8 พัฒนาการของทารกที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ

วัย 0-3 ปี คือช่วงเวลามหัศจรรย์ของเด็กทุกคน ช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย สมอง และความคิด Aprica วิจัยมากว่า 70 ปี โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ดีเยี่ยม ให้คุณดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ตามหลัก 8.3.8  ซึ่งประกอบด้วย

  • 8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารก
  • 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจเพื่อความสุข และ
  • 8 แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจของทารก

8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่ 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ #เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการที่ดี ทั้งสมองและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน

จุดเริ่มต้นในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกในช่วงขวบปีแรกนั้น มาจาก กล้ามเนื้อคอ ไม่ว่าจะคว่ำ คลาน นั่ง ยืนไปจนกระทั่งเดินได้ในที่สุด และเพราะเด็กทารกในวัยแรกเกิดจะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ซึ่งถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับ ขนาดของร่างกายโดยรวม จึงต้องใส่ใจดูแลต้นคอที่ต้องรับหนักศีรษะนี้เป็นพิเศษ เราควรจัดท่านอนให้ศีรษะและคอตั้งตรง และมีการประคองช่วงคอได้อย่างพอดี เพื่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ดีของลูก

ในทารกวัยแรกเกิดจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ และเพราะหลอดลมยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจเกิดสภาวะหายใจติดขัด หายใจแรง หากบริเวณท้องงอตัวหรือถูกกดทับ จึงควรจัดให้ลูกนอนในท่านอนราบ ให้ช่องท้องเหยียบตรง หายใจได้ทั่วท้อง เพื่ออ๊อกซิเจนจะได้ไปเลี้ยงสมมองได้มากขึ้น

เพราะกระดูสันหลังและข้อต่อบริเวณสะโพกของทารกที่เชื่อมต่อกันแบบหลวมๆ  ทารกจึงมีแนวกระดูกสันหลังเป็นเส้นตรง และข้อต่อบริเวณสะโพกที่สามารถเคลื่อนได้ง่าย ดังนั้นคุณแม่ควรดูแลจัดสรีระร่างกายของลูกให้เหมาะสมตามช่วงวัย ทั้งในท่านั่งและท่านอน ตามหลัก Ergonomic Design for Baby โดยตำแหน่งของศีรษะและปลายเท้าต้องสัมพันธ์กัน จะช่วยให้ลูกรักไม่รู้สึกเมื่อยล้าแม้ต้องอยู่ในท่าเดิมนานๆ และสามารถขยับแขนและขาได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ร่างกายคนเราสามารถปรับอุณหภูมิให้สมดุลกับสภาพอากาศรอบๆ ได้ด้วยการระบายเหงื่อออกทางผิวหนัง แต่กับเด็กทารกที่ระบบควบคุมอุณหภูมิที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่เหมือนผู้ใหญ่ เมื่ออยู่ในบริเวณที่ร้อนมาก อุณหภูมิในร่างกายของเด็กก็จะสูงขึ้นได้ง่ายกว่า บวกกับรูขุมขนที่เล็ก เวลาออกนอกบ้านสภาพอากาศที่ร้อนจะยิ่งทำให้เหงื่อออกมากเป็นพิเศษ รถเข็นเด็กคู่ใจที่มีฉนวนกันความร้อนพิเศษ จะช่วยลดความร้อนสะสมบริเวณหลัง พร้อมกับช่องระบายอากาศ ให้ลูกน้อยสบายตัว ช่วยลดความอับชื้นและผดผื่นคัน

เด็กวัยแรกเกิดถึง 3 เดือน ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน เพื่อให้ทุกเซลล์ และระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายเติบโตได้อย่างเต็มที่ และจะเริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของกลางวัน กลางคืนได้เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 4 การเลือกใช้รถเข็นเด็กที่มีระบบรับรองกระแทกทั้งโครงสร้างและล้อ ซึ่งช่วยลดการสั่นสะเทือนจะช่วยให้ไม่รบกวนเวลานอนของลูกในระหว่างวัน ช่วยให้เวลาการนอนในแต่ละช่วงยาวนานขึ้นซึ่งเป็นพื้นฐานของการฝึก และเรียนรู้การตื่นและนอนให้เป็นระบบมากขึ้น

ผิวหