Hypochlorous Acid กรดไฮโปคลอรัส คืออะไร?

Hypochlorous Acid หรือ HOCl คืออะไร?

Hypochlorous Acid หรือ กรดไฮโปคลอรัส มีชื่อเรียกทางเคมีว่า HOCl นั้น เป็นกรดอ่อน ๆ ชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นโดยธรรมชาติโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดเพื่อการรักษาและการปกป้องร่างกาย  ซึ่งกรดไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึงสปอร์ของเชื้อราได้ โดยการเข้าไปทำลายผนังหุ้มเซลล์ของเชื้อโรค เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเหล่านั้น

เนื่องจากกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) เป็นกรดชนิดเดียวกันกับที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกัน ในเม็ดเลือดขาวของร่างกายมนุษย์ จึงปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผิวบอบบาง  หรือดวงตา ไม่ทำให้เกิดอาการแสบ และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคมากกว่าสารฟอกขาวประเภทคลอรีนถึง 80-120 เท่า

กรดไฮโปคลอรัส สามารถพบได้จาก “ น้ำอิเล็กโทรไลต์ “ ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งมีการคิดค้นครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์และนักเคมี นามว่า ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) เมื่อปีทศวรรษ 1834 โดยเขาได้คิดค้นหลักการสำคัญของกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสตั้งเป็นกฎสองข้อเรียกกันว่า Faraday’s Laws of Electrolysis ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาไฟฟ้าเคมี (Electrochemistry) มาจนถึงทุกวันนี้

กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) คืออะไร ?

อิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) คือกระบวนการผ่านกระแสไฟฟ้า ด้วยเครื่องมือที่ใช้แยกสารละลายด้วยไฟฟ้า มีชื่อเรียกว่า เซลล์อิเล็กโทรไลต์ หรือ อิเล็กโทรลิติกเซลล์ ประกอบด้วย ขั้วไฟฟ้า (อิเล็กโทรด Electrode) ภาชนะบรรจุสารละลายอิเล็กโทรไลต์ และเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสงตรง (D.C.) เช่น เซลล์ไฟฟ้า หรือ แบตเตอรี่

เมื่อกระแสไฟฟ้าถูกส่งผ่านไปยังสารละลายที่มีคุณสมบัตินำไฟฟ้า คือ น้ำประปา (H2O) ซึ่งประกอบไปด้วยคลอรีนอิสระ (Free Chlorine) และการใส่เกลือบริสุทธิ์ ที่มีส่วนประกอบคือ โซเดียมคลอไรท์ (NaCl) ลงไปในน้ำประปา จนก่อให้เกิดปฏิกิริยาเคมี หรือเรียกว่าการ อ็อกซิเดชั่น (Oxidation) ก็จะได้สารประกอบใหม่ขึ้นมา ได้แก่  Hypochlorous Acid (HOCl), Hypochlorite Ion (OCl-), Sodium Hypochlorite (NaOCl), Hydroxyl Radical (OH), Peroxide (H2O2)

กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) และ ไฮโปคลอไรต์ ไอออน (OCl-) แตกต่างกันอย่างไร?

ไฮโปคลอไรต์ ไอออน (OCl-) มีประจุเป็นลบ ในขณะที่กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ไม่มีประจุไฟฟ้า  กรดไฮโปคลอรัสเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและสามารถออกซิไดซ์แบคทีเรียในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ในขณะที่ไฮโปคลอไรต์ไอออนอาจต้องใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงในการออกซิไดซ์แบคทีเรีย เพราะพื้นผิวของเชื้อโรคมีประจุลบ ซึ่งทำให้เกิดแรงผลักกันกับไฮโปคลอไรต์ไอออนที่มีประจุลบออกจากพื้นผิวของเชื้อโรค ทำให้ไฮโปคลอไรต์ไอออนมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคน้อยลง ในขณะที่กรดไฮโปคลอรัสไม่มีประจุไฟฟ้า จึงสามารถซึมผ่านเกราะป้องกันที่อยู่รอบ ๆ เชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

Hypochlorous Acid ที่ได้จาก น้ำอิเล็กโทรไลต์  ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอะไรบ้าง?

