เทคนิค กล่อมลูกนอน ด้วย White noise
ปัญหาลูกทารกนอนยาก ไม่ยอมนอน ถือเป็นหนึ่งปัญหาปวดหัวใจ ทำคุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านเครียดและไม่สบายใจไปตามๆ กัน เพราะเมื่อลูกนอนยาก งอแง ไม่ยอมหลับ ก็มักจะงอแงร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล ปลอบอย่างไรก็ไม่หาย กว่าจะนอนได้ก็นานเป็นชั่วโมง แถมเวลาลูกหลับแล้วตื่นมาทีไรก็ยังงอแง อารมณ์ไม่ดี เลี้ยงยากจนคุณแม่ๆ ทั้งหลายเพลียใจ
ลูกน้อยทารกควรนอนมากแค่ไหน ?
คุณแม่รู้ไหมว่า…ลูกทารกวัยแรกเกิด- 1 เดือน นอนกลางวันถึงวันละ 8-9 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 8-9 ชั่วโมง รวม 15-18 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนลูกวัย 1 -3 เดือน นอนกลางวันวันละ 6-7 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 9-10 ชั่วโมง รวมประมาณ 15 ชั่วโมง จนเมื่อลูกน้อยวัย 6 เดือน เริ่มนอนน้อยลง คือ นอนกลางวันลงเหลือ 3-4 ชั่วโมง และกลางคืน 10-11 ชั่วโมง รวม 14-15 ชั่วโมง จนลูกโตถึงวัย 1 ปี จะนอนกลางวันน้อยลงเหลือ 2-3 ชั่วโมง และกลางคืน 11-12 ชั่วโมง
จะเห็นได้ว่าลูกน้อยจำเป็นต้องนอนยาวนานมากเพียงพอ ซึ่งปัญหาลูกไม่ยอมนอน นอนยาก หลับไม่สนิท ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรีบแก้ไข เนื่องจากหากปล่อยไว้นาน จะส่งผลทำให้การเจริญเติบโตของลูกไม่เต็มที่ พัฒนาการทางร่างกาย สมองและอารมณ์ไม่พัฒนาได้ดีตามวัย เพราะการนอนหลับที่ยาวนานและเพียงพอ มีส่วนสำคัญต่อการช่วยให้ลูกน้อยเติบโตได้ดี มีพัฒนาการที่ก้าวหน้าทุกด้าน ฉะนั้นอย่ารอช้า ควรรีบหาวิธีการแก้ปัญหานี้ทันทีค่ะ

White noise ตัวช่วยกล่อมลูกนอน ดี มีสมาธิ
คุณแม่รู้ไหมว่า มีเทคนิคการกล่อมลูกน้อยให้นอนหลับได้ง่าย แก้ปัญหาลูกนอนยาก ด้วยการใช้ White noise กล่อมลูกน้อยให้นอนหลับง่าย ผ่อนคลาย แถมยังช่วยสร้างสมาธิให้ลูกเบบี๋ได้อีกด้วย
White noise คืออะไร?
White noise คือเสียงบำบัดสีขาว หรือเสียงที่ได้ยินแล้วทำให้เพลิดเพลิน ผ่อนคลาย สบายใจ โดยเป็นเสียงที่มีความถี่สม่ำเสมอ มีความราบเรียบ เมื่อได้ยินแล้วจะทำให้คนฟังมีสมาธิ มีความสงบในจิตใจ และทำให้คนฟังจดจ่ออยู่กับเสียงนั้น ตัดความวุ่นวายหรือสนใจเสียงอื่นๆ ทำให้คนที่ได้ยินเสียง White noise เกิดความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย มีสมาธิ และนอนหลับได้ง่ายนั่นเอง
เสียงแบบไหน เรียกว่า White Noise ?
White noise เป็นเสียงหรือดนตรีที่มีความถี่สม่ำเสมอต่อเนื่อง มีลักษณะคล้ายกับเสียงพัดลม เสียงฝน เสียงไดร์เป่าผม เสียงเครื่องดูดฝุ่น เสียงวิทยุซ่าๆ เสียงของน้ำไหล เสียงของลมที่พัดผ่านใบไม้ เสียงนกร้อง เสียงของสัตว์ตามธรรมชาติ ซึ่งมีทั้งเสียงที่เกิดจากเครื่องใช้ไฟฟ้า และเสียงที่เกิดจากธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเสียงที่ดังในระดับเดียวกันและสม่ำเสมอ
ทำไม? White noise ช่วย กล่อมลูกนอน ได้
เพราะขณะที่ลูกน้อยยังอยู่ในครรภ์คุณแม่ตลอดเวลา 9 เดือน ลูกจะคุ้นเคยกับเสียงที่ได้ยินเป็นประจำผ่านหน้าท้องคุณแม่ ได้แก่ เสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะสม่ำเสมอของคุณแม่ เสียงหึ่งๆ จากอากาศและเสียงน้ำเวลาที่ลูกน้อยกำลังลอยอยู่ในน้ำคร่ำ ทำให้ลูกน้อยเบบี๋คุ้นชินกับเสียงในลักษณะนี้มายาวนาน ซึ่งเสียงแบบนี้คือเสียง White noise ที่มีความราบเรียบ สม่ำเสมอและต่อเนื่อง ดังนั้นการใช้เสียง White noise ที่มีถี่สม่ำเสมอคล้ายหรือเลียนแบบเสียงหัวใจแม่และอื่นๆ จึงทำให้ลูกทารกรู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศเดิม ทำให้ลูกเคลิ้มหลับหรือเงียบสงบลงได้

มาใช้ White noise กล่อมลูกนอน กันเถอะ
ปัจจุบันมีตัวช่วยมากมาย ที่สร้างเสียง White noise ให้ลูกน้อยทารกฟังได้ง่าย ช่วยให้คุณแม่กล่อมลูกด้วยเสียงดีๆ แก้ปัญหาหลับยากได้ แถมยังมีผลไม่ได้ช่วยแค่เด็กทารกเท่านั้น เพราะสามารถใช้เสียงดีๆ นี้ได้ทั้งกับเด็กโตและในผู้ใหญ่ เพื่อช่วยให้หลับได้ง่ายเช่นกัน
- สร้างเสียง White noise เอง เช่น เปิดพัดลมให้ได้ยินเสียงพัดลมพอเบาๆ เปิดซีดีเสียงน้ำตกไหลให้ลูกฟัง และเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าเช่น เครื่องดูดฝุ่น หรืออื่นๆ แต่วิธีการนี้อาจไม่ได้ยินเสียงที่สม่ำเสมอเท่าไร หรือบางครั้งเสียงเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่เราควบคุมไม่ได้ อาจไม่ได้ดังพอดี เสียงดังบ้างเงียบมาก หรือมีเสียงดังมากเกินไปจนทำให้ลูกไม่หลับ และยังอาจดังจนไปรบกวนคนในครอบครัวได้อีกด้วย
- ใช้เสียง White noise จาก App เพราะปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่เกือบทุกท่านจะใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นที่มีเสียง White noise มาเปิดให้ลูกฟังได้ ซึ่งไม่ว่าจะใช้โทรศัพท์ระบบ iOS หรือ Android ก็สามารถโหลดแอพมาแล้วเปิดให้ลูกฟังได้เลย ตัวอย่างแอพที่มีเสียง White noise เช่น White Noise Free, Baby White Noise Box แต่การใช้เสียง White noise ผ่านแอพฯ นั้น จะต้องเปิดให้ลูกฟังเป็นเวลาค่อนข้างนาน ก็อาจจะทำให้โทรศัพท์หรืออุปกรณ์ของคุณพ่อคุณแม่แบตหมดได้ และยังทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์เพื่อทำงานหรือติดต่อเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย
- ใช้เปลไกวไฟฟ้า/เปลไกวอัตโนมัติ ที่มี White noise สำหรับครอบครัวยุคใหม่แนะนำให้เลือกใช้เปลไกวไฟฟ้าหรือเปลไกวอัตโนมัติที่รวมทุกฟังก์ชั่นเพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายดาย สะวดก สบายใจ ประหยัดเวลาและคุ้มค่าไปพร้อมกัน

เปลไกวอัตโนมัติบางรุ่น มีเสียงประเภท White noise ประกอบเพื่อกล่อมลูกน้อยให้นอนหลับสนิท หลับได้เร็วและยาวนาน โดยมีเสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติให้เลือกถึง 8 แบบ ช่วยสร้างบรรยากาศการนอนหลับให้ลูกน้อยได้อย่างดี หรือแม้จะเป็นการนั่งเล่นนอนเล่น ก็เปิดเสียงดนตรีเพื่อพัฒนาและกระตุ้นการได้ยิน ให้ลูกน้อยเพลิดเพลิน สงบ มีสมาธิ ให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยิ่งขึ้น
และไม่ใช่แค่เสียงดนตรีที่ช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่ายและยาวนาน การใช้เปลไกวไฟฟ้ายังช่วยแกว่งไกวให้ลูกนอนสบายคล้ายการอยู่ในท้องแม่ เรียกได้ว่าซื้อครั้งเดียวสุดคุ้มค่า เพราะคุณพ่อคุณแม่จะได้ทั้งเปลนอนลูก แบบที่ไม่ต้องมานั่งไกวเอง เพราะเปลสามารถตั้งระดับการไกวและตั้งเวลาไกวเปลได้อัตโนมัติ พร้อมกับมีเสียง White noise กล่อมลูกน้อยให้เลือกมากมาย ให้ครอบครัวคุ้มค่าสะดวกสบายแบบ 2 in 1
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน 1 เดือน หันหน้าซ้ายขวา 2 เดือน ชันคอ 4 เดือน ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ 6 เดือน คว่ำหงายได้เอง 9 เดือน นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน 12 เดือน เกาะเดิน 15 เดือน เดินเองได้ 18 เดือน วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ 2 ปี เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า 3 ปี ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ 4 ปี ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว 5 […]
การเดินทางโดยรถยนต์เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของหลาย ๆ ครอบครัว การเลือกใช้คาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการปกป้องความปลอดภัยของลูกน้อยในทุกการเดินทาง และหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันคือ คาร์ซีทหมุนได้ หรือ คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา ซึ่งมาพร้อมกับฟังก์ชันการหมุน ที่ช่วยให้การติดตั้งและการย้ายลูกน้อยเข้า-ออกจากคาร์ซีททำได้ง่ายยิ่งขึ้น คาร์ซีทหมุนได้คืออะไร ? คาร์ซีทหมุนได้ คือ คาร์ซีทที่สามารถหมุนตัวได้รอบทิศทาง 360 องศา ทำให้คุณพ่อคุณแม่สามารถหมุนคาร์ซีทไปทางด้านข้าง หรือ หันไปทางประตูรถได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการติดตั้งคาร์ซีทและการย้ายลูกน้อยเข้า-ออกจากคาร์ซีทได้ง่ายขึ้นมาก คาร์ซีทหมุนได้จำเป็นไหม ช่วยให้สะดวกขึ้นอย่างไรบ้าง ? 1. คาร์ซีทหมุนได้ เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน : การหมุนได้ 360 องศาช่วยให้อุ้มลูกน้อยเข้า-ออกจากคาร์ซีทได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องมุดตัวหรือเอี้ยวตัวในพื้นที่แคบ ๆ ของรถ ช่วยลดความเสี่ยงที่ศีรษะจะไปกระแทกกับขอบประตูหรือพาลูกน้อยหกล้มได้เป็นอย่างดี 2. คาร์ซีทหมุนได้ รองรับการใช้งานในระยะยาว : คาร์ซีทหมุนได้สามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งการนั่งจากหันไปข้างหลัง (Rear-facing) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ไปจนถึงการหมุนหันไปข้างหน้า (Forward-facing) เมื่อเด็กโตขึ้นได้ โดยไม่ต้องติดตั้งใหม่ 3. สะดวกในการดูแลลูก : การหมุนคาร์ซีทไปทางด้านข้างจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกน้อยได้ง่ายขึ้น เช่น การเปลี่ยนผ้าอ้อม หรือการปลอบโยนเมื่อลูกร้องไห้งอแงได้เลย […]
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหารถเข็นเด็กพับได้ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ในปี 2025 มีตัวเลือกมากมายจนอาจทำให้เลือกลำบาก จากรุ่นพื้นฐานไปจนถึงรุ่นพรีเมียมที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี การเลือกรถเข็นเด็กพับได้ที่เหมาะสมจึงต้องคำนึงถึงความแข็งแรง ความสะดวกในการเข็น และฟีเจอร์ที่ตรงกับความต้องการของครอบครัว มาดูกันว่ามีตัวเลือกไหนบ้างที่น่าสนใจและคุ้มค่าสำหรับการลงทุน รถเข็นเด็กพับได้ ต่างจากรถเข็นเด็กทั่วไปอย่างไร รถเข็นเด็กพับได้มีจุดเด่นที่แตกต่างจากรถเข็นเด็กทั่วไปอย่างชัดเจน คือ ความสะดวกในการพับเก็บและพกพา น้ำหนักที่เบากว่า และขนาดที่กะทัดรัดเมื่อพับแล้ว ทำให้เหมาะสำหรับครอบครัวที่ชอบเดินทางหรือมีพื้นที่จำกัด ในขณะที่รถเข็นทั่วไปมักเน้นความแข็งแรงและฟีเจอร์ครบครัน แต่ขนาดใหญ่และเคลื่อนย้ายยาก วิธีการเลือกรถเข็นเด็กพับได้ การเลือกรถเข็นเด็กพับได้ให้เหมาะสมต้องพิจารณาหลายปัจจัยสำคัญ เพื่อให้ได้ตัวที่ตรงกับความต้องการและใช้งานได้ยาวนาน เลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยของเด็ก การเลือกรถเข็นเด็กพับได้ตามช่วงวัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะแต่ละวัยมีความต้องการที่แตกต่างกัน เลือกวัสดุที่แข็งแรง วัสดุที่ใช้ในการผลิตรถเข็นเด็กพับได้มีผลต่อความทนทานและความปลอดภัย ควรเลือกโครงอะลูมิเนียมผสมที่แข็งแรงทนต่อการบิดงอ เบาะที่มีสปริงและฟองน้ำคุณภาพดี ผ้าหุ้มเบาะที่ระบายอากาศได้ดี ล้อทำจากพลาสติก PU ที่ทนทานและลดแรงกระแทก และหลังคาที่ป้องกันแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกวัสดุคุณภาพจะช่วยให้รถเข็นเด็กพับได้ใช้งานได้นานและปลอดภัย เลือกที่มีมาตรฐานระดับสากล รถเข็นเด็กพับได้ที่ดีควรมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมระบบความปลอดภัยที่รัดกุม ระบบล็อกโครงรถเข็นที่มั่นคง เข็มขัดนิรภัยที่ใช้งานง่าย และระบบล็อกล้อหลังที่ป้องกันการลื่นไถล การมีมาตรฐานเหล่านี้จะช่วยให้มั่นใจในความปลอดภัยของลูกน้อย เลือกที่มีฟังก์ชันเพิ่มเติม ฟีเจอร์พิเศษของรถเข็นเด็กพับได้ที่น่าสนใจ ได้แก่ การปรับเอนได้หลายระดับ ระบบเข็นแบบ 2 ทิศทาง หลังคาพร้อมหน้าต่างระบายอากาศ และช่องเก็บของขนาดใหญ่ ฟังก์ชันเหล่านี้จะเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพการใช้งาน ทำให้รถเข็นเด็กพับได้ตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น แนะนำ 7 รถเข็นเด็กพับได้ คุณภาพดีจาก BabyGift […]
คุณแม่มือใหม่ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยลอกเป็นขุยหรือมีอาการแห้งสาก นั่นเป็นเพราะทารกผิวแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่อย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีดูแลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าแม่และเด็ก เข้าใจดีว่าการดูแลผิวบอบบางของลูกรักนั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้น และเสริมสร้างให้ผิวลูกน้อยแข็งแรง ทำไมผิวทารกถึงบอบบางและแห้งง่ายกว่าผู้ใหญ่ โครงสร้างชั้นผิวหนังของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่และมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้ผิวทารกสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทั้งยังไวต่อการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ สารเคมี หรือการเสียดสี โครงสร้างผิวบอบบางที่ไม่แข็งแรงนี้เองที่ทำให้ทารกผิวแห้ง และเกิดปัญหาผิวแห้งลอกได้มากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ทารกผิวแห้งและลอก อาการทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอก มักเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบดังนี้ สภาพอากาศหรือห้องแอร์ที่แห้ง การที่ลูกน้อยต้องอยู่ในห้องปรับอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน หรือการสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอกได้ง่ายมาก เพราะผิวที่บางอยู่แล้วไม่สามารถต้านทานการสูญเสียน้ำจากสภาพแวดล้อมที่แห้งได้ การอาบน้ำบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัดเกินไป การอาบน้ำที่นานเกินไป หรือการใช้น้ำอุ่นจัดถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ น้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่เคลือบผิวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น และทำให้ทารกผิวแห้งได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงการอาบน้ำในชีวิตประจำวันก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง เช่น สบู่ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ จะทำลายสมดุลและเกราะป้องกันของผิวบอบบางทารกอย่างรวดเร็ว […]
การนอนกรนของแม่ท้อง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เช่น ท้องโตขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การสูบฉีดเลือด ระบบไหลเวียนของเลือด รวมทั้งการเต้นของหัวใจ ซึ่งการสูบฉีดไหลเวียนเลือดที่มากขึ้น จะไปกระตุ้นเส้นเลือดในโพรงจมูก ทำให้มีภาวะบวมน้ำส่งผลให้เวลานอน จะรู้สึกหายใจไม่สะดวก และเกิดเสียงกรนนั่นเอง ประกอบกับลักษณะการนอนของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะนอนมากกว่าปกติ แต่ประสิทธิภาพ การนอนลดลง ช่วงหลับลึกและหลับฝันน้อยลง ทำให้ง่วงบ่อยและงีบในตอนกลางวัน ต่อมาช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน คุณแม่จึงจะเริ่มนอนเหมือนปกติ แต่ประสิทธิภาพการนอนจะยังไม่เหมือนเดิม ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม พอเข้า 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด อายุครรภ์ 6-9 เดือน คุณแม่จะนอนสั้นลง ประสิทธิภาพการนอนยิ่งแย่ลงไปอีกด้วย เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ และเป็นช่วงที่คุณแม่นอนกรนมากขึ้น ทั้งนอนกรนผิดปกติ หรือภาวะหยุดหัวใจขณะหลับก็จะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดนี้ด้วย แม้โอกาสเกิดขึ้นจะมีน้อยก็ตาม 6 ปัจจัยเสี่ยงภาวะหยุดหายใจเพิ่ม หากคุณแม่เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ต้องติดตามและเฝ้าสังเกตอาการตัวเอง เพื่อป้องกันและรักษาต่อไป โดยกลุ่มเสี่ยงมีปัจจัยดังนี้ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์จาก : พ.อ.(พ).ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชักและการนอนหลับผิดปกติ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก […]
เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam) เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]
