใช้งาน และคุณสมบัติที่น่ารู้ รวมถึงวิธีการเลือกซื้อในแบบที่ใช่มากที่สุด

1. เครื่องปั๊มนม แบบปั๊มมือ 

  • ราคาประหยัด  แต่ปั๊มนมได้ทีละข้างเท่านั้น
  • ใช้แรงมือในการบีบ  ทำให้คุณแม่ควบคุมแรงในการปั๊มนมได้ด้วยตัวเอง
  • เสียงไม่ดัง
  • ปั๊มไปด้วยให้ลูกดูดนมแม่ไปด้วยอีกข้างไม่ได้
  • เพราะคุณแม่ต้องใช้มือปั๊ม ทำให้เมื่อยมือ ปั๊มนมได้ไม่นาน
  • ระบายน้ำนมแม่ได้ไม่เต็มที่

2. เครื่องปั๊มนมแบบใช้แบตเตอรี่

  • ราคาไม่แพงมากนัก แต่สูงกว่าเครื่องปั๊มนมแบบมือ
  • เป็นเครื่องปั๊มนมแบบอัตโนมัติ ที่มีแบตเตอรี่ในตัว
  • คุณแม่สามารถปรับระดับแรงปั๊มนมได้หลายระดับ
  • ใช้งานสะดวกไม่ต้องใช้แรงมือบีบ  มีทั้งแบบปั๊มเดี่ยวและปั๊มคู่
  • มีการทำงานให้เลือกหลากหลายโหมด เช่น โหมดกระตุ้นน้ำนม หรือโหมดปั๊มนม
  • ปั๊มนมได้ทีละข้าง ใช้เครื่องปั๊มชนิดพร้อมกับให้นมลูกอีกข้างหนึ่งได้
  • มีเสียงค่อนข้างดัง  ทำให้บางรุ่นอาจไม่เหมาะที่จะนำไปปั๊มที่ทำงาน หรือเวลากลางคืน

3. เครื่องปั๊มนมแบบใช้ไฟฟ้า

  • ราคาค่อนข้างสูง แต่มักมีความคงทน ใช้งานได้นาน
  • เป็นเครื่องปั๊มนมแบบอัตโนมัติ ใช้งานสะดวก ง่าย ปั๊มได้รวดเร็ว
  • ใช้กำลังไฟฟ้าในการปั๊มนมแม่ ไม่ทำให้คุณแม่เมื่อยมือ
  • มีทั้งชนิดที่ปั๊มนมได้ทีละข้างหรือปั๊มเดี่ยว หรือปั๊มได้พร้อมกันสองข้างหรือปั๊มคู่
  • มีทั้งชนิดที่ไม่มีแบตเตอรี่ในตัว  และมีแบตเตอรี่ในตัว  รวมถึงมีแบบแบตเตอรี่ที่พกพาได้ ชาร์จไฟได้สะดวกทั้งจากไฟบ้าน หรือไฟจากแบตเตอรี่สำรอง เช่น พาวเวอร์แบงก์
  • มีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่ช่วยให้คุณแม่ใช้สะดวก  ทั้งตั้งเวลาได้ เสียงเงียบ เตือนเมื่อถึงเวลาปั๊ม และอื่นๆ
  • มีการทำงานให้คุณแม่เลือกใช้งานได้หลายรูปแบบ หลายโหมด เช่น โหมดปั๊ม โหมดกระตุ้น และปรับแรงบีบได้หลากหลายตามคุณแม่ต้องการ
  • เหมาะทั้งสำหรับคุณแม่ที่อยู่บ้านและคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน
  • มีหลายขนาดให้เลือกทั้งเล็กและใหญ่ บางรุ่นมีขนาดเล็ก ทำให้คุณแม่พกพาไปข้างนอกได้ง่ายอีกด้วย
  • มีอุปกรณ์เสริมที่ช่วยคุณแม่ในการปั๊มนมมากมาย อาทิ กรวยปั๊มสำรอง ขวดนม สายยางและอื่นๆ

เลือก เครื่องปั๊มนม แบบไหน? ที่ใช่สำหรับคุณแม่

เพราะเครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยคู่ใจ ให้คุณแม่ทำสต๊อกน้ำนมแม่ให้ลูกน้อยได้เต็มที่ ดังนั้นคุณแม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพของเครื่องปั๊มนมเป็นสำคัญ โดยควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่เหมาะกับครอบครัว และมีประสิทธิภาพต่างๆ ดังนี้  

  • เลือกที่ปั๊มนมที่ใช้งานได้ง่ายและสะดวก ปั๊มนมได้นุ่มนวลและไม่เจ็บ
  • พิจารณาอย่างพิถีพิถันหาข้อมูลในการใช้เครื่องปั๊มนมให้ถูกวิธี เพื่อให้ปั๊มนมแม่ได้มีคุณภาพ
  • ควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่มีแรงดูดที่เหมาะสม สามารถตั้งใกล้เคียงกับความแรงของการดูดของลูกได้ มีอัตราการปั๊มหรือรอบดูดประมาณ 40 - 60 ครั้งต่อนาที ซึ่งใกล้เคียงกับอัตราการดูดของลูกรัก
  • เลือกใช้เครื่องปั๊มนมให้ตรงกับวัตถุประสงค์และความจำเป็นในการใช้ของตนเอง เช่น หากคุณแม่เลี้ยงลูกอยู่บ้านเต็มเวลาอาจไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องปั๊มนมเหมือนคุณแม่ที่ต้องไปทำงานนอกบ้าน แต่การมีเครื่องปั๊มนมไว้ใช้ ก็ช่วยแบ่งเบาภาระในการเอาลูกเข้าเต้า และกระตุ้นน้ำนมแม่ได้สม่ำเสมอ สลับกับการให้ลูกดูดนมแม่ได้
  • เลือกให้เหมาะสมกับฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะเครื่องปั๊มนมมีตั้งแต่ราคาถูก ไปจนถึงแพง
  • เลือกให้เหมาะต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น  ทำงานนอกบ้าน ต้องเดินทางบ่อยๆ หรือต้องโดยสารรถสาธารณะ  อาจเลือกเครื่องปั๊มนมไฟฟ้าขนาดเล็ก พกพาสะดวก และมีเสียงเงียบ เพื่อป้องกันไม่ให้รบกวนเพื่อนร่วมงาน
  • เลือกให้เหมาะกับสไตล์การเลี้ยงลูก เช่น เลี้ยงลูกคนเดียว ต้องปั๊มทำสต๊อกนมบ่อยๆ ด้วยตัวเอง  หรือหากมีลูกแฝด อาจเลือกเครื่องปั๊มชนิดปั๊มคู่  เพื่อกระตุ้นน้ำนมได้ครั้งเดียวในปริมาณมาก
  • เลือกที่มีคุณภาพดี ผลิตจากวัสดุที่ปลอดภัย ไร้สารเคมีอันตรายหรือสารตกค้าง ทำความสะอาดได้ง่าย และมีขนาดที่เหมาะพอดีเต้านมคุณแม่
  • เลือกเครื่องปั๊มนมแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับ มีมาตรฐาน ผ่านการทดสอบ หรือเป็นแบรนด์ที่คุณแม่ทั่วไปนิยมใช้ เพื่อความมั่นใจว่าจะช่วยคุณแม่ปั๊มนมให้ลูกได้ดีที่สุด

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณแม่รู้ไหม? ในช่วงตั้งครรภ์นอกเหนือจากบทบาทว่าที่คุณแม่แล้ว ยังเป็นโอกาสดีที่คุณแม่จะได้สวมบทบาทสนุกๆ อีก 10 อย่างเพื่อการตั้งครรภ์อย่างมีคุณภาพและมีความสุข 1.นักออกกำลังกาย : สุขภาพ ที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ ซึ่งการออกกำลังกายอย่างปลอดภัยสามารถทำได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 โดยต้องเป็นกีฬา หรือกิจกรรมที่ไม่ใช้แรงหรือมีการกระแทก เช่น การว่ายน้ำ เดิน เต้นแอโรบิกเบาๆ บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ขี่จักรยาน อยู่กับที่ ควรหาโอกาสออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและไม่อ่อนแรงง่าย 2. นักสำรวจ : หมั่นสำรวจ และ สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงภายนอก อย่างผิวพรรณ เส้นผม เล็บ เพื่อบำรุงอย่างถูกวิธี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงภายใน อาการหรือความผิดปกติต่างๆ การดิ้น ของลูก โรคประจำตัว จดบันทึกการเปลี่ยนแปลง เพื่อจะได้นำไปถามคุณหมอเมื่อนัดตรวจครรภ์ หรือถ้ามีความผิดปกติที่ร้ายแรงจะได้รักษาได้ทันค่ะ 3. นักโภชนาการ : การพิถี พิถันเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องที่ทราบกันดี อยู่แล้ว ซึ่งการกินอาหารครบ 5หมู่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับคุณแม่และช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ของร่าง กายให้กับลูกในท้อง รวมถึงต้องกินอาหารที่ปรุงเสร็จใหม่ๆ หลีกเลี่ยงอาหารค้างคืนหรืออาหารสำเร็จรูปเพราะคุณค่าทางอาหารจะลดลง หากอยากกินน้ำอัดลม ชา กาแฟ หรือขนมต่างๆ ก็สามารถกินได้ให้พอหายอยาก ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะจะทำให้อ้วนและยังมีสารต่างๆ จากส่วนผสมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ร่างกายค่ะ 4. นักกิจกรรม : วันว่างอย่าลืม ผ่อนคลายด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การรดน้ำต้นไม้อยู่ที่บ้าน ไปเดินผ่อนคลายเปิดหูเปิดตานอกบ้าน ฟังการเสวนาหรือเข้าอบรมเกี่ยวกับการตั้งครรภ์จะช่วยให้ได้รับความรู้และพัก ผ่อนในวันหยุด 5. […]

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

อายุครรภ์คืออะไรกันนะ? เมื่อตั้งท้อง สิ่งหนึ่งที่เป็นคำถามยอดฮิตเลยก็คือ “ท้องกี่เดือน” หรือ “คลอดเมื่อไหร่” การที่เราจะตอบคำถามพวกนี้ได้นั้นเราจะต้องทราบอายุครรภ์ของเราก่อนค่ะ พูดง่าย ๆ อายุครรภ์ก็คือระยะเวลาที่ลูกของเราได้อยู่ในท้องของเรามา แต่ถ้าหากจะพูดให้ดูมีหลักการหน่อยแล้ว อายุครรภ์ก็คือระยะเวลาที่นับตั้งแต่วันแรกของรอบเดือนล่าสุดของเรามาจนถึงปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วนั้น อายุครรภ์ที่นับจนถึงกำหนดคลอดควรจะเท่ากับ 40 สัปดาห์โดยประมาณค่ะ เราจะรู้อายุครรภ์ของเราได้อย่างไร? 1. การตรวจภายในโดยวัดขนาดของมดลูก ฟังดูน่ากลัวนิดนึงใช่มั้ยคะ วิธีนี้สามารถกะอายุครรภ์โดยประมาณของคุณแม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แม่นยำเท่าไหร่หรอกนะ เพราะว่าเด็กแต่ละคนตัวใหญ่เล็กไม่เท่ากัน อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง 2. การอัลตราซาวด์ วิธีการตรวจแบบนี้จะตรวจได้เมื่อตอนอายุครรภ์สัก 5-6 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนถ้าอยากได้ผลแม่น ๆ หน่อยก็อาจจะมาตรวจช่วง 8-18 สัปดาห์ก็ได้นะ สำหรับวิธีนี้คุณหมอก็จะใช้วิธีการวัดขนาดของมดลูกเช่นกัน แต่จะเป็นการวัดผ่านการทำอัลตราซาวด์ แม้จะไม่ได้ตรงเป๊ะแบบ 100% แต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนมากค่ะ 3. การนับรอบเดือน การนับรอบเดือนจะสามารถใช้ได้กับคุณแม่ที่มีรอบเดือนแบบมาสม่ำเสมอ ตรงกันทุกเดือน สามารถนับได้โดยการนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ วันนี้คุณแม่ไปพบคุณหมอครั้งแรก คุณหมอจะประเมินวันคลอดคร่าว ๆ ด้วยการนับรอบเดือนแบบนี้แหละ เพราะงั้นทางที่ดี เราควรจะจดรอบเดือนของเราทุกเดือนนะ เราทราบอายุครรภ์กันเพื่ออะไร? การทราบอายุครรภ์นั้นมีประโยชน์แน่นอนค่ะ อย่างแรกคือเราก็จะทราบได้ว่าเราจะคลอดเมื่อไหร่หรือประมาณช่วงไหน จะได้เตรียมตัวได้ถูก […]

รีวิวลูกค้าที่น่ารักจาก Baby Gift Showroom นะคะ…^^ …วันนี้คุณแม่อารมณ์ดีจร้า อากาศเย็นสบายลูกชายก็อารมณ์ดี ไม่งอแง ให้กินก็กิน ให้นอนก็นอน คุณแม่เลยได้พักผ่อนนอนกลางวันอย่างเต็มอิ่ม หลับยาวๆไป พออารมณ์ดี แล้วอากาศก็ดี แดดอ่อนๆ ตอนเย็นๆ ก็เลยคิดว่าจะพาลูกออกมาเดินเล่นสักหน่อย แม่ลูกจะไปยังไงกันอะหรอ ถ้าอุ้มเดินไปคงไมไหว คุณแม่มีตัวช่วยที่ดีที่จะพาลูกออกไปเที่ยวนอกได้อย่างสบายๆ แอ่น แอน แอ๊น !!!! รถเข็นเด็ก Aprica รุ่นใหม่ล่าสุดจร้า รุ่น Optia เพิ่งไปถอยมาไม่กี่วันนี้เอง บอกเลยชอบมาก ใช้ทุกวันคร้า เข็นเดินเล่นในบ้านบ้าง ออกนอกบ้านบ้าง ไปช้อปปิ้งก็สบาย ก็เพราะคุณสมบัติที่สุดยอดไปเลย คุณสมบัติแบบ Double เลิศเล่อเพอร์เฟคที่สุด ไหนๆก็ต้องออกมาเดินเล่น ก็ขอรีวิวซ่ะหน่อยน๊า!!! ก่อนจะซื้อรถเข็นเด็กก็เลือกแล้วเลือกอีก ดูหลายๆยี่ห้อ มีทั้งราคาแพงเว่อวัง แต่คุณสมบัติก็ไม่ได้มีอะไรมาก ส่วนไอ้ที่ราคาถูกๆก็เหมือนจะพังง่าย และก็เข็นน่าลำบากเหลือเกิน โยกไปโยกมาทั้งคัน ลูกนั่งคงเวียนหัวแย่!!! แต่กับรถเข็นเด็ก Aprica รุ่นใหม่ล่าสุด รุ่น Optia ลองเข็นพื้นเรียบก็เข็นง่าย แต่พอลองเข็นกับสนมหญ้าแล้ว ว้าวเลยค่ะ […]

คุณแม่ทั้งหลายรู้สึกถึงลูกดิ้นกันรึยังจ้ะ ที่เค้าว่ากันว่าเวลาลูกดิ้นเป็นช่วงที่แฮปปี้สุดๆ นั้นไม่ใช่เรื่องโม้นะ เพราะว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้น เหมือนโลกหยุดหมุนเลยล่ะ คุณแม่ๆ มือใหม่ทั้งหลายก็คงกำลังรอช่วงเวลานี้อย่างใจจดใจจ่ออยู่ใช่มั้ยคะ เรามาลองดูกันดีกว่าว่าลูกของคุณแม่ๆ ทั้งหลายจะเริ่มดิ้นกันตอนไหน ท้องเริ่มใหญ่แล้วแต่ลูกไม่เห็นดิ้นซักที… จริงๆ แล้วขนาดท้องก็ไม่ได้บ่งบอกถึงขนาดตัวลูกในท้องของคุณแม่นะ คุณแม่จะรู้สึกถึงการดิ้นของลูกเร็วหรือช้านั้นจะขึ้นอยู่กับผนังหน้าท้องของคุณแม่ต่างหากล่ะ คุณแม่ท่านไหนที่ดั้งเดิมเป็นคนตัวเล็ก ผนังหน้าท้องบาง ก็จะรู้สึกได้เร็วกว่าคุณแม่ที่มีผนังหน้าท้องที่หนาค่ะ ในช่วงท้องอ่อนๆ ขนาดตัวของลูกจะยังเล็กมาก ต่อให้ดิ้นเป็นวงกลมม้วนสิบตลบก็ไม่มีทางมาชนกับผนังหน้าท้องให้คุณแม่รู้สึกได้ค่ะ สำหรับคุณแม่ท้องแรกจะรู้สึกถึงลูกดิ้นตอนประมาณสัปดาห์ที่ 18-25 ส่วนคุณแม่ที่เคยตั้งท้องมาแล้วจะรู้สึกตอนประมาณสัปดาห์ที่ 13-14 ค่ะ ความรู้สึกแรกคือคุณแม่จะรู้สึกเหมือนโดนปลาตอดที่หน้าท้องเบาๆ อาจจะรู้สึกจั๊กจี้นิดนึง แต่มีความสุขสุดๆ ไปเลย ลูกดิ้นตอนไหนบ้างนะ? ลูกน้อยของเรามักจะหลับซะเยอะค่ะ แต่มักจะชอบตื่นมาแดนซ์ตอนช่วงดึกๆ ตั้งแต่ 3 ทุ่มจนเข้าตี 1 ตี 2 ราวกับจะเปิดผับในท้องของเราอย่างนั้นแหละ เอาจริงๆ แล้วลูกน้อยในท้องจะยังตื่นไม่เป็นเวลา เพราะเค้ายังไม่รู้จักกลางวันกลางคืน ส่วนใหญ่ลูกจะดิ้นหลังอาหารทั้งสามมื้อ เวลาคุณแม่ทานอะไรหวานๆ เวลาที่คุณแม่ได้ออกกำลังกายเบาๆ หรือแม้แต่เวลาที่คุณแม่หิวก็อาจจะทำให้ลูกดิ้น เพราะว่าเสียงท้องร้องของคุณแม่อาจจะกำลังกวนเค้าอยู่ พอคุณแม่เริ่มท้องแก่สักประมาณ 36 สัปดาห์ ความรู้สึกถึงการดิ้นของลูกอาจจะเปลี่ยนไปค่ะ จะช้าๆ เนิบๆ เพราะเค้าตัวใหญ่ขึ้นทำให้มีพื้นที่ในมดลูกแคบลง จะมาขยับปุปปับเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ละ ลูกดิ้นสำคัญอย่างไร ในช่วงท้องอ่อนๆ จะเป็นช่วงที่คุณแม่กังวลมากว่าลูกยังอยู่กับเรารึเปล่าเพราะเราไม่รู้สึกถึงการขยับของเค้าเลย แต่พอเรารู้สึกว่าเค้าดิ้น เราจะอุ่นใจมากๆ ค่ะ เพราะการดิ้นของลูกน้อยทำให้เรารู้ว่าเค้ายังแข็งแรงดีอยู่นั่นเอง การนับลูกดิ้น คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องการนับลูกดิ้น แต่ก็อาจจะยังคงงงๆ ว่าจะนับยังไง การนับลูกดิ้นจริงๆ แล้วก็มีหลายวิธีนะ […]

เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam)  เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า  จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event