เนื่องจากคุณสมบัติของกรดไฮโปคลอรัส  ที่สามารถใช้กำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และจุลินทรีย์ต่าง ๆ ได้ การใช้กรดไฮโปคลอรัสจึงได้รับการศึกษาวิจัยมามากกว่า 30 ปี และมีการเผยแพร่งานวิจัยใหม่ทุกปี   และงานวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้มักศึกษาเน้นไปที่การใช้กรดไฮโปคลอรัสในการฆ่าเชื้ออาหารและโรงงานแปรรูปอาหาร   นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาวิจัยในฟาร์มสัตว์ปีก การบำบัดน้ำ และการใช้งานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ เช่น การดูแลแผล ทันตกรรมและการฆ่าเชื้ออุปกรณ์การแพทย์

บทความและผลวิจัยจำนวนมากในต่างประเทศ
ได้มีการพูดถึงคุณสมบัติของ Hypochlorous Acid ไว้ ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

เว็บไซต์ Cleanroom Technology ได้เขียนบทความเกี่ยวกับ กรดไฮโปคลอรัส ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลสารฆ่าเชื้อประเภทคลอรีนชนิดหนึ่ง ไว้ว่า “ Hypochlorous Acid มีประสิทธิภาพสูงสุดในการฆ่าเชื้อเมื่อเทียบกับสารอื่น ๆ ในตระกูลคลอรีน และมีประสิทธิภาพมากกว่า โซเดียม ไฮโปคลอไรท์ (NaOCl) 80-120 เท่า เพราะกรดไฮโปคลอรัส ไม่มีประจุไฟฟ้า จึงสามารถเข้าไปทำลายผนังหุ้มเซลล์ของเชื้อโรคได้รวดเร็วกว่า”

อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK

ผลวิจัยจากสถาบัน Pennsylvania Animal Diagnostic ได้มีการนำ น้ำอิเล็กโทรไลต์ ไปทดลองประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อในตระกูลไวรัส Avian Influenza Virus (AIV), Newcastle Disease virus (NDV), Infectious Bronchitis virus (IBV), Fowl Adenovirus (FAV), Avian Reovirus และ Avian Herpesvirus

อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK

เว็บไซต์ Green lodging news ได้ยกย่อง กรดไฮโปคลอรัส ว่าเป็น Powerful Sanitizer ซึ่งได้มาจากน้ำอิเล็กโทรไลต์ ที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และสปอร์ ได้ภายใน 15 วินาที และมีอาณุภาพสูงกว่าเมื่อเทียบกับปริมาณของสารฟอกขาวทั่วไปที่ 200ppm  ในขณะที่ กรดไฮโปคลอรัส ใช้เพียงปริมาณ  50 ppm เท่านั้น และยังเป็นสารที่มีความปลอดภัยต่อคนและสิ่งแวดล้อม จึงได้มีการนำสารชนิดนี้ไปใช้ในการทำความสะอาดในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงพยาบาล ศุนย์ดูแลด้านสุขภาพ โรงงานผลิตอาหาร รวมถึงใช้ในครัวเรือน

อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK

บทความหนึ่งใน เว็บไซต์ Nature.com ที่เกี่ยวกับวงการทันตกรรม ได้กล่าวถึง สารฆ่าเชื้อธรรมชาติที่ทรงพลัง และไร้สารพิษ นั่นก็คือ กรดไฮโปคลอรัส ว่าเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และแม้กระทั่ง Clostridium difficile หรือเรียกกันว่า C. diff เป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียและลำไส้ใหญ่อักเสบที่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ในเวลาเพียง 15 วินาที โดยกรดไฮโปคลอรัส มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคมากกว่าสารฟอกขาว 200-300 เท่า และยังปลอดภัย 100% ซึ่งในวงการทันตแพทย์ได้นำน้ำอิเล็กโทรไลต์ ซึ่งมีส่วนผสมของกรดไฮโปคลอรัส มาใช้ใน Waterlines หรือในระบบน้ำของ Unit ทำฟันด้วย

อ่านบทความอ้างอิงเพิ่มเติมได้ที่นี่ CLICK

ทำไมจึงไม่สามารถหาซื้อ น้ำอิเล็กโทรไลต์ ได้จากร้านค้าทั่วไป?

กรดไฮโปคลอรัส (HOCl) ที่ผลิตได้ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสนั้น จะเริ่มสลายตัวกลับคืนสู่สารละลายตั้งต้นเมื่อระยะเวลาผ่านไป เพราะน้ำอิเล็กโทรไลต์ เป็น Organic 100% เพียงแค่น้ำประปาและเกลือ ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี สารกันเสีย เมื่อถูกวางทิ้งไว้จะค่อย ๆ สูญเสียประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรค และกำจัดกลิ่นได้ในระยะเวลาอันสั้น

คุณสมบัติของ Hypochlorous Acid ที่อยู่ในน้ำอิเล็กโทรไลต์
ที่กล่าวมานั้น ได้ถูกนำมาปรับใช้ในครัวเรือน และในชีวิตประจำวันได้สารพัดประโยชน์

กรดไฮโปคลอรัส เป็นกรดอ่อน ๆ ชนิดเดียวกันกับที่อยู่ในภูมิคุ้มกัน เป็นส่วนประกอบหนึ่งในเม็ดเลือดขาวของร่างกายมนุษย์ จึงไม่เป็นอันตรายต่อผิวบอบบางของลูกน้อย

ไฮโปคลอรัส เอซิส สามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคสิ่งของรอบตัวได้อย่างปลอดภัย และอ่อนโยน สามารถฉีดเช็ดเพื่อนำเข้าปากได้อย่างไม่เป็นอันตราย เพราะเป็น Organic 100% ไม่มีส่วนประกอบของสารเคมีอื่น

กรดไฮโปคลอรัส ที่อยู่ใน น้ำอิเล็กโทรไลต์ สามารถผลิตได้เองเรื่อยๆ  เพียงแค่มี เครื่องผลิตน้ำอิเล็กโทรไลต์ น้ำประปา และเกลือบริสุทธิ์ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำยาฆ่าเชื้อ สามารถนำมาเช็ดฆ่าเชื้อสิ่งของรอบตัวได้บ่อยตามที่ต้องการ

กรดไฮโปคลอรัส ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จุลินทรีย์ เชื้อรา รวมถึงสามารถกำจัดยาฆ่าแมลงในผักและผลไม้ได้ จึงได้มีนำน้ำอิเล็กโทรไลต์ไปใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร และโรงงานผลิตอาหารแปรรูป

เมื่อฉีดพ่นน้ำอิเล็กโทรไลต์ออกไป โมเลกุลของน้ำจะช่วยดักจับฝุ่นละออง สปอร์ ที่ปลิวอยู่ภายในบ้าน ให้ตกลงสู่พื้นได้

กรดไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติในการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ได้แก่ กลิ่นสารแอมโมเนีย กลิ่นอาหารคาว กลิ่นอับ กลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในบ้าน รวมถึงกลิ่นท่อระบายน้ำได้

คุณสมบัติต่าง ๆ ของ กรดไฮโปคลอรัส ( Hypochlorous Acid) นั้น ยังสามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกมากมาย และใช้ได้ทุกส่วนภายในบ้าน ได้อย่างปลอดภัย เพราะไม่มีส่วนผสมของสารเคมี และสามารถผลิตเองได้ที่บ้าน ด้วย เครื่องผลิตน้ำอิเล็กโทรไลต์ ช่วยให้คุณปกป้องคนในบ้านให้ห่างไกลจากไวรัสและแบคทีเรีย มีสุขอนามัยที่ดี และยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกด้วย

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การทำความสะอาดและ ฆ่าเชื้อขวดนม เป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจมาก ๆ ไม่แพ้ขั้นตอนการ “เลือกขวดนม” และเลือกน้ำยาสำหรับ “ล้างขวดนม” เลยค่ะ เพราะลูกน้อยเบบี๋วัยแรกเกิดยังไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคต่าง ๆ เหมือนผู้ใหญ่ การละเลย ไม่ใส่ใจในขั้นตอนการฆ่าเชื้อขวดนมนี้ อาจส่งผลให้ลูกน้อยเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นได้ จากแต่เดิมวิธี ฆ่าเชื้อขวดนม ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าคือวิธีการ “ฆ่าเชื้อด้วยการต้ม” ซึ่งต้องใช้เวลานานเกินครึ่งชั่วโมง เพื่อรอให้น้ำร้อนถึงจุดเดือดที่จะสามารถฆ่าเชื้อได้ ซึ่งวิธีนี้ก็ยังทำให้ขวดนมเสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกคุณแม่ในการฆ่าเชื้อขวดนม ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของการทำความสะอาดฆ่าเชื้อขวดนมได้มากขึ้น มีวิธีใดบ้างนั้นเรามาดูกันค่ะ 1.การฆ่าเชื้อด้วยเครื่องนึ่งไฟฟ้า การฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง ถือเป็นวิธีการที่ง่าย และใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการต้ม เพียงแค่เติมน้ำตามปริมาณที่กำหนด วางฐานรองนึ่งให้เข้าที่ นำขวดนมที่ถอดชิ้นส่วนล้างอย่างสะอาดแล้ว มาวางคว่ำลง แล้วปิดฝากดปุ่มให้เครื่องทำงาน เครื่องจะทำให้น้ำที่เราเติมไปเดือดและละเหยไอน้ำให้ลอยขึ้นไปฆ่าเชื้อ หลังจากเครื่องทำงานเสร็จ เพียงนำที่คีบขวดนมออกมามาผึ่งให้แห้งก็สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างสบายใจค่ะ ข้อดี  – สะดวก ใช้งานง่าย และเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก และเป็นวิธีที่ผู้ใหญ่ในบ้านน่าจะคุ้นเคยกันดีข้อเสีย  – ต้องหมั่นล้างคราบตระกรันบริเวณถาดใส่น้ำด้านล่างให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดเชื้อรา และเชื้อโรคบางชนิดแอบแฝงได้ 2.การฆ่าเชื้อด้วยไมโครเวฟ วิธีนี้ถือเป็นหลักการเดียวกับเครื่องนึ่งไฟฟ้า คือเป็นการทำให้น้ำเดือดและละเหยเป็นไอน้ำขึ้นมาฆ่าเชื้อ เหมาะสำหรับบ้านที่มีเครื่องไมโครเวฟอยู่แล้ว หรือผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา […]

เตรียมตัวรับมือให้พร้อมกับการเป็นคุณแม่อย่างเต็มตัว กับ 14 วิธีรับมือลูกแรกเกิด ขอบคุณบทความดีๆ จาก คุณหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

เครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยอันดับหนึ่งของคุณแม่ลูกอ่อน โดเฉพาะคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้กินนมแม่อย่างต่อเนื่องยาวนานที่สุด เครื่องปั๊มนมจะช่วยให้คุณแม่ปั๊มนมได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการคัดเต้านม ซึ่งการที่คุณแม่ปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอนั้น เป็นการช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากยิ่งขึ้น ทำให้คุณแม่สามารถสต็อกน้ำนมได้ตามความต้องการ ปัจจุบันในท้องตลาดมีเครื่องปั๊มนมหลากหลายยี่ห้อมากมาย และก็มีหลายประเภทให้เลือกซื้อ คุณแม่บางคนอาจสงสัยว่าควรเลือกแบบไหน จะเลือกเครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ? BabyGift มีเครื่องปั๊มนมน่าใช้ในปี 2025 มาแนะนำให้เหล่าคุณแม่ได้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกันเลยค่ะ  เครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ?  เครื่องปั๊มนมแบบไหนที่ถูกใจคุณแม่บ้าง ?  เครื่องปั๊มนมนั้นจำเป็นสำหรับคุณแม่อย่างมาก โดยเฉพาะคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกและต้องกลับไปทำงานหลังลาคลอดทำให้ไม่ได้ให้ลูกกินนมจากเต้าเหมือนตอนอยู่บ้าน เครื่องปั๊มนมนั้นก็มีประโยชน์มากมาย อย่างเช่น ทำให้คุณแม่ปั๊มนมเก็บลงสต็อกได้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ช่วยกระตุ้นน้ำนม เสมือนว่ามีทารกดูดน้ำนมอย่างเสมอซึ่งช่วยให้ร่างกายคุณแม่ผลิตน้ำนมได้มากยิ่งขึ้น ทั้งช่วยบรรเทาอาการคัดเต้านม และทำให้คุณแม่ได้มีเวลาพักผ่อนหรือมีเวลาทำกิจกรรมส่วนตัวเพิ่มขึ้นในระหว่างที่ลูกดูดนมสต็อกในขวดแทนการดูดจากเต้า เรียกว่าเครื่องปั๊มนมนั้นมีความจำเป็นมากทีเดียวเลยค่ะ แล้วจะเลือกเครื่องปั๊มนม ยี่ห้อไหนดี ? ก็ต้องดูว่าแต่ละรุ่นแต่ละแบบนั้น ตอบโจทย์การใช้งานของคุณแม่ได้มากน้อยอย่างไร สำหรับคุณแม่ที่อาจจะกำลังสงสัยว่าเครื่องปั๊มนม มีกี่แบบ ? โดยหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่ 2 แบบด้วยกันดังนี้ค่ะ    BabyGift แนะนำเครื่องปั๊มนม 10 อันดับน่าใช้ประจำปี 2025   รู้กันแล้วว่ามีกี่ประเภท ตอนนี้เราลองมาดูยี่ห้อน่าใช้กันต่ะค่ะ ปัจจุบันตามท้องตลาดก็มีเครื่องปั๊มนมจำหน่ายมากมาย ทั้งแบบปั๊มมือ และแบบไฟฟ้า มีฟังก์ชั่นให้เลือกอย่างหลากหลาย […]

คุณแม่ฉีดวัคซีนกันหรือยังงงงง อย่ามัวแต่รีรอนะ เพราะว่าวัคซีนนั้นสำคัญมาก แต่ใครที่ฝากท้องกับคุณหมอแล้วก็ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวคุณหมอก็จะนัดฉีดเอง คุณแม่บางคนอาจจะสงสัยว่าเวลาท้องแล้วจะต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง วันนี้เราเลยนำความรู้เกี่ยวกับวัคซีนที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์มาฝากกันค่ะ ปกติแล้วการได้รับวัคซีนของคุณแม่ท้องจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ก็คือช่วงก่อนตั้งครรภ์กับช่วงระหว่างตั้งครรภ์ ด้านล่างคือวัคซีนต่างๆ ที่สำคัญสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ 1. วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน (Rubella Vaccine) ใครเตรียมตัวเป็นคุณแม่ก็ไปฉีดวัคซีนตัวนี้ล่วงหน้าสัก 3 เดือนเป็นอย่างน้อยนะคะ อ๊ะๆ คนที่ยังไม่ได้ฉีดกำลังตกใจกันอยู่ใช่มั้ย อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ ถ้าคุณแม่ไม่เคยฉีดวัคซีนตัวนี้ก่อนท้อง คุณแม่ก็แค่ต้องดูแลตัวเองให้ดีๆ ในช่วงที่ท้องสามเดือนแรก หลักๆ คืออย่าไปที่ที่มีคนพลุกพล่าน เพราะมันเป็นแหล่งรวมเชื้อโรคเลยล่ะ ยิ่งถ้าไปเจอคนที่ไอหรือจามหรือเป็นไข้อะไรพวกนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่เลย เพราะถ้าหากคุณแม่ติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมันตัวนี้เข้าในช่วงที่ท้องสามเดือนแรก มันจะส่งผลให้ลูกในท้องมีความพิการที่อวัยวะต่างๆ เช่น ตา หู หัวใจ แขน ขาหรือสมองได้ค่ะ คุณแม่ที่เป็นหัดเยอรมันจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมนี่แหละ แต่จะแถมด้วยผื่นขึ้นตามตัว แต่ว่าถ้าคุณแม่ติดเชื้อไวรัสนี้ในช่วงเดือนท้ายๆ ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะลูกของเราจะไม่ได้รับผลกระทบจากเชื้อนี้เนื่องจากเค้าเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว 2. วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี (Hepatitis B Vaccine) ไวรัสตัวนี้พบเยอะมากได้ประเทศไทยค่ะ คนที่เป็นก็จะแสดงอาการไม่เหมือนกันหรอก แต่ถ้าเป็นขั้นรุนแรงแล้วล่ะก็สามารถเสียชีวิตได้เลยค่ะ คนที่เป็นโรคนี้หนักๆ ตัวจะเหลือง อ่อนเพลียมากตลอดเวลาแล้วตับก็จะถูกทำลาย เจ้าเชื้อตัวนี้สามารถติดจากแม่สู่ลูกในท้องได้ แต่ก็ไม่ได้มีผลร้ายแรงอะไรนะคะ ที่บอกว่าติดต่อก็คือว่า ถ้าเกิดคุณแม่มีเชื้อนี้ […]

ช่วงเวลาการเตรียมตัวเป็นพ่อแม่คนใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความกังวลไปพร้อมกัน BabyGift เข้าใจดีว่าการจัดกระเป๋าเตรียมคลอดและการเตรียมตัวสำหรับคุณแม่มือใหม่ต้องการคำแนะนำที่ถูกต้อง เราจึงรวบรวมผลิตภัณฑ์แม่และเด็กคุณภาพพรีเมียมไว้ในที่เดียว ของใช้เตรียมคลอดสำหรับคุณแม่มือใหม่มีอะไรบ้าง การเตรียมความพร้อมก่อนคลอดไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งของ แต่เป็นการเตรียมจิตใจและความมั่นใจ ของใช้เตรียมคลอดที่ครบถ้วนจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างราบรื่น ของใช้เตรียมคลอดสำหรับเด็ก ทารกแรกเกิดต้องการการดูแลเป็นพิเศษในทุกด้าน ตั้งแต่ความอบอุ่น ความสะอาด ไปจนถึงความปลอดภัย การเลือกของใช้เตรียมคลอดสำหรับสินค้าแม่และเด็กที่มีคุณภาพจะช่วยให้ลูกน้อยปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกได้ดีขึ้น เสื้อผ้า เสื้อผ้าเป็นสิ่งแรกที่สัมผัสกับผิวอ่อนนุ่มของทารก การเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมจึงสำคัญอย่างยิ่ง เครื่องนอน การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นรากฐานสำคัญของการเจริญเติบโต เครื่องนอนที่ดีจะช่วยให้ลูกนอนหลับสนิทและปลอดภัย ให้นมทารก การให้นมเป็นช่วงเวลาแห่งความผูกพัน อุปกรณ์ที่มีคุณภาพจะทำให้ประสบการณ์นี้ราบรื่นและมีความสุข สุขอนามัยของเตรียมคลอดสำคัญ ทารกมีภูมิคุ้มกันที่ยังไม่สมบูรณ์ การรักษาความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ยาสามัญสำหรับทารกแรกเกิด การเตรียมยาสามัญพื้นฐานจะช่วยให้พ่อแม่จัดการกับอาการเบื้องต้นได้ทันท่วงที อุปกรณ์เซฟตี้ลูกน้อย ความปลอดภัยของลูกน้อยเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องใส่ใจตั้งแต่วันแรก อุปกรณ์เซฟตี้ที่จำเป็นจะช่วยปกป้องลูกตั้งแต่การเดินทางครั้งแรก ของใช้เตรียมคลอดสำหรับคุณแม่ คุณแม่หลังคลอดต้องการการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ทั้งร่างกายและจิตใจ การเตรียมของใช้ที่เหมาะสมจะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างราบรื่น เอกสารสำคัญ เอกสารที่ครบถ้วนจะทำให้ขั้นตอนการเข้าโรงพยาบาลและการออกใบเกิดเป็นไปอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้า ร่างกายหลังคลอดมีการเปลี่ยนแปลงมาก เสื้อผ้าที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายและมั่นใจ สุขอนามัย การดูแลสุขอนามัยส่วนตัวหลังคลอดต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ ครีมดูแลผิว การเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนหลังคลอดส่งผลต่อสภาพผิว ครีมบำรุงที่เหมาะสมจะช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมาสวยสุขภาพดี ทำไมคุณแม่มือใหม่ถึงไว้วางใจเลือกซื้อสินค้าแม่และเด็ก ที่ BabyGift คุณแม่มือใหม่ไว้วางใจเลือกซื้อสินค้าแม่และเด็กที่ BabyGift เพราะเราไม่ใช่แค่ร้านขายของ แต่เราคือที่ปรึกษาที่รู้จริง เราคัดสรรเฉพาะนวัตกรรมที่มีคุณภาพและปลอดภัยผ่านมาตรฐานระดับโลก ทั้งจากญี่ปุ่น […]

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดช่วงลาคลอด หรือผู้ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การพิจารณาเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน และควรส่งลูกไปเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ บทความนี้ BabyGift จะมาให้คำตอบอย่างละเอียด เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เนิร์สเซอรีคืออะไร เนิร์สเซอรี หรือที่เรียกกันว่า เดย์แคร์ (Day Care) คือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในช่วงเวลากลางวัน มักรับดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจต้องกลับไปทำงานประจำ โดยเน้นการดูแลพื้นฐาน การให้ความอบอุ่น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลต่อไป ข้อดีและข้อเสียของเนิร์สเซอรี การส่งลูกไปเนิร์สเซอรีมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับวิถีชีวิตของครอบครัวและพัฒนาการของลูกน้อยที่สุด ข้อดีของเนิร์สเซอรี ข้อเสียของเนิร์สเซอรี เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน คำถามว่า เนิร์สเซอรี จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะหลักการสำคัญคือเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบยังต้องการความผูกพันที่มั่นคงจากผู้เลี้ยงดูหลัก (พ่อแม่) เป็นอันดับแรก การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เนิร์สเซอรีจะจำเป็นต่อแม่และเด็ก ที่ไม่มีผู้ดูแลในช่วงกลางวัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มฝึกทักษะสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมันคือตัวช่วยในการจัดการชีวิตของครอบครัวมากกว่าความจำเป็นด้านพัฒนาการหลักของลูก ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ สำหรับคำถามว่า ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำว่าควรรอให้ลูกอายุ 3 […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid