SIDS เตรียมตัวให้พร้อม เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย

          SIDS หรืออาการภาวะไหลตาย เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เด็กทารกแรกเกิดเสียชีวิต ถือเป็นอีกสิ่งที่คุณพ่อ และคุณแม่ควรให้ความใส่ใจ และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังกล่าว ทาง BABY GIFT EXPERT จึงอยากพาคุณพ่อ คุณแม่ทุกคน มาทำความเข้าใจกันว่า SIDS คืออะไร และสามารถป้องกันได้อย่างไร

SIDS คืออะไร

        นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ ได้อธิบายถึงภาวะ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) หรือภาวะไหลตายไว้ว่า เป็นภาวะเสียชีวิตขณะนอนหลับ เกิดขึ้นได้แม้ในทารกที่มีสุขภาพแข็งแรงดี พบบ่อยในช่วงอายุเด็กแรกเกิดถึง 1 ปี และพบบ่อยที่สุดในช่วงที่อายุ 2-4 เดือน โดยส่วนมากมักจะพบในเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง

สาเหตุของการเกิดภาวะ SIDS

        SIDS มีสาเหตุมาจากการกีดขวางการหายใจของทารกขณะนอนหลับ เช่น การจัดท่าให้ทารกนอนคว่ำ หรือนอนตะแคง การที่มีผ้าห่มหรือวัตถุนิ่มๆปิดหน้าทารกขณะนอนหลับ การถูกผู้ใหญ่นอนทับ เป็นต้น เนื่องจากทารกยังไม่สามารถเคลื่อนไหวศีรษะได้ดี ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้ คือ ทารกเกิดก่อนกำหนด ควันบุหรี่ และอุณหภูมิห้องนอนที่ร้อน ซึ่งอุณหภูมิห้องนอนที่เหมาะสมของทารกคือ 25-26 องศาเซลเซียส 

        แต่สาเหตุหลักๆที่เราจะเห็นกันบ่อยๆในปัจจุบันนั้น มาจากทารกนอนคว่ำหน้า มีผ้าห่ม หรือหมอนไปกดทบลูกน้อยไว้ ทำให้เด็กหายใจไม่สะดวกจนเกิดอาการไหลตาย ซึ่งคุณพ่อ คุณแม่ ถึงแม่จะระวังมากแค่ไหน แต่สาเหตุนี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นคุณพ่อ คุณแม่ ก็ควรที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์พวกที่นอน ผ้าห่ม หรือหมอน ที่สามารถระบายอากาศได้อย่างดี ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย

ภาวะ SIDS สามารถรักษาหรือป้องกันได้ไหม

        ในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาได้อย่าง 100% เพราะภาวะนี้มักจะเกิดจากการนอนหลับและเสียชีวิตไปโดยไม่สามารถรักษาได้ทันการณ์ แต่คุณพ่อ คุณแม่ที่เป็นกังวลกับภาวะไหลตาย สามารถหาวิธีป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดภาวะของลูกน้อยได้ ด้วยการทำวิธีการต่อไปนี้ค่ะ

1.พยายามให้ลูกน้อยนอนหงายหน้าอยู่เสมอ

        การที่ให้ลูกน้อยนอนหงายหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะไหลตายเพราะการนอนหงายหน้าของลูกน้อยจะช่วยให้ลูกน้อยหายใจได้อย่างสะดวก ระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ทำให้การนอนหงายหน้ามีความปลอดภัยกว่าการนอนตะแคง 2 เท่าและปลอดภัยกว่าการนอนคว่ำหน้าถึง 6 เท่า

2.หลีกเลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่

        ในความจริงแล้วภาวะไหลตายสามารถลดความเสี่ยงได้ตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ โดยที่คุณแม่ควรงดสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ เพราะมีงานวิจัยชี้ว่า คุณแม่ที่สูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์หลังจากที่คลอดแล้ว ทารกในครรภ์มีโอกาสเป็นภาวะไหลตายได้มากถึง 25 เปอร์เซ็นต์ และอาจมีปัญหาสุขภาพด้านอื่นๆอีกด้วย นอกจากนี้หลังจากลูกน้อยคลอดออกมาแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงจากควันบุหรี่มือสอง เพราะควันบุหรี่มีสารที่เป็นอันตรายกับร่างกายทั้งของแม่และทารกมากถึง 4,000 ชนิด และมี 60 ชนิด ที่เป็นสารที่ก่อให้เกิดภาวะมะเร็ง

