ครีมอาบน้ำเด็ก เลือกอย่างไรให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื้น สุขภาพดี ไม่ระคายเคือง

ครีมอาบน้ำเด็ก เลือกอย่างไรให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื้น สุขภาพดี ไม่ระคายเคือง

ผิวของทารกนั้นมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า การเลือกครีมอาบน้ำเด็กจึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่ทำความสะอาด แต่ต้องช่วยรักษาความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันผิว และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยของลูกรักอย่างแท้จริง

วิธีเลือกครีมอาบน้ำเด็ก ให้เหมาะสมกับผิวที่บอบบางของลูกน้อย

ก่อนจะตัดสินใจว่าเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี คุณแม่ควรมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสรีระที่บอบบางของเด็กเล็ก ดังนี้

  • เน้นความอ่อนโยนสูงสุด: หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรง กลิ่นหอมฉุน หรือสีสังเคราะห์ที่อาจกระตุ้นการระคายเคือง
  • ค่า pH Balance ที่สมดุล: เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีค่าความเป็นกรด-ด่างสมดุลกับผิวเด็ก (ประมาณ pH 5.5) เพื่อรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ
  • ปราศจากสารกลุ่มเสี่ยง: ต้องไม่มีพาราเบน (Paraben), SLS/SLES, แอลกอฮอล์ และซิลิโคน
  • ผ่านการทดสอบ Hypoallergenic: เพื่อยืนยันว่ามีโอกาสเกิดการแพ้ต่ำ เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย
  • มีส่วนผสมบำรุงผิว: เช่น วิตามินอี หรือสารสกัดจากธรรมชาติที่ช่วยให้ผิวนุ่มลื่นหลังอาบน้ำ

แนะนำ 10 ครีมอาบน้ำเด็ก ยี่ห้อไหนดี อัปเดตล่าสุด 2026

แนะนำ 10 ครีมอาบน้ำเด็ก ยี่ห้อไหนดี อัปเดตล่าสุด 2026

หากคุณแม่ยังลังเลว่าควรเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี ในปี 2026 นี้ ได้รวบรวม 10 แบรนด์ยอดนิยมที่ผ่านการยอมรับเรื่องความอ่อนโยนและประสิทธิภาพในการดูแลผิวลูกน้อยมาฝากกัน

1. Enfant Organic Moisture Baby Wash

แบรนด์ที่อยู่คู่คุณแม่ไทยมานาน ตัวนี้เป็นสูตรออร์แกนิกที่ทำความสะอาดได้ทั้งผิวและผมในขวดเดียว จุดเด่นอยู่ที่ฟองนุ่มลื่นล้างออกง่าย มีส่วนผสมจากข้าวโอ๊ต น้ำมันมะกอก และ Argan Oil ออร์แกนิก ช่วยคงสมดุล pH Balance ให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื้นหลังอาบเสร็จทันที

2. D-nee Organic For Newborn Head & Body Baby Bath

หนึ่งในครีมอาบน้ำเด็กยอดฮิตที่โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมละมุนสูตรออร์แกนิก ปลอดภัยจากสารเคมีรุนแรงอย่าง SLS และซิลิโคน ผสานคุณค่าสารสกัดธรรมชาติ 7 ชนิด มอบความชุ่มชื้นให้ผิวและเส้นผมของทารกแรกเกิดนุ่มลื่น สุขภาพดี เป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าและอ่อนโยนมาก

3. SEBAMED Baby Bubble Bath

หากคุณแม่กังวลเรื่องผดผื่นและผิวแพ้ง่าย ครีมอาบน้ำเด็กจาก Sebamed คือคำตอบ ด้วยค่า pH 5.5 ที่สมดุลกับผิวทารกที่สุด มาพร้อมสูตร No More Tear ที่ไม่ระคายเคืองดวงตา ปราศจากสารสบู่และด่าง 100% ช่วยปกป้องผิวให้แข็งแรงและลดการเกิดอาการระคายเคืองผิวหนังได้ดีเยี่ยม

4. Care Kids Head to Toe Wash

ตัวช่วยให้เด็ก ๆ สนุกกับการอาบน้ำมากขึ้นด้วยบรรยากาศสีสันสดใสและกลิ่นหอมที่เด็ก ๆ ชอบ สูตรนี้มีความอ่อนโยนแบบไฮโป-อัลเลอร์เจนิก ทำความสะอาดได้สะอาดหมดจดทั้งศีรษะและลำตัวโดยไม่ทำลายน้ำหล่อเลี้ยงผิวธรรมชาติ เหมาะสำหรับเด็กที่เริ่มมีกิจกรรมเยอะขึ้นในแต่ละวัน

5. KODOMO Mild Original Head to Toe Wash

แบรนด์ที่ขึ้นชื่อเรื่องความละมุน ตัวนี้ปราศจากสารเติมแต่งถึง 5 ชนิด ทั้งสบู่ พาราเบน ซิลิโคน สี และแอลกอฮอล์ มีส่วนผสมจาก Evening Primrose Oil และ Wheat Germ Extract ช่วยบำรุงผิวและเส้นผมให้นุ่มลื่น ไม่แห้งตึงหลังอาบน้ำ มั่นใจได้ในความปลอดภัยต่อผิวบอบบาง

6. DMP Ultra Sensitive & Dry Skin Organic

สบู่เหลวสูตรออร์แกนิกที่มีค่า pH 5.5 และจุดเด่นที่เป็นสูตรไร้ฟอง (Non-Ionic) อ่อนโยนขั้นสุดจนได้รับการทดสอบจากสถาบันชั้นนำว่าปลอดภัยต่อดวงตาและผิวหนัง มีมอยเจอร์ไรเซอร์จากข้าวโพดและคาโมมายล์ ช่วยบำรุงผิวที่แห้งกร้านให้กลับมาชุ่มชื้นยาวนาน เป็นครีมอาบน้ำเด็กที่คุณแม่หลายคนบอกต่อ

7. CHICCO BBM Tenderness Body Wash

ส่งตรงจากอิตาลีด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติถึง 93% โดดเด่นด้วยสารสกัดจากดอกดาวเรือง (Calendula) ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นและสารสกัดจากดอกฝ้ายที่ให้สัมผัสนุ่มลื่น กลิ่นแป้งหอมอ่อน ๆ ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลายขณะอาบน้ำ และเป็นสูตร No Tears ที่อ่อนโยนต่อดวงตาคู่สวย

8. Lamoon Organic Body and Hair Wash Foam

คุณแม่สายออร์แกนิกต้องถูกใจสิ่งนี้ เพราะละมุนเลือกใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% มาในรูปแบบเนื้อโฟมนุ่มละเอียดลดการเสียดสีผิว มีวิตามินบี 5 และน้ำผึ้งช่วยบำรุงล้ำลึก กลิ่นหอมอ่อน ๆ สไตล์ละมุนช่วยให้การอาบน้ำเป็นไปอย่างอ่อนโยนที่สุด แม้ผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้อย่างสบายใจ

9. Pureen Head to Toe Yogurt

เพิ่มความสนุกและความนุ่มนวลด้วยส่วนผสมจาก Natural Yogurt ที่อุดมไปด้วยโปรตีนบำรุงผิว มาพร้อมโปรวิตามินบี 5 และวิตามินอี ช่วยให้เส้นผมและผิวกายนุ่มลื่นน่าสัมผัส ปราศจากพาราเบนและสาร SLS เหมาะสำหรับเด็กตั้งแต่วัย 6 เดือนขึ้นไปที่ต้องการการบำรุงเป็นพิเศษ

10. White Papel Extra Soothing & Moisturizing

ปิดท้ายด้วยเนื้อโฟมนุ่มละมุนจาก White Papel ที่เน้นสารสกัดจากผักและผลไม้รวม กลิ่นหอมแนวฟรุตตี้สดชื่น มีน้ำนมแพะและข้าวช่วยบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม สุขภาพดี ปราศจากสารเคมีอันตรายหลายชนิด ล้างออกง่ายแต่ยังคงความชุ่มชื้นไว้บนผิว ไม่ทำให้ผิวแห้งตึงหลังใช้งาน

เคล็ดลับการอาบน้ำให้ลูกน้อยอย่างถูกวิธีเพื่อผิวสุขภาพดีแข็งแรง

สรุปครบ! เอกสารเตรียมคลอด และเช็คลิสต์ของใช้ที่แม่ใกล้คลอดห้ามลืม

การเลือกครีมอาบน้ำเด็กที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่เทคนิคการอาบน้ำที่ถูกต้องจะช่วยเสริมสร้างสุขภาพผิวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

  • อุณหภูมิน้ำต้องพอเหมาะ: ควรใช้น้ำอุ่นที่อุณหภูมิประมาณ 37 องศาเซลเซียส ไม่ควรร้อนเกินไปเพราะจะทำให้ผิวลูกแห้ง
  • ระยะเวลาไม่นานเกินไป: การอาบน้ำนานเกิน 10 นาทีอาจทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ปริมาณพอเหมาะ: กดครีมอาบน้ำเด็กเพียงเล็กน้อยก็เพียงพอต่อการทำความสะอาด
  • ซับผิวให้แห้งสนิท: ใช้ผ้าขนหนูนุ่ม ๆ ซับเบา ๆ แทนการเช็ดถูแรง ๆ และทาโลชั่นบำรุงผิวทันทีหลังอาบน้ำ

ช้อปครีมอาบน้ำเด็ก และอุปกรณ์อาบน้ำครบวงจรได้ที่โซน Bath Time ของ BabyGift

สำหรับคุณแม่ที่กำลังมองหาครีมอาบน้ำเด็ก รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น อ่างอาบน้ำพรีเมียม หรือฟองน้ำธรรมชาติ ขอแนะนำให้แวะมาที่โซน Bath Time ของ BabyGift ศูนย์รวมสินค้าแม่และเด็กที่คัดสรรมาแล้วว่าดีที่สุด มีผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากแบรนด์ดังระดับโลกให้เลือกหลากหลายตามความต้องการ พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจสรีระทารกคอยให้คำแนะนำเพื่อให้การอาบน้ำของลูกรักปลอดภัยและมีความสุขที่สุด

สรุปหัวใจสำคัญของการเลือกครีมอาบน้ำเพื่อสัมผัสที่อ่อนโยนของลูกรัก

ผิวของลูกน้อยคือสมบัติล้ำค่า การตัดสินใจเลือกครีมอาบน้ำเด็กที่มีค่า pH 5.5 และปราศจากสารระคายเคืองจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลผิวให้แข็งแรงในระยะยาว BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณแม่มือใหม่เสมอ เข้าใจลึกถึงความกังวลและคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดมาให้แล้ว เพื่อให้ก้าวแรกของการดูแลลูกรักเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความมั่นใจ เพราะเชื่อว่าลูกน้อยสมควรได้รับของขวัญที่ดีที่สุดจากความรักของคุณพ่อคุณแม่

สามารถดูสินค้าทั้งหมดได้ที่ BabyGift Shop

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับครีมอาบน้ำเด็ก

ผลิตภัณฑ์แบบ Head to Toe ถูกออกแบบมาให้มีความอ่อนโยนสูงมากจนสามารถใช้สระผมและถูตัวได้ในขวดเดียว โดยมักมีสูตร No More Tear ที่ไม่ระคายเคืองดวงตา ทำให้คุณแม่ใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้น

ควรหลีกเลี่ยงสารกลุ่มพาราเบน (Paraben), สารชำระล้าง SLS/SLES ที่รุนแรง, ซิลิโคน, แอลกอฮอล์ และน้ำหอมที่มีกลิ่นฉุนเกินไป เพราะสารเหล่านี้อาจทำให้ผิวลูกน้อยเกิดการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย

ในช่วงสัปดาห์แรกอาจใช้น้ำเปล่าสลับได้ แต่การใช้ครีมอาบน้ำเด็กสูตรอ่อนโยนจะช่วยชำระล้างคราบไขมัน คราบน้ำนม และแบคทีเรียตามข้อพับได้สะอาดกว่าน้ำเปล่า ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดผดผื่นคันได้ดีกว่า

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ขวดนมเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นสำหรับทารกในช่วงแรกเกิด ยิ่งหากว่าคุณแม่จำเป็นต้องทำงาน หรือเดินทาง การใช้ขวดนมก็จะเป็นตัวช่วยที่บุคคลอื่นสามารถช่วยให้ลูกน้อยมีนมไว้กินได้ หรือในคุณแม่บางคนที่อาจจะมีภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด ก็ใช้ขวดนมเป็นตัวช่วยได้อีกเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวก เพิ่มความสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกน้อยเลยหล่ะค่ะ และในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ไปดูยี่ห้อขวดนมคุณภาพดี ราคามิตรภาพ พร้อมคำแนะนำต่างๆ ที่ควรรู้ในการเลือกซื้อขวดนมกันค่ะ  ขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? รวมยี่ห้อดี คุณภาพแน่น ที่บรรดาคุณแม่ไว้วางใจ !  ก่อนที่เราจะพูดถึงเรื่องซื้อขวดนม ยี่ห้อไหนดี BabyGift ขอชวนคุณพ่อคุณแม่มาดูคำแนะนำในการเลือกซื้อขวดนมกันก่อนสักหน่อยค่ะ สิ่งที่ต้องโฟกัสก็คือ วัสดุ ที่มีทั้งแก้ว หรือพาสติก รูปทรงขวด จุกนม ความง่ายในการทำความสะอาด และที่สำคัญก็คือควรเลือกยี่ห้อที่มีคุณภาพ ใช้วัสดุที่ปลอดภัยต่อลูกน้อยของเราค่ะ สำหรับพ่อแม่มือใหม่ที่อยากเข้าใจวิธีการเลือกซื้อขวดนมให้มากขึ้นกว่านี้ เราเคยเขียนบทความไว้แล้วลองอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ เอาหล่ะค่ะ ตอนนี้ได้เวลาของการแนะนำขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? ที่เราเลือกมาแนะนำแล้ว ตามไปดูยี่ห้อดีๆ กันเลยค่ะ BabyGift แนะนำ ขวดนม ยี่ห้อไหนดี ? 1. HAENIM ขวดนม รุ่น NOTHING™ ขนาด 5 ออนซ์ (ไม่รวมจุกนม)  หากกำลังมองหาขวดนมที่ใสเหมือนแก้ว มองเห็นน้ำนมชัดแจ๋วต้อง ต้องเลือกขวดนม จาก HAENIM รุ่น NOTHING™ นี้เลยค่ะ นี่คือขวดนมที่เป็น Medical […]

Amarin Baby & Kids Awards 2024 ขอขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ทั่วประเทศ ที่ช่วยโหวตให้กับ #เครื่องอบยูวี 𝗣𝗿𝗶𝗻𝗰𝗲 & 𝗣𝗿𝗶𝗻𝗰𝗲𝘀𝘀 จนได้รับรางวัล 𝗠𝗢𝗠𝗠𝗬’𝗦 𝗖𝗵𝗼𝗶𝗰𝗲𝘀 Best Baby Bottle Sterilizer จากงาน Amarin Baby & Kids Awards 2024 ทางแบรนด์รู้สึกดีใจและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการดูแลลูกน้อยคุณพ่อคุณแม่ เราพร้อมมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มี ‘นวัตกรรมใหม่ๆ’ เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกครอบครัวอย่างดีที่สุดค่ะ #AmarinBabyAndKids #AmarinBabyAndKidsAwards2024 #ABKAWARDS2024 #สินค้าแม่และเด็ก

เปลนอนเด็กเล็กเป็นของใช้ที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะคุณแม่ลูกอ่อนหรือคุณแม่ใกล้คลอด ก็อาจจะมองหาเปลนอนสำหรับทารกเตรียมเอาไว้ให้ลูกน้อย ซึ่งตามท้องตลาดก็มีเปลนอนอยู่หลายแบบหลายฟังก์ชั่นให้เลือกมากมาย จะเลือกเปลนอนทารก แบบไหนดี ? เปลนอนสำหรับทารกมีกี่แบบ ควรเลือกอย่างไร ต้องคำนึงถึงสิ่งใดบ้าง ในบทความนี้ BabyGift มีคำแนะนำดีๆ มาฝากแล้วค่ะ เปลนอนลูกมีกี่แบบ ? เลือกเปลนอนทารก แบบไหนดี ? ชวนคุณแม่มาดูกัน ! ในวัยแรกเกิดนั้น ทารกจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับพักผ่อน ดังนั้นแล้ว อุปกรณ์อย่างเปลนอนเด็กเล็ก (Baby Crib) จึงมีความสำคัญมาก ถ้าเลือกแบบมีคุณภาพดี มีความนุ่มสบาย ระบายอากาศได้ดี ก็จะทำให้ลูกน้อยนอนหลับได้อย่างสบายตัว ไม่ร้อน ไม่ปวดเมื่อย ยิ่งลูกน้อยได้นอนหลับพักผ่อนมากเท่าไหร่ ก็จะส่งผลดีต่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตของลูกน้อยมากเท่านั้น เครื่องนอนต่างๆ อย่างเช่น เปลนอน ฟูกนอน หมอน ผ้าห่ม จึงมีความสำคัญมากๆ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความปลอดภัย และความแข็งแรงทนทานของเปล คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า แล้วจะเลือกเปลนอนทารก แบบไหนดี ? เปลนอนเด็กเล็กก็มีอยู่หลายแบบด้วยกัน ดังนี้ค่ะ 1. เปลโยก เปลโยกสำหรับเด็กเล็กนั้น […]

เพราะคุณค่าจากน้ำนมแม่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์สารอาหารที่มีครบถ้วน เพื่อพัฒนาลูกน้อยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความฉลาด การเติบโตแข็งแรง อารมณ์ดีมีความสุข ขับถ่ายง่าย แถมนมแม่ยังมีสารสร้างภูมิคุ้มกันมากมาย ทำให้ลูกน้อยไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณแม่ทุกท่านจึงปรารถนาจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าอันมหัศจรรย์จากน้ำนมแม่อย่างเต็มที่ไปจนโต หรือให้นมลูกได้นานที่สุด  โดยคุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ นอกจากจะให้นมแม่จากเต้าโดยตรงกับลูกน้อยแล้ว เชื่อว่าเกือบทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่เวิร์กกิ้งมัม จะต้องทำสต๊อกน้ำนมแม่เก็บแช่แข็งหรือแช่เย็นไว้ เพื่อให้ลูกรักยังได้กินนมแม่ตลอดเวลา แม้จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่มีคุณแม่มือใหม่หลายท่านที่ยังไม่มั่นใจหรือกังวล กับการละลายนมแม่ที่แช่แข็งมาใช้ เพราะไม่แน่ใจว่าวิธีการไหนจะสะดวก สะอาด ปลอดภัย แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และทำแบบไหนจะไม่เสียคุณค่าน้ำนมแม่  ดังนั้นอยากรู้ว่าแต่ละ วิธีละลายน้ำนมแม่ แตกต่างกันอย่างไรไปดูกันค่ะ ก่อนอื่น ให้เปลี่ยนช่องแช่ เพื่อละลายนมแม่ก่อน หากคุณแม่เก็บน้ำนมแม่ไว้ในช่องแช่แข็ง จำเป็นต้องนำนมแม่เปลี่ยนมาแช่ที่ช่องแช่เย็นธรรมดาด้านล่างก่อนประมาณ 1 วันหรือ 1 คืน เพื่อให้นมแม่ค่อยๆ ละลาย  ควรนำนมเก่าที่แช่แข็งไว้ตามวันเวลาที่เก็บสต๊อกไว้นานที่สุดก่อน  เพื่อไม่ให้นมเก่า เก็บไว้นานเกินไป  แล้วจึงทยอยนำนมใหม่มาใช้ไล่ตามเวลาไปเรื่อยๆ เมื่อนมแม่ละลายแล้ว  คุณแม่ควรแบ่งนมแม่จากถุงเก็บน้ำนมใส่ขวดนม แบ่งปริมาณที่ลูกกินเฉพาะมื้อนั้นๆ แล้วจึงนำมาอุ่นหรือละลายก่อนให้ลูกกิน   ซึ่งนมที่เหลือในถุงเก็บน้ำนมสามารถแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาให้ลูกกินให้หมดภายใน 2-3 วัน เท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่คุณแม่มักจะนำมาอุ่นหรือละลายให้ลูกกินในมื้อถัดไปภายในวันเดียว หรือ 24 ชั่วโมง วิธีละลายน้ำนมแม่ […]

การนอนกรนของแม่ท้อง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางสรีระ เช่น ท้องโตขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การสูบฉีดเลือด ระบบไหลเวียนของเลือด รวมทั้งการเต้นของหัวใจ ซึ่งการสูบฉีดไหลเวียนเลือดที่มากขึ้น จะไปกระตุ้นเส้นเลือดในโพรงจมูก ทำให้มีภาวะบวมน้ำส่งผลให้เวลานอน จะรู้สึกหายใจไม่สะดวก และเกิดเสียงกรนนั่นเอง ประกอบกับลักษณะการนอนของคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ช่วง 3 เดือนแรก ของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะนอนมากกว่าปกติ แต่ประสิทธิภาพ การนอนลดลง ช่วงหลับลึกและหลับฝันน้อยลง ทำให้ง่วงบ่อยและงีบในตอนกลางวัน ต่อมาช่วงอายุครรภ์ 4-6 เดือน คุณแม่จึงจะเริ่มนอนเหมือนปกติ แต่ประสิทธิภาพการนอนจะยังไม่เหมือนเดิม ทำให้คุณแม่รู้สึกเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม พอเข้า 3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด อายุครรภ์ 6-9 เดือน คุณแม่จะนอนสั้นลง ประสิทธิภาพการนอนยิ่งแย่ลงไปอีกด้วย เพราะร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ และเป็นช่วงที่คุณแม่นอนกรนมากขึ้น ทั้งนอนกรนผิดปกติ หรือภาวะหยุดหัวใจขณะหลับก็จะเกิดขึ้นในช่วงใกล้คลอดนี้ด้วย แม้โอกาสเกิดขึ้นจะมีน้อยก็ตาม 6 ปัจจัยเสี่ยงภาวะหยุดหายใจเพิ่ม หากคุณแม่เป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยง ต้องติดตามและเฝ้าสังเกตอาการตัวเอง เพื่อป้องกันและรักษาต่อไป โดยกลุ่มเสี่ยงมีปัจจัยดังนี้ ขอบคุณข้อมูลสัมภาษณ์จาก : พ.อ.(พ).ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์  ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยา โรคลมชักและการนอนหลับผิดปกติ โรงพยาบาลกรุงเทพ ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก […]

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องกลับไปทำงานหลังหมดช่วงลาคลอด หรือผู้ที่ต้องการให้ลูกน้อยได้เรียนรู้ทักษะทางสังคม การพิจารณาเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กจึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ แต่คำถามที่ตามมาคือ เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน และควรส่งลูกไปเนอสเซอรี่ อายุเท่าไหร่ บทความนี้ BabyGift จะมาให้คำตอบอย่างละเอียด เพื่อช่วยคุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ เนิร์สเซอรีคืออะไร เนิร์สเซอรี หรือที่เรียกกันว่า เดย์แคร์ (Day Care) คือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็กก่อนวัยเรียนในช่วงเวลากลางวัน มักรับดูแลเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ซึ่งเป็นช่วงวัยที่พ่อแม่ส่วนใหญ่อาจต้องกลับไปทำงานประจำ โดยเน้นการดูแลพื้นฐาน การให้ความอบอุ่น และการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตามวัย เพื่อเตรียมความพร้อมให้เด็กก่อนเข้าเรียนชั้นอนุบาลต่อไป ข้อดีและข้อเสียของเนิร์สเซอรี การส่งลูกไปเนิร์สเซอรีมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่คุณพ่อคุณแม่ควรนำมาพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเหมาะสมกับวิถีชีวิตของครอบครัวและพัฒนาการของลูกน้อยที่สุด ข้อดีของเนิร์สเซอรี ข้อเสียของเนิร์สเซอรี เนิร์สเซอรีจำเป็นต่อลูกมากแค่ไหน คำถามว่า เนิร์สเซอรี จำเป็นต่อลูกน้อยมากแค่ไหนนั้น ไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะหลักการสำคัญคือเด็กเล็กวัยต่ำกว่า 3 ขวบยังต้องการความผูกพันที่มั่นคงจากผู้เลี้ยงดูหลัก (พ่อแม่) เป็นอันดับแรก การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน เนิร์สเซอรีจะจำเป็นต่อแม่และเด็ก ที่ไม่มีผู้ดูแลในช่วงกลางวัน หรือเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องการให้ลูกเริ่มฝึกทักษะสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมันคือตัวช่วยในการจัดการชีวิตของครอบครัวมากกว่าความจำเป็นด้านพัฒนาการหลักของลูก ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ สำหรับคำถามว่า ควรพาลูกไปเนิร์สเซอรีอายุเท่าไหร่ดีนั้น ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มักแนะนำว่าควรรอให้ลูกอายุ 3 […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event