ลูกติดมือ อุุ้มลูกบ่อยๆ ดีมั้ย

อุ้มลูกบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่า “ลูกติดมือ”

         ลูกติดมือ พฤติกรรมแบบนี้เกิดจากการอุ้มลูกบ่อย แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเด็กถึงอยากให้อุ้ม เด็กแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ช่วงนี้เด็กจะยังชินกับการอยู่ในท้องของคุณแม่ที่เคลื่อนไหวตลอด มีความอบอุ่น และได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ตลอดเวลา การอุ้ม การสัมผัส จะช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หลังจากออกมาจากครรภ์ของแม่ เพราะการอุ้มเป็นการทำให้เค้ากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงเหมือนอยู่ในครรภ์ของแม่ ทำให้เค้าหยุดร้องไห้ รู้สึกปลอดภัยจากการได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกพ่อแม่ จึงทำให้เด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่บ่อยๆ 

         ซึ่งจากบทความของโรงพยาบาลเปาโลได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “ ช่วงเด็กทารกวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน จะเป็นวัยที่หากเขาต้องการสื่อสารอะไรกับคนอื่นก็จะใช้วิธีการร้องไห้เท่านั้น ซึ่งเมื่อร้องไห้คุณแม่หรือคนเลี้ยงส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าไปอุ้ม ซึ่งจริง ๆ การอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่เป็นการตามใจจนทำให้เขาติดมือได้ แต่ความจริงการอุ้มยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เด็กรู้สึกผูกพันกับคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่ามีคนคอยดูแลเขา ทำให้เขาหายกลัวหายกังวล และเมื่อเขารู้สึกเช่นนี้พออายุมากขึ้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และทำให้เขาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีไม่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงจนเกินไป เพราะฉะนั้นการอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่ทำให้เกิดอาการติดมือ “ 

         เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนแรก ก็พยามอุ้มและอยู่ใกล้ชิดกับลูกให้มากที่สุด เพื่อที่ลูกจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้โดยเร็ว ได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ พร้อมสร้างพัมนาการที่ดี ที่จะส่งผลดีต่อลูกในอนาคต แต่หลังจาก 6 เดือนไปแล้วต้อง ช่วงที่ลูกเริ่มสื่อสาร และรับรู้เรื่องราวต่างๆได้ดีขึ้น พ่อแม่และลูกต้องปรับตัว อุ้มลูกให้น้อยลง สอนลูกให้รู้จักรอ และไม่ตามใจลูก เพื่อสร้างนิสัยที่ดีแก่ลูกของพ่อแม่ทุกคนในอนาคตค่ะ

อันตรายที่ซ่อนอยู่จากการอุ้มลูกบ่อยๆ

         การที่พ่อแม่อุ้มลูกมีประโยชน์ในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกได้ก็จริง แต่ก็มีสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรระวังไว้อยู่ด้วย เพราะการอุ้มลูกบ่อยเกินไปยังเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของพ่อแม่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังจากการที่ต้องอุ้มลูกเป็นเวลานาน อาการพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ และเอ็นข้อมืออักเสบ ที่เกิดจากการใช้งานข้อมือมากๆ (อ่านเพิ่มเติม : โรคเอ็นข้อมืออักเสบ)

         สำคัญที่สุดพ่อแม่มือใหม่หลายๆคน มักจะอุ้มลูกอยู่ในท่าทีผิด ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อลูก และส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านร่างกายของลูกในอนาคต เพราะฉะนั้นพ่อแม่ทุกคน ก็ควรระวังในเรื่องนี้ด้วยค่ะ 

อุ้มลูก ดีอย่างไร

          หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงคิดว่า แล้วเราควรจะอุ้มลูกดีไหม ในความเป็นจริงการอุ้มลูกถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก เพราะระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ เด็กจะถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นของแม่ตลอดเวลา ทำให้หลังคลอดเด็กจะรู้สึกถึงความปลอดภัย และได้รับความอบอุ่นจากการอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ดังนั้น ในช่วงแรกเกิดเด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่เสมอ แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว การอุ้มลูกยังมีข้อดีในด้านอื่นๆอีกด้วย ที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆของลูกในอนาคต

  1. การอุ้มลูกจะช่วยให้ลูกปรับอุณหภูมิร่างกายได้ดีขึ้น
    ในช่วงแรกเกิดร่างกายของเด็กจะมีร่างกายที่บอบบาง ระบบต่างๆของร่างกายยังไม่พัฒนาจนแข็งแรง โดยเฉพาะระบบการปรับอุณหภูมิของร่างกาย การสัมผัส การอุ้ม ทำให้ทารกจะได้สัมผัส รับรู้ถึงอุณหภูิมร่างกายของพ่อแม่ ได้รับความอบอุ่นจากร่างกาย
  2. เด็กจะรู้สึกมีความมั่นคงทางอารมณ์
    จากงานวิจัยของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ ทำให้รู้ว่า เด็กจะรับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ ความรัก ทำให้การที่พ่อแม่อยู่ใกล้ชิดกับลูก อุ้มลูกบ่อยๆ หรือแสดงความรักต่อลูก ไม่เพียงทำให้ลูกมีความสุข และอุ่นใจ แต่ยังเป็นการวางพื้นฐานการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นในอนาคตด้วย
  3. เด็กมีพัฒนาการที่ดี
    เด็กที่ได้รับการสัมผัสมากพอ เซลล์สมองจะเติบโตและขยายตัว ประสาทสัมผัสจะว่องไว เรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่มีคนอุ้ม หรือได้รับการสัมผัส ซึ่งจากการทดลองของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ เกี่ยวกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด พบว่าเด็กที่มีพ่อแม่กับคนดูแลอุ้มบ่อยๆ จะตอบสนองกับการสัมผัสได้ดีมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีคนดูแล ไม่มีคนคอยอุ้ม
  4. ปอดและหัวใจแข็งแรง
    การอุ้มลูกน้อยไว้ในอกนั้น ความใกล้ชิดจะทำให้เจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะอย่างชัดเจน จึงทำให้เขามีการหายใจที่เป็นจังหวะไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นของคุณแม่ จึงทำให้ปอดและหัวใจของเขาพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย เพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
  5. สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดี
    จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Columbia ที่ศึกษาถึง อิทธิพลของความรักและการเอาใจใส่จากแม่ลิงที่มีต่อพฤติกรรมของลูกลิงเมื่อโตขึ้น พบว่า ลูกลิงที่ได้รับการสัมผัส ดูแลจากแม่ลิงบ่อยๆในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต จะมีความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีกว่าลูกลิงที่ไม่ได้รับการสัมผัสจากแม่

ตัวช่วยที่จะทำให้การอุ้มลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

         อย่างที่บอกไปในตอนต้น ว่านอกจากการอุ้มลูกจะมีข้อดีอยู่หลายข้อแล้ว ก็ยังมีข้อที่ควรพึงระวังด้วย การอุ้มลูกที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะ พ่อแม่ก็มักจะเกิดอาการปวดเมื่อย อุ้มลูกตลอดเวลาไม่ได้ ถึงพ่อแม่จะอยากอุ้มลูกก็ตาม และพ่อแม่มือใหม่บางคนที่ยังอุ้มลูกไม่เป็น อาจจะอุ้มลูกอยู่ในท่าที่ผิด ทำให้เป็นอันตรายต่อลูก เพราะฉะนั้นการมีตัวช่วยอย่าง “ เป้อุ้ม ” ที่ช่วยให้ลดภาระจากน้ำหนักตัว และทำให้อุ้มลูกอยู่ในท่าทีถูกตัองที่สุดก็จะช่วยลดภาระและข้อกังวลของพ่อแม่ได้เป็นอย่างมาก

แนะนำเป้อุ้มดีๆ ที่จะช่วยให้การอุ้มลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

1. เป้อุ้มเด็ก Made in Korea รุ่น Haenim 9 Plus

  • ปรับใช้งานได้ 9 รูปแบบ ตอบโจทย์ทุกกิจกรรม
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ
  • ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ของเด็กทารก
  • สายสะพายบริเวณบ่า ช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้เกิดอาการเจ็บ และไม่ทำให้อุ้มลูกนานๆแล้วเกิดอาการปวดเมื่อยจนเกินไป
  • แถบคาดเอวที่หนาพิเศษช่วยพยุงหลัง ลดอาการปวดเมื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เบาะนั่งถูกออกแบบมาอย่างพิเศษ มีลักษณะโค้งมนเข้าหาตัวผู้อุ้มทำให้น้ำหนักของตัวเด็กรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวผู้อุ้ม ตัวเด็กไมรั้งไปด้านหน้าที่ทำให้พ่อแม่ เกิดอาการปวดเมื่อยจากการอุ้ม และอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  • Newborn Support ช่วยทำให้อุ้มลูกได้แบบ Hands Free ได้ตั้งแต่แรกเกิด ทำให้พ่อแม่สามารถทำกิจกรรมพร่อมกับอยู่ใกล้ชิดกับลูกได้ตลอดเวลา
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ผ่านมาตรฐานการรับรองจากสถาบันจากเกาหลี KC Standard

2. เป้อุ้มเด็ก Made in Korea รุ่น Haenim 9

  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ
  • พอพาสะดวก น้ำหนักเบา
  • ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ของเด็กทารก
  • สายสะพายบริเวณบ่า ช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้เกิดอาการเจ็บ และไม่ทำให้อุ้มลูกนานๆแล้วเกิดอาการปวดเมื่อยจนเกินไป
  • แถบคาดเอวที่หนาพิเศษช่วยพยุงหลัง ลดอาการปวดเมื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ผ่านมาตรฐานการรับรองจากสถาบันจากเกาหลี KC Standard

3. เป้อุ้มเด็ก No.5 Plus

  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี
  • ส่วนเสริมเด็กแรกเกิด New Born Support
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ที่ปรับขา 3 ระดับ 3-Steps Leg width control
  • ที่เสริมหลัง 4 ชั้น Waist Support belt
  • ชุดเป้อุ้มเด็กแบบออลอินวัน ALL-IN-ONE baby carrier ทำให้สามารถอุ้มทำให้อุ้มลูกได้แบบ Hands Free
  • ได้รับการรับรองจากสถาบัน International Hip Dysplasia (IHDI) ซึ่งรับรองได้ว่า เป้อุ้มของป๊อกเน่ย์ทุกรุ่น ใช้แล้ว ขาไม่โก่ง หลังไม่งอ

4. เป้อุ้มเด็ก No. 5

  • เนื้อผ้า Waterproof ที่ผสมระหว่าง Organic cotton + polyester อ่อนโยนต่อผิวเด็กและดูแลรักษาง่าย
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี
  • มีที่พยุงคอช่วยปกป้องศรีษะ
  • ผ้าโครงระบบระบายอากาศ สามารถม้วนเก็บได้
  • รับน้ำหนักได้ดีกว่าด้วยแถบพยุงหลังขนาดใหญ่ ทำให้อุ้มแล้วไม่ปวดเมื่อย

4. เป้อุ้มเด็ก Ergobaby รุ่น OMNI 360 Cool Air Mesh

  • รุ่น Cool Air Mesh ผ้าตาข่าย ช่วยระบายอากาศ
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม สามารถปรับขนาดของตัวเป้ให้เหมาะสมกับช่วงอายุได้ (0-48 เดือน)
  • ตัวเป้เป็นแบบ full function ทำให้อุ้มได้รอบตัว
  • เนื่องจากไม่มีการใช้โฟมเวลาอุ้ม เด็กจึงรู้สึกเหมือนอยู่ในถุงนอนทำให้หลับได้สบายกว่า และไม่กดหน้าท้องผู้อุ้มทำให้สามารถอุ้มได้นานกว่าเป้อุ้มทั่วไป
  • เบาะบริเวณหน้าท้องและหลังมีความหนา ทำให้กระจายน้ำหนักได้ดีกว่า ลดอาการปวดเมื่อยจากการอุ้มเป็นเวลานาน
  • ม้วนเก็บได้ง่าย พกพาได้ง่ายในทุกการเดินทาง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

“ครรภ์เป็นพิษ” หนึ่งในภาวะแทรกซ้อนอันตรายถึงชีวิตของคุณแม่ตั้งครรภ์ ถือเป็นภาวะไม่พึงประสงค์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นตัวคุณแม่เอง ครอบครัว รวมถึงคุณหมอสูติแพทย์ เนื่องจากหากคุณแม่ตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ค่อนข้างมาก โดยสถิติพบว่า10-15% ของคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เสียชีวิตเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษ และมีร้อยละ  2-8% ของสตรีตั้งครรภ์มีภาวะครรภ์เป็นพิษ (ข้อมูลจากรพ.บำรุงราษฎร์) ฉะนั้นเพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องมาเจอกับภาวะร้ายแรงนี้ ลองมาดูสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้ และเรียนรู้กันว่าจะทำอย่างไรเพื่อป้องกัน หรือตรวจเช็กเพื่อรักษาได้ทันท่วงที ให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยปลอดภัยสุขภาพดีได้จนหลังคลอด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะอันตรายในแม่ท้อง โดยภาวะครรภ์เป็นพิษที่มักพบส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีอายุครรภ์หลัง 20 สัปดาห์จนถึง 48 ชั่วโมงหลังคลอด แต่พบบ่อยคือหลังอายุครรภ์ 32 สัปดาห์ แม่ท้อง รู้ก่อนรักษาได้  ชวนคุณแม่มาสังเกตอาการและสัญญาณต่างๆ ที่บอกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที อาการหลักๆ ที่สำคัญแสดงถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ ได้แก่ การที่คุณแม่มี “ความดันโลหิตสูง” 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป  ร่วมกับตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะมากกว่า 300 มิลลิกรัมใน 24 ชั่วโมง  และคุณแม่มีอาการ “บวม” ผิดปกติที่คุณหมอตรวจแล้วว่าไม่ได้บวมเพราะเป็นโรคไตหรืออื่นๆ  รวมถึงมีอาการบวมที่มือ เท้าและใบหน้า ปวดศีรษะมาก  ตาพร่ามัว อาเจียน คลื่นไส้ […]

ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย พอรู้ข่าวดีว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์คงเกิดอาการดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความดีใจของคุณแม่ก็เกิดคำถามและความกังวลในหัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อยู่ตลอด หนึ่งในนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย คงอยากรู้สินะว่า ลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงเราตอนไหน และการได้ยินของลูกจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถสื่อสารในรูปแบบไหนได้บ้าง ที่จะช่วยการกระตุ้นให้ลูกน้อยได้รับรู้ เพราะคุณแม่ทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีกับลูกได้ดีอีกอย่างหนึ่ง บางทีเราเองก็จะเห็นคุณแม่หลายๆคน เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟังสไตล์โมซาส เผื่อลูกจะได้อารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็เล่านิทาน แต่จริงๆแล้วคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงตอนกี่เดือนกันแน่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มต้นอย่างไร คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยินของลูกน้อยอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ได้ เพราะจริงๆแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป และการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ อย่างมีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ 1. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการใช้น้ำเสียงปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ รวมถึงคุณแม่อาจจะเพิ่มการร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เข้าไปด้วยก็เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์แล้ว 2. เปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเพลงแนวไหน สามารถเปิดได้หมด ทั้ง โมสาร์ท คลาสสิก แจ๊ส ป๊อป ร็อค ลูกทุ่ง เพียงแค่ขอให้เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่รุนแรงเกินไป ก็ช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงจังหวะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเมื่อลูกได้ดิ้นและขยับตัวตามจังหวะดนตรีเพลง […]

การเป็นแม่มือใหม่อาจจะเป็นเรื่องที่ทั้งสนุกและท้าทายอย่างมาก สำหรับแม่มือใหม่หลายๆ คนที่เพิ่งมีลูกคนแรก ย่อมต้องเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้รู้สึกเครียดและสับสน แต่ไม่ต้องกังวล เพราะทุกปัญหามีวิธีการจัดการที่สามารถทำได้ทันที วันนี้เรามี 5 ปัญหาที่แม่มือใหม่เจอบ่อย พร้อมวิธีแก้ไขที่ได้ผลทันทีมาฝากค่ะ 1. ลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน หนึ่งในปัญหาที่แม่มือใหม่มักเจอบ่อยคือ ลูกไม่ยอมนอนตอนกลางคืน ตื่นบ่อย หรือร้องไห้จนทำให้แม่ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ นี่อาจเกิดจากการที่เด็กยังไม่คุ้นเคยกับการนอนตอนกลางคืน หรือยังปรับตัวไม่ได้กับตารางเวลา วิธีแก้ไข: 2. ลูกไม่ยอมกินนม/อาหารเสริม หลายๆ แม่มือใหม่มักจะพบว่า ลูกไม่ยอมกินนมแม่หรือนมขวด หรือแม้กระทั่งปฏิเสธอาหารเสริม แม้จะพยายามหลายครั้งแล้วก็ตาม วิธีแก้ไข: 3. ลูกร้องไห้ไม่หยุด หนึ่งในปัญหาที่ท้าทายมากสำหรับแม่มือใหม่คือการที่ลูกร้องไห้ไม่หยุด ซึ่งบางครั้งอาจทำให้แม่รู้สึกวิตกกังวลและไม่รู้วิธีการช่วยลูก วิธีแก้ไข: 4. ปัญหาน้ำนมไม่พอ แม่มือใหม่หลายคนจะมีความกังวลเรื่องน้ำนมไม่พอให้ลูกดื่ม ซึ่งอาจเกิดจากความเครียดหรือการให้นมไม่สม่ำเสมอ วิธีแก้ไข: 5. รู้สึกเครียดหรือเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก การเป็นแม่มือใหม่ที่ต้องดูแลลูกอย่างต่อเนื่องอาจทำให้เกิดความเครียดและรู้สึกเหนื่อยล้า ทำให้บางครั้งแม่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ดีพอ วิธีแก้ไข: บทสรุป ปัญหาที่แม่มือใหม่เจอบ่อยนั้นเป็นสิ่งที่สามารถจัดการได้ด้วยการมีความรู้และวิธีการที่ถูกต้อง อย่าลืมว่าการเลี้ยงลูกไม่ใช่การแข่งกับเวลา แต่คือการเรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมๆ กัน ไม่ต้องกังวลหรือเครียดเกินไป ขอให้แม่มือใหม่ทุกคนมีความสุขกับการเลี้ยงดูลูกอย่างเต็มที่ และรู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจที่ดีที่สุดเพื่อสุขภาพและความสุขของลูกค่ะ!

รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia สำหรับเด็กแรกเกิด – 3 ปี หรือน้ำหนัก 2.5 – 15 kg เพื่อความสุขแบบ Double ประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางที่สบายกว่าช่วยให้การเดินทางสำหรับคุณแม่และลูกน้อยเป็นเรื่องง่าย สะดวก สบาย ด้วยนวัตกรรมที่เหนือกว่า Function 1 : ลดแรงสั่นสะเทือนแบบ Double ด้วยระบบรองรับแรงกระแทกถึง 2 จุดระบบรองรับแรงกระแทกใต้ที่นั่ง และระบบรองรับแรงกระแทกที่ล้อ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 40% Function 2 : ระบายอากาศแบบ Double ด้วยเบาะรองนอน Silky Air และผ้าระบายอากาศทุกชั้นเบาะรองนอน ถักทอด้วยเส้นใย Silky Air มีความอ่อนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี ให้ความรู้สึกเบาสบายเมื่อสัมผัสกับผิวที่บอบบางของทารก Function 3 : ลดความอับชื้นแบบ Double ด้วยระบบ DoubleThermo Medical Sysem ช่วยระบายอากาศให้ความรู้สึกสบายตัวแผ่นฉนวนกันความร้อนพิเศษด้านหลัง ลดความร้อนสะสมบริเวณหลัง และลดอุณหภูมิของร่างกายลูกน้อยในขณะหลับได้ดี Function […]

รวมสุดยอดวิธี เลือกเป้อุ้มทารก เพราะเป้อุ้มเด็ก  เป็นเครื่องทุ่นแรงที่สำคัญยิ่งสำหรับคุณแม่  ที่เรียกได้ว่าคืออุปกรณ์คู่กายคู่ใจที่พาคุณแม่และลูกน้อยไปทำกิจวัตรด้วยกันได้เสมอ เป้อุ้มลูกนี้จึงเป็นหนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกประจำบ้านที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน ยิ่งเป็นครอบครัวเล็กที่คุณแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวไม่มีคนมาช่วยเลี้ยงลูก ในช่วงเวลาที่คุณพ่อไปทำงานนอกบ้าน  ยิ่งถือเป็นของใช้ที่จะช่วยให้คุณแม่ทำงานและกิจกรรมอื่นๆได้ พร้อมเลี้ยงลูกได้แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งในยุคสมัยที่การหาเงินได้ฝืดเคือง และข้าวของใช้ราคาสูงเช่นนี้ การเลือกซื้อเป้อุ้มลูกทั้งที เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่จะต้องพิจารณาอย่างถ้วนถี่ และเลือกใช้ให้คุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย แต่จะรู้ได้อย่างไร? ว่าเป้อุ้มเด็กแบบไหนดี ทนทานปลอดภัย ใช้งานได้นานจนลูกโต ลองมาอ่านเทคนิคดีๆ เหล่านี้กันเลย 1 ตอบโจทย์การใช้งาน การเลี้ยงลูกของครอบครัว นั่นคือการเลือกให้ตรงกับสไตล์การเลี้ยงลูกของครอบครัว การทำงานของคุณพ่อคุณแม่และการเดินทางของคนในบ้าน ซึ่งต้องคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ  ได้แก่  ขนาดของครอบครัวและคนช่วยเลี้ยงลูก เพราะหากเป็นครอบครัวเล็ก คุณแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว คุณพ่อไปทำงาน จำเป็นต้องใช้เป้อุ้มลูก สำหรับเวลาทำงานบ้าน ทำธุระหรือจำเป็นต้องออกไปซื้อของนอกบ้าน   แม้แต่เป็นครอบครัวใหญ่ อาจจะได้ใช้เวลาคุณแม่ต้องทำธุระ ผลัดกันใช้เวลาเดินทางไปข้างนอก  สิ่งของที่ใช้กับลูก เวลาที่ต้องพาลูกออกนอกบ้าน เพราะหากคุณพ่อคุณแม่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ไม่ต้องพกไปมาก การใช้เป้อุ้มเด็กก็จะทำให้สะดวก พ่อแม่ถือของใช้ และซื้อของได้สบาย ไม่ต้องใช้มืออุ้มหรือเข็นลูก หรือหากเวลาไปไหนที่ต้องใช้พื้นที่จำกัดการใช้เป้อุ้มเด็กก็จะไม่ต้องเปลืองพื้นที่เพราะพับเก็บได้ พกพาง่ายกว่ารถเข็น    การเดินทางของครอบครัว หมายถึงสังเกตการใช้ชีวิตของครอบครัวว่า ต้องออกไปต่างจังหวัด หรือไปเยี่ยมญาติบ่อยหรือเปล่า ใช้เวลาพาลูกออกนอกบ้านนานแค่ไหน หากต้องไปที่ไหนไม่นานนัก การใช้เป้อุ้มเด็กจะมีความคล่องตัวสะดวกกว่ารถเข็น  […]

การให้ลูกน้อยทารกนอนเปล เพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย และนอนหลับนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานในบ้านเรา  ซึ่งสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าก็ใช้เปลญวน เปลผ้าขาวม้า ผูกให้ลูกแล้วไกวนอน จนปัจจุบันการใช้เปลไกว ได้พัฒนาออกมามากมายหลายระบบ ทั้งระบบที่ต้องใช้แรงคนไกวหรือไกวมือ เปลไกวไฟฟ้า แบบมีล้อเคลื่อนที่ได้ เปลลูกกรงตั้งอยู่กับที่ และเปลไกวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลาและระดับการไกวได้อย่างแสนสะดวก แต่ก็เพราะการมีเปลไกวหลายระบบ หลายแบบให้คุณแม่เลือกในยุคนี้ ทำให้มีคำถามว่าควรจะเลือกเปลไกวแบบไหน แถมยังมีทั้งแบบที่ไกวไปด้านหน้า-หลัง และไกวแบบด้านข้างซ้าย-ขวา  จึงอยากจะรู้ว่าสองแบบนี้แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไรบ้าง ?  เราลองมาอ่านข้อมูลกันค่ะ ให้ลูกนอนเปลดีไหมนะ? ดีแน่ค่ะ…การให้ลูกเล็กนอนเปลมีข้อดีมากมาย เพราะมีข้อมูลบอกไว้ว่าการแกว่งของเปล จะทำให้ลูกน้อยเบบี๋รู้สึกสบาย อบอุ่นและผ่อนคลาย คล้ายกับตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณแม่  เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วยให้คุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอนหลับ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องอุ้มกล่อมลูกน้อยนานๆ ให้เมื่อยแขนหรือเดินจนเมื่อยขา  ช่วยทำให้ลูกนอนง่าย นอนหลับได้ยาวนาน  ลดอาการงอแงและไม่ทำให้ลูกน้อยเครียด  นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่า การให้ลูกนอนเปลไว สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ อาทิ ส่วนข้อเสียน่าจะมีเพียงแค่ลูกอาจจะติดการนอนเปล แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากคุณแม่มีเปลไกวที่เคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้  หรือบางท่านคิดว่าการให้ลูกนอนเปลจะทำให้ลูกหัวแบนอันนี้ก็แก้ได้ ด้วยการเมื่อลูกหลับอาจจะขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงข้าง และส่วนใหญ่การให้ลูกนอนเปลมักจะอยู่ในช่วงที่ลูกอายุไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้น เพราะพอลูกโตขึ้น ก็มักจะพลิกคว่ำหงายและปีนป่ายเปล จนเป็นอันตรายได้ เลือกเปลต้องดูให้ละเอียดทุกด้าน การเลือกเปลให้ลูกน้อยคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ การออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระเด็ก และการแกว่งไกวที่ปลอดภัย […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event