Baby Gift สำรวจศูนย์วิจัยที่ญี่ปุ่น เจาะลึกนวัตกรรมคาร์ซีท เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อย

ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่หลายครอบครัวให้ความสำคัญกับ “คาร์ซีท” หรือ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก เป็นอุปกรณ์จำเป็นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกน้อยในขณะที่เดินทางด้วยรถยนต์กันเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด นางสาวอรุณศรี พิริยเลิศศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบบี้ กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้รับเกียรติเข้าเยี่ยมชม “Aprica Central Research Center” ที่เมืองนารา ประเทศญี่ปุ่น และแลกเปลี่ยนความรู้กับผู้เชี่ยวชาญด้านคาร์ซีท เจาะลึกถึงแนวคิดการออกแบบที่สอดคล้องกับสรีระของเด็กในแต่ละช่วงวัย การเลือกสรรวัสดุที่ปลอดภัย และขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมไปถึงวิธีทดสอบคาร์ซีทในห้องปฎิบัติการด้านความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลก

อะปริก้า (Aprica) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.  2490 โดยทีมกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ด้วยความห่วงใยและใส่ใจเกี่ยวกับเด็กทารก เพราะถือว่าเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเด็ก จึงได้ช่วยกันคิดค้นและวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นอย่างพิถีพิถัน โดยมีเป้าหมายคือการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเด็กและพ่อแม่ ด้วยความเชี่ยวชาญและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องกว่า 70 ปี อะปริก้า จึงได้รับการยอมรับและไว้วางใจอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น และอะปริก้ายังได้รับเกียรติให้เป็นผู้จัดทำรถเข็นและผลิตภัณฑ์เด็กรุ่นพิเศษ ภายใต้ชื่อ Royal Knot เพื่อทูลเกล้าถวายแด่ราชวงศ์ในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงเชื้อพระวงศ์ในอีกหลายประเทศทั่วโลก

Aprica Central Research Center เป็นศูนย์กลางวิจัยเกี่ยวกับการคิดค้นผลิตภัณฑ์เด็กตั้งอยู่ในเมืองนาราประเทศญี่ปุ่นด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 10,000 ล้านเยน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมประวัติความเป็นมาของแบรนด์อะปริก้า แนวคิดปรัญชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก รวมทั้งเทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัย โดยเฉพาะด้าน Childcare Engineering หรือวิศวกรรมศาสตร์เพื่อการดูแลเด็ก ด้วยการศึกษาสิ่งแวดล้อมและการดูแลเด็กแรกเกิดที่เหมาะสม และนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกน้อยของพ่อแม่ รวมเข้ากับการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และเพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการของเด็กวัยแรกเกิดอย่างแท้จริง

โดยอะปริก้าเป็นบริษัทแรกในโลก ที่มีการใช้หุ่นจำลองเด็กทารกขนาด 2.5 กิโลกรัม ที่มีมูลค่าสูงถึง 30 ล้านบาท โดยหุ่นจำลองนี้มีข้อต่อและอวัยวะในร่างกายเช่นเดียวกับเด็กทารก ติดตั้งเซ็นเซอร์ตัวรับสัญญาณในส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย เพื่อตรวจวัดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากการกระแทกในอุบัติเหตุจำลองรูปแบบต่างๆ รวมทั้งใช้ในการทดสอบผลิตภัณฑ์ และวิเคราะห์การโอบอุ้มของอ้อมกอดแม่ เพื่อคิดค้นอุปกรณ์และผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่นอกจากจะเน้นความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิดได้ดี

คาร์ซีทนับเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่อะปริก้าให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเชื่อว่าในขณะที่เด็กเดินทางด้วยรถ เด็กควรได้รับการดูแลปกป้องเป็นพิเศษเพื่อให้การนอนหลับไม่ถูกรบกวนจากการเดินทาง ดังนั้นคาร์ซีทจึงมีส่วนสำคัญที่นอกจากจะช่วยป้องกันอุบัติเหตุแล้วยังช่วยสร้างเสริมการนอนหลับได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในหลายประเทศคาร์ซีทถือเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับเด็กแรกเกิดที่มีกฏหมายบังคับใช้ อะปริก้าจึงได้พัฒนาคาร์ซีทที่สามารถปรับเปลี่ยนใช้ได้ถึง 3 รูปแบบในตัวเดียวกันซึ่งจะเป็นได้ทั้งเตียงนอน เพื่อรองรับสรีระที่อ่อนบางในวัยแรกเกิด และปรับเปลี่ยนเป็นเก้าอี้นิรภัยสำหรับวัยที่เริ่มหัดนั่งและยืนได้แล้ว รวมไปถึงอะปริก้ายังได้พัฒนา Junior Seat หรือ Booster สำหรับเด็กที่เริ่มโตเต็มวัยเพื่อเตรียมพร้อมการนั่งรถโดยใช้สายเข็มขัดนิรภัยเหมือนผู้ใหญ่อีกด้วย ซึ่งทำการทดสอบในการเกิดอุบัติเหตุรูปแบบต่างๆ ภายในห้องทดลองของบริษัทจนได้รับการรับรองมาตรฐานขั้นสูงมากกว่า 1,000 ครั้งต่อปี เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะสามารถพัฒนานวัตกรรมการปกป้องเด็กทารกให้มีความปลอดภัยสูงสุด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กทารกที่ตัวเล็ก หรือคลอดก่อนกำหนด ซึ่งมีร่างกายบอบบางและต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ คาร์ซีทของอะปริก้าได้ออกแบบให้ทารกสามารถนอนได้แบบเหยียดตรงตามธรรมชาติ มีความปลอดภัยสูง เพราะช่วยให้ระบบทางเดินหายใจสะดวก หลีกเลี่ยงการกดทับช่องท้อง และเป็นผลดีกับกระดูกสันหลัง อีกด้วย

และอีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นของอะปริก้า คือ รถเข็นเด็กที่ออกแบบตามหลัก Baby Ergonomic Design เพื่อรองรับสรีระของเด็กทั้ง 3 ช่วงวัย โดย เด็กแรกเกิด ที่ศีรษะและคอมีความเปราะบาง ต้องการปกป้องอย่างอ่อนโยน การใช้ Head Support ที่หนานุ่มและเว้าโค้งจะช่วยสอดรับศีรษะ และคอที่ยังไม่แข็งได้อย่างมั่นคง ที่นอนปรับราบ ช่วยปกป้องการกดทับที่ท้อง เบาะรองปลายเท้า ช่วยรองรับสรีระในท่านอนได้สบายมากขึ้น เด็กวัย 7 เดือนขึ้นไป ที่เริ่มหัดนั่ง เบาะรองนั่งจะช่วยรองรับข้อเข่า และสะโพกช่วยให้เด็กทรงตัวได้ดี ตัวไม่ไหลเลื่อนไปข้างหน้าและนั่งได้สบายมากขึ้น นวมด้านข้างยังช่วยโอบกระชับช่วงเอวและสะโพก ช่วยให้เด็กหัดนั่งได้อย่างสมบูรณ์ และสบายตัวมากยิ่งขึ้น และ สำหรับเด็กวัย 18 เดือนขึ้นไป เบาะที่สามารถปรับลงมาได้ จะรองรับข้อเข่าและน่องได้พอดี ช่วยให้เด็กนั่งในท่าที่ถูกต้อง พนักพิงบริเวณศีรษะที่ชันขึ้นในองศาที่เหมาะสม จะช่วยรองรับช่วงต้นคอ พร้อมหมอนรองศรีษะที่ประคองศีรษะขณะหลับได้ดี คอไม่พับแม้ต้องหลับในท่านั่ง ปกป้องสรีระลูกน้อย

ในประเทศไทย บริษัท เบบี้ กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้รับสิทธิ์เป็นตัวแทนผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอะปริก้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เชื่อว่าปัญหาที่หลายๆ บ้านจะต้องเจอก็คือ การที่ลูกรักไม่ยอมกินข้าว โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่อายุ 1 ขวบขึ้นไป เมื่อเริ่มเดินได้คล่อง เริ่มวิ่งได้บ้าง ก็จะติดเล่น ไม่ค่อยยอมกินข้าวหรือกินได้น้อย บางคนก็อมข้าว ไม่ยอมเคี้ยว หรือหันหน้าหนี กว่าจะป้อนหมดชามก็ใช้เวลานานเกินไป ซึ่งทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนเป็นกังวล เพราะการที่ลูกเราไม่ยอมกินข้าวก็อาจส่งผลต่อสุขภาพและการเติบโตของลูกได้ แต่ปัญหาการกินของลูกรับมือได้ไม่ยากเลยค่ะ เพียงแค่ต้องให้เวลา ใช้ความเข้าใจ และต้องใจแข็งนิดหน่อย ก็จะทำให้ลูกมีวินัยในการกินมากขึ้น ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบ จะแก้ปัญหาอย่างไรดี ? มาลองฝึกลูกน้อยไปพร้อม ๆ กันกับ BabyGift ได้เลยค่ะ ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบ ทำยังไงดี ? ชวนดูเทคนิคดีๆ ที่ทำให้ลูกกินได้มากขึ้น การได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสมนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับลูกน้อย เพราะส่งผลต่อการเจริญเติบโตตามวัย หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอนั้นอาจทำให้ลูกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์และสุขภาพไม่แข็งแรงได้ โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเด็กอายุครบ 1 ขวบจะเริ่มเรียนรู้การปฏิเสธอาหารหรือคายอาหาร เนื่องจากมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถหยิบจับอาหารเข้าปากได้เอง การปฏิเสธ หรือคายอาหารจึงเป็นสัญชาตญาณอย่างหนึ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้ตัวเองกินสิ่งที่เป็นพิษหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป โดยส่วนใหญ่แล้ว การที่ลูกไม่ยอมกินข้าว 1 ขวบนั้นจะเกิดขึ้นไม่นานและหายไปได้เอง แต่เด็กบางคนอาจมีพฤติกรรมกินยาก […]

ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย พอรู้ข่าวดีว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์คงเกิดอาการดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความดีใจของคุณแม่ก็เกิดคำถามและความกังวลในหัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อยู่ตลอด หนึ่งในนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย คงอยากรู้สินะว่า ลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงเราตอนไหน และการได้ยินของลูกจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถสื่อสารในรูปแบบไหนได้บ้าง ที่จะช่วยการกระตุ้นให้ลูกน้อยได้รับรู้ เพราะคุณแม่ทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีกับลูกได้ดีอีกอย่างหนึ่ง บางทีเราเองก็จะเห็นคุณแม่หลายๆคน เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟังสไตล์โมซาส เผื่อลูกจะได้อารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็เล่านิทาน แต่จริงๆแล้วคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงตอนกี่เดือนกันแน่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มต้นอย่างไร คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยินของลูกน้อยอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ได้ เพราะจริงๆแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป และการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ อย่างมีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ 1. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการใช้น้ำเสียงปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ รวมถึงคุณแม่อาจจะเพิ่มการร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เข้าไปด้วยก็เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์แล้ว 2. เปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเพลงแนวไหน สามารถเปิดได้หมด ทั้ง โมสาร์ท คลาสสิก แจ๊ส ป๊อป ร็อค ลูกทุ่ง เพียงแค่ขอให้เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่รุนแรงเกินไป ก็ช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงจังหวะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเมื่อลูกได้ดิ้นและขยับตัวตามจังหวะดนตรีเพลง […]

แม้ตอนนี้ข่าว PM2.5 จะดูซาๆ ลงไป เพราะมีข่าวดังอย่าง COVID-19 มาแทนที่ แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะเจ้าฝุ่นนี้ก็ยังคงไม่ได้หายไปไหนนะคะ ความน่ากลัวคือเจ้าฝุ่นนี้มันมีขนาดเล็กมาก มากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เรียกได้ว่าเล็กพริกขี้หนูของจริง เพราะถึงจะมีขนาดเล็ก แต่ภัยร้ายนั้นขอบอกว่าเพียบ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเสี่ยงอย่าเด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา ส่วนหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเป้าหมายของเจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้ก็เพราะ ในช่วงตั้งครรภ์นี้คุณแม่จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติค่ะ ทำให้เวลาคุณแม่หายใจเอาเจ้าฝุ่นเล็กๆ เหล่านี้เข้าไป มันจะส่งผลร้ายต่อร่างกายของคุณแม่ได้รุนแรงกว่าคนทั่วไป เรามาดูกันดีกว่าว่าโรคร้ายอะไรบ้างที่อาจเกิดจากฝุ่น PM2.5 ได้ โรคร้ายที่สามารถเกิดได้จากฝุ่น PM2.5 1. โรคมะเร็งปอด เมื่อเราหายใจนำฝุ่นเข้าไป ฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหล่านี้จะสามารถวิ่งเข้าไปได้ลึกถึงถุงลมปอดเลยล่ะค่ะ ซ้ำร้าย บางส่วนของฝุ่นอาจจะซึมผ่านถุงลมปอดเข้าไปในกระแสเลือดอีก ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันต่างๆ ตามมา และการที่ฝุ่นเข้าไปนี้เองที่ทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวนจนทำให้เซลล์พยายามกลายพันธุ์ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งก็อาจจะร้ายแรงถึงขั้นที่จะเปลี่ยนเป็นมะเร็งเลยนะ 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าฝุ่น PM2.5 นั้นสามารถซึมผ่านถุงลมปอดได้ง่ายๆ ทำให้มันสามารถแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างกายโดยเฉพาะในกระแสเลือด เมื่อสะสมเป็นจำนวนมากๆ เข้า จะทำให้เส้นเลือดอุดตัน เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากปล่อยให้เรื้อรังอาจเกิดเส้นเลือดตีบได้เลยค่ะ 3. โรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินหายใจเป็นโรคที่เกิดจาก PM2.5 ที่พบได้มากที่สุด เนื่องจากทางเดินหายใจเป็นด่านแรกที่ต้องเผชิญกับเจ้าฝุ่นพวกนี้ การที่เราหายใจเอาฝุ่นเข้าไปจำนวนมากนั้นจะทำให้เรารู้สึกไม่สบายจมูก โรคทางเดินหายใจที่เรารู้จักกันดี […]

เลือกคาร์ซีทที่ปลอดภัยที่สุด จำเป็นต้องเลือกระบบ ติดตั้งคาร์ซีท ที่ดีที่สุดด้วย…จริงหรือ? คุณพ่อคุณแม่หลายคนเห็นแบบนี้แล้วคงสงสัยว่าจริงหรือว่า ติดตั้งคาร์ซีท ระบบการติดตั้งไม่เหมือนกัน ความปลอดภัยก็ไม่เหมือนกันด้วย มาทำความรู้จักกับระบบ ติดตั้งคาร์ซีท กันก่อนว่ามีกี่ระบบ และจะเลือกการติดตั้งอย่างไรให้เหมาะกับรถยนต์ที่คุณใช้ค่ะ ISOFIX คืออะไร? ISOFIX เป็นระบบ ติดตั้งคาร์ซีท แบบใหม่ที่ได้รับมาตรฐานจากสากล และมีใช้อยู่ทั่วโลกทั้งในเอเชียและยุโรป ซึ่งเป็นระบบ ติดตั้งคาร์ซีท สำหรับเด็กที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับลูกน้อยได้อย่างมาก โดยไม่ต้องใช้เข็มขัดนิรภัยเพราะระบบ ติดตั้งคาร์ซีท แบบISOFIX นั้นเป็นการยึดติดคาร์ซีทด้วยตัวยึด ISOFIX ที่มีความแข็งแรง แน่นหนาตามมาตรฐานสากล และระบบ ISOFIX ยังช่วยเพิ่มความสะดวกในการ ติดตั้งคาร์ซีท ให้กับคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย เนื่องจากปกติแล้วการ ติดตั้งคาร์ซีท จะมี 2 ระบบคือ (ที่เขียนรวมให้ย่อหน้านี้เพราะ ถ้าเผื่อพ่อแม่บางคนเป็นคนไม่ชอบอ่านก็จะอ่านตรงนี้แล้วรู้ว่า ISOFIX คืออะไรแล้วมันดียังไงนะคะ…^^) ISOFIX มีประโยชน์อย่างไร? ติดตั้งคาร์ซีท ด้วยระบบISOFIX ช่วยลดความผิดพลาด เรื่องการเสี่ยงต่อการ ติดตั้งคาร์ซีท ที่ผิดวิธี เนื่องจากคุณพ่อคุณแม่มือใหม่บางท่านอาจสับสน และ ติดตั้งคาร์ซีท ผิดพลาด เช่น ดึงสายเข็มขัดนิรภัยไม่แน่นหนาพอ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดอุบัตเหตุจริง จะทำให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ที่ใช้ ติดตั้งคาร์ซีท นั้นหลุดออก เป็นสาเหตุที่จะทำให้ลูกน้อยเกิดอันตรายได้ จากผลการทดลองเมื่อ ติดตั้งคาร์ซีท ด้วยระบบ ISOFIX จะมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ตัวล็อกISOFIX ช่วยยึดติดกับโครงสร้างรถยนต์ได้มั่นคงกว่าจะไม่เกิดการคลาดเคลื่อนจากเบาะรถยนต์ ลดการกระทบกระเทือนกับลูกได้น้อยกว่า ระบบ ISOFIX ติดตั้งยังไง 1.มาตรวจสอบก่อนว่าที่รถของคุณสามารถ ติตดั้งคาร์ซีท ระบบISOFIX ได้หรือไม่ โดยการตรวจสอบตามในคลิปด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ 2.เมื่อรู้แล้วว่ารถของคุณ ติดตั้งคาร์ซีท ระบบISOFIX ได้ งั้นก็ลองมาติตดั้งคาร์ซีทกันเลยค่ะ โดยทำตามคลิปวิธีการ ติดตั้งคาร์ซีท จากด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ

ก่อนเลือกคาร์ซีทกระเช้า ควรรู้อะไรบ้าง (สำหรับพ่อแม่มือใหม่) คาร์ซีทกระเช้าเป็นคาร์ซีทแบบแรกที่ลูกน้อยจะได้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลแต่เพื่อให้เลือกได้ “ถูกต้องและปลอดภัยจริง” พ่อแม่มือใหม่ควรรู้พื้นฐานสำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ กระเช้าใช้ได้ถึงอายุหรือส่วนสูงประมาณไหน โดยทั่วไป คาร์ซีทกระเช้าออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงประมาณ 12–15 เดือน หรือจนถึง ส่วนสูงประมาณ 85–87 ซม. หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กก. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด) ข้อควรรู้: ปัจจุบันหลายรุ่นอ้างอิงตาม ส่วนสูง (i-Size R129) มากกว่าน้ำหนัก พ่อแม่จึงควรตรวจสเปกบนตัวคาร์ซีทเป็นหลัก ไม่ยึดอายุอย่างเดียว ควรเลิกใช้คาร์ซีทกระเช้าเมื่อไร ควรหยุดใช้คาร์ซีทกระเช้าทันทีเมื่อเกิดข้อใดข้อหนึ่ง: การฝืนใช้กระเช้านานเกินไป อาจทำให้ การซัพพอร์ตศีรษะและคอไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูกกระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร กระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร แม้คาร์ซีทกระเช้าบางรุ่นจะสามารถ ปรับเอนได้มาก หรือใช้ร่วมกับรถเข็นในโหมดที่ลูกนอนสบาย แต่โดยหลักแล้ว กระเช้าไม่ได้ออกแบบมาให้ลูกนอนยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง คำแนะนำคือ: สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อท่าทางการนอนและการหายใจของทารก ทำไมคาร์ซีทกระเช้าต้องหันหน้าเข้าเบาะรถ การติดตั้งแบบ หันหน้าเข้าเบาะรถ (Rearward Facing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กเล็กเพราะ: ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถเสมอ สรุปสเปกที่ต่างกันของคาร์ซีทกระเช้า 4 […]

การเริ่มต้นมื้อแรกของเจ้าตัวน้อยวัย 6 เดือน ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยวางรากฐานสุขภาพและพัฒนาการที่แข็งแรงในอนาคต เมื่อนมแม่อย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น การเลือกข้าวเด็ก 6 เดือน ที่อุดมด้วยสารอาหารครบถ้วนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่คุณแม่ต้องใส่ใจ เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างสมบูรณ์ตามวัยและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่รอบตัวได้อย่างเต็มศักยภาพ อาหารเด็ก 6 เดือน ควรเป็นแบบไหนและทำไมคุณแม่ต้องรู้ ในช่วงวัยนี้ ระบบย่อยอาหารของลูกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ข้าวเด็ก 6 เดือน จึงต้องมีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ละเอียด และย่อยง่ายที่สุด โดยควรนำวัตถุดิบที่ปรุงสุกมาบดหรือปั่นจนเนื้อเนียนละเอียดคล้ายโยเกิร์ต เพื่อช่วยให้ลูกกลืนสะดวก ลดความเสี่ยงในการสำลัก และส่งเสริมให้ระบบทางเดินอาหารปรับตัวเข้ากับอาหารเสริมได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย สารอาหารสำคัญที่จำเป็นในเมนูข้าวเด็ก 6 เดือน เพื่อลูกรัก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับโภชนาการที่เหมาะสม การเตรียมเมนูข้าวเด็ก 6 เดือน คุณแม่ควรคัดสรรวัตถุดิบที่ให้สารอาหารหลากหลาย ดังนี้ ปริมาณข้าวเด็ก 6 เดือน ที่เหมาะสม ลูกควรทานแค่ไหนดี การเริ่มต้นป้อนข้าวเด็ก 6 เดือน ในช่วงแรกควรยึดหลัก “น้อยแต่สม่ำเสมอ” เพื่อสังเกตการตอบสนองของลูก โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้ ตารางปริมาณอาหารตามช่วงวัน เพื่อให้ระบบย่อยปรับตัวได้ดี เพื่อให้คุณแม่เห็นภาพชัดเจนในการเพิ่มปริมาณข้าวเด็ก 6 เดือน สามารถทำตามตารางแนะนำด้านล่างนี้เพื่อให้ระบบย่อยอาหารของลูกค่อย ๆ ปรับตัว ลำดับวัน […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event