วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็ก ให้ลูกน้อยสบายตัว คุณแม่มั่นใจทุกครั้งที่ใช้งาน

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็ก

ผ้าอ้อมเด็ก เป็นสิ่งที่อยู่คู่กายลูกน้อยแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซึมซับเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสบายตัวของลูกน้อย สุขภาพผิว และความมั่นใจของคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกรัก วันนี้ BabyGift จะมาเผยเคล็ดลับวิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กอย่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวที่สุดในทุกการเคลื่อนไหว

ทำไมการเลือกผ้าอ้อมเด็กจึงสำคัญ

การเลือกผ้าอ้อมเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขอนามัยของลูกน้อย เพราะผิวทารกนั้นบอบบางและแพ้ง่าย การสัมผัสกับความเปียกชื้นหรือสิ่งสกปรกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม การระคายเคือง และความไม่สบายตัว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกน้อยงอแง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณภาพดีจึงช่วยให้ผิวลูกแห้งสบาย ปราศจากเชื้อโรค และช่วยส่งเสริมให้ลูกมีอารมณ์ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

ความแตกต่างระหว่างผ้าอ้อมคุณภาพดีและผ้าอ้อมทั่วไป

ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดีจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นที่วัสดุที่นุ่มพิเศษ มีการระบายอากาศที่ยอดเยี่ยม และมีนวัตกรรมการซึมซับที่รวดเร็วและกระจายตัวได้ดี ทำให้ผิวลูกแห้งสนิท ลดโอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผ้าอ้อมทั่วไปอาจมีราคาที่ย่อมเยากว่า แต่มักใช้ใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศได้น้อยกว่า อาจก่อให้เกิดความอับชื้น และอาจมีการรั่วซึมได้ง่ายกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้งและอาจทำให้ผิวลูกระคายเคืองได้ง่าย

ประเภทของผ้าอ้อมเด็กที่คุณแม่ควรรู้

เมื่อพูดถึงผ้าอ้อมเด็กที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามรูปแบบการสวมใส่ ซึ่งมีข้อดีและการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัยและกิจกรรมของลูกน้อย

ประเภทผ้าอ้อมเด็ก

ผ้าอ้อมแบบกางเกง (Pant Type)

ผ้าอ้อมแบบกางเกง

ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงเป็นตัวเลือกที่สะดวกอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะสามารถสวมใส่ได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการใส่กางเกงทั่วไป จึงเหมาะสำหรับลูกน้อยที่เริ่มดิ้น เริ่มคลาน หรืออยู่ในวัยหัดเดินที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงจะมีความยืดหยุ่นสูง กระชับรอบเอวและขอบขา ทำให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และช่วยลดปัญหาการรั่วซึมได้ดีกว่าในขณะที่ลูกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ผ้าอ้อมแบบเทป (Tape Type)

ผ้าอ้อมแบบเทป

ผ้าอ้อมเด็กแบบเทปเป็นผ้าอ้อมแบบดั้งเดิมที่เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดที่ยังนอนนิ่ง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสามารถปรับความกระชับบริเวณรอบเอวได้ง่ายและละเอียดกว่า โดยเฉพาะการปรับไม่ให้ผ้าอ้อมไปรบกวนบริเวณสะดือที่ยังไม่แห้งของทารกแรกเกิด นอกจากนี้ ผ้าอ้อมเด็ก แบบเทปยังมีข้อดีคือ สามารถเปิดเพื่อตรวจสอบของเสียได้ง่ายและไม่ต้องถอดออกทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การทำความสะอาดและการดูแลผิวลูกเป็นไปอย่างสะดวกในวัยนี้

ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกผ้าอ้อมเด็ก

การเลือกผ้าอ้อมเด็กไม่ควรตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากปัจจัยด้านคุณภาพและความเหมาะสมต่อลูกน้อยเป็นหลัก เพื่อให้ลูกน้อยของคุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

1. ความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย

ผิวของทารกแรกเกิดมีความบอบบางและไวต่อการแพ้สูง ดังนั้นควรเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวลเป็นพิเศษ ไม่แข็งกระด้าง และทำจากวัสดุที่ปราศจากสารเคมี น้ำหอม หรือสารฟอกขาวที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง การเลือกผ้าอ้อมที่ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ (Hypoallergenic) และมีส่วนผสมของสารบำรุงผิวตามธรรมชาติจะช่วยปกป้องผิวที่บอบบางของลูกน้อยได้ดีที่สุด

2. การซึมซับและระบายอากาศ

คุณสมบัติการซึมซับที่รวดเร็วและการระบายอากาศที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดี ผ้าอ้อมที่ดีต้องสามารถดูดซับความเปียกชื้นได้อย่างรวดเร็วและกักเก็บของเหลวไว้ด้านใน ไม่ให้ไหลย้อนกลับมาสัมผัสผิวลูก และมีรูพรุนที่ช่วยระบายความอับชื้นออกไปได้ดี เพื่อให้ผิวลูกแห้งสนิทอยู่เสมอ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดผื่นผ้าอ้อม

3. ขนาดและความกระชับที่พอดีกับรูปร่าง

ผ้าอ้อมเด็กที่ดีต้องมีขนาดที่พอดีกับรูปร่างและน้ำหนักของลูกน้อย โดยไม่รัดแน่นจนเกินไปจนทำให้เกิดรอยแดงหรือรอยกดทับรอบขอบขาและรอบเอว และไม่หลวมจนเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาการรั่วซึม การเลือกขนาดตามน้ำหนักตัวของลูกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสรีระของลูกแต่ละคนประกอบด้วย เพราะหากเลือกขนาดไม่กระชับพอดี จะส่งผลให้ผ้าอ้อมซึมซับได้ไม่ดีเท่าที่ควร

4. ความสะดวกในการใช้งานของคุณแม่และคุณพ่อ

การใช้งานที่ง่ายและรวดเร็วก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผ้าอ้อมเด็ก โดยเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ การเลือกผ้าอ้อมแบบกางเกงสำหรับลูกที่ดิ้นเก่ง หรือการเลือกผ้าอ้อมแบบเทปที่มีแถบกาวที่ติดและแกะได้หลายครั้ง จะช่วยลดความยุ่งยากในการเปลี่ยนผ้าอ้อมได้อย่างมาก นอกจากนี้ ผ้าอ้อมที่มีแถบแสดงความเปียกชื้น (Wetness Indicator) ก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่ทำให้ทราบเวลาที่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมโดยไม่ต้องเปิดดู

5. ความคุ้มค่าด้านราคาและคุณภาพ

แม้ว่าผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดีมักจะมีราคาสูงกว่า แต่หากพิจารณาถึงความถี่ในการเปลี่ยนผ้าอ้อมและปัญหาสุขภาพผิวที่ลดลง อาจทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการซึมซับและการป้องกันผื่นผ้าอ้อมประกอบกับราคาต่อชิ้น เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า และลองซื้อผ้าอ้อมขนาดทดลองมาใช้ก่อนตัดสินใจซื้อในปริมาณมากจะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้น

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กตามช่วงวัยและพฤติกรรมลูกน้อย

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กแต่ละวัย

พฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของลูกน้อยจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย การเลือกผ้าอ้อมเด็กให้เหมาะสมกับพัฒนาการจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เด็กแรกเกิด – เน้นความนุ่มและความอ่อนโยนสูงสุด

สำหรับเด็กแรกเกิดที่ผิวบอบบางมาก ควรเลือกผ้าอ้อมเด็กแบบเทป (Tape Type) ที่มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลที่สุด และมีขนาด New Born (NB) ที่มีขอบเว้าบริเวณสะดือเพื่อป้องกันการเสียดสี และเน้นการซึมซับของของเหลวในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ต้องสามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อลดความอับชื้น และช่วยให้สะดือแห้งและหายดีได้เร็วขึ้น

เด็กเริ่มคลาน – เน้นความกระชับและคล่องตัว

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัย 6 เดือนขึ้นไปและเริ่มดิ้นหรือเริ่มคลาน คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนมาใช้ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกง (Pant Type) ที่มีความยืดหยุ่นสูงบริเวณรอบเอวและขอบขา เพื่อให้ผ้าอ้อมกระชับพอดีกับรูปร่างเมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและคล่องตัว โดยไม่เกิดปัญหารั่วซึมมากวนใจ

เด็กวัยหัดเดิน – เน้นการซึมซับและความแข็งแรง

สำหรับเด็กวัยหัดเดินที่ดื่มน้ำและทานอาหารได้มากขึ้น ปริมาณปัสสาวะและอุจจาระจะมากขึ้นตามไปด้วย ควรเลือกผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงที่มีคุณสมบัติการซึมซับที่รวดเร็วและปริมาณการกักเก็บสูงเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานได้นานขึ้น และมีขอบขาที่แข็งแรงทนทานต่อการเคลื่อนไหวและการวิ่งเล่นตลอดวัน

สรุปบทความ

การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่ดี คือการลงทุนในความสบายตัวและสุขภาพผิวของลูกน้อย ซึ่งส่งผลต่อความสุขของทั้งครอบครัว การใส่ใจในคุณสมบัติต่าง ๆ ทั้งความนุ่ม การซึมซับ การระบายอากาศ และการเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจในทุกการใช้งาน และนอกจากการเลือกผ้าอ้อมเด็กแล้ว การมี สินค้าแม่และเด็ก ที่มีคุณภาพอย่าง เครื่องปั๊มนม ที่ดี ก็ช่วยให้ชีวิตการเป็นพ่อแม่มือใหม่ง่ายขึ้น BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้จริงเรื่องแม่และเด็ก เข้าใจลึก พูดง่าย และคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกของคุณเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุขที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ผ้าอ้อมผ้ากับผ้าอ้อมสำเร็จรูป แบบไหนดีกว่ากัน ควรเลือกใช้อะไร?

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สะดวก ซึมซับดี เหมาะสำหรับกลางคืนและเดินทาง ส่วนผ้าอ้อมผ้าประหยัดกว่า ระบายอากาศได้ดี แต่ต้องใช้เวลาซักทำความสะอาดบ่อยครั้งและอาจต้องเปลี่ยนบ่อยกว่า

ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยแค่ไหน เพื่อป้องกันผื่นผ้าอ้อม?

ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 2-3 ชั่วโมง หรือทันทีที่ลูกขับถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการถ่ายอุจจาระ เพื่อลดความชื้นและโอกาสที่ผิวลูกจะสัมผัสกับสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผื่นผ้าอ้อม

จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาเปลี่ยนขนาดผ้าอ้อมให้ลูกแล้ว?

สังเกตเมื่อผ้าอ้อมเริ่มรัดแน่นบริเวณขอบขาหรือขอบเอว ทำให้เกิดรอยแดง หรือมีปัสสาวะ/อุจจาระรั่วซึมออกมาบ่อยครั้ง หากพบอาการเหล่านี้ แสดงว่าผ้าอ้อมขนาดเดิมเริ่มเล็กเกินไปและควรเปลี่ยนไปใช้ไซซ์ที่ใหญ่ขึ้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

บริษัท เบบี้กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) ได้คำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของลูกค้าทุกท่าน ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้ข้อมูลที่จำเป็นของท่าน เพื่อระบุตัวบุคคลตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ แห่งราชอาณาจักรไทย นโยบายความเป็นส่วนตัวอธิบายถึงวิธีที่เราเก็บข้อมูล นำมาใช้ และ การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว (ในบางกรณี) โดยนโยบายนี้จะอธิบายถึงขั้นตอนการกระทำกับข้อมูลส่วนบุคคล และสุดท้ายนโยบายนี้จะอธิบายถึงตัวเลือกที่ท่านสามารถเลือกได้เกี่ยวกับการเปิดเผยข้อมูลของท่านเอง การปกป้องดูแลข้อมูลส่วนตัวของท่านเปรียบเสมือนความไว้วางใจที่ท่านมีให้เราและเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ ดังนั้นเราจึงจะขอใช้เพียงข้อมูลบางส่วนของท่านอันได้แก่ ชื่อ และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เฉพาะที่สอดคล้องกับนโยบายความเป็นส่วนตัวที่เราได้กำหนดไว้ ทั้งนี้เราจึงเก็บรวบรวมเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการดำเนินความสัมพันธ์ทางธุรกรรมของเรากับท่านเท่านั้น ทางเราจะเก็บรักษาข้อมูลของท่านไว้เป็นระยะเวลาตราบเท่าที่กฎหมายกำหนดหรือ เป็นระยะเวลาตามวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูลนั้นๆ ท่านสามารถเยี่ยมชมและท่องเว็บไซต์ของเราได้โดยไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ โดยตลอดการเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา ท่านจะอยู่ในฐานะผู้ไม่เปิดเผยตัวตน และไม่สามารถระบุตัวตนได้ตลอดเวลา จนกว่าท่านจะลงทะเบียนสมัครบัญชีผู้ใช้ และได้เข้าสู่ระบบด้วยชื่อบัญชีและรหัสผ่านของท่านเอง คลังข้อมูลส่วนบุคคล บริษัท เบบี้กิ๊ฟ (ไทยแลนด์)  จะไม่ยอมให้บุคคลภายนอกมีส่วนร่วมรู้เห็นข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้าที่ได้เก็บไว้โดยเด็ดขาด ข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกเก็บไว้จะได้รับการเปิดเผยเฉพาะภายในเครือบริษัทของเราเพื่อการดำเนินการภายในเท่านั้น เมื่อท่านได้สร้างบัญชีผู้ใช้กับบริษัท เบบี้กิ๊ฟ (ไทยแลนด์) ข้อมูลส่วนบุคคลที่เราจะเก็บไว้ มีดังต่อไปนี้ ข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ-นามสกุล, วันเดือนปีเกิด, เพศ, อายุ, เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก, เลขประจำตัวผู้เสียภาษี, สัญชาติ เป็นต้น ข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อ เช่น […]

การเลือก “เป้อุ้มทารก” เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ให้ความสำคัญ เพราะไม่ใช่แค่ช่วยให้สะดวกขึ้น แต่ยังช่วยให้ลูกน้อยรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แต่คำถามที่เจอบ่อยคือ “ควรเลือกแบบไหนดี?” “ยี่ห้อไหนเหมาะกับลูกเรา?” ทำไมควรใช้เป้อุ้มทารก? เป้อุ้มไม่ได้มีแค่ความสะดวก แต่ยังช่วยในหลายด้าน ทำให้ลูกรู้สึกใกล้ชิด อบอุ่น เหมือนอยู่กับแม่ ช่วยลดการงอแง (โดยเฉพาะเด็กที่ติดอุ้ม) พ่อแม่เคลื่อนไหวสะดวกขึ้น เช่น เดินห้าง / ทำงานบ้าน เหมาะมากสำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่ต้อง “เลี้ยงลูกไป ใช้ชีวิตไป” วิธีเลือกเป้อุ้มให้เหมาะกับลูก 1. รองรับสรีระทารก (Ergonomic Design) รองรับสะโพกแบบตัว M ไม่กดทับกระดูกสันหลัง สำคัญต่อพัฒนาการระยะยาว 2. ปรับได้ตามช่วงวัย ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกิด เด็กโต ปรับสาย / ปรับตำแหน่งได้ ช่วยให้ใช้งานได้คุ้มค่า ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย 3. พ่อแม่ใส่สบาย น้ำหนักไม่กดไหล่ มี Hip Seat (ที่นั่งรองสะโพก) ช่วยกระจายน้ำหนัก ลดอาการปวดหลัง 4. วัสดุระบายอากาศ ไม่ร้อน อับ […]

การได้โอบกอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษและเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ภารกิจนี้อาจมาพร้อมความกังวลใจ เพราะร่างกายของทารกนั้นบอบบางกว่าที่คิด การเรียนรู้ท่าอุ้มที่ถูกวิธีจึงเป็นทักษะแรกที่สำคัญที่สุด เพื่อส่งต่อความอบอุ่นอย่างปลอดภัยและเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ท่าอุ้ม สำคัญอย่างไรต่อสรีระและพัฒนาการของลูกน้อย การใส่ใจเรื่องท่าอุ้ม ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างร่างกายของเด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อคอและหลังของทารกยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักศีรษะได้เอง หากอุ้มผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสรีระ หรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่กระทบต่อสมองได้ การใช้ท่าอุ้มต่าง ๆ อย่างเหมาะสมจึงเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพที่แข็งแรง รวมเทคนิคท่าอุ้มต่าง ๆ ที่คุณแม่ต้องฝึกให้ชำนาญ การเลี้ยงลูกมีหลายสถานการณ์ที่ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน คุณแม่จึงควรฝึกฝนท่าอุ้มต่าง ๆ ให้หลากหลายและคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มเพื่อให้นม อุ้มเพื่อระบายลม หรืออุ้มเพื่อปลอบโยน ซึ่งแต่ละท่ามีเทคนิคเฉพาะตัวดังนี้ ท่าอุ้มทารกแรกเกิด วิธีการประคองศีรษะให้มั่นคงปลอดภัย สำหรับวัยแรกเกิด ท่าอุ้มที่ปลอดภัยที่สุดคือการประคองศีรษะและท้ายทอยให้มั่นคงเสมอ โดยใช้มือหนึ่งช้อนใต้ก้นและอีกมือรองรับลำคอ จากนั้นค่อย ๆ ช้อนตัวลูกมาแนบอก ให้ศีรษะวางบนข้อพับแขนอย่างนุ่มนวล ท่านี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงและป้องกันการสะบัดของศีรษะที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกสันหลังที่ยังบอบบาง ท่าอุ้มเรอ วิธีจับลูกเรอหลังมื้อนมเพื่อลดลมในกระเพาะ หลังอิ่มนม การใช้ท่าอุ้มเพื่อช่วยระบายลมเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณแม่อาจใช้วิธีอุ้มพาดบ่า โดยให้คางของลูกเกยบนไหล่แล้วลูบหลังเบา ๆ หรือจัดให้นั่งบนตักโดยใช้มือประคองหน้าอกและคางไว้ (หลีกเลี่ยงการกดทับลำคอ) เพื่อช่วยไล่ลมในกระเพาะอาหาร ลดอาการอึดอัด และป้องกันการแหวะนมที่อาจทำให้ลูกไม่สบายตัว ท่าอุ้มเข้าเต้า 4 ท่ามาตรฐานที่ช่วยให้นมลูกได้ง่ายขึ้น การให้นมจะราบรื่นขึ้นหากเลือกท่าอุ้มที่ถูกต้อง เช่น ท่าอุ้มนอนขวาง (Cradle […]

หนึ่งในความปรารถนาสูงสุดของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือการคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย ลูกน้อยแรกคลอดมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด   แต่ปัญหาหนึ่งที่คุณแม่หลายๆ ท่านต้องพบเจอ คือภาวะคลอดก่อนกำหนด  ที่ทำให้คุณแม่จำเป็นต้องคลอดก่อนเวลา ลูกน้อยต้องคลอดในขณะที่ยังตัวเล็ก มีโอกาสเจ็บป่วย และพิการ รวมทั้งอวัยวะต่างๆ ยังทำงานหรือพัฒนาได้ไม่ดี เรื่องการคลอดก่อนกำหนดแบบนี้ไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นจะดีกว่าไหม? หากเราสามารถตรวจสอบหรือเช็กก่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะคลอดก่อนกำหนดร้ายนี้เกิดขึ้น รู้จักกับปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงคลอดก่อนกำหนด ไม่มีแม่ท้องคนไหนอยากให้ลูกคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นการรู้ทัน ป้องกันไว้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีต่อทุกคน เราจึงอยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาลองสังเกตและรู้จักกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด นั่นคือ การวัดปากมดลูก ป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด เพราะความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดมีค่อนข้างมาก หากคุณแม่ได้สังเกตรู้ก่อนเพื่อป้องกันจะทำให้ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ทางการแพทย์ใช้ในการป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด คือการวัดปากมดลูก  แต่จะต้องทำอย่างไร มีข้อจำกัดหรืออันตรายหรือไม่…ไปดูกันค่ะ การวัดปากมดลูกคืออะไร? คือการตรวจคัดกรองว่าคุณแม่มีภาวะปากมดลูกสั้นหรือไม่ ด้วยวิธีการประเมินปากมดลูกจากการวัดความยาวของปากมดลูก ผ่านการสแกนด้วยอัลตร้าซาวนด์ทางช่องคลอด หรือโดยแพทย์ วิธีนี้เป็นการวัดความยาวและประเมินความยาวปากมดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่ามีขนาดปกติ หรือมีความสั้นจนเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด  การวัดปากมดลูกหรือัลตราซาวนด์ปากมดลูกนี้ มีความปลอดภัย คุณแม่ไม่เจ็บ ทำไมต้องวัดปากมดลูก เพราะปากมดลูกเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด ตามปกติหากคุณแม่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ปากมดลูกจะมีความยาวอย่างน้อยประมาณ 3 ซม. ซึ่งหากในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่มีปากมดลูกสั้นกว่าปกติ จะสัมพันธ์และทำให้มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด  ยิ่งความยาวของปากมดลูกสั้นก็จะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดมากยิ่งขึ้น รวมถึงแพทย์จะได้ตรวจด้วยว่าคุณแม่มีการเปิดของปากมดลูกด้านในหรือเปล่า เพราะหากปากมดลูกเปิดเร็วก็อาจคลอดก่อนกำหนดเร็วด้วย ดังนั้นการที่สูติแพทย์ทำการวัดความยาวปากมดลูกโดยอัลตราซาวนด์  […]

หลากหลายฟังก์ชั่น ช่วงอายุการใช้งานยาวนาน รองรับเด็กมีความสูง 76 ถึง 150 ซมผ่านมาตรฐานความปลอดภัย I-size R 129 และการรับรองจากสภาบันชั้นนำ เบาะกว้าง นั่งสบาย นุ่มกว่าที่เคยสัมผัสรองรับเด็กน้ำหนัก 15 ถึง 36 กิโลกรัมผ่านมาตรฐาน  ECE R44-04และการทดสอบจากสถาบันชั้นนำในยุโรป พกพาสะดวก ติดตั้งง่ายรองรับเด็กน้ำหนัก 15 ถึง 36 กิโลกรัมผ่านมาตรฐานความปลอดภัย ECE R44-04 

เคล็ดลับการฝึกลูกนั่งคาร์ซีท car seat จากประสบการณ์จริงคุณแม่ลูกสอง โดย แม่ป่าน เพจ เลี้ยงลูกอย่างมีความสุข by mommy Arpan 1. ฝึกเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ : ถ้าเป็นไปได้จัดเตรียมคาร์ซีท car seat ไว้ก่อนคลอด และให้ลูกนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล จะช่วยสร้างความคุ้นเคยให้กับทั้งตัวลูกและพ่อแม่ 2. ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอจนกลายเป็น routine (กิจวัตร) : ไม่ว่าจะไปไหน ใกล้หรือไกลต้องให้เด็กนั่ง car seat ทุกครั้ง เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ ปฏิบัติจนคุ้นชิน และทุกอย่างจะง่ายขึ้นเองค่ะ 3. ปรับทัศนคติให้ตรงกัน (ปัญหาหลักที่หลายบ้านพบเจอ) : โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านที่อาจจะยังไม่เข้าใจ หรือยังมองไม่เห็นความสำคัญ ลองนั่งพูดคุยบอกเล่าเหตุการณ์ๆต่างๆในข่าว ที่เวลาเกิดอุบัติเหตุและเด็กที่นั่ง car seat รอดชีวิต เปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่ได้นั่งและเกิดความสูญเสียร้ายแรงตามมา และลองคุยปรับความเข้าใจกับท่านดู เชื่อว่าถ้าท่านรักและห่วงหลานๆเป็นทุน ยังไงวันหนึ่งท่านจะเข้าใจค่ะ อีกวิธีหนึ่งที่แนะนำคือลองหาวิดิโอใน Youtube สาธิตแรงกระแทกที่เกิดขณะรถชน (จะมีสาธิตเปรียบเทียบระหว่างมีคนอุ้มเด็ก กับเด็กนั่งคาร์ซีท ….หวังว่าภาพที่เห็นจะสามารถเปลี่ยนใจของบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านได้นะคะ […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid