ลูกติดมือ อุุ้มลูกบ่อยๆ ดีมั้ย

อุ้มลูกบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่า “ลูกติดมือ”

         ลูกติดมือ พฤติกรรมแบบนี้เกิดจากการอุ้มลูกบ่อย แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเด็กถึงอยากให้อุ้ม เด็กแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ช่วงนี้เด็กจะยังชินกับการอยู่ในท้องของคุณแม่ที่เคลื่อนไหวตลอด มีความอบอุ่น และได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ตลอดเวลา การอุ้ม การสัมผัส จะช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หลังจากออกมาจากครรภ์ของแม่ เพราะการอุ้มเป็นการทำให้เค้ากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงเหมือนอยู่ในครรภ์ของแม่ ทำให้เค้าหยุดร้องไห้ รู้สึกปลอดภัยจากการได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกพ่อแม่ จึงทำให้เด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่บ่อยๆ 

         ซึ่งจากบทความของโรงพยาบาลเปาโลได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “ ช่วงเด็กทารกวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน จะเป็นวัยที่หากเขาต้องการสื่อสารอะไรกับคนอื่นก็จะใช้วิธีการร้องไห้เท่านั้น ซึ่งเมื่อร้องไห้คุณแม่หรือคนเลี้ยงส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าไปอุ้ม ซึ่งจริง ๆ การอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่เป็นการตามใจจนทำให้เขาติดมือได้ แต่ความจริงการอุ้มยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เด็กรู้สึกผูกพันกับคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่ามีคนคอยดูแลเขา ทำให้เขาหายกลัวหายกังวล และเมื่อเขารู้สึกเช่นนี้พออายุมากขึ้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และทำให้เขาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีไม่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงจนเกินไป เพราะฉะนั้นการอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่ทำให้เกิดอาการติดมือ “ 

         เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนแรก ก็พยามอุ้มและอยู่ใกล้ชิดกับลูกให้มากที่สุด เพื่อที่ลูกจะได้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้โดยเร็ว ได้สร้างสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ พร้อมสร้างพัมนาการที่ดี ที่จะส่งผลดีต่อลูกในอนาคต แต่หลังจาก 6 เดือนไปแล้วต้อง ช่วงที่ลูกเริ่มสื่อสาร และรับรู้เรื่องราวต่างๆได้ดีขึ้น พ่อแม่และลูกต้องปรับตัว อุ้มลูกให้น้อยลง สอนลูกให้รู้จักรอ และไม่ตามใจลูก เพื่อสร้างนิสัยที่ดีแก่ลูกของพ่อแม่ทุกคนในอนาคตค่ะ

อันตรายที่ซ่อนอยู่จากการอุ้มลูกบ่อยๆ

         การที่พ่อแม่อุ้มลูกมีประโยชน์ในการสร้างสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกได้ก็จริง แต่ก็มีสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนควรระวังไว้อยู่ด้วย เพราะการอุ้มลูกบ่อยเกินไปยังเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพของพ่อแม่อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดหลังจากการที่ต้องอุ้มลูกเป็นเวลานาน อาการพังผืดกดทับเส้นประสาทข้อมือ และเอ็นข้อมืออักเสบ ที่เกิดจากการใช้งานข้อมือมากๆ (อ่านเพิ่มเติม : โรคเอ็นข้อมืออักเสบ)

         สำคัญที่สุดพ่อแม่มือใหม่หลายๆคน มักจะอุ้มลูกอยู่ในท่าทีผิด ส่งผลให้เป็นอันตรายต่อลูก และส่งผลเสียต่อพัฒนาการด้านร่างกายของลูกในอนาคต เพราะฉะนั้นพ่อแม่ทุกคน ก็ควรระวังในเรื่องนี้ด้วยค่ะ 

อุ้มลูก ดีอย่างไร

          หลายท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ คงคิดว่า แล้วเราควรจะอุ้มลูกดีไหม ในความเป็นจริงการอุ้มลูกถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูก เพราะระหว่างที่เด็กอยู่ในครรภ์ เด็กจะถูกโอบล้อมด้วยความอบอุ่นของแม่ตลอดเวลา ทำให้หลังคลอดเด็กจะรู้สึกถึงความปลอดภัย และได้รับความอบอุ่นจากการอยู่ในอ้อมกอดของพ่อแม่ ดังนั้น ในช่วงแรกเกิดเด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่เสมอ แต่นอกจากเรื่องนี้แล้ว การอุ้มลูกยังมีข้อดีในด้านอื่นๆอีกด้วย ที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านต่างๆของลูกในอนาคต

  1. การอุ้มลูกจะช่วยให้ลูกปรับอุณหภูมิร่างกายได้ดีขึ้น
    ในช่วงแรกเกิดร่างกายของเด็กจะมีร่างกายที่บอบบาง ระบบต่างๆของร่างกายยังไม่พัฒนาจนแข็งแรง โดยเฉพาะระบบการปรับอุณหภูมิของร่างกาย การสัมผัส การอุ้ม ทำให้ทารกจะได้สัมผัส รับรู้ถึงอุณหภูิมร่างกายของพ่อแม่ ได้รับความอบอุ่นจากร่างกาย
  2. เด็กจะรู้สึกมีความมั่นคงทางอารมณ์
    จากงานวิจัยของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ ทำให้รู้ว่า เด็กจะรับรู้ได้ถึงความเอาใจใส่ ความรัก ทำให้การที่พ่อแม่อยู่ใกล้ชิดกับลูก อุ้มลูกบ่อยๆ หรือแสดงความรักต่อลูก ไม่เพียงทำให้ลูกมีความสุข และอุ่นใจ แต่ยังเป็นการวางพื้นฐานการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นในอนาคตด้วย
  3. เด็กมีพัฒนาการที่ดี
    เด็กที่ได้รับการสัมผัสมากพอ เซลล์สมองจะเติบโตและขยายตัว ประสาทสัมผัสจะว่องไว เรียนรู้ได้เร็วกว่าเด็กที่ไม่มีคนอุ้ม หรือได้รับการสัมผัส ซึ่งจากการทดลองของ Nationwide Children’s Hospital ในรัฐโอไฮโอ เกี่ยวกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด พบว่าเด็กที่มีพ่อแม่กับคนดูแลอุ้มบ่อยๆ จะตอบสนองกับการสัมผัสได้ดีมากกว่าเด็กที่ไม่ค่อยมีคนดูแล ไม่มีคนคอยอุ้ม
  4. ปอดและหัวใจแข็งแรง
    การอุ้มลูกน้อยไว้ในอกนั้น ความใกล้ชิดจะทำให้เจ้าตัวน้อยได้ยินเสียงหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะอย่างชัดเจน จึงทำให้เขามีการหายใจที่เป็นจังหวะไปพร้อมกับหัวใจที่เต้นของคุณแม่ จึงทำให้ปอดและหัวใจของเขาพัฒนาได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัย เพราะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย
  5. สามารถปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดี
    จากงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Columbia ที่ศึกษาถึง อิทธิพลของความรักและการเอาใจใส่จากแม่ลิงที่มีต่อพฤติกรรมของลูกลิงเมื่อโตขึ้น พบว่า ลูกลิงที่ได้รับการสัมผัส ดูแลจากแม่ลิงบ่อยๆในช่วงสัปดาห์แรกของชีวิต จะมีความสามารถในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดได้ดีกว่าลูกลิงที่ไม่ได้รับการสัมผัสจากแม่

ตัวช่วยที่จะทำให้การอุ้มลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

         อย่างที่บอกไปในตอนต้น ว่านอกจากการอุ้มลูกจะมีข้อดีอยู่หลายข้อแล้ว ก็ยังมีข้อที่ควรพึงระวังด้วย การอุ้มลูกที่มีน้ำหนักตัวค่อนข้างเยอะ พ่อแม่ก็มักจะเกิดอาการปวดเมื่อย อุ้มลูกตลอดเวลาไม่ได้ ถึงพ่อแม่จะอยากอุ้มลูกก็ตาม และพ่อแม่มือใหม่บางคนที่ยังอุ้มลูกไม่เป็น อาจจะอุ้มลูกอยู่ในท่าที่ผิด ทำให้เป็นอันตรายต่อลูก เพราะฉะนั้นการมีตัวช่วยอย่าง “ เป้อุ้ม ” ที่ช่วยให้ลดภาระจากน้ำหนักตัว และทำให้อุ้มลูกอยู่ในท่าทีถูกตัองที่สุดก็จะช่วยลดภาระและข้อกังวลของพ่อแม่ได้เป็นอย่างมาก

แนะนำเป้อุ้มดีๆ ที่จะช่วยให้การอุ้มลูกเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

1. เป้อุ้มเด็ก Made in Korea รุ่น Haenim 9 Plus

  • ปรับใช้งานได้ 9 รูปแบบ ตอบโจทย์ทุกกิจกรรม
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ
  • ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ของเด็กทารก
  • สายสะพายบริเวณบ่า ช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้เกิดอาการเจ็บ และไม่ทำให้อุ้มลูกนานๆแล้วเกิดอาการปวดเมื่อยจนเกินไป
  • แถบคาดเอวที่หนาพิเศษช่วยพยุงหลัง ลดอาการปวดเมื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เบาะนั่งถูกออกแบบมาอย่างพิเศษ มีลักษณะโค้งมนเข้าหาตัวผู้อุ้มทำให้น้ำหนักของตัวเด็กรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตัวผู้อุ้ม ตัวเด็กไมรั้งไปด้านหน้าที่ทำให้พ่อแม่ เกิดอาการปวดเมื่อยจากการอุ้ม และอาจทำให้เกิดอันตรายได้
  • Newborn Support ช่วยทำให้อุ้มลูกได้แบบ Hands Free ได้ตั้งแต่แรกเกิด ทำให้พ่อแม่สามารถทำกิจกรรมพร่อมกับอยู่ใกล้ชิดกับลูกได้ตลอดเวลา
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ผ่านมาตรฐานการรับรองจากสถาบันจากเกาหลี KC Standard

2. เป้อุ้มเด็ก Made in Korea รุ่น Haenim 9

  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด – 3 ขวบ
  • พอพาสะดวก น้ำหนักเบา
  • ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ของเด็กทารก
  • สายสะพายบริเวณบ่า ช่วยกระจายน้ำหนัก ไม่กดทับให้เกิดอาการเจ็บ และไม่ทำให้อุ้มลูกนานๆแล้วเกิดอาการปวดเมื่อยจนเกินไป
  • แถบคาดเอวที่หนาพิเศษช่วยพยุงหลัง ลดอาการปวดเมื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ผ่านมาตรฐานการรับรองจากสถาบันจากเกาหลี KC Standard

3. เป้อุ้มเด็ก No.5 Plus

  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี
  • ส่วนเสริมเด็กแรกเกิด New Born Support
  • ซิปไร้เสียง Noiseless Waist Belt
  • ที่ปรับขา 3 ระดับ 3-Steps Leg width control
  • ที่เสริมหลัง 4 ชั้น Waist Support belt
  • ชุดเป้อุ้มเด็กแบบออลอินวัน ALL-IN-ONE baby carrier ทำให้สามารถอุ้มทำให้อุ้มลูกได้แบบ Hands Free
  • ได้รับการรับรองจากสถาบัน International Hip Dysplasia (IHDI) ซึ่งรับรองได้ว่า เป้อุ้มของป๊อกเน่ย์ทุกรุ่น ใช้แล้ว ขาไม่โก่ง หลังไม่งอ

4. เป้อุ้มเด็ก No. 5

  • เนื้อผ้า Waterproof ที่ผสมระหว่าง Organic cotton + polyester อ่อนโยนต่อผิวเด็กและดูแลรักษาง่าย
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ปี
  • มีที่พยุงคอช่วยปกป้องศรีษะ
  • ผ้าโครงระบบระบายอากาศ สามารถม้วนเก็บได้
  • รับน้ำหนักได้ดีกว่าด้วยแถบพยุงหลังขนาดใหญ่ ทำให้อุ้มแล้วไม่ปวดเมื่อย

4. เป้อุ้มเด็ก Ergobaby รุ่น OMNI 360 Cool Air Mesh

  • รุ่น Cool Air Mesh ผ้าตาข่าย ช่วยระบายอากาศ
  • ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิดโดยไม่ต้องซื้ออุปกรณ์เสริมเพิ่มเติม สามารถปรับขนาดของตัวเป้ให้เหมาะสมกับช่วงอายุได้ (0-48 เดือน)
  • ตัวเป้เป็นแบบ full function ทำให้อุ้มได้รอบตัว
  • เนื่องจากไม่มีการใช้โฟมเวลาอุ้ม เด็กจึงรู้สึกเหมือนอยู่ในถุงนอนทำให้หลับได้สบายกว่า และไม่กดหน้าท้องผู้อุ้มทำให้สามารถอุ้มได้นานกว่าเป้อุ้มทั่วไป
  • เบาะบริเวณหน้าท้องและหลังมีความหนา ทำให้กระจายน้ำหนักได้ดีกว่า ลดอาการปวดเมื่อยจากการอุ้มเป็นเวลานาน
  • ม้วนเก็บได้ง่าย พกพาได้ง่ายในทุกการเดินทาง

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ไขข้อข้องใจที่ใครๆหลายๆคน พูดกันว่า ทำไม คาร์ซีท Ailebebe แพง ! มาดูกันสิว่าแพงเพราะอะไร แล้วที่ว่าแพงจริงหรือไม่ คาร์ซีท Ailebebe ทุกตัว จะถูกผลิตขึ้นจากโรงงานผู้ผลิตที่ญี่ปุ่นโดยตรง โดยมีแรงงานซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญสูง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานและค่าแรงสูงตามไปด้วย คาร์ซีท เหมือนกัน…แต่วัสดุภายในไม่เหมือนกันAilebebe เราไม่ได้เลือกใช้วัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย มาช่วยรองรับแรงกระแทกที่ต่างกัน…อ่านซักนิดก่อนซื้อ คาร์ซีท ให้ลูก ส่วนประกอบของ คาร์ซีท มาตรฐานความปลอดภัย การผลิต คาร์ซีท ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องตวามสะดวกหรือความถูกต้องในการติดตั้งเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดการเคลื่อนที่หน้า-หลังของ คาร์ซีท ในขณะเกิดอุบัติเหตุ ที่ส่งผลให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้อีกด้วย จึงมีการคิดค้นการติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX และ Belt ที่ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 ข้อ จึงเป็นที่มาของการแยกออกเป็น 2 รุ่นย่อย ดังนั้น คาร์ซีท Ailebebe ถึงราคาจะแพง แต่คุ้มค่า คุ้มเกินราคา เมื่อเปรียบเทียบกับนวัตกรรมด้านการปกป้อง ทั้งโครงสร้าง วัสดุรองรับแรงกระแทก และการติดตั้งมาตรฐานสากล กับความปลอดภัยในการเดินทางอย่างปลอดภัยของลูกน้อยที่คุณรัก

เครื่องผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค Blue Water นวัตกรรมการฆ่าเชื้อโรครูปแบบใหม่ ที่ใส่ใจในสุขภาพ และความคุ้มค่า จึงได้คิดค้นวิธีที่จะสามารถ “ผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค” เองได้ที่บ้านง่าย ๆ โดยเป็นสูตร Organic 100% เพียงมี “น้ำประปา เกลือ และเครื่อง Blue Water” ที่ทำหน้าที่ปล่อยประจุไฟฟ้า ส่งผ่านไปยังน้ำ ทำให้อะตอมของน้ำแตกตัว จนเกิดปฏิกิริยา Oxidation และเกิดเป็นสารประกอบใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ  ไฮโปคลอรัส เอซิส HOCl และ ไฮโปคลอไรท์ ไอออน OCl- ซึ่งกรดไฮโปคลอรัส คือกรดชนิดเดียวกันกับที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นมาได้เองในเม็ดเลือดขาว เพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในร่างกายนั่นเอง ซึ่งเมื่อนำน้ำที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water ไปตรวจวัดประสิทธิภาพที่สถาบันวิจัยนานาชาติ และได้ผลรับรองมาดังนี้ ผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่า น้ำเกลือฆ่าเชื้อที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water สามารถฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เป็นตัวต้นกำเนิดของโรคต่าง ๆ ได้ถึง 99.9% ภายในเวลา 30 วินาที นอกจากสามารถฆ่าเชื้อโรคได้แล้ว […]

การดูแลสุขอนามัยของลูกน้อยเป็นหัวใจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับปากของเบบี๋โดยตรง ในยุคที่เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ การเลือกที่อบขวดนมคุณภาพสูงจึงเป็นหนึ่งในลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างที่จำเป็นอย่างมาก วันนี้ BabyGift จะพาไปเจาะลึก 10 อันดับ เครื่องอบขวดนม รุ่นยอดฮิตที่จะมาตอบโจทย์ความสะอาดปลอดภัยในปี 2026 นี้ ทำไมต้องเลือกเครื่องอบขวดนม UV ในปัจจุบัน เครื่องอบขวดนมระบบ UV-C ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้สูงถึง 99.9% โดยไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเหมือนระบบไอน้ำแบบเดิม ข้อดีคือช่วยถนอมอายุการใช้งานของจุกนมและขวดนมพลาสติกไม่ให้ขุ่นมัวหรือเสื่อมสภาพเร็ว ที่สำคัญ ที่อบขวดนมระบบนี้ยังทำงานแบบแห้งสนิท ลดปัญหากลิ่นอับชื้นและการเกิดเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณแม่มั่นใจในความสะอาดได้ทุกครั้งที่ใช้งาน เครื่องอบฆ่าเชื้อ UV เหมาะกับใคร? แม้ว่า เครื่องอบขวดนมจะมีหลายระบบ แต่ระบบ UV นั้นถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความสะดวกสบาย ซึ่งเหมาะสำหรับ รวมสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องอบขวดนม ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ ที่อบขวดนม สักเครื่อง ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด แนะนำ 10 ที่อบขวดนม และเครื่องอบ UV รุ่นยอดนิยมประจำปี 2026 มาดูกันว่าในปี 2026 นี้ มีที่อบขวดนมรุ่นไหนบ้างที่ครองใจคุณพ่อคุณแม่และคุ้มค่ากับการลงทุน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย […]

ปัจจุบันเครื่องอบยูวีไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับฆ่าเชื้อขวดนมเท่านั้น แต่กลายเป็นตัวช่วยสำคัญในการดูแลความสะอาดของใช้เด็กในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงวัยแรกเกิดถึงวัยหัดคลานที่ลูกชอบหยิบทุกอย่างเข้าปาก บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าเครื่องอบยูวีคืออะไร จำเป็นแค่ไหน และอัปเดตรุ่นยอดนิยมที่คุณพ่อคุณแม่กำลังมองหาในปี 2026 เครื่องอบยูวี คืออะไร? เครื่องอบยูวี (UV Sterilizer) คืออุปกรณ์ที่ใช้แสง UV-C (Ultraviolet-C) ในการช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคบนพื้นผิวของใช้ต่าง ๆ เช่น ขวดนม จุกนม อุปกรณ์ปั๊มนม ของเล่นเด็ก ช้อนส้อมเด็ก แก้วน้ำ หน้ากากผ้า โดยแสง UV-C จะทำงานร่วมกับระบบอบแห้งหรือระบบลมหมุนเวียนภายในเครื่อง ช่วยลดความชื้นซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เชื้อโรคและเชื้อราสะสมได้ง่าย เครื่องอบยูวีต่างจากเครื่องนึ่งขวดนมอย่างไร? เครื่องนึ่งไอน้ำ เครื่องอบยูวี ใช้ไอน้ำร้อนฆ่าเชื้อ ใช้แสง UV-C เหมาะกับขวดนม ใช้ได้กับของใช้หลายประเภท ต้องรอให้แห้ง มีระบบอบแห้งในตัว เน้นใช้งานช่วงทารก ใช้ได้ยาวถึงวัยเด็ก ด้วยเหตุนี้หลายครอบครัวจึงเลือกใช้เครื่องอบยูวีต่อเนื่อง แม้ลูกจะโตเกินวัยใช้ขวดนมแล้วก็ตาม ปัญหาที่พ่อแม่ยุคใหม่เจอบ่อย ล้างสะอาดแล้ว แต่ยังไม่แห้งสนิท หลายบ้านล้างขวดนมสะอาดแล้ว แต่ยังมีหยดน้ำค้างอยู่ภายในขวด ซึ่งความชื้นเหล่านี้อาจก่อให้เกิดกลิ่นอับและเชื้อราได้ ของใช้ลูกมีหลายชิ้นเกินกว่าจะนึ่งทีละอย่าง ไม่ใช่แค่ขวดนมเท่านั้น แต่ยังมีกรวยปั๊มนม, จุกหลอก, ของเล่นกัดแทะ, ภาชนะอาหารเด็ก […]

เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์ สิ่งแรกๆ ที่คุณแม่ส่วนใหญ่นึกถึงก็คือเรื่องของการคลอดใช่มั้ยล่ะคะ ส่วนวิธีการคลอดนั้น ก็อย่างที่คุณแม่ทราบกันดีว่ามีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ก็คือการคลอดธรรมชาติกับการผ่าคลอดค่ะ เราลองเปรียบเทียบกันดูดีกว่าว่าสองวิธีนี้ต่างกันยังไงบ้าง การคลอดธรรมชาติคืออะไร มีอะไรที่ต้องกังวลบ้าง? การคลอดธรรมชาติก็คือการที่คุณแม่เบ่งลูกน้อยออกมาทางช่องคลอด ซึ่งการคลอดแบบนี้คุณแม่จะต้องรอให้มีน้ำเดินหรือเจ็บท้องคลอด รวมถึงปากมดลูกเปิดมากพอที่จะทำการคลอดได้นั่นเอง ส่วนใหญ่แล้ว คุณแม่จะเจ็บท้องคลอดกันที่ช่วง 37-40 สัปดาห์ค่ะ การคลอดธรรมชาติมักเป็นที่นิยมเพราะคุณแม่ส่วนใหญ่ก็อยากมีประสบการณ์ อยากรับรู้ถึงความเจ็บปวดในการเบ่งคลอด แถมยังมีราคาถูกกว่าผ่าคลอดอีกด้วยนะ แม้ว่าการคลอดธรรมชาติจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย แผลหายเร็ว และคุณแม่ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่ก็มีหลายปัจจัยที่คุณแม่ควรทราบกันไว้ซักนิดนึงน้า ปัจจัยที่อาจทำให้การคลอดธรรมชาติไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเสมอไป 1. ลูกไม่กลับหัว ปัจจัยนี้เป็นปัจจัยที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการคลอดธรรมชาติ และมักจะจบลงด้วยการที่คุณหมอเปลี่ยนไปเป็นผ่าคลอดแทนค่ะ โดยปกติ เวลาที่จะคลอด ลูกน้อยจะต้องกลับหัวเพื่อใช้หัวดันออกมาจากช่องคลอด มีทารกบางรายที่ไม่ยอมกลับหัว หรืออาจจะกลับหัวผิดตำแหน่ง ทำให้คุณหมอไม่สามารถทำคลอดได้ 2. คุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น แรงเบ่งนั้นมีความสำคัญกับการคลอดธรรมชาติมากๆ เลยล่ะค่ะ เพราะถ้าคุณแม่มีแรงเบ่งไม่พอ หรือเบ่งไม่เป็น ลูกน้อยก็จะไม่สามารถคลอดออกมาได้ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงนะ เพราะโรงพยาบาลส่วนใหญ่ที่คุณแม่ไปฝากครรภ์ เค้าจะมีการอบรม สอนวิธีการเบ่ง การหายใจ เพื่อให้คุณแม่สามารถเบ่งได้อย่างถูกวิธีค่ะ 3. คุณแม่มีโรคประจำตัว โรคประจำตัวก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่น โรคเบาหวาน […]

เมื่อรู้ว่าตัวเองก้าวเข้าสู่สถานะคุณแม่ตั้งครรภ์เต็มตัวแล้ว สิ่งแรกที่บรรดาแม่ๆ ทั้งหลายแอบกังวลอยู่ไม่น้อย คงจะหนีไม่พ้นเรื่องอาหารการกิน ที่เป็นเรื่องใกล้ตัวเรามากที่สุด เพราะจากประสบการณ์ตรงของการเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์แล้ว บรรดาเพื่อนสนิท คนใกล้ชิด มักจะวนเวียนมาถามว่า คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรกินอะไร หรือสามารถกินอะไรได้บ้าง ยิ่งถ้าไม่มีอาการแพ้ท้อง ถือว่าโชคดีสองชั้น อยากกินทุกอย่างที่ขวางหน้าแน่นอน หรือแพ้ท้องแล้วก็ดันอยากจะกินอาหารที่ไม่ควรกินอีก เพราะโน้นก็อร่อย นี่ก็ของชอบ ไม่รู้ว่ากินเข้าไปแล้วจะมีผลกระทบต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์รึเปล่า วันนี้คุณแม่เลยอยากจะแนะนำอาหารคุณแม่ตั้งครรภ์ท้องใหม่ไม่ควรรับประทานให้ฟังว่า 1. อาหารที่มีรสจัดคุณแม่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดมากๆ เพราะระบบย่อยอาหารจะผิดปกติไปจากเดิม การกินอาหารรสจัดๆ ไม่ว่าจะเผ็ดจัด เค็มจัด หวานจัด เปรี้ยวจัด จะทำให้มีโอกาสปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ นำไปสู่อาหารเป็นพิษได้ง่าย 2. อาหารที่ก่อโรคไหลย้อนในช่วงตั้งครรภ์ โอกาสที่คุณแม่จะเป็นโรคกรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้ง่าย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดกรดไหลย้อนโดยเฉพาะ อาหารทอด, อาหารจำพวกแป้งที่ต้องอุ่นซ้ำ, อาหารที่มีรสจัด, ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์, ชีส รวมถึงยาบางชนิด เช่น ยาขยายหลอดลม เป็นต้น 3. อาหารที่กินแล้วท้องผูกต้องบอกไว้ก่อนเลยว่า อาการท้องผูกกลายเป็นของคู่กันของคุณแม่ตั้งครรภ์ไปแล้ว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดริดสีดวงทวารได้ง่าย คุณแม่จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่ย่อยยาก หรือลดปริมาณการกินให้น้อยลง แล้วหันมารับประทานอาหารที่มีกากใยสูง อย่างผักและผลไม้แทน […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event