พาลูกกลับบ้านวันแรก ต้องเตรียมอะไร? คู่มือสำหรับพ่อแม่มือใหม่

คุณพ่อคุณแม่ฝึกอาบน้ำทารกในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

วันที่พาเจ้าตัวเล็กกลับบ้านเป็นวันที่หลายครอบครัวรอคอย แต่ก็เป็นวันที่มาพร้อมคำถามเต็มไปหมด ตั้งแต่ “คาร์ซีทติดถูกหรือยัง?” “นมแม่เก็บอย่างไร?” “ขวดนมแบบไหนเหมาะกับลูก?” ไปจนถึง “ต้องอุ้ม อาบน้ำ และดูแลลูกอย่างไร?”

จากเรื่องที่ BabyGift นำมาแบ่งปันและฝึกปฏิบัติจริงใน Workshop BABY’S 1st DAY @ HOME เราสรุป 5 เรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่สามารถเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ก่อนคลอด เพื่อให้วันแรกที่กลับมาอยู่บ้านกับลูกมั่นใจขึ้นค่ะ

1. เตรียมคาร์ซีทให้พร้อม ก่อนถึงวันกลับบ้าน

คุณพ่อคุณแม่ฝึกพาลูกนั่งคาร์ซีทในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

การเตรียมเดินทางควรเริ่มตั้งแต่ก่อนถึงวันคลอด เพราะคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดไม่ได้มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับรถทุกคัน ต้องพิจารณาทั้งลักษณะเบาะรถ ตำแหน่งติดตั้ง และความพอดีกับตัวลูก

ก่อนออกเดินทางควร ตรวจตำแหน่งสายรัดและการติดตั้งให้ตรงตามคู่มือของคาร์ซีทแต่ละรุ่น โดยสายไม่บิดและกระชับพอดีกับตัวลูก

เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่เพียง “มีคาร์ซีทแล้ว” แต่ต้องรู้ด้วยว่า คาร์ซีทเหมาะกับลูกและรถของเราหรือไม่ และติดตั้งอย่างไรให้ถูกต้อง หากกำลังเตรียมคาร์ซีทสำหรับวันแรก สามารถดูตัวอย่าง กระเช้าคาร์ซีท เพื่อศึกษารูปแบบและฟังก์ชันก่อนเลือกให้เหมาะกับรถและครอบครัวค่ะ

2. จัดพื้นที่ดูแลลูก และเตรียมเรื่องนมให้พร้อม

คุณพ่อคุณแม่ฝึกเลือกขวดนมในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

เมื่อกลับถึงบ้าน ชีวิตประจำวันจะเริ่มหมุนรอบการกิน นอน และดูแลเจ้าตัวเล็ก การจัดพื้นที่สำหรับให้นม เปลี่ยนผ้าอ้อม และเก็บอุปกรณ์ให้อยู่ใกล้มือจึงช่วยลดความวุ่นวายในช่วงแรกได้มาก

เรื่องของนมก็มีรายละเอียดที่พ่อแม่มือใหม่ควรรู้ ตั้งแต่การเลือกถุงเก็บน้ำนม วิธีจัดเก็บและละลายน้ำนม ไปจนถึงการเลือกขวดและจุกนมให้เหมาะกับช่วงวัยของลูก

โดยเฉพาะเวลาลูกดูดนมแล้วมีปัญหา อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าต้องเปลี่ยนขวดเสมอไป เพราะจุกนมและอัตราการไหลก็เป็นอีกจุดที่ควรตรวจสอบให้เหมาะกับลูกแต่ละคน สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมอุปกรณ์ให้นม สามารถดูตัวอย่าง ขวดนม เพื่อเปรียบเทียบขนาด รูปทรง และการใช้งานให้เหมาะกับลูกได้ค่ะ

3. ขวดนมต้องสะอาด แต่เลือกวิธีให้เหมาะกับชีวิตของเรา

คุณพ่อคุณแม่ลองล้างขวดนมในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

อีกหนึ่งงานประจำที่ตามมาหลังมีลูกคือ “ล้างขวดนม” ค่ะ

หลักสำคัญคือควรถอดแยกชิ้นส่วนเพื่อทำความสะอาดตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ และดูแลอุปกรณ์ให้เหมาะกับวัสดุของแต่ละชิ้น ปัจจุบันยังมีตัวช่วยสำหรับครอบครัวหลายรูปแบบ ตั้งแต่เครื่องล้างขวดนม ไปจนถึงเครื่องนึ่งขวดนม และเครื่องอบยูวี

แต่แทนที่จะถามว่าแบบไหน “ดีที่สุด” ลองเริ่มจากคำถามว่า บ้านเราใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง ปริมาณมากแค่ไหน และวิธีไหนเข้ากับกิจวัตรของครอบครัวมากที่สุด จะช่วยให้เลือกได้ตรงกับการใช้งานจริงมากกว่าค่ะ

4. ฝึกอุ้มลูกก่อนกลับบ้าน ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้พ่อแม่มือใหม่

คุณพ่อคุณแม่ฝึกอุ้มลูกก่อนกลับบ้านในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

ท่าอุ้มเปล ท่าอุ้มเข้าเต้า ท่าอุ้มเรอ หรือท่าอุ้มพาดบ่า เป็นเรื่องที่อ่านอย่างเดียวอาจยังไม่เห็นภาพเท่ากับการได้ลองทำจริง

โดยเฉพาะเด็กแรกเกิดที่ยังต้องได้รับการประคองศีรษะและคอ การได้ฝึกก่อนถึงวันจริงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่คุ้นมือและมั่นใจขึ้น

คุณพ่อคุณแม่ทดลองอุ้มลูกโดยใช้เป้อุ้มในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

ส่วนครอบครัวที่สนใจเป้อุ้ม ควรดูให้เหมาะกับช่วงวัยและวิธีใช้งาน เพราะมีทั้ง Carrier, Hipseat และบางรุ่นที่มีอุปกรณ์รองรับช่วงแรกเกิด สามารถดูตัวอย่างเป้อุ้ม เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบของเป้อุ้มและเลือกให้เหมาะกับช่วงวัยของลูกค่ะ

5. เตรียมของใช้ประจำวันให้พร้อม ไม่จำเป็นต้องเยอะ แต่ควรหยิบใช้ได้ทันที

คุณพ่อคุณแม่ฝึกอาบน้ำเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกในเวิร์กช็อป Baby’s 1st Day at Home

การอาบน้ำและเปลี่ยนผ้าอ้อมอาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่อต้องดูแลเด็กจริง การเตรียมของให้อยู่ใกล้มือช่วยได้มาก

ของพื้นฐานที่ควรเตรียม เช่น ผ้าห่อตัว ผ้าขนหนู ผ้าอ้อม สำลี อุปกรณ์อาบน้ำ และพื้นที่สำหรับเปลี่ยนผ้าอ้อม โดยจัดให้เป็นสัดส่วนและหยิบง่าย เพื่อให้เวลาที่ต้องดูแลลูกจริงไม่ต้องเดินหาของไปทั่วบ้าน

ไม่ต้องพร้อมทุกอย่าง แค่พร้อมสำหรับ “วันแรก” ก็พอ

การเป็นพ่อแม่มือใหม่ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกเรื่องตั้งแต่ก่อนลูกเกิดค่ะ สิ่งสำคัญคือค่อย ๆ เตรียมความรู้ ฝึกทำสิ่งที่จำเป็น และทำความเข้าใจการดูแลลูกทีละเรื่อง เพื่อให้วันที่ได้พาเจ้าตัวเล็กกลับบ้าน เราพร้อมและมั่นใจขึ้นอีกนิด

นี่จึงเป็นที่มาของ Workshop BABY’S 1st DAY @ HOME ที่ BabyGift ตั้งใจชวนคุณพ่อคุณแม่มา เรียนรู้และลองทำจริงก่อนถึงวันจริง ตั้งแต่การเดินทางกลับบ้าน การให้นม การดูแลความสะอาด ไปจนถึงการอุ้มและดูแลเจ้าตัวเล็กในชีวิตประจำวัน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” เปลี่ยนไปตลอดการเติบโต เมื่อกำลังเลือกคาร์ซีทให้ลูกเป็นครั้งแรก หลายครอบครัวมักเริ่มจากคำถามเดียวกัน “คาร์ซีทรุ่นนี้ใช้ได้กี่ปี?” เป็นคำถามที่ไม่ผิด เพราะคาร์ซีทเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างสูง หลายคนจึงอยากเลือกแบบที่ใช้งานได้นานที่สุด เพื่อความคุ้มค่าในระยะยาว แต่ในความเป็นจริง ยังมีคำถามที่สำคัญกว่า นั่นคือ คาร์ซีทรุ่นนี้ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับสรีระของลูก ในช่วงวัยที่กำลังใช้งานอยู่หรือไม่ เพราะเด็กทุกคนจะเติบโตขึ้นทุกวัน แต่สิ่งที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มีเพียงอายุหรือน้ำหนักเท่านั้น สิ่งที่เปลี่ยนมากที่สุด คือ สรีระของร่างกาย ทั้งส่วนสูง ความยาวลำตัว ความกว้างของไหล่ ความกว้างของสะโพก รวมถึงตำแหน่งที่เข็มขัดนิรภัยควรวางพาดเพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง และนี่เอง คือเหตุผลที่ผู้ผลิตคาร์ซีททั่วโลกยังคงพัฒนาคาร์ซีทหลายประเภท แทนที่จะออกแบบเพียงรุ่นเดียวให้รองรับเด็กทุกช่วงวัย สรุปสั้น ๆ คาร์ซีท 0–4 ปี เหมาะสำหรับครอบครัวที่ต้องการคาร์ซีทที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสรีระของเด็กเล็กโดยเฉพาะ คาร์ซีท 0–7 ปี เน้นความสมดุลระหว่างการรองรับและการใช้งานต่อเนื่อง คาร์ซีท 0–12 ปี เหมาะกับครอบครัวที่ต้องการใช้งานหลายช่วงวัย เด็กไม่ได้โตแค่น้ำหนัก แต่ “สรีระ” ของเด็กเปลี่ยนไปตลอดเวลา ลองนึกภาพเด็กแรกเกิดที่มีความสูงประมาณ 50 เซนติเมตร เทียบกับเด็กวัยประถมที่มีความสูงมากกว่า 130 เซนติเมตร […]

การเตรียมตัวต้อนรับสมาชิกใหม่ของครอบครัว นอกจากการดูแลสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยแล้ว เรื่อง “ค่าใช้จ่ายในการคลอด” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายครอบครัวนำมาพิจารณาตั้งแต่ช่วงเริ่มฝากครรภ์ เพราะการวางแผนงบประมาณล่วงหน้าจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกโรงพยาบาลที่เหมาะกับความต้องการและกำลังทรัพย์ได้ง่ายขึ้น ในปี 2026 โรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ ยังคงมีแพ็กเกจคลอดให้เลือกหลากหลาย ทั้งการคลอดปกติ การคลอดธรรมชาติ และการผ่าตัดคลอด โดยแต่ละแห่งมีราคาและรายละเอียดของแพ็กเกจแตกต่างกันออกไป บทความนี้ได้รวบรวมราคาเริ่มต้นของแพ็กเกจคลอดจากโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำในกรุงเทพฯ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับคุณแม่ที่กำลังวางแผนคลอด เปรียบเทียบค่าคลอดโรงพยาบาลในกรุงเทพ ปี 2026 โรงพยาบาล คลอดปกติ คลอดธรรมชาติ ผ่าตัดคลอด บำรุงราษฎร์ เริ่มต้น 165,000 บาท – เริ่มต้น 169,000 บาท สมิติเวช เริ่มต้น 99,990 บาท เริ่มต้น 120,000 บาท เริ่มต้น 129,990 บาท กรุงเทพ เริ่มต้น 96,000 บาท – เริ่มต้น 132,000 บาท เมดพาร์ค เริ่มต้น 118,690 บาท – เริ่มต้น […]

เคยมีคนบอกว่า แต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูกนะ เดี๋ยวไม่มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เพราะถ้ามีลูกน้อยจะเดินทางแต่ครั้ง ต้องเตรียมสัมภาระของลูก 1 กระเป๋าใหญ่ ต้องรับมือกับลูกที่อาจร้องงอแง เพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน งอแงต้อให้อุ้มตลอดเวลา ก็คงเที่ยวไม่สนุก แล้วก็จะเข็ดไม่อยากไปไหนอีกเลย แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับลูกน้อยเลย เพราะเด็กในช่วงวัยนึง เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างดีเยี่ยม …แต่ถ้าไม่ได้พาลูกออกนอกบ้านเลย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรหล่ะ??? แต่สำหรับครอบครัวพ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์ สามารถพาน้องไทก้าเที่ยวได้ทุกที่ได้อย่างคล่องตัว พาออกนอกบ้านตั้งแต่น้องยังเล็กๆอยู่เลยค่ะ ก็เพราะมีตัวช่วยอย่าง รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon เป็นรถเข็นเด็กที่เบาที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเบาเพียง 3.6 kg. TRIP KOREA รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon กับทริปแรกของน้องไทก้า ในวัยประมาณ 6 เดือน เดินทางไปไกลถึงแดนกิมจิ ประเทศเกาหลี ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 3.6 kg. ช่วยให้นำรถเข็นขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง ช่วยให้พ่อเพชรจ้าดูแลน้องไทก้าได้อย่างใกล้ชิด แบบ face to face […]

รอยยิ้มของลูกน้อยคือความสุขที่สุดของคนเป็นแม่ แต่เมื่อใดที่เจ้าตัวเล็กเริ่มงอแงเพราะอาการระคายเคืองจากการแพ้แพมเพิส หัวใจคนเป็นแม่คงกระวนกระวายไม่น้อย ปัญหาผิวหนังอักเสบในบริเวณที่สวมใส่ผ้าอ้อม หากปล่อยไว้และไม่รีบแก้ไขอย่างถูกวิธี อาจลุกลามจนกลายเป็นผื่นแดงอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง ทำให้ลูกน้อยเจ็บปวดและเสียสุขภาพจิตได้ บทความนี้จะพาคุณแม่ไปเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อปกป้องผิวที่บอบบางของลูกรักให้กลับมาเนียนนุ่มและแข็งแรงดังเดิม ผื่นผ้าอ้อมคืออะไร และทำไมลูกถึงมีอาการแพ้แพมเพิส? ผื่นผ้าอ้อม (Diaper Dermatitis) หรือที่เรียกกันติดปากว่าอาการแพ้แพมเพิส คือภาวะผิวหนังอักเสบที่เกิดขึ้นบริเวณก้น อวัยวะเพศ ขาหนีบ และหน้าท้อง ซึ่งสัมผัสกับผ้าอ้อมโดยตรง สาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากความอับชื้นและการเสียดสีเป็นเวลานาน ผิวที่อ่อนบางของทารกจะถูกกระตุ้นจนเกิดการระคายเคือง หากสะสมไว้นานวันเกราะป้องกันผิวจะเริ่มอ่อนแอลง นำมาสู่อาการลูกแพ้แพมเพิสที่สร้างความรำคาญใจให้ทั้งครอบครัว สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการระคายเคืองในบริเวณใต้ผ้าอ้อม การทำความเข้าใจสาเหตุจะช่วยให้แก้ปัญหาการแพ้แพมเพิสได้ตรงจุดมากขึ้น โดยปัจจัยหลักที่พบได้บ่อยมีดังนี้ สังเกตอาการลูกแพ้แพมเพิส มีสัญญาณเตือนอย่างไรบ้าง? คุณแม่ควรหมั่นสังเกตบริเวณใต้ผ้าอ้อมอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินอาการลูกแพ้แพมเพิสในแต่ละระยะดังนี้ วิธีรักษาอาการแพ้แพมเพิสให้ผิวลูกกลับมาเนียนนุ่มสุขภาพดี เมื่อพบว่าลูกมีอาการผื่นคัน วิธีรักษาอาการแพ้แพมเพิสเบื้องต้นที่ได้ผลดีเยี่ยมและควรทำทันทีคือ แนวทางป้องกันผื่นผ้าอ้อมอย่างยั่งยืนเพื่อลูกรัก การป้องกันคือวิธีรักษาอาการแพ้แพมเพิสที่ดีที่สุด คุณแม่สามารถดูแลผิวลูกให้ห่างไกลจากการแพ้แพมเพิสได้ด้วยแนวทางดังนี้ ดูแลผิวลูกให้สมบูรณ์แบบด้วยตัวช่วยจาก BabyGift ผู้ช่วยที่เข้าใจแม่ รู้ใจลูก การดูแลผิวพรรณในจุดบอบบางต้องการความละเอียดอ่อนสูง BabyGift มุ่งมั่นคัดสรรสินค้าแม่และเด็กที่ดีที่สุดจากแบรนด์ดังระดับสากล โดยเฉพาะในโซน Clean & Care ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสูตรอ่อนโยนและอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ปลอดภัยไร้สารเคมี คุณแม่สามารถเข้ามาทดลองสัมผัสเนื้อผ้าของแพมเพิส หรือปรึกษาเรื่องการเลือกของใช้เตรียมคลอดที่เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญได้ทุกสาขา เพื่อให้มั่นใจว่าลูกรักจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด นอกจากเรื่องผิวพรรณแล้ว หากกำลังมองหาอุปกรณ์นิรภัยอื่น ๆ เช่น การเลือกคาร์ซีทมาตรฐานโลก หรือกำลังตัดสินใจว่า เป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดีที่จะช่วยพยุงน้ำหนักได้ดีและระบายอากาศเยื่ยมเพื่อลดความอับชื้นสะสมบริเวณขาหนีบของลูกน้อย […]

ก่อนเลือกคาร์ซีทกระเช้า ควรรู้อะไรบ้าง (สำหรับพ่อแม่มือใหม่) คาร์ซีทกระเช้าเป็นคาร์ซีทแบบแรกที่ลูกน้อยจะได้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลแต่เพื่อให้เลือกได้ “ถูกต้องและปลอดภัยจริง” พ่อแม่มือใหม่ควรรู้พื้นฐานสำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ กระเช้าใช้ได้ถึงอายุหรือส่วนสูงประมาณไหน โดยทั่วไป คาร์ซีทกระเช้าออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงประมาณ 12–15 เดือน หรือจนถึง ส่วนสูงประมาณ 85–87 ซม. หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กก. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด) ข้อควรรู้: ปัจจุบันหลายรุ่นอ้างอิงตาม ส่วนสูง (i-Size R129) มากกว่าน้ำหนัก พ่อแม่จึงควรตรวจสเปกบนตัวคาร์ซีทเป็นหลัก ไม่ยึดอายุอย่างเดียว ควรเลิกใช้คาร์ซีทกระเช้าเมื่อไร ควรหยุดใช้คาร์ซีทกระเช้าทันทีเมื่อเกิดข้อใดข้อหนึ่ง: การฝืนใช้กระเช้านานเกินไป อาจทำให้ การซัพพอร์ตศีรษะและคอไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูกกระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร กระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร แม้คาร์ซีทกระเช้าบางรุ่นจะสามารถ ปรับเอนได้มาก หรือใช้ร่วมกับรถเข็นในโหมดที่ลูกนอนสบาย แต่โดยหลักแล้ว กระเช้าไม่ได้ออกแบบมาให้ลูกนอนยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง คำแนะนำคือ: สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อท่าทางการนอนและการหายใจของทารก ทำไมคาร์ซีทกระเช้าต้องหันหน้าเข้าเบาะรถ การติดตั้งแบบ หันหน้าเข้าเบาะรถ (Rearward Facing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กเล็กเพราะ: ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถเสมอ สรุปสเปกที่ต่างกันของคาร์ซีทกระเช้า 4 […]

การเริ่มต้นดูแลชีวิตใหม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โภชนาการเป็นสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะผลไม้ที่คนท้องควรกิน ซึ่งเปรียบเสมือนคลังวิตามินจากธรรมชาติที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของทารกและบำรุงสุขภาพคุณแม่ให้แข็งแรง การเลือกทานผลไม้อย่างถูกวิธีในช่วงตั้งครรภ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ แต่ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นและมีพลังงานในทุก ๆ วัน รวม 7 ผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพื่อสารอาหารที่ดีที่สุด หากคุณแม่กำลังสงสัยว่า คนท้องควรกินผลไม้อะไรที่จะส่งผลดีที่สุดต่อลูกน้อยในครรภ์ วันนี้เราได้รวบรวม 7 สุดยอดผลไม้ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่จำเป็น เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกทานของว่างที่มีประโยชน์และปลอดภัย ดังนี้ 1. ส้ม แหล่งโฟเลตและวิตามินซีช่วยบำรุงสมองทารก ส้มจัดเป็นอันดับต้น ๆ ของผลไม้ที่คนท้องควรกิน เพราะอุดมไปด้วยโฟเลต ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความพิการทางสมองและระบบประสาทของทารก นอกจากนี้ วิตามินซีสูงในส้มยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้คุณแม่ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น ลดภาวะโลหิตจางระหว่างตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี 2. กล้วย มีโพแทสเซียมสูงช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ดี กล้วยเป็นตัวช่วยชั้นยอดสำหรับคุณแม่ที่ประสบปัญหาแพ้ท้องหรือตะคริว เนื่องจากมีโพแทสเซียมและวิตามินบี 6 สูง ซึ่งช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในร่างกายและลดอาการคลื่นไส้ได้ อีกทั้งยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยแก้ปัญหาท้องผูกที่คุณแม่มักพบเจอจากการที่มดลูกขยายตัวไปกดทับลำไส้ใหญ่ ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้คล่องตัวขึ้น 3. อะโวคาโด ให้ไขมันดีและโฟเลตสูงสุดในกลุ่มผลไม้ หากถามว่า คนท้องควรกินผลไม้อะไร เพื่อบำรุงหัวใจและสมอง อะโวคาโดคือคำตอบ เพราะอุดมไปด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Healthy Fats) ที่จำเป็นต่อการพัฒนาเนื้อเยื่อสมองของลูกน้อย นอกจากนี้ยังมีโฟเลตสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น ช่วยป้องกันภาวะบกพร่องของไขสันหลัง และยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่อีกด้วย 4. ฝรั่ง อุดมด้วยวิตามินซีและใยอาหารช่วยการขับถ่าย […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event