3.จัดสภาพแวดล้อมรอบตัวของลูกน้อยให้มีความปลอดภัย

        การจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับลูกน้อย โดยเฉพาะบริเวณที่นอน จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะไหลตายได้ อาทิ

  • การเลือกใช้ที่นอนของลูกน้อย ควรเลือกที่นอนที่มีความแข็งแรง มีขนาดพอดี ไม่ใหญ่ไป หรือเล็กไป มีความนุ่มสบาย แต่ไม่ยวบ และที่สำคัญที่นอนของลูกน้อยควรจะสามารถระบายอากาศได้ดี ควรหลีกเลี่ยงการวางลูกน้อยบน ผ้าห่ม หมอน ที่ปกติคุณพ่อ คุณแม่ใช้ในการนอน
  • ที่นอนของลูกน้อย ไม่ควรนำของเล่น ผ้าห่ม หรือหมอน เข้ามาไว้ในที่นอนมากเกินไป เพราะของพวกนี้ จะทำให้ที่นอนของลูกน้อยระบายอากาศได้ไม่เต็มที่ หรือบางกรณีอาจจะไปทับตัวลูกน้อย ทำให้หายใจไม่สะดวก ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อลูกน้อยได้
  • อย่าปล่อยให้ลูกน้อยร้อนจนเกินไป อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า อุณหภูมิห้องนอนที่เหมาะสมของทารกคือ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นไม่ควรใส่เสื้อผ้าหลายๆชั้นให้กับลูกน้อย และควรหาที่นอนที่สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดีให้กับลูกน้อย

4.ทารกควรนอนในห้องเดียวกับคุณพ่อคุณแม่ แต่ไม่ควรนอนเตียงเดียวกัน

        สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากอยู่ใกล้ชิดกับลูกน้อย และเป็นกังวลในช่วงเวลากลางคืน ก็มักจะนำลูกน้อยมานอนบนเตียงหรือที่นอนเดียวกัน วิธีการนี้เป็นวิธีที่ควรหลีกเลี่ยงเป็นอย่างยิ่ง อาจเป็นอันตรายต่อลูกน้อยได้ เพราะที่นอนปกติ ส่วนมากไม่เหมาะสมกับวัยของทารกแรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการระบายอากาศ และความยืดหยุ่นของเนื้อผ้า แต่ก็ควรที่จะนำลูกน้อยมานอนอยุ่ในห้องเดียวกันกับคุณพ่อคุณแม่ เพื่อจะสามารถดูแลลูกน้อยได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงควรหา เบาะนอนสำหรับลูกน้อยหรือเตียงนอนสำหรับลูกน้อย ที่สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี มีความเหมาะสมกับวัยของลูกน้อยมากที่สุด

5.การสร้างภูมิต้านทานให้กับลูกน้อย

        มีงานวิจัยชี้ว่าการที่ลูกน้อยที่ฉีดวัคซีนครบตามที่แพทย์แนะนำ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเสียชีวิตด้วยภาวะไหลตายในเด็กได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้การที่ลูกน้อยไดรับการเลี้ยงด้วยน้ำนมแม่ มีแนวโน้มที่จะช่วยให้เด็กเกิดผลด้านมีภูมิต้านทานโดยตรงต่อภาวะไหลตาย เพราะเด็กจะมีสุขภาพที่แข็งแรงจากการได้กินนมแม่

ในความเป็นจริงแล้ว ภาวะไหลตายถึงแม้จะน่ากลัว แต่สามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้น คุณพ่อ คุณแม่ จึงต้องใส่ใจในทุกขั้นตอน ทั้งในเรื่องสุขภาพของลูกน้อย และของใช้ของลูกน้อย โดยเฉพาะของใช้ที่ลูกน้อยใช้นอนบนที่นอน หรือตัวเบาะนอน ต้องมีความปลอดภัย มีการระบายอากาศได้เป็นอย่างดี นุ่มแต่ไม่ยวบ เหมาะสมกับลูกน้อยที่สุด เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของภาวะไหลตาย

ข้อมูลอ้างอิง : www.fhs.gov.hk,www.pobpad.com,women.trueid.net


สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณพ่อคุณแม่ท่านไหน ยังตัดสินใจ ตั้งชื่อลูก ไม่ได้กันบ้าง?  วันนี้ Baby Gift ทำการรวบรวม 100 ไอเดีย ตั้งชื่อลูก สุดอินเทรนด์ ปี 2021เตรียมต้อนรับสมาชิกใหม่ในบ้านด้วยชื่อเก๋ๆสุดปัง ไม่ซ้ำใคร จะมีชื่ออะไรบ้างไปติดตามกันได้เลย ชื่อเล่น ลูกสาว  แก้มบุ๋ม : ลักยิ้ม ขนมปัง : อาหารฝรั่งชนิดหนึ่ง ของขวัญ : ลูกเป็นของขวัญของพ่อแม่ คริสตัล : อัญมณีแก้วสีดำ จันทร์เจ้าขา : การอ้อนขอพรจากดวงจันทร์ จิมมี่ : ชื่อนักกีตาร์ชื่อดัง ชมพู : สีชมพู ชมวิว : การมองทิวทัศน์สวยๆตามธรรมชาติ ดีไซน์ : การออกแบบ ไดอาร์ : ไดอารี่  ต้นข้าว : เมล็ดข้าวที่มีความยาว ต้นหม่อน : ต้นไม้ที่ให้ลูกกินได้และหนอนไหมชอบกิน ตั้งใจ […]

ตัวช่วยสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้เต็มที่ตามความตั้งใจ เพื่อให้ลูกน้อยทารกได้กินน้ำนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดและต่อเนื่องยาวนานที่สุด คือ เครื่องปั๊มนม เพราะเครื่องปั๊มนมที่ดีจะมีข้อดีและมีประโยชน์ต่อคุณแม่และลูกน้อยมากมาย  ได้แก่ แต่การที่คุณแม่จะใช้ เครื่องปั๊มนม ให้ได้คุ้มค่า จำเป็นต้องศึกษาข้อมูล ปรึกษาผู้มีประสบการณ์และเลือกซื้อให้เหมาะสมกับการใช้งานของคุณแม่เอง เพราะปัจจุบันมีเครื่องปั๊มนมให้คุณแม่เลือกซื้อมากมาย หลายแบบ และมีราคาที่แตกต่าง  คุณแม่จึงต้องพิจารณาเลือกถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้ และเรียนรู้ว่าเลือกแบบไหนจะเหมาะกับเราและลูกน้อย ฉะนั้นเราจึงขอแนะนำให้คุณแม่ได้รู้จักกับเครื่องปั๊มนมแบบต่างๆ ที่มีขายในปัจจุบัน   การทำงานที่น่าสนใจลักษณะการใช้งาน และคุณสมบัติที่น่ารู้ รวมถึงวิธีการเลือกซื้อในแบบที่ใช่มากที่สุด 1. เครื่องปั๊มนม แบบปั๊มมือ  2. เครื่องปั๊มนมแบบใช้แบตเตอรี่ 3. เครื่องปั๊มนมแบบใช้ไฟฟ้า เลือก เครื่องปั๊มนม แบบไหน? ที่ใช่สำหรับคุณแม่ เพราะเครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยคู่ใจ ให้คุณแม่ทำสต๊อกน้ำนมแม่ให้ลูกน้อยได้เต็มที่ ดังนั้นคุณแม่จำเป็นต้องคำนึงถึงคุณภาพของเครื่องปั๊มนมเป็นสำคัญ โดยควรเลือกเครื่องปั๊มนมที่เหมาะกับครอบครัว และมีประสิทธิภาพต่างๆ ดังนี้  

การให้ลูกน้อยทารกนอนเปล เพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย และนอนหลับนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานในบ้านเรา  ซึ่งสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าก็ใช้เปลญวน เปลผ้าขาวม้า ผูกให้ลูกแล้วไกวนอน จนปัจจุบันการใช้เปลไกว ได้พัฒนาออกมามากมายหลายระบบ ทั้งระบบที่ต้องใช้แรงคนไกวหรือไกวมือ เปลไกวไฟฟ้า แบบมีล้อเคลื่อนที่ได้ เปลลูกกรงตั้งอยู่กับที่ และเปลไกวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลาและระดับการไกวได้อย่างแสนสะดวก แต่ก็เพราะการมีเปลไกวหลายระบบ หลายแบบให้คุณแม่เลือกในยุคนี้ ทำให้มีคำถามว่าควรจะเลือกเปลไกวแบบไหน แถมยังมีทั้งแบบที่ไกวไปด้านหน้า-หลัง และไกวแบบด้านข้างซ้าย-ขวา  จึงอยากจะรู้ว่าสองแบบนี้แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไรบ้าง ?  เราลองมาอ่านข้อมูลกันค่ะ ให้ลูกนอนเปลดีไหมนะ? ดีแน่ค่ะ…การให้ลูกเล็กนอนเปลมีข้อดีมากมาย เพราะมีข้อมูลบอกไว้ว่าการแกว่งของเปล จะทำให้ลูกน้อยเบบี๋รู้สึกสบาย อบอุ่นและผ่อนคลาย คล้ายกับตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณแม่  เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วยให้คุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอนหลับ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องอุ้มกล่อมลูกน้อยนานๆ ให้เมื่อยแขนหรือเดินจนเมื่อยขา  ช่วยทำให้ลูกนอนง่าย นอนหลับได้ยาวนาน  ลดอาการงอแงและไม่ทำให้ลูกน้อยเครียด  นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่า การให้ลูกนอนเปลไว สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ อาทิ ส่วนข้อเสียน่าจะมีเพียงแค่ลูกอาจจะติดการนอนเปล แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากคุณแม่มีเปลไกวที่เคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้  หรือบางท่านคิดว่าการให้ลูกนอนเปลจะทำให้ลูกหัวแบนอันนี้ก็แก้ได้ ด้วยการเมื่อลูกหลับอาจจะขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงข้าง และส่วนใหญ่การให้ลูกนอนเปลมักจะอยู่ในช่วงที่ลูกอายุไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้น เพราะพอลูกโตขึ้น ก็มักจะพลิกคว่ำหงายและปีนป่ายเปล จนเป็นอันตรายได้ เลือกเปลต้องดูให้ละเอียดทุกด้าน การเลือกเปลให้ลูกน้อยคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ การออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระเด็ก และการแกว่งไกวที่ปลอดภัย […]

ใกล้คลอดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนอาจกำลังกังวลกับการ ผ่าคลอด วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมความรู้มาให้คุณแม่ได้เห็นอีกมุมของการ ผ่าคลอด ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ โดยปกติแล้วคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติเอง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะเชื่อว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อย และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมมากก็คือ “การผ่าคลอด” โดยการผ่าคลอด แบ่งเป็น 2 กรณี คือ  1. ผ่าคลอด แบบวางแผนมาก่อน เมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดเองไม่ได้ หรือคุณหมอเห็นเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดวันผ่าคลอด ได้แก่ คุณแม่สุขภาพไม่ดีมีความเสี่ยงสูง คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน คุณแม่ท้องแฝดไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ รวมไปถึงทารกที่อยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤตมีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว 2. ผ่าคลอด แบบฉุกเฉิน คุณแม่บางคนเกิดภาวะความเสี่ยงกะทันหัน  จำเป็นต้องได้รับการผ่าคลอดแบบฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ข้อดีของการ “ผ่าคลอด”  ปัจจุบันการผ่าคลอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าคลอด จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการคลอดแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย หากคุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวล ควรเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอเพื่อวางแผนเลือกวิธีการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดต่อคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ Baby Gift หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษาทีม Baby Gift Expert เรายินดีให้คำแนะนำค่ะ

การเลี้ยงลูกให้มีสุขภาพดีเริ่มต้นจากการให้ลูกกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่การที่ลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นปัญหาที่แม่หลายคนต้องพบเจอ แม้ว่าจะเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็ก แต่หากปล่อยไว้ อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและสุขภาพของลูกในระยะยาว ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีจัดการลูกไม่ยอมกินข้าวที่ได้ผลจริงมาฝากค่ะ 1. สร้างสภาพแวดล้อมในการทานอาหารที่ดี บรรยากาศการทานอาหารที่ดีช่วยให้ลูกอยากทานมากขึ้น คุณแม่ควรสร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและไม่กดดันขณะทานอาหาร เช่น การทานอาหารร่วมกันกับครอบครัว หรือการตั้งโต๊ะอาหารที่มีสีสันและดูน่าสนใจ เคล็ดลับ: 2. ให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกอาหาร เด็กมักจะรู้สึกสนุกและมีความภาคภูมิใจเมื่อได้เลือกหรือช่วยเตรียมอาหารเอง คุณแม่สามารถให้ลูกมีส่วนร่วมในการเลือกเมนูอาหารหรือการจัดเตรียมอาหารบางอย่าง เพื่อให้พวกเขารู้สึกว่าการทานอาหารเป็นเรื่องสนุกและไม่น่าเบื่อ เคล็ดลับ: 3. หลีกเลี่ยงการบังคับให้กินอาหาร การบังคับให้ลูกทานอาหารอาจทำให้ลูกเกิดความเครียดและต่อต้านการทานอาหารมากขึ้น การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอาหารจะช่วยให้ลูกมีทัศนคติที่ดีต่อการทานอาหาร เคล็ดลับ: 4. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย เด็กมักเบื่ออาหารที่ซ้ำซาก ดังนั้นคุณแม่ควรเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายและน่าสนใจ เช่น การทำอาหารในรูปแบบต่างๆ หรือการเพิ่มรสชาติใหม่ๆ เข้าไปในอาหาร เคล็ดลับ: 5. ไม่เสิร์ฟของหวานก่อนมื้ออาหาร การเสิร์ฟของหวานหรือขนมก่อนมื้ออาหารจะทำให้ลูกอิ่มท้องก่อนและไม่อยากทานข้าว ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการให้ขนมก่อนมื้ออาหาร เคล็ดลับ: 6. ทานอาหารร่วมกับลูก การทานอาหารร่วมกับลูกจะช่วยให้ลูกเห็นแบบอย่างในการทานอาหารที่ดี และทำให้ลูกรู้สึกมีส่วนร่วมในการทานอาหารด้วยกัน เคล็ดลับ: 7. ควบคุมเวลาการทานอาหาร การมีเวลาทานอาหารที่ชัดเจนจะช่วยให้ลูกสร้างนิสัยการทานอาหารที่ดี ไม่ทานอาหารระหว่างมื้อซึ่งอาจทำให้ลูกไม่หิวเวลาทานข้าว เคล็ดลับ: 8. ให้รางวัลเมื่อทานอาหารเสร็จ การให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทานอาหารเสร็จแล้วเป็นวิธีหนึ่งที่จะกระตุ้นให้ลูกทานอาหารอย่างเต็มใจ โดยรางวัลไม่จำเป็นต้องเป็นขนมหรือของหวานเสมอไป […]

การเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว นอกจากการดูแลสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยแล้ว เรื่อง “ค่าใช้จ่ายในการคลอด” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายครอบครัวนำมาพิจารณาตั้งแต่ช่วงเริ่มฝากครรภ์ เพราะการวางแผนงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกโรงพยาบาลที่เหมาะกับความต้องการและกำลังทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ในปี 2026 โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ยังคงมีแพ็กเกจคลอดให้เลือกหลากหลาย ทั้งการคลอดปกติ การคลอดธรรมชาติ และการผ่าตัดคลอด โดยแต่ละแห่งมีราคาและรายละเอียดของแพ็กเกจแตกต่างกันออกไป บทความนี้ได้รวบรวมราคาเริ่มต้นของแพ็กเกจคลอดจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนคลอด เปรียบเทียบค่าคลอดโรงพยาบาลในกรุงเทพ ปี 2026 โรงพยาบาล คลอดปกติ คลอดธรรมชาติ ผ่าตัดคลอด บำรุงราษฎร์ เริ่มต้น 165,000 บาท – เริ่มต้น 169,000 บาท สมิติเวช เริ่มต้น 99,990 บาท เริ่มต้น 120,000 บาท เริ่มต้น 129,990 บาท กรุงเทพ เริ่มต้น 96,000 บาท – เริ่มต้น 132,000 บาท เมดพาร์ค เริ่มต้น 118,690 บาท – เริ่มต้น […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event