รวมกิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ เด็กสนุก ผู้ปกครองแฮปปี้
เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมเด็กนอกบ้านจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์จริง บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 ที่เที่ยวเด็ก กทม. และพื้นที่ใกล้เคียงที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาวันหยุดอย่างมีคุณค่าร่วมกัน
วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก

การเลือกสถานที่ทำกิจกรรมเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยที่สุด
กิจกรรมเด็กสำหรับทารกและเด็กเล็ก (0-3 ปี)
เน้นสถานที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม
- สวนสาธารณะที่มีโซนพื้นที่นุ่มหรือพื้นหญ้าที่สะอาด
- Indoor Playground ที่แยกโซนเด็กเล็กโดยเฉพาะ
- ห้องสมุดเด็กที่มีหนังสือภาพสีสันสดใส
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยอนุบาล (3-6 ปี)
วัยนี้กำลังช่างจดจำและเลียนแบบ ควรเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ
- พิพิธภัณฑ์เด็กที่มีนิทรรศการแบบลงมือทำ (Hands-on)
- สวนสัตว์เปิดที่อนุญาตให้สัมผัสสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด
- ศูนย์ศิลปะสำหรับกิจกรรมวาดเขียนและงานประดิษฐ์
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยประถม (7-12 ปี)
เด็กโตต้องการความท้าทายและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะทางสมอง
- ศูนย์วิทยาศาสตร์ที่มีการทดลองแบบโต้ตอบ
- สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นผจญภัยหลากหลาย
- สนามกีฬาหรือลานสเก็ตที่ฝึกความคล่องตัว
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยรุ่น (13-18 ปี)
เน้นกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจในตัวเองและการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน
- ศูนย์ VR Game หรือสนามเลเซอร์แท็กที่เน้นการวางแผน
- โรงเรียนสอนทักษะพิเศษ เช่น ดนตรี หรือกีฬา Extreme
- ยิมยิมนาสติกหรือแทรมโพลีนเพื่อปลดปล่อยพลังงาน
15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวเด็ก กทม. ที่ไปได้ทั้งครอบครัว มีทั้งโซนความรู้และความบันเทิงแบบจัดเต็ม นี่คือ 15 พิกัดแนะนำที่เราคัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ตามไปเช็กอินได้ตลอดปีนี้
1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (RAMA9 MUSEUM)
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง รวบรวมความรู้เรื่องวิวัฒนาการโลกและสิ่งมีชีวิตผ่านสื่อที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการมาเป็นครอบครัวเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม
- ไฮไลต์: โซนบ้านของเรา (Our Home) และโซนชีวิตของเรา (Our Life)
- ค่าเข้าชม: 200 บาท
- เวลาทำการ: 09.30 – 15.00 น. (ปิดวันจันทร์)
- ที่ตั้ง: คลองห้า ปทุมธานี
2. ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ (Topgolf Megacity)
สถานที่พักผ่อนสไตล์ Sport & Entertainment ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เด็ก ๆ สามารถสนุกกับเกมกอล์ฟเสมือนจริงที่เล่นง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานกอล์ฟมาก่อน
- ไฮไลต์: สนามมินิกอล์ฟ 18 หลุม และโซนอาหารที่หลากหลาย
- ค่าเข้าชม: เริ่มต้น 350 บาท
- เวลาทำการ: 09.00 – 23.00 น.
- ที่ตั้ง: ติดเมกาบางนา
3. ซับซีโร่ ไอซ์สเก็ต คลับ (Sub Zero Ice Skate Club)
ลานไอซ์สเก็ตเรืองแสงสุดล้ำที่จะมอบประสบการณ์ความเย็นเฉียด 0 องศา พร้อมโค้ชมือโปรที่คอยให้คำแนะนำ เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการฝึกการทรงตัวและความมั่นใจ
- ไฮไลต์: บรรยากาศแบบ Cosmic สวยงามตระการตา
- ค่าเข้าชม: 400 บาท
- เวลาทำการ: 12.30 – 19.30 น.
- ที่ตั้ง: เอกมัย สุขุมวิท
4. บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ (Blu-O Rhythm & Bowl)
ศูนย์รวมความบันเทิงที่ครบวงจร ทั้งโยนโบว์ลิ่งและร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดีในพื้นที่ส่วนตัว
- ไฮไลต์: รางโบว์ลิ่งสำหรับเด็กและห้องคาราโอเกะที่ทันสมัย
- ราคา: เริ่มต้น 180 บาท
- เวลาทำการ: 11.00 – 24.00 น.
- ที่ตั้ง: มีหลายสาขา เช่น รัชโยธิน, พารากอน
5. สวนน้ำสยามอะเมซิ่งพาร์ค (Siam Amazing Park)
อาณาจักรแห่งความเย็นฉ่ำและเครื่องเล่นผจญภัย มีสระน้ำคลื่นเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโซนจูราสสิกที่เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับไดโนเสาร์เสมือนจริง
- ไฮไลต์: สไลเดอร์ยักษ์สายรุ้งและสระน้ำคลื่นเทียม
- ราคา: เริ่มต้น 150 บาท (Adult Entry Pass)
- เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
- ที่ตั้ง: ถนนสวนสยาม คันนายาว
6. สวนสนุกดรีมเวิล์ด (DREAM WORLD)
ดินแดนแห่งจินตนาการที่มีทั้งสวนสนุก สวนน้ำ และเมืองหิมะ จัดเต็มด้วยมุมถ่ายภาพสวย ๆ ทั่วทั้งสวนสนุก ให้คุณแม่เก็บภาพความประทับใจของเด็ก ๆ ได้ไม่อั้น
- ไฮไลต์: เมืองหิมะ (Snow Town) และขบวนพาเหรดนานาชาติ
- ราคา: เด็ก 200 บาท, ผู้ใหญ่ 250 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 17.00 น.
- ที่ตั้ง: ธัญบุรี ปทุมธานี
7. ซาฟารีเวิลด์ (Safari World)
สวนสัตว์เปิดที่ให้เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่านานาชนิด นั่งรถชมเสือ สิงโต และยีราฟคอยาว พร้อมชมโชว์การแสดงที่น่ารักของโลมาและสิงโตทะเล
- ไฮไลต์: Feeding Truck ให้อาหารสัตว์ดุร้าย และโซนล่องเรือผจญภัย
- ราคา: ผู้ใหญ่ 750 บาท, เด็ก 650 บาท (เข้าได้ 2 โซน)
- เวลาทำการ: 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)
- ที่ตั้ง: ถนนปัญญาอินทรา คลองสามวา
8. ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์ (Sea Life Bangkok Ocean World)
อควาเรียมใจกลางเมืองที่รวบรวมสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 400 สายพันธุ์ ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำผ่านอุโมงค์ใต้น้ำขนาดยักษ์
- ไฮไลต์: อุโมงค์ปลาฉลามและปลาหมึกยักษ์
- ราคา: เริ่มต้น 1,090 บาท (Fun Package)
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: ชั้น B1-B2 สยามพารากอน
9. เพลย์สแควร์ (PlaySquare)
สนามเลเซอร์แท็กในธีมอวกาศสุดมัน เหมาะสำหรับเด็กโตที่ต้องการความสนุกแบบสายลุย เกมเน้นการวางแผนเป็นทีม ช่วยฝึกไหวพริบและความคล่องตัว
- ไฮไลต์: สนามเลเซอร์แท็กธีมอวกาศ 3 ชั้น
- ราคา: 350 บาทต่อเกม
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2
10. สวนสนุกเพลย์มอนโด (Playmondo)
สวนสนุกในร่มที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น มีจุดจำลองอาชีพต่าง ๆ เช่น เชฟ คุณหมอ และแคชเชียร์ ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมและจินตนาการ
- ไฮไลต์: โซนบทบาทสมมติ (Role Play) และเครื่องเล่นมาตรฐานโลก
- ราคา: เริ่มต้น 660 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลอีสต์วิลล์
11. คับส์ บาย เพลย์มอนโด (CUBS by Playmondo)
โซนกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กวัย 0-7 ปี โดยเฉพาะ ตกแต่งในธีมธรรมชาติที่สวยงาม ช่วยกระตุ้นความสนใจและการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสเครื่องเล่นที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก
- ไฮไลต์: โซนป่าไม้ และโซนมหาสมุทรสำหรับเบบี๋
- ราคา: เริ่มต้น 320 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัล ลาดพร้าว และพระราม 2
12. HARBORLAND (ฮาร์เบอร์แลนด์)
สนามเด็กเล่นในร่มขนาดมหึมาที่เด็ก ๆ ทั่วเมืองหลงรัก มีสไลเดอร์ยักษ์และเครื่องเล่นเสริมทักษะมากมายบนพื้นที่กว้างขวางถึง 5,000 ตารางเมตร
- ไฮไลต์: เครื่องเล่นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจากยุโรป
- ราคา: เริ่มต้น 200 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: ไอคอนสยาม และสาขาอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ
13. สวนสนุกธีมภาพยนตร์ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส ( Columbia Pictures Aquaverse)
สวนสนุกและสวนน้ำธีมภาพยนตร์ดังที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับโซน Ghostbusters และ Jumanji ที่มีการจัดแสดงและเครื่องเล่นสุดอลังการ
- ไฮไลต์: สไลเดอร์ธีม Jumanji และเครื่องเล่น Men in Black
- ราคา: เริ่มต้น 1,390 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
- ที่ตั้ง: นาจอมเทียน ชลบุรี
14. ซีโร่ ลาเทนซี่ (Zero Latency)
ประสบการณ์ VR แบบไร้สายที่สมจริงที่สุดในไทย พ่อแม่และลูกสามารถเข้าร่วมทีมได้สูงสุด 8 คน เพื่อร่วมผจญภัยในโลกเสมือนจริงที่ตื่นเต้นไม่เหมือนใคร
- ไฮไลต์: ระบบ VR ไร้สายที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
- ราคา: 790 บาท (ลด 10% สำหรับสมาชิก KTC)
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4
15. บ๊าวซ์ (Bounce Thailand)
ลานแทรมโพลีนที่จะให้เด็ก ๆ ได้ปลดปล่อยพลังงานและฝึกทักษะยิมนาสติกพื้นฐาน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความมั่นใจในตัวเองผ่านการกระโดดสุดมัน
- ไฮไลต์: โซนแทรมโพลีนสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
- ราคา: 200 บาท
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4
สรุปบทความ
ไม่ว่าจะเลือกที่เที่ยวเด็ก กทม. รูปแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความพร้อมของอุปกรณ์ หากต้องเดินทางไกล อย่าลืมตรวจสอบว่า คาร์ซีท หรือคาร์ซีทเด็กโต ของลูกติดตั้งไว้อย่างแน่นหนาแล้ว หรือถ้าเป็นเด็กเล็ก การมีผู้ช่วยอย่างเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดีที่สวมใส่สบายจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่เมื่อยล้า BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าแม่และเด็ก พร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เพื่อให้ทุกกิจกรรมเด็ก กลายเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษสำหรับครอบครัว
คำถามที่พบบ่อย
กิจกรรมเด็กแบบไหนที่เหมาะสมกับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน
วัยนี้เน้นกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสเบา ๆ เช่น การฟังเพลง การลูบสัมผัสผิว หรือการพาออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ที่ไม่พลุกพล่าน
หากลูกไม่สนใจกิจกรรมเด็กที่จัดให้ ควรทำอย่างไร?
คุณแม่ไม่ควรบังคับ ลองสังเกตความสนใจของลูกแล้วปรับกิจกรรมให้ยืดหยุ่น การให้ลูกได้เลือกสิ่งที่อยากเล่นเองจะช่วยสร้างความสนุกได้มากกว่า
กิจกรรมเด็ก ประเภทไหนช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด?
กิจกรรมแนวบทบาทสมมติหรืองานศิลปะแบบปลายเปิด (Open-ended play) จะช่วยให้เด็กได้ใช้จินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดได้ดีที่สุด
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
ความเชื่อแรกที่ต้องมี..คาร์ซีทคือสิ่งสำคัญ เคยคิดไหมว่าถ้าวันหนึ่งคุณขับรถประสบอุบัติเหตุจนทำให้ลูกน้อยๆ ของคุณได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต คุณจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?? ผมถือว่าผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของคาร์ซีทสำหรับเด็กๆ ทั้งจากคุณหมอประจำตัวลูกๆ พี่สาว ภรรยา ตลอดจนเพื่อนๆของผมและภรรยาที่เคยมีลูกมาก่อน ที่พร่ำสอนว่า ต้องให้เด็กนั่งคาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถนะ… ทุกครั้งที่ผมเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผมกับภรรยาจะให้ลูกๆนั่งคาร์ซีทตลอดเวลา ถึงแม้ช่วงแรกๆ (รวมถึงช่วงหลังๆด้วยบางเวลา) เค้าจะร้องไห้ฟูมฟายก็ตาม เราก็ต้องใจแข็งปล่อยให้ร้องไห้ไป เพราะถือคติว่า “safety first” พอนานๆเข้า เด็กๆก็จะเริ่มรู้เงื่อนไขเองว่า ถ้าไม่นั่งบนคาร์ซีทจะไม่ได้ขึ้นรถไปด้วย แม้แต่วันแรกที่พาลูกออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด ผมและภรรยาก็ให้ลูกน้อยนั่งคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด …เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนมักจะใจอ่อน และมักจะคิดว่านิดหน่อยคงไม่เป็นอะไร แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีจริงๆ แข็งใจปล่อยให้ลูกร้องไห้ ดีกว่าไม่มีโอกาสให้เขาได้ร้องไห้นะครับ… กระนั้นก็ดี ด้วยความที่คาร์ซีทยี่ห้อดีๆมักจะมีราคาสูง(มาก) เดิมทีผมมีลูกชายคนเดียวก็มีสำหรับเด็กแรกเกิดถึงสองขวบ ต่อมาพอน้องปัณณ์โตขึ้นก็กัดฟันควักกระเป๋าซื้อสำหรับเด็ก 1-5 ขวบ มาอีกตัว จากนั้นพอผมมีน้องปุณณ์ ลูกสาวอีกคนที่อายุย่างเข้า 9 เดือน ภรรยาก็อยากได้ คาร์ซีทที่แข็งแรงๆ อีกอันไว้ให้น้องปัณณ์นั่ง ส่วนน้องปุณณ์จะขยับมานั่งอันที่สองแทน ผมก็คัดค้านเพราะเห็นว่าสิ้นเปลือง อันแรกยังใช้ได้อยู่เลย… แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ยอมควักเงินอีกสองหมื่นกว่าซื้อมาอีกตัวอย่างเสียไม่ได้ หลังจากซื้อมาได้เพียงเดือนเดียว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและร้ายแรงที่สุดในชีวิตผมก็เกิดขึ้นจนได้ ผมกับครอบครัวเดินทางไป กทม. โดยลูกชายผมนั่งคาร์ซีทตัวใหม่อยู่ด้านข้างคนขับ (ขยับเบาะให้ไกลจาก […]
หนึ่งในความปรารถนาสูงสุดของคุณแม่ตั้งครรภ์ คือการคลอดลูกน้อยได้อย่างปลอดภัย ลูกน้อยแรกคลอดมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด แต่ปัญหาหนึ่งที่คุณแม่หลายๆ ท่านต้องพบเจอ คือภาวะคลอดก่อนกำหนด ที่ทำให้คุณแม่จำเป็นต้องคลอดก่อนเวลา ลูกน้อยต้องคลอดในขณะที่ยังตัวเล็ก มีโอกาสเจ็บป่วย และพิการ รวมทั้งอวัยวะต่างๆ ยังทำงานหรือพัฒนาได้ไม่ดี เรื่องการคลอดก่อนกำหนดแบบนี้ไม่มีครอบครัวไหนอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นจะดีกว่าไหม? หากเราสามารถตรวจสอบหรือเช็กก่อนได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะคลอดก่อนกำหนดร้ายนี้เกิดขึ้น รู้จักกับปัจจัยเสี่ยง เลี่ยงคลอดก่อนกำหนด ไม่มีแม่ท้องคนไหนอยากให้ลูกคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นการรู้ทัน ป้องกันไว้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีต่อทุกคน เราจึงอยากให้คุณแม่ตั้งครรภ์มาลองสังเกตและรู้จักกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด นั่นคือ การวัดปากมดลูก ป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด เพราะความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดมีค่อนข้างมาก หากคุณแม่ได้สังเกตรู้ก่อนเพื่อป้องกันจะทำให้ลดความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่ทางการแพทย์ใช้ในการป้องกันและลดปัญหาคลอดก่อนกำหนด คือการวัดปากมดลูก แต่จะต้องทำอย่างไร มีข้อจำกัดหรืออันตรายหรือไม่…ไปดูกันค่ะ การวัดปากมดลูกคืออะไร? คือการตรวจคัดกรองว่าคุณแม่มีภาวะปากมดลูกสั้นหรือไม่ ด้วยวิธีการประเมินปากมดลูกจากการวัดความยาวของปากมดลูก ผ่านการสแกนด้วยอัลตร้าซาวนด์ทางช่องคลอด หรือโดยแพทย์ วิธีนี้เป็นการวัดความยาวและประเมินความยาวปากมดลูกของคุณแม่ตั้งครรภ์ว่ามีขนาดปกติ หรือมีความสั้นจนเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนด การวัดปากมดลูกหรือัลตราซาวนด์ปากมดลูกนี้ มีความปลอดภัย คุณแม่ไม่เจ็บ ทำไมต้องวัดปากมดลูก เพราะปากมดลูกเป็นส่วนล่างของมดลูกที่เชื่อมต่อกับช่องคลอด ตามปกติหากคุณแม่ไม่ได้ตั้งครรภ์ ปากมดลูกจะมีความยาวอย่างน้อยประมาณ 3 ซม. ซึ่งหากในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่มีปากมดลูกสั้นกว่าปกติ จะสัมพันธ์และทำให้มีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด ยิ่งความยาวของปากมดลูกสั้นก็จะเสี่ยงคลอดก่อนกำหนดมากยิ่งขึ้น รวมถึงแพทย์จะได้ตรวจด้วยว่าคุณแม่มีการเปิดของปากมดลูกด้านในหรือเปล่า เพราะหากปากมดลูกเปิดเร็วก็อาจคลอดก่อนกำหนดเร็วด้วย ดังนั้นการที่สูติแพทย์ทำการวัดความยาวปากมดลูกโดยอัลตราซาวนด์ […]
การเตรียมความพร้อมให้กับลูกน้อยนั้นมีสิ่งที่จำเป็นอยู่หลายอย่าง เริ่มตั้งแต่ก่อนคลอดไปจนถึงการเลี้ยงดูลูกตามช่วงวัยต่าง ๆ และสิ่งที่จำเป็นอย่างหนึ่งก็คือ คาร์ซีทสำหรับลูกน้อย อย่างคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก ๆ ขณะนั่งรถยนต์ เพื่อช่วยลดโอกาสในการบาดเจ็บรุนแรงแก่เด็ก ๆ หากเกิดอุบัติที่ไม่คาดคิด ซึ่งปัจุบันมีคาร์ซีทหลากหลายรูปแบบมากมาย ทั้ง คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี คาร์ซีทสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป คาร์ซีทที่ใช้สำหรับเด็กโตอายุ 4 – 12 ปี รวมถึง คาร์ซีทแบบกระเช้า ที่นิยมใช้กันมากขึ้น คาร์ซีทกระเช้าคืออะไร เป็นแบบไหน เหมาะกับเด็กช่วงวัยใด ควรเลือกซื้ออย่างไรบ้าง มารู้จักให้มากขึ้นผ่านบทความนี้กันค่ะ คาร์ซีทแบบกระเช้า เลือกยังไง ให้เหมาะกับลูกน้อย หาคำตอบได้ในบทความนี้ คาร์ซีทกระเช้า คืออะไร ? คาร์ซีทแบบกระเช้า (Infant Car Seat) หรือคาร์ซีทแบบ Newborn Only เป็นคาร์ซีทที่ใช้สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงอายุไม่เกิน 24 เดือน เหมาะสำหรับการติดตั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ มีลักษณะรูปร่างคล้ายกับตะกร้า และมีที่สำหรับจับถือหิ้ว สามารถวางไว้ในรถได้ และยกออกได้เลยโดยที่ไม่ต้องอุ้มเด็กออกจากคาร์ซีท ทำให้ไม่รบกวนการนอนหลับของลูกน้อยรวมถึงเคลื่อนย้ายได้ง่ายไม่ยุ่งยาก […]
ตัดเล็บทารก หน้าที่นี้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักจะแอบเกร็งเลยใช่ไหมคะ เพราะนิ้วลูกยังเล็กมาก เล็บก็ยังอ่อนและเปราะบาง คุณพ่อคุณแม่เลยกลัวว่าจะตัดเล็บเข้าเนื้อทำให้ลูกน้อยเจ็บตัวได้ แต่อย่ากลัวเลยค่ะ เพราะเรามี ”วิธีการตัดเล็บทารก” มาแชร์ให้อ่านกัน วิธีตัดเล็บนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีความมั่นใจในการตัดเล็บให้ลูกน้อยมากขึ้น ตัดเล็บทารก เรื่องง่าย ๆ ถ้ารู้วิธีที่ถูกต้อง พร้อมอุปกรณ์ที่เหมาะสม ตัดเล็บทารก ควรตัดบ่อยแค่ไหน เล็บมือทารกจะยาวขึ้นวันละ 0.1 มม. ส่วนเล็บเท้าจะยาวช้ากว่า เด็กเล็กจึงควรตัดเล็บมือเฉลี่ย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ และเล็บเท้า 2-3 ครั้งต่อเดือน ซึ่งช่วงเดือนแรกลูกน้อยเล็บยังนิ่ม แต่ก็สามารถบาดผิวลูกได้ จึงแนะนำให้ใช้การตะไบมากกว่าการตัด แต่หลังจากนั้นเล็บจะแข็งแรงขึ้น สามารถเลือกใช้ตะไบตัดเล็บหรือกรรไกรก็ได้ แล้วแต่ความถนัดของคุณพ่อคุณแม่ วิธีตัดเล็บทารก ตัดเล็บทารกให้ไม่เข้าเนื้อ ตัดเล็บเข้าเนื้อ อันตรายกว่าที่คิด การตัดเล็บให้ลูกน้อยอย่างไม่เชี่ยวชาญ ใช้อุปกรณ์ตัดเล็บไม่เหมาะสม และไม่ระวังมากพอ อาจทำให้ตัดเข้าเนื้อ เล็บฉีก จนลูกน้อยบาดเจ็บเลือดไหล และอันตรายไปถึงขั้นติดเชื้อได้เลยนะคะ จากข้อมูลเพจเรื่องเล่าจากโรงหมอ ได้นำเสนอข่าวเด็กวัยสิบเดือนที่ยายตัดเล็บให้ จากนั้นนิ้วโป้งเท้าของเด็กก็เริ่มบวม แดง อักเสบ มีไข้สูง เมื่อพาไปพบคุณหมอก็ได้ข้อวินิจฉัยว่าเด็กนิ้วเท้าอักเสบและติดเชื้อในกระแสเลือด คุณหมอจึงขออนุญาตคุณพ่อคุณแม่นำรูปมาโพสต์เตือนให้พ่อแม่ทุกคนระวังในการตัดเล็บลูกน้อยมากขึ้น เห็นแบบนี้แล้วคุณพ่อคุณแม่ต้องเลือกอุปกรณ์ตัดเล็บให้เหมาะกับวัยของลูกและควรตัดอย่างระมัดระวังมากขึ้นนะคะ ที่ตัดเล็บเด็ก ควรใช้แบบไหนให้ปลอดภัย 1. กรรไกรตัดเล็บเด็ก 2. […]
ใกล้คลอดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนอาจกำลังกังวลกับการ ผ่าคลอด วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมความรู้มาให้คุณแม่ได้เห็นอีกมุมของการ ผ่าคลอด ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ โดยปกติแล้วคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติเอง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะเชื่อว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อย และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมมากก็คือ “การผ่าคลอด” โดยการผ่าคลอด แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. ผ่าคลอด แบบวางแผนมาก่อน เมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดเองไม่ได้ หรือคุณหมอเห็นเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดวันผ่าคลอด ได้แก่ คุณแม่สุขภาพไม่ดีมีความเสี่ยงสูง คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน คุณแม่ท้องแฝดไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ รวมไปถึงทารกที่อยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤตมีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว 2. ผ่าคลอด แบบฉุกเฉิน คุณแม่บางคนเกิดภาวะความเสี่ยงกะทันหัน จำเป็นต้องได้รับการผ่าคลอดแบบฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ข้อดีของการ “ผ่าคลอด” ปัจจุบันการผ่าคลอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าคลอด จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการคลอดแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย หากคุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวล ควรเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอเพื่อวางแผนเลือกวิธีการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดต่อคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ Baby Gift หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษาทีม Baby Gift Expert เรายินดีให้คำแนะนำค่ะ
คุณแม่ทั้งหลายรู้สึกถึงลูกดิ้นกันรึยังจ้ะ ที่เค้าว่ากันว่าเวลาลูกดิ้นเป็นช่วงที่แฮปปี้สุดๆ นั้นไม่ใช่เรื่องโม้นะ เพราะว่ามันเป็นความมหัศจรรย์ที่น่าตื่นเต้น เหมือนโลกหยุดหมุนเลยล่ะ คุณแม่ๆ มือใหม่ทั้งหลายก็คงกำลังรอช่วงเวลานี้อย่างใจจดใจจ่ออยู่ใช่มั้ยคะ เรามาลองดูกันดีกว่าว่าลูกของคุณแม่ๆ ทั้งหลายจะเริ่มดิ้นกันตอนไหน ท้องเริ่มใหญ่แล้วแต่ลูกไม่เห็นดิ้นซักที… จริงๆ แล้วขนาดท้องก็ไม่ได้บ่งบอกถึงขนาดตัวลูกในท้องของคุณแม่นะ คุณแม่จะรู้สึกถึงการดิ้นของลูกเร็วหรือช้านั้นจะขึ้นอยู่กับผนังหน้าท้องของคุณแม่ต่างหากล่ะ คุณแม่ท่านไหนที่ดั้งเดิมเป็นคนตัวเล็ก ผนังหน้าท้องบาง ก็จะรู้สึกได้เร็วกว่าคุณแม่ที่มีผนังหน้าท้องที่หนาค่ะ ในช่วงท้องอ่อนๆ ขนาดตัวของลูกจะยังเล็กมาก ต่อให้ดิ้นเป็นวงกลมม้วนสิบตลบก็ไม่มีทางมาชนกับผนังหน้าท้องให้คุณแม่รู้สึกได้ค่ะ สำหรับคุณแม่ท้องแรกจะรู้สึกถึงลูกดิ้นตอนประมาณสัปดาห์ที่ 18-25 ส่วนคุณแม่ที่เคยตั้งท้องมาแล้วจะรู้สึกตอนประมาณสัปดาห์ที่ 13-14 ค่ะ ความรู้สึกแรกคือคุณแม่จะรู้สึกเหมือนโดนปลาตอดที่หน้าท้องเบาๆ อาจจะรู้สึกจั๊กจี้นิดนึง แต่มีความสุขสุดๆ ไปเลย ลูกดิ้นตอนไหนบ้างนะ? ลูกน้อยของเรามักจะหลับซะเยอะค่ะ แต่มักจะชอบตื่นมาแดนซ์ตอนช่วงดึกๆ ตั้งแต่ 3 ทุ่มจนเข้าตี 1 ตี 2 ราวกับจะเปิดผับในท้องของเราอย่างนั้นแหละ เอาจริงๆ แล้วลูกน้อยในท้องจะยังตื่นไม่เป็นเวลา เพราะเค้ายังไม่รู้จักกลางวันกลางคืน ส่วนใหญ่ลูกจะดิ้นหลังอาหารทั้งสามมื้อ เวลาคุณแม่ทานอะไรหวานๆ เวลาที่คุณแม่ได้ออกกำลังกายเบาๆ หรือแม้แต่เวลาที่คุณแม่หิวก็อาจจะทำให้ลูกดิ้น เพราะว่าเสียงท้องร้องของคุณแม่อาจจะกำลังกวนเค้าอยู่ พอคุณแม่เริ่มท้องแก่สักประมาณ 36 สัปดาห์ ความรู้สึกถึงการดิ้นของลูกอาจจะเปลี่ยนไปค่ะ จะช้าๆ เนิบๆ เพราะเค้าตัวใหญ่ขึ้นทำให้มีพื้นที่ในมดลูกแคบลง จะมาขยับปุปปับเหมือนเดิมก็คงไม่ได้ละ ลูกดิ้นสำคัญอย่างไร ในช่วงท้องอ่อนๆ จะเป็นช่วงที่คุณแม่กังวลมากว่าลูกยังอยู่กับเรารึเปล่าเพราะเราไม่รู้สึกถึงการขยับของเค้าเลย แต่พอเรารู้สึกว่าเค้าดิ้น เราจะอุ่นใจมากๆ ค่ะ เพราะการดิ้นของลูกน้อยทำให้เรารู้ว่าเค้ายังแข็งแรงดีอยู่นั่นเอง การนับลูกดิ้น คุณแม่มือใหม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องการนับลูกดิ้น แต่ก็อาจจะยังคงงงๆ ว่าจะนับยังไง การนับลูกดิ้นจริงๆ แล้วก็มีหลายวิธีนะ […]
