แม่ตั้งครรภ์ ท้องลาย สามารถจัดการได้

แม้ผู้หญิงจะตั้งครรภ์ ก็ต้องดูแลความสวย ความงาม และดูแลตัวเองอยู่เสมอ แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ตลอด เพราะตามธรรมชาติเค้าสร้างผู้หญิงขึ้นมาเพื่อเกิดมาตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตร โดยเฉพาะช่วง 9 เดือนที่ตั้งครรภ์ ร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด บางอย่างก็ไม่อยากให้เกิด โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณการแตกลายของบริเวณท้องนั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่กังวลเป็นอย่างมาก แต่วิธีป้องกันคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท้องเราเกิดแตกลายขึ้นมาแล้วจะแก้ไขอย่างไรดี

ท้องลาย หรือ รอยผิวแตกลาย เป็นเส้นที่ปรากฏบริเวณผิวหนังหน้าท้อง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับการขยายขนาดของหน้าท้องอย่างรวดเร็ว รอยแตกลายจะเป็นริ้วสีขาว สีชมพู สีแดง สีม่วง หรือสีน้ำตาล ตามแต่สภาพผิวหนัง ความตึงของผิวหนังบริเวณนั้น ของแต่ละคน

สาเหตุท้องลาย

ท้องลาย เป็นการฉีกขาดของผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากการขยายขนาดของท้องทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นลึกลงไป จึงเห็นเป็นลายเข้ม ต่อมาเส้นเลือดหดตัวจึงเห็นพื้นที่ขาวมากขึ้น โดยท้องลายเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ท้องลายเป็นเพียงรอยแตกลายที่เกิดขึ้นและจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่สามารถกำจัดรอยที่เคยมีออกไปได้ทั้งหมด หรือเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

ทางออกในการแก้ปัญหาท้องลาย

1. ควบคุมอาหาร

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรควบคุมเรื่องอาหาร ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งคุณแม่และลูกน้อย ไม่ควรกินอาหารที่เพิ่มน้ำหนักมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังบริเวณท้องขยายเร็ว เกิดการแตกลายได้ง่ายขึ้น

2. ออกกำลังกาย

คุณแม่ตั้งครรภ์ควรแบ่งเวลาในการออกกำลังกาย เพื่อสร้างความแข็งแรง ยืดหยุ่นของผิวหนัง โดยอาจจะเป็นการเดินหรือโยคะเบาๆสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ก็ได้

3. หากเริ่มมีรอยหน้าท้องแตกลาย

ไม่ควรเกา เพราะการเกาจะทำให้เกิดการแตกลายเพิ่มมากขึ้น ถ้าเกิดคุณแม่ตั้งครรภ์คันมากๆแนะนำให้เปลี่ยนจากการเกาเป็นการใช้มือลูบเบา ๆ บริเวณที่คัน เหมือนกับการลูบคุยกับลูกในท้อง ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกอีกด้วย

4. การใช้ครีม เจล หรือครีมบำรุงผิว

คุณแม่ควรเตรียมความพร้อมของผิวหนังของคุณแม่ให้สามารถรับมือการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของลูกน้อย โดยควรเริ่มการทาครีมให้เร็วที่สุด  คือตั้งแต่เมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ก็ควรทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้นและยืดหยุ่น ที่สำคัญควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ครีมและโลชั่นที่ปราศจากวิตามินเอสำหรับคนท้องโดยเฉพาะ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ เช่น ครีมที่มีส่วนผสมของ โกโก้บัตเตอร์ อาแกนออยล์ วิตามินอี เชียร์บัตเตอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิว ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผิวเพื่อรองรับการขยายของหน้าท้องอย่างรวดเร็วและมีความปลอดภัยต่อทารกในครรภ์ และไม่ควรมีส่วนผสมของไวเทนนิ่งเพราะอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

5. การใช้บอดี้ออยล์บำรุงผิว (Body oil)

