คาร์ซีท 0–4 ปี vs 0–7 ปี vs 0–12 ปี เลือกแบบไหนดี? คู่มือสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่

เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” เปลี่ยนไปตลอดการเติบโต

เมื่อกำลังเลือกคาร์ซีทให้ลูกเป็นครั้งแรก หลายครอบครัวมักเริ่มจากคำถามเดียวกัน

“คาร์ซีทรุ่นนี้ใช้ได้กี่ปี?”

เป็นคำถามที่ไม่ผิด เพราะคาร์ซีทเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง หลายคนจึงอยากเลือกแบบที่ใช้งานได้นานที่สุด เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว

แต่ในความเป็นจริง ยังมีคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ

คาร์ซีทรุ่นนี้ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของลูก ในช่วงวัยที่กำลังใช้งานอยู่หรือไม่

เพราะเด็กทุกคนจะเติบโตขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีเพียงอายุหรือน้ำหนักเท่านั้น

สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ สรีระของร่างกาย

ทั้งส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของไหล่ ความกว้างของสะโพก รวมถึงตำแหน่งที่เข็มขัดนิรภัยควรวางพาดเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง

และนี่เอง คือเหตุผลที่ผู้ผลิตคาร์ซีททั่วโลกยังคงพัฒนาคาร์ซีทหลายประเภท แทนที่จะออกแบบเพียงรุ่นเดียวให้รองรับเด็กทุกช่วงวัย


สรุปสั้น ๆ

คาร์ซีท 0–4 ปี เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการคาร์ซีทที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระของเด็กเล็กโดยเฉพาะ

คาร์ซีท 0–7 ปี เน้นความสมดุลระหว่างการรองรับและการใช้งานต่อเนื่อง

คาร์ซีท 0–12 ปี เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการใช้งานหลายช่วงวัย


เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” ของเด็กเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ลองนึกภาพเด็กแรกเกิดที่มีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร

เทียบกับเด็กวัยประถมที่มีความสูงมากกว่า 130 เซนติเมตร

แม้ทั้งคู่จะเรียกว่า “เด็ก” เหมือนกัน แต่สรีระของร่างกายแทบทุกส่วนเปลี่ยนแปลงไป

  • ศีรษะมีสัดส่วนแตกต่างจากลำตัว
  • ลำตัวยาวขึ้น
  • หัวไหล่กว้างขึ้น
  • สะโพกกว้างขึ้น
  • ตำแหน่งของเข็มขัดนิรภัยเปลี่ยนไปตามความสูงของร่างกาย

ลองเปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนเสื้อผ้าที่ลูกเคยใส่พอดีเมื่อปีที่แล้ว

วันนี้อาจเริ่มคับตรงหัวไหล่หรือสะโพก แม้น้ำหนักจะเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ รูปทรงของร่างกาย

คาร์ซีทก็เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ผู้ผลิตต้องคำนึงถึง ไม่ใช่เพียงว่าเด็ก “หนักขึ้น” เท่าไร แต่ต้องออกแบบให้รองรับสรีระของเด็ก
ที่กำลังเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงวัยด้วย

แล้วทำไมคาร์ซีทที่เหมาะกับตัวเด็กจึงสำคัญ?

ไม่ว่าคาร์ซีทจะออกแบบให้ใช้งานได้กี่ปี สิ่งสำคัญที่สุดคือ ในช่วงวัยที่ลูกกำลังใช้งาน คาร์ซีทต้องสามารถรองรับสรีระของเด็กได้อย่างเหมาะสม เพราะระบบความปลอดภัยของคาร์ซีทจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ เมื่อร่างกายของเด็กอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง

ตัวอย่างเช่น

  • ศีรษะควรได้รับการรองรับอย่างเหมาะสม
  • สายรัดควรอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
  • เด็กควรนั่งได้อย่างมั่นคง ไม่เกิดช่องว่างมากเกินไป
  • ระบบป้องกันแรงกระแทกควรทำงานได้ตามที่ผู้ผลิตออกแบบไว้

ด้วยเหตุนี้ ผู้ผลิตคาร์ซีทแต่ละแบรนด์จึงมีแนวคิดในการออกแบบที่แตกต่างกัน บางแบรนด์เลือกพัฒนาให้รองรับการใช้งานหลายช่วงวัยในรุ่นเดียว ขณะที่ผู้ผลิตจากญี่ปุ่นหลายราย รวมถึง AILEBEBE เลือกออกแบบคาร์ซีทแยกตามช่วงวัย เพื่อให้รองรับสรีระของเด็กได้เหมาะสมที่สุดในแต่ละช่วงการเติบโต

ทำไมผู้ผลิตคาร์ซีทจึงมีหลายช่วงอายุ

หลายคนอาจสงสัยว่า

ถ้าเด็กโตขึ้นเรื่อย ๆ ทำไมไม่ออกแบบคาร์ซีทเพียงรุ่นเดียวให้ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดจนโต

คำตอบคือ ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์มีแนวคิดในการออกแบบแตกต่างกัน

บางแบรนด์เลือกพัฒนาคาร์ซีทที่รองรับการใช้งานหลายช่วงวัย เพื่อลดการเปลี่ยนคาร์ซีทในอนาคต

ขณะที่บางแบรนด์เลือกออกแบบคาร์ซีทแยกตามช่วงวัย เพื่อให้รูปทรงของเบาะ การรองรับศีรษะ ลำตัว และตำแหน่งของเข็มขัด เหมาะกับสรีระของเด็กในแต่ละช่วงมากที่สุด

ไม่มีแนวทางใดที่ถูกหรือผิด

แต่แต่ละแนวทางก็มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน

ดังนั้น แทนที่จะถามเพียงว่า

“คาร์ซีทรุ่นนี้ใช้ได้กี่ปี?”

อาจลองเปลี่ยนเป็นอีกคำถามหนึ่งว่า

“คาร์ซีทรุ่นนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับลูกของเราในช่วงวัยนี้ได้เหมาะสมแค่ไหน?”

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่ระยะเวลาที่คาร์ซีทใช้งานได้

แต่คือการที่ลูกได้รับการรองรับอย่างเหมาะสมในทุกครั้งที่ออกเดินทาง

ในหัวข้อถัดไป เราจะมาทำความเข้าใจว่า เหตุใดมาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีทรุ่นใหม่อย่าง UN R129 จึงให้ความสำคัญกับ “ส่วนสูงของเด็ก” มากกว่าน้ำหนัก และเหตุใดเรื่องนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในหลักการสำคัญของการเลือกคาร์ซีทในหลายประเทศทั่วโลก

ทำไมมาตรฐานคาร์ซีทรุ่นใหม่ จึงให้ความสำคัญกับ “ส่วนสูง”
มากกว่าน้ำหนัก

เมื่อพูดถึงการเลือกคาร์ซีท หลายคนมักคุ้นเคยกับคำว่า

  • อายุ
  • น้ำหนัก

จนทำให้เข้าใจว่า ถ้าน้ำหนักของลูกยังอยู่ในเกณฑ์ ก็สามารถใช้คาร์ซีทเดิมต่อไปได้

แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศเริ่มเปลี่ยนแนวคิดในการเลือกคาร์ซีท
โดยให้ความสำคัญกับ “ส่วนสูงของเด็ก” มากขึ้น

เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด

เพราะเมื่อเด็กเติบโต สิ่งที่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุด ไม่ใช่น้ำหนัก แต่คือ สัดส่วนของร่างกาย

เด็กอาจมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนสูง ลำตัว หัวไหล่ และสะโพก อาจเปลี่ยนไปมากจนคาร์ซีทที่เคยนั่งพอดี เริ่มไม่รองรับสรีระเหมือนเดิม

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตคาร์ซีททั่วโลก เริ่มให้ความสำคัญกับ “ความพอดีของสรีระ” มากกว่าตัวเลขน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

ความพอดี สำคัญกว่าที่หลายคนคิด

ลองสังเกตเวลาลูกโตขึ้น

เสื้อผ้าที่เคยใส่พอดี อาจเริ่มตึงตรงหัวไหล่

กางเกงตัวเดิมอาจเริ่มคับตรงสะโพก

ทั้งที่น้ำหนักไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

คาร์ซีทก็มีหลักการเดียวกัน

หากสรีระของเด็กเปลี่ยนไป แต่ยังใช้คาร์ซีทที่ไม่ได้ออกแบบให้เหมาะกับช่วงวัยนั้น การรองรับร่างกายก็อาจเปลี่ยนไปตาม

ตัวอย่างเช่น

  • ศีรษะอาจอยู่สูงกว่าตำแหน่งที่พนักพิงออกแบบไว้
  • สายรัดอาจไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม
  • ช่วงสะโพกอาจเริ่มคับ หรือในบางกรณีอาจหลวมเกินไป

แม้จะยังสามารถนั่งได้ แต่ความพอดีอาจไม่เหมือนวันที่เริ่มใช้งาน

แล้ว “ส่วนสูง” เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยอย่างไร

เวลาที่เกิดการเบรกกะทันหัน หรือเกิดอุบัติเหตุ ร่างกายของเด็กจะเคลื่อนที่ไปพร้อมกับแรงกระแทก

คาร์ซีทจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียง “ยึดตัวเด็กไว้”

แต่ต้องช่วยจัดตำแหน่งของศีรษะ ลำตัว และเข็มขัดนิรภัย ให้ทำงานได้ตามที่ผู้ออกแบบตั้งใจ

หากสรีระของเด็กเปลี่ยนไปมาก แต่ยังใช้คาร์ซีทที่ไม่เหมาะกับช่วงวัย

ตำแหน่งของระบบป้องกันต่าง ๆ ก็อาจไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมเหมือนเดิม

นี่คือเหตุผลที่ผู้ผลิตจำนวนมากให้ความสำคัญกับการออกแบบคาร์ซีทให้เหมาะกับสรีระของเด็กในแต่ละช่วงวัย มากกว่าการมองเพียงอายุหรือระยะเวลาการใช้งาน

นี่คือเหตุผลที่มาตรฐาน UN R129 เลือกใช้ “ส่วนสูง”

หนึ่งในมาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีทที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน คือ UN R129 (i-Size)

สิ่งที่แตกต่างจากมาตรฐานรุ่นก่อน คือการแนะนำให้เลือกคาร์ซีทโดยอ้างอิง ส่วนสูงของเด็ก เป็นหลัก

แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำหนักไม่มีความสำคัญ แต่เป็นการยอมรับว่า “ส่วนสูงและสรีระ” สามารถสะท้อนความเหมาะสมของคาร์ซีทได้ชัดเจนกว่าในหลายช่วงวัย

cr. ภาพจาก ห้องทดสอบของแบรด์ Ailebebe

มาตรฐานเดียวกันนี้ยังเพิ่มการทดสอบการชนด้านข้าง และใช้หุ่นทดสอบที่สามารถประเมินแรงกระแทกต่อศีรษะ คอ และลำตัวได้ละเอียดมากขึ้น เพื่อให้การประเมินใกล้เคียงกับสถานการณ์จริงมากกว่าเดิม

ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือช่วยให้เด็กได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

cr. ข้อมูลจาก https://unece.org/sites/default/files/2021-05/R129r4e.pdf

แล้วพ่อแม่ควรเลือกคาร์ซีทอย่างไร

เวลามองหาคาร์ซีทสักรุ่น ลองใช้คำถามเหล่านี้ประกอบการตัดสินใจ

  • คาร์ซีทรุ่นนี้รองรับส่วนสูงของลูกหรือไม่
  • สายรัดยังอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือเปล่า
  • ศีรษะยังได้รับการรองรับอย่างเหมาะสมหรือไม่
  • สรีระของลูกยังพอดีกับเบาะในปัจจุบันหรือไม่

เมื่อเริ่มมองจาก “ความพอดีของสรีระ” มากกว่า “ใช้ได้กี่ปี”

การเลือกคาร์ซีทจะง่ายขึ้น และตรงกับความต้องการของลูกในแต่ละช่วงวัยมากขึ้นเช่นกัน

ในหัวข้อถัดไป เราจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า คาร์ซีท 0–4 ปี, 0–7 ปี และ 0–12 ปี มีแนวคิดในการออกแบบต่างกันอย่างไร พร้อมข้อดี ข้อจำกัด และเหมาะกับครอบครัวแบบไหน เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พ่อแม่มักค้นหาก่อนเลือกซื้อคาร์ซีท

ลูกคนแรก ควรเลือกคาร์ซีทแบบไหน?

หากเป็นลูกคนแรก หลายครอบครัวมักรู้สึกว่าการเลือกคาร์ซีทเป็นเรื่องยาก เพราะมีทั้งรุ่น 0–4 ปี, 0–7 ปี และ 0–12 ปี ให้เลือก

ก่อนตัดสินใจ ลองเริ่มจากคำถามเหล่านี้

  • ลูกอยู่ในช่วงวัยไหน
  • ส่วนสูงและสรีระของลูกเหมาะกับคาร์ซีทแบบใด
  • รถที่ใช้งานสามารถติดตั้งคาร์ซีทได้แบบไหน รองรับ Isofix หรือ ระบบเข็มขัดนิรภัย (Seat Belt)
  • ครอบครัวให้ความสำคัญกับการใช้งานระยะยาว หรือการรองรับสรีระของลูกในช่วงวัยปัจจุบันมากกว่า

เมื่อเริ่มจากความต้องการของลูก มากกว่าการเริ่มจากอายุการใช้งานของสินค้า การตัดสินใจมักจะง่ายขึ้น

ลูก 6 เดือน ควรเลือกคาร์ซีท 0–4 ปี หรือ 0–12 ปี?

ไม่มีคำตอบที่เหมาะกับทุกครอบครัว

คาร์ซีททั้งสองประเภทสามารถเป็นทางเลือกที่ดีได้ หากผ่านมาตรฐานความปลอดภัยและใช้งานอย่างถูกต้อง

ความแตกต่างอยู่ที่แนวคิดในการออกแบบ

คาร์ซีท 0–4 ปี มักให้ความสำคัญกับการรองรับสรีระของเด็กเล็กโดยเฉพาะ

ขณะที่คาร์ซีท 0–12 ปี ถูกออกแบบให้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการเติบโตในหลายช่วงวัย

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแบบไหนใช้ได้นานกว่า

แต่คือแบบไหนเหมาะกับลูกของคุณในวันนี้มากกว่า

คาร์ซีทที่ใช้ได้หลายปี ปลอดภัยกว่าจริงหรือไม่?

อายุการใช้งาน ไม่ได้เป็นตัวบ่งบอกระดับความปลอดภัย

ความปลอดภัยของคาร์ซีทขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น

  • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ
  • ติดตั้งได้อย่างถูกต้อง
  • เหมาะกับส่วนสูงและสรีระของเด็ก
  • ใช้งานอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่เดินทาง

คาร์ซีทที่ใช้ได้นาน อาจตอบโจทย์บางครอบครัว

ขณะที่คาร์ซีทที่ออกแบบเฉพาะช่วงวัย ก็อาจตอบโจทย์อีกหลายครอบครัวเช่นกัน

เมื่อไหร่ควรเปลี่ยนคาร์ซีท?

หลายคนเข้าใจว่าควรเปลี่ยนเมื่อถึงอายุที่ผู้ผลิตระบุ

แต่ในความเป็นจริง ควรสังเกตร่วมกับการเติบโตของลูกด้วย เช่น

  • ส่วนสูงเริ่มเกินช่วงที่คาร์ซีทรองรับ
  • ศีรษะสูงกว่าพนักพิงที่ผู้ผลิตกำหนด
  • สายรัดไม่สามารถปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้
  • ลูกเริ่มมีสรีระใหญ่เกินกว่าที่คาร์ซีทออกแบบไว้

หากพบลักษณะเหล่านี้ อาจถึงเวลาพิจารณาเปลี่ยนคาร์ซีทให้เหมาะกับช่วงวัยถัดไป

เด็กโตยังจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทหรือไม่?

เด็กโตหลายคนยังจำเป็นต้องใช้คาร์ซีทหรือ Booster Seat

เหตุผลสำคัญคือ เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ถูกออกแบบมาสำหรับสรีระของผู้ใหญ่

หากเด็กยังมีส่วนสูงไม่เพียงพอ เข็มขัดอาจไม่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

Booster Seat จึงมีหน้าที่ช่วยจัดตำแหน่งของเข็มขัดนิรภัยให้พาดผ่านหัวไหล่และสะโพกได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับที่มาตรฐานสากลหลายประเทศแนะนำ

แล้วควรเลือกคาร์ซีทแบบไหน?

หลังจากอ่านมาถึงตรงนี้ อาจเห็นแล้วว่า

ไม่มีคาร์ซีทประเภทใดที่เหมาะกับทุกครอบครัว

แต่มีคาร์ซีทที่เหมาะกับ ลูกของคุณ

ลองเริ่มจากการพิจารณา 4 เรื่องนี้

✓ เหมาะกับช่วงวัยและสรีระของลูก

✓ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ

✓ ระบบการติดตั้งกับรถของคุณได้หรือไม่

✓ สามารถใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน สะดวกไหม

เมื่อเริ่มต้นจากหลักการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเลือกคาร์ซีทประเภทใด คุณก็จะตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

สรุป

คำถามที่หลายครอบครัวถามว่า

“คาร์ซีทรุ่นไหนใช้ได้นานที่สุด?”

อาจไม่ใช่คำถามแรกที่ควรถาม

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ

“คาร์ซีทรุ่นนี้ เหมาะกับสรีระของลูกในช่วงวัยนี้หรือไม่”

เพราะเมื่อเด็กเติบโต สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้มีเพียงตัวเลขบนตาชั่ง

แต่คือส่วนสูง รูปร่าง และสัดส่วนของร่างกาย ที่ส่งผลต่อการรองรับของคาร์ซีทในทุกการเดินทาง

การเลือกคาร์ซีทจึงไม่ใช่การแข่งขันว่า “ใช้ได้นานที่สุด”

แต่คือการเลือกให้เหมาะกับลูกในช่วงเวลาที่กำลังเติบโต

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าคาร์ซีทประเภทใดเหมาะกับลูก

การได้ทดลองนั่งจริง และขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องคาร์ซีทได้ด้วยตัวเองที่ ร้าน BabyGift ทุกสาขา
เจ้าหน้าที่จะช่วยแนะนำให้เห็นความแตกต่างของการรองรับในแต่ละช่วงวัยได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว…

คาร์ซีทที่ดีที่สุด ไม่ใช่คาร์ซีทที่เหมาะกับทุกคน แต่คือคาร์ซีทที่พอดีกับลูกของคุณมากที่สุด

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็ก AILEBEBE รุ่น KURUTTO สีดำ แสดงตัวสินค้าแบบเต็มชิ้น มุมมองด้านหน้า/ด้านข้าง เหมาะสำหรับใช้ประกอบข้อมูลสินค้าและแสดงรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพสินค้ากระเป๋าคุณแม่อเนกประสงค์สีชมพูพาสเทลแบบเดี่ยวๆ บนพื้นหลังสีขาว เพื่อให้เห็นรูปทรง ดีไซน์ ช่องเก็บของ และสายสะพายข้างได้อย่างชัดเจน
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
กระจกมองเด็กในรถ BRICA Baby In-Sight สีดำ
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพคาร์ซีทเด็กแบรนด์ Graco รุ่น Nautilus ลักษณะเป็นคาร์ซีทแบบ Harness Booster พร้อมสายรัดนิรภัย 5 จุด มีที่วางแก้วด้านข้าง ตัวเบาะโทน สีเทา-ดำ ใช้สำหรับแสดงรูปลักษณ์และรายละเอียดของสินค้า
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
ภาพรถเข็นเด็กสีครีม/เบจ พร้อมโครงสร้างสีดำและที่วางแก้วน้ำด้านข้าง บนพื้นหลังสีขาว เพื่อเน้นดีไซน์ของตัวรถเข็นให้ลูกค้าพิจารณาได้ง่าย
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
สินค้าขายดี
สินค้า Pre-Order
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

Aprica ก่อตั้งเมื่อปี 1947 ปี โดยทีมกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความห่วงใยและใส่ใจเกี่ยวกับเด็กทารก เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก จึงได้ช่วยกันคิดค้นและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยมีเป้าหมายคือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กและพ่อแม่ ด้วยความเชี่ยวชาญและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 70 ปี Aprica จึงได้รับการยอมรับและไว้ว่างใจอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น Aprica เป็นบริษัทแรกในโลก ที่มีการใช้หุ่นจำลองเด็กทารกขนาด 5 kg. ที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท โดยหุ่นจำลองนี้มีข้อต่อและอวัยวะในร่างกายเช่นเดียวกับเด็กทารก ติดตั้งเซ็นเซอร์ตัวรับสัญญาณในส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย เพื่อตรวจวัดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการกระแทกในอุบัติเหตุจำลองรูปแบบต่างๆ ได้รับรางวัลทรงเกียรติจากสถาบันนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็น

การเลือกซื้อรถเข็นคันแรกให้ลูกน้อย อาจจะเป็นปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะปัจจุบันรถเข็นเด็กมีหลากหลายรูปแบบให้เลือกเยอะมากมาย จนหลายคนตัดสินใจไม่ถูก ว่าจะเลือกรถเข็นเด็กยี่ห้อไหนดี ? ต้องดูที่อะไรบ้าง ให้เหมาะกับลูกน้อยในวัยแรกเกิด และตรงตามไลฟ์สไตล์คุณพ่อคุณแม่ วันนี้ Baby Gift มีคำตอบ . . . “ เพราะ รถเข็นเด็ก ทุกคันไม่ได้เหมาะกับเด็กแรกเกิดทุกคัน ” หลายคนยังเข้าใจผิดว่า รถเข็นเด็ก แต่ละคัน ดูๆแล้วก็คล้ายๆกัน น่าจะใช้เหมือนๆ กันแต่ในความเป็นจริง แล้วเด็กแรกเกิดมีความบอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ รถเข็นเด็กสำหรับเด็กแรกเกิดจึงต้องมีคุณสมบัติเฉพาะที่นอกจากจะช่วยปกป้องสรีระของลูกน้อย  แล้วยังช่วยเสริมพัฒนาการรอบด้าน สร้างสุขอนามัยที่ดี และสร้างรอยยิ้มแห่งความสุขให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยได้อีกด้วย เลือกรถเข็นเด็ก ให้เหมาะกับช่วงวัยแรกเกิด นอกจากคาร์ซีทแล้ว รถเข็นเด็ก ก็เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องของอายุเด็กเป็นสำคัญ เพราะรถเข็นเด็กทุกคันไม่ได้เหมาะกับเด็กทุกคนโดยเฉพาะเด็กในช่วงวัยแรกเกิด หรือเด็กทารกที่ต้องการการดูแลใส่ใจมากเป็นพิเศษ เราจึงควรเลือกรถเข็นเด็กที่มีคุณสมบัติต่อไปนี้ จะช่วยให้เด็กนอนหลับในรถเข็นเด็กได้อย่างสบายและมีสุขภาพดี 1. มีชุดหมอน Newborn Support ที่บริเวณคอและสะโพก เด็กแรกเกิดช่วงคอและกระดูกสันหลังยังไม่แข็งแรง และต้องการได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ การมีชุดหมอน Newborn Support เสริมบริเวณคอและสะโพก จะช่วยประคองให้ศีรษะและหลังยืดเป็นเส้นตรง ให้ลูกนั่งรถเข็นได้อย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ลูกคอพับโงนเงน หรือเอนไปมา และยังช่วยให้ลูกน้อยหายใจได้สะดวก เติมออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงสมองในขณะหลับได้อย่างเต็มที่ 2. เลือกเบาะรถเข็นที่ปรับนอนได้ […]

เนื่องในเดือนแห่งวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโรงเรียนทอสีได้จัดสัมนาเรื่อง“เลี้ยงลูกแบบสมเด็จย่า” โดยคุณหญิงพวงร้อย ดิศกุล ณ อยุธยา อดีตข้าหลวงในพระองค์มาร่วมเล่าประสบการณ์และแบ่งปันคำสอนของสมเด็จพระศรีนครินทราพระบรมราชชนนีหรือสมเด็จย่าของปวงชนชาวไทยเมื่อฟังแล้วรู้สึกอยากจะบอกต่อ ถึงวิธีการเลี้ยงดูลูกของพระองค์ ที่มีทั้งความปราดเปรื่องหลักแหลมและมีเป้าหมายที่ชัดเจนสมควรใช้เป็นแบบอย่างเป็นอย่างยิ่ง ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น : คำพังเพยที่เราได้ยินบ่อยๆ แต่น้อยครั้งนักจะทำความเข้าใจอย่างจริงจังในขณะที่ตัวอย่างมีให้เห็นทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดีในเรื่องของการเลี้ยงดูบุตร สมเด็จย่าทรงเริ่มจากการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก ทำเป็นต้นแบบในเรื่องของการมีวินัย การรักการค้นคว้าศึกษาหาความรู้ การประพฤติตัวที่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรม ทั้งหมดนี้คือการตั้งตนเป็นต้นแบบให้กับลูกเพราะเด็กเล็กจะมีพฤติกรรมเลียนแบบจากคนใกล้ชิดเพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องลองตั้งคำถามกลับมาที่ตัวเองว่าทุกวันนี้ที่เราอยากให้ลูกเป็นแบบนั้นแบบนี้แล้วเราล่ะเป็นแล้วหรือยัง ตั้งเป้าหมายในการเลี้ยงลูก: สมเด็จย่าทรงเป็นพระมารดาที่มีเป้าหมายในการเลี้ยงลูกอย่างชัดเจนคือทรงตั้งใจอบรมพัฒนาลูกๆ ให้ดีในทุกๆ ด้านเพื่อให้เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ทรงไม่คิดถึงประโยชน์ของพระองค์เอง ประโยชน์ของพระโอรส หรือพระธิดา แต่ทรงมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ในปัจจุบันหลายครั้งที่เราเห็นพ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษในทุกวิชาโดยที่ไม่ได้ถามลูกว่าลูกอยากเรียนอะไร หรือพ่อแม่ที่คาดหวังเรื่องผลการเรียนสูงๆ จากลูกเหล่านั้นคือการตั้งเป้าหมายกับลูกซึ่งเป็นการเอาความคาดหวังของตัวเองไปให้กับลูก เราจึงต้องมองย้อนกลับมาดูใหม่ว่าเป้าหมายที่เราตั้งไว้หรือความคาดหวังนั้นเป็นไปเพื่อใคร เพื่อลูก เพื่อตัวเราเอง หรือเพื่อคนอื่นๆ ด้วย ถ้าพ่อแม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเลี้ยงลูกก็จะทำให้เราสามารถพัฒนาประสิทธิภาพของเด็กๆ ได้สูงยิ่งขึ้น จัดแบบแผนและสร้างระเบียบวินัยตั้งแต่ลูกยังเล็ก: สมเด็จย่าทรงวางแผนการดำเนินชีวิตให้กับพระโอรสพระธิดาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เนื่องจากต้องทรงเป็นทั้ง “พ่อ” และ “แม่” ในเวลาเดียวกันทรงจัดการทุกอย่างเป็นเวลา โดยมีผู้ช่วยคือพระพี่เลี้ยงเพียงหนึ่งคนเท่านั้นเนื่องจากในเวลาที่เด็กยังเล็กเขาไม่มีความรู้เรื่องขอบเขตของเวลา พ่อแม่จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเวลาให้กับพวกเขาเช่นนอน รับประทานอาหาร เล่น ไปโรงเรียน อาบน้ำ ออกกำลังกาย เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะสร้างวินัยให้กับลูกซึ่งสมเด็จย่าทรงเน้นเรื่องวินัยในการดำเนินชีวิตพระองค์รับสั่งถึงคำว่า “ระเบียบวินัยอย่างมีหลักการ” คือการกำหนดขอบเขตของเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิตซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตของเด็กๆ ต่อไป เล่นอย่างถูกวิธี : เมื่อถึงเวลาเล่นจะทรงปล่อยให้พระโอรสและพระธิดาเล่นอย่างอิสระ โดยจะทรงให้เล่นกับธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำทรงเน้นให้เล่นกับสิ่งที่มีในธรรมชาติมากกว่าของเล่น ทรงอนุญาตให้พระโอรสเล่นจุดไฟแต่จะทรงบอกวิธีในการเล่นที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย ผลจากการที่พระโอรสและพระธิดาได้ทรงเล่นคลุกดินคลุกทรายหรือได้ทำการทดลองกับธรรมชาติเหล่านี้ส่งผลให้ทั้งสามพระองค์ได้พัฒนาความคิดและความสามารถโดยที่ไม่ทรงรู้ตัว ตัวอย่างเช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสร้างหลุมที่เกิดจากการปลูกต้นไม้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ทดลองขุดดิน ใส่น้ำ ปลูกต้นไม้ จะสามารถสร้างแอ่งน้ำขึ้นมาได้ด้วยพระองค์เอง […]

แผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มจำเป็นที่ต้องมีในบ้าน ถึงแม้จะไม่อยู่ในลิสของใช้ลูกที่ต้องเตรียมไว้ก่อนคลอด แต่ก็ต้องทำความรู้จักกันไว้ล่วงหน้าซักนิด เพราะแผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย ในวันที่เขาเริ่มคว่ำตัว และเริ่มที่อยากจะคลาน ซึ่งอยู่ในช่วงวัย 4 – 5 เดือน เป็นต้นไป แล้วแผ่นรองคลานแบบไหนที่ดีต่อลูกน้อยที่สุด วันนี้ Babygift เตรียมคำตอบไว้ให้คุณพ่อคุณแม่แล้วค่ะ แผ่นรองคลานที่ทำจากโฟม EVA วัสดุประเภทโฟม EVA นั้น จะมีน้ำหนักเบา และสามารถตัดเป็นชิ้นได้ง่าย แผ่นรองคลานประเภทนี้ จึงมักจะทำมาในรูปแบบของตัวต่อจิ๊กซอว์ แบบแยกชิ้นส่วน ทั้งแบบตัวเลข หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกฝึกต่อเล่น เสริมสร้างพัฒนาการได้ เมื่อถอดเป็นชิ้น ๆ สามารถใส่กระเป๋าพกพาได้ง่าย และมีราคาถูกที่สุดในบรรดาแผ่นรองคลานทุกชนิด แต่เนื่องจากน้ำหนักที่เบาเกินไป ทำให้แผ่นรองคลานไม่ยึดติดกับพื้นบ้าน เมื่อลูกฝึกเดินอาจทำให้ลื่นติดกับเท้า อาจทำให้ลื่นล้มได้ / วัสดุมีกลิ่น และมีสี ที่อาจเป็นอันตรายหากลูกสัมผัสและนำมือเข้าปาก / วัสดุเป็นโฟม จึงไม่ทนทานต่อการขีดข่วน เมื่อเด็กเล็กที่มีเล็บยาว ข่วน หรือจิกเวลาที่พยุงตัว ก็อาจจะทำให้ฉีกขาดได้ง่าย จึงใช้งานได้เพียงระยะสั้น / แผ่นที่แยกกันทำให้อาจเกิดร่อง ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และวัสดุชนิดนี้ไม่สามารถกันน้ำได้ […]

ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดว่าเรื่องพาหะธาลัสซีเมียนี่เป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ แต่พอตั้งท้องเท่านั้นแหละ การเป็นพาหะฯ นี่เรื่องใกล้ตัวสุดๆ แถมทำให้กังวลมากมายเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าคุณแม่อาจจะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ย สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร วันนี้เราก็นำความรู้มาฝากกันค่ะ เคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร? อันที่จริง การเป็นพาหะธาลัสซีเมียไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยเลยนะ เพราะมีคนไทยตั้งกว่า 24 ล้านคนที่เป็นพาหะโรคนี้ เผลอๆ เวลาเดินตามถนนเราอาจจะเจอคนที่เป็นพาหะอยู่เต็มไปหมด แถมเรายังอาจจะเป็นด้วยก็ได้นะ คนที่เป็นพาหะของโรคนี้ง่ายๆ ก็คือ คนที่มีเชื้อธาลัสซีเมีย “แฝง” อยู่ในร่างกาย เพราะงั้นคนที่เป็นพาหะจะมีสุขภาพที่แข็งแรงปกติเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ไม่ได้ออกอาการอะไร แต่อาจจะเลือดจางนิดหน่อย โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ทางพันธุกรรม เพราะงั้น หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ ลูกที่คลอดออกมาก็สามารถเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ถึง 25% เลยนะ พูดง่ายๆ คือ พาหะก็เหมือนมีโรคอยู่ครึ่งนึง แม่มีครึ่ง พ่อมีครึ่ง พอมารวมกัน ลูกก็มีโอกาสที่จะได้รับโรคนี้ไปเต็มๆ เลยนั่นเอง แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ เพราะหากคุณหมอตรวจพบว่าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะแล้ว ขั้นต่อไปคุณหมอจะดูว่าเป็นธาลัสซีเมียชนิดไหน เพราะถ้าเป็นคนละชนิดกัน ก็หายห่วง! พาหะธาลัสซีเมียมีกี่ชนิด แล้วต่างกันยังไง? พาหะธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด ก็คือ อัลฟ่ากับเบตา อัลฟ่านี่จะค่อนข้างรุนแรง แต่มากน้อยก็แล้วแต่ยีนส์ที่แฝงอยู่นั่นแหละ ส่วนถ้าเป็นกลุ่มเบตาก็จะไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่ […]

ด้วยนวัตกรรมที่ถูกวิจัยและคิดค้นโดยกุมารแพทย์จากญี่ปุ่น จึงทำให้มี 10 คุณสมบัติพิเศษ จากรถเข็นเด็ก Aprica นี้ ที่ช่วยให้คุณแม่มั่นใจได้ ว่าลูกน้อยปลอดภัยตลอดการเดินทางแน่นอนค่ะ Sofa Cushion ที่สุดของความนุ่มสบายด้วยนวัตกรรมใหม่ ยกโซฟามาไว้ในรถเข็นเด็ก ช่วยรองรับแรงกระแทก เข็นได้กับทุกพื้นผิวให้ลูกน้อยเพลดเพลินนุ่มสบายในทุกการเดินทาง Double Shock ลดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 40% ด้วยระบบรองรับแรงกระแทกได้ถึง 2 จุด ใต้ที่นั่ง และที่ล้อ Ergonomic Design ที่รองรับการเจริญเติบโต 3 ช่วงวัย ได้อย่างลงตัว Multi-Shockless โครงสร้างแบบลดรอยต่อ โครงสร้างของรถเข็นเด็กถูกเชื่อมต่อส่วนต่างๆเป็นชิ้นเดียวกัน จึงช่วยเพิ่มความแข็งแรงและลดการสั่นสะเทือนได้ดี แม้ผ่านการใช้งานที่ยาวนาน Double Thermo System ลดความอับชื้นแบบ Double ลูกน้อยรู้สึกปลอดโปร่ง สบายตัวช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เหมาะสมด้วยฉนวนกับความร้อนพิเศษ ช่วยสะท้อนความร้อนจากพื้นพร้อมช่องระบายอากาศที่ด้านหลัง ช่วยระบายความร้อนได้ดี ลดความร้อนสะสมบริเวณหลังของลูกน้อย ให้ความรู้สึกสบายตัว เบาะรองนอนทรงนาฬิกาทราย เหมาะกับสรีระของลูกน้อยวัยแรกเกิด เพราะเด็กทารกจะนอนในท่ากางแขนกางขา เบาะรองนอนทรง WM สามารถรับสรีระได้อย่างเหมาะสม ช่วยให้เคลื่อนไหวขยับแขนขาได้อย่างเป้นธรรมชาติ High Seat […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
ดูเพิ่มเติม
All Brands
ดูเพิ่มเติม
All Ages
ดูเพิ่มเติม
BabyGift Care
News & Event