บอดี้ออยล์จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้เป็นอย่างดี แต่ควรเลือกใช้บอดี้ออยล์ที่ไม่มีส่วนผสมของ Mineral oil ที่ผลิตมาจากน้ำมันปิโตรเลียม โดยหันมาใช้บอดี้ออยล์ที่สกัดมาจากธรรมชาติ เช่น Rosehip Oil จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่มีริ้วรอยแตกลายให้จางลงอย่างรวดเร็วหรือ Sesame Oil ที่จะช่วยให้ผิวกายกระชับ ชุ่มชื่น และยืดหยุ่นขึ้น

6. การปกปิดรอย

คุณแม่ท่านไหนที่กังวลรอยแตกลาย ถึงเวลาต้องออกงานสังคม จำเป็นที่ต้องโชว์สัดส่วน ก็ควรเลือกใช้ครีมรองพื้นหรือเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ และไม่มีสารเคมีอันตราย หาซื้อได้ตามร้านขายยาและร้านค้าชั้นนำทั่วไป ใช้ทาปกปิดผิวได้ในบริเวณที่มีรอยแตกลายขนาดเล็ก

7. หลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่นจัด

ควรอาบน้ำธรรมดาในอุณหภูมิปกติ เพราะการอาบน้ำอุ่นจะทำให้ผิวของเราแห้ง แตกเป็นขุยเพราะขาดความชุ่มชื้น เกิดอาการคันได้ง่าย โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว แนะนำคุณแม่ตั้งครรภ์ควรอาบน้ำในอุณหภูมิปกติ จะลดการเกิดรอยแตกลายได้ดี

8. การใช้เทคนิคทางการแพทย์

ไม่ว่าจะเป็นการเลเซอร์ การกรอผิว หรือศัลยกรรมตกแต่ง ก็ถือเป็นทางออกของที่ดีของคุณแม่ทุกๆ คน แต่การรักษาวิธีเหล่านี้มักจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และต้องใช้เครื่องมือทางการแพทย์ และใช้เวลาในการรักษาค่อนข้างนานเพื่อให้ผิวหนังกลับมาสู่ปกติเหมือนเดิม ดังนั้นถ้าคุณแม่หลายๆ ท่านที่สนใจวิธีการใช้เทคนิคทางการแพทย์นี้ ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าควรทำเวลาไหนถึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

แต่สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ท่านใดที่กังวลเรื่องท้องลายแต่ยังไม่เกิดสามารถป้องกันไว้ได้ โดยควรรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารตามที่ร่างกายคนท้องต้องการตามปกติ แต่ต้องควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมพอดีด้วย ในด้านของอาหารและโภชนาการ ผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถศึกษาข้อมูลพร้อมปรึกษาแพทย์ได้ตลอดการตั้งครรภ์ เพราะนอกจากควบคุมอาการท้องลายแล้ว โภชนาการที่ดีจะส่งเสริมสุขภาพของทั้งแม่และเด็กในครรภ์ในเวลาเดียวกันได้ดีอีกด้วย เพราะความสวยรอไม่ได้ ยิ่งคุณแม่มีลูกแล้วก็ต้องสวยเป๊ะตลอดเวลานะจ๊ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สิ่งแรกๆ ที่คุณแม่ส่วนใหญ่นึกถึงก็คือเรื่องของการคลอดใช่มั้ยล่ะคะ ส่วนวิธีการคลอดนั้น ก็อย่างที่คุณแม่ทราบกันดีว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ก็คือการคลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอดค่ะ เราลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าสองวิธีนี้ต่างกันยังไงบ้าง การคลอดธรรมชาติคืออะไร มีอะไรที่ต้องกังวลบ้าง? การคลอดธรรมชาติก็คือการที่คุณแม่เบ่งลูกน้อยออกมาทางช่องคลอด ซึ่งการคลอดแบบนี้คุณแม่จะต้องรอให้มีน้ำเดินหรือเจ็บท้องคลอด รวมถึงปากมดลูกเปิดมากพอที่จะทำการคลอดได้นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่จะเจ็บท้องคลอดกันที่ช่วง 37-40 สัปดาห์ค่ะ การคลอดธรรมชาติมักเป็นที่นิยมเพราะคุณแม่ส่วนใหญ่ก็อยากมีประสบการณ์ อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดในการเบ่งคลอด แถมยังมีราคาถูกกว่าผ่าคลอดอีกด้วยนะ แม้ว่าการคลอดธรรมชาติจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย แผลหายเร็ว และคุณแม่ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ก็มีหลายปัจจัยที่คุณแม่ควรทราบกันไว้ซักนิดนึงน้า ปัจจัยที่อาจทำให้การคลอดธรรมชาติไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเสมอไป 1. ลูกไม่กลับหัว ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการคลอดธรรมชาติ และมักจะจบลงด้วยการที่คุณหมอเปลี่ยนไปเป็นผ่าคลอดแทนค่ะ โดยปกติ เวลาที่จะคลอด ลูกน้อยจะต้องกลับหัวเพื่อใช้หัวดันออกมาจากช่องคลอด มีทารกบางรายที่ไม่ยอมกลับหัว หรืออาจจะกลับหัวผิดตำแหน่ง ทำให้คุณหมอไม่สามารถทำคลอดได้ 2. คุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น แรงเบ่งนั้นมีความสำคัญกับการคลอดธรรมชาติมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะถ้าคุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น ลูกน้อยก็จะไม่สามารถคลอดออกมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงนะ เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่คุณแม่ไปฝากครรภ์ เค้าจะมีการอบรม สอนวิธีการเบ่ง การหายใจ เพื่อให้คุณแม่สามารถเบ่งได้อย่างถูกวิธีค่ะ 3. คุณแม่มีโรคประจำตัว โรคประจำตัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น โรคเบาหวาน […]

พัฒนาการของเด็ก แบ่งได้หลายแบบ โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้านใหญ่ๆ คือ เด็กปกติทั่วไปจะมีลำดับขั้นของพัฒนาการใกล้เคียงกัน ถ้าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าเกิน 6 เดือนขึ้นไป ถือว่ามีความผิดปกติบางอย่างที่ต้องรีบช่วยเหลือ และกระตุ้นพัฒนาการอย่างเร็วที่สุด พัฒนาการปกติในแต่ละช่วงวัยเป็นดังนี้ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ (Gross Motor Development) ช่วงวัย พัฒนาการ แรกเกิด  งอแขนขา, เคลื่อนไหวเท่ากัน 2 ด้าน  1 เดือน  หันหน้าซ้ายขวา  2 เดือน  ชันคอ  4 เดือน  ยกแขนดันตัวชูขึ้นในท่าคว่ำ  6 เดือน  คว่ำหงายได้เอง  9 เดือน  นั่งได้มั่นคง, คลาน, เกาะยืน  12 เดือน  เกาะเดิน  15 เดือน  เดินเองได้  18 เดือน  วิ่ง, ยืนก้มเก็บของ  2 ปี  เตะลูกบอล, กระโดด 2 เท้า  3 ปี  ขึ้นบันไดสลับเท้า, ถีบรถ 3 ล้อ  4 ปี  ลงบันไดสลับเท้า, กระโดดขาเดียว  5 […]

อาการลูกแหวะนมเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด แต่คุณแม่หลายท่านอาจกังวลว่าความถี่แบบไหนที่เรียกว่าปกติ หรือแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนของโรค การทำความเข้าใจสาเหตุที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไร จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่รับมือได้อย่างถูกวิธี เพื่อให้เจ้าตัวน้อยเติบโตอย่างมีความสุขและสบายตัวในทุกมื้ออาหาร สาเหตุหลักที่ทำให้ลูกแหวะนม และอาการที่ต้องระวัง แม้การที่ลูกแหวะนมจะดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งสำคัญคือการแยกให้ออกระหว่างพัฒนาการตามวัยกับการเจ็บป่วย โดยคุณแม่ต้องสังเกตทั้งปริมาณความถี่ พฤติกรรมการกิน และสัญญาณความผิดปกติอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวของลูกน้อย ระบบย่อยอาหารทารกและการทำงานของหูรูดกระเพาะ สาเหตุส่วนใหญ่ที่ลูกแหวะนมเกิดจากอะไรนั้นมาจากกล้ามเนื้อหูรูดส่วนปลายของหลอดอาหารที่ยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์ในช่วง 4 เดือนแรก ประกอบกับกระเพาะอาหารของทารกยังมีขนาดเล็กมาก เมื่อรับน้ำนมในปริมาณที่มากเกินไป น้ำนมจึงไหลย้อนกลับออกมาได้ง่ายนั่นเอง สัญญาณเตือนภาวะกรดไหลย้อนหรืออาการแพ้นมวัว หากลูกแหวะนมบ่อยเกินไปร่วมกับอาการร้องงอแง ปฏิเสธการดูดนม หรือน้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน (GERD) หรือการแพ้นมวัว ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตว่ามีผื่นขึ้นหรือถ่ายผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่ หากมีอาการเหล่านี้ควรพาลูกน้อยไปพบกุมารแพทย์ทันที 9 เทคนิคช่วยลดอาการลูกแหวะนม ให้ลูกน้อยสบายตัว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการให้นมสามารถช่วยลดอาการลูกแหวะนมได้ในหลายกรณี โดยคุณแม่สามารถนำ 9 เทคนิคนี้ไปปรับใช้เพื่อให้ลูกน้อยย่อยง่ายขึ้น 1. ป้อนนมก่อนลูกหิวจัดเพื่อลดการรีบทานจนสำลัก เมื่อลูกหิวมากเกินไปจะทำให้เขารีบดูดนมอย่างรวดเร็วและกลืนอากาศเข้าไปในกระเพาะปริมาณมาก ส่งผลให้เกิดแรงดันจนลูกแหวะนมออกมาได้ง่าย การให้ลูกกินนมในจังหวะที่เขายังไม่หิวจัดจึงช่วยลดโอกาสการเกิดแก๊สในท้องได้อย่างดี 2. ควบคุมจังหวะการให้นมอย่างใจเย็นไม่เร่งรีบเกินไป การรีบป้อนนมจะทำให้ลูกกลืนลมเข้าไปมากกว่าปกติ คุณแม่ควรค่อย ๆ ให้ลูกดูดนมอย่างช้า ๆ และหยุดพักเป็นระยะ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ทันจังหวะการกลืน ช่วยลดโอกาสที่น้ำนมจะล้นออกมาจนเกิดอาการลูกแหวะนมหลังมื้ออาหาร 3. จัดท่าศีรษะให้สูงกว่าลำตัวขณะลูกกำลังดูดนม ท่าทางมีผลอย่างมากต่อการเดินทางของน้ำนม คุณแม่ควรจัดให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเสมอขณะให้นม […]

เปลนอนทารก ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับทารก ที่ต้องเตรียมซื้อตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะทารกวัย 0-9 เดือน จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนและอยู่บนที่นอน ดังนั้น ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกเปลนอนทารกให้ลูกน้อย ควรเลือกดูจากหลาย ๆ ด้าน เช่น ความปลอดภัย การระบายอากาศ ฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงอายุการใช้งาน เพราะการเลือก เปลนอนทารก ที่ไม่เหมาะสมกับทารกอาจส่งผลถึงเสียถึงชีวิตของลูกน้อยได้ วิธีเลือกเปลนอนทารกให้ลูกน้อย  เปลนอนทารกมีกี่แบบ มีข้อดี ข้อเสีย อะไรบ้าง ?  1. เปลนอนทารก BEDSIDE CRIB แบบชิดเตียงแม่ เป็นเตียงสำหรับทารกแรกเกิด ที่มีฟังก์ชั่นเปิดด้านข้างเตียงเพื่อต่อชิดกับเตียงของคุณพ่อคุณแม่ได้ ทำให้สะดวกในการดูแลลูกน้อยมากขึ้น  ข้อดีเตียง Bedside Crib  ข้อเสียเตียง Bedside Crib  2. เตียงไม้ เป็นเตียงที่ถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแรง เน้นการใช้งานแบบคุ้มค่า ใช้ได้ในระยะยาวหลายปี สามารถรองรับน้ำหนักได้มาก  ข้อดีเตียงไม้  ข้อเสียเตียงไม้  3. เปลนอนทารกแบบ PLAYPEN เตียงนอนทารกปรับฟังก์ชั่นเป็นคอกกั้นให้ลูกน้อยได้ ฝึกพัฒนาการคลาน ยืน เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่ ข้อดี Playpen  ข้อเสีย Playpen  4. เปลไกวไฟฟ้า เป็นเตียงที่ได้ความนิยมมาก เพราะปรับการใช้งานได้หลายแบบ พร้อมไกวอัตโนมัติกล่อมลูกหลับได้ง่ายและสนิทมากขึ้น ถือว่าเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูกน้อยได้ดี ข้อดีเปลไกวไฟฟ้า  ข้อเสียเปลไกวไฟฟ้า  เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบถึงข้อดีและข้อแตกต่างของเปลทารกแต่ละประเภทแล้ว เบบี้ กิ๊ฟ มีเปลนอนทารกรุ่นขายดีที่สุด มาแนะนำคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ  […]

คาร์ซีท ( Car Seat ) หนึ่งในอุปกรณ์เพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์ ที่พ่อแม่ทุกคนควรให้ความสำคัญ ควรเตรียมไว้ให้กับลูกตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะในความเป็นจริง เราควรใช้คาร์ซีทตั้งแต่วันแรกที่พาลูกออกจากโรงพยาบาล เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทาง นอกจากนี้ร่างกายของเด็กในช่วงแรกเกิดก็ยังมีความบอบบางจึงต้องใส่ใจและได้รับการดูแลเป็นพิเศษ คาร์ซีทก็มีหลากหลายแบบ หลายประเภท แต่วันนี้ที่อยากจะชวนพ่อแม่ทุกคนมาดูกันคือ คาร์ซีทแรกเกิดหมุนได้ 360 องศา ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในคาร์ซีที่นิยมใช้เป็นอย่างมาก เพราะมีทั้งความปลอดภัย และมีความสะดวกสบายต่อการใช้งานเป็นอย่างมาก 4 เหตุผล ทำไมควรใช้คาร์ซีทหมุนได้ คาร์ซีทหมุนได้ เลือกแบบไหนดี การใช้คาร์ซีทให้ปลอดภัย คาร์ซีทหมุนได้ 7 รุ่น น่าใช้ โดนใจแม่ ประจำปี 2024 Ailebebe รุ่น Kurutto R The First จุดเด่น  การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40-100 cm. หรือ อายุ 0- 4 ปี  การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น  Ailebebe รุ่น Kurutto R […]

คุณแม่มือใหม่ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยลอกเป็นขุยหรือมีอาการแห้งสาก นั่นเป็นเพราะทารกผิวแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่อย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีดูแลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าแม่และเด็ก เข้าใจดีว่าการดูแลผิวบอบบางของลูกรักนั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้น และเสริมสร้างให้ผิวลูกน้อยแข็งแรง ทำไมผิวทารกถึงบอบบางและแห้งง่ายกว่าผู้ใหญ่ โครงสร้างชั้นผิวหนังของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่และมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้ผิวทารกสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทั้งยังไวต่อการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ สารเคมี หรือการเสียดสี โครงสร้างผิวบอบบางที่ไม่แข็งแรงนี้เองที่ทำให้ทารกผิวแห้ง และเกิดปัญหาผิวแห้งลอกได้มากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ทารกผิวแห้งและลอก อาการทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอก มักเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบดังนี้ สภาพอากาศหรือห้องแอร์ที่แห้ง การที่ลูกน้อยต้องอยู่ในห้องปรับอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน หรือการสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอกได้ง่ายมาก เพราะผิวที่บางอยู่แล้วไม่สามารถต้านทานการสูญเสียน้ำจากสภาพแวดล้อมที่แห้งได้ การอาบน้ำบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัดเกินไป การอาบน้ำที่นานเกินไป หรือการใช้น้ำอุ่นจัดถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ น้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่เคลือบผิวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น และทำให้ทารกผิวแห้งได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงการอาบน้ำในชีวิตประจำวันก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง เช่น สบู่ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ จะทำลายสมดุลและเกราะป้องกันของผิวบอบบางทารกอย่างรวดเร็ว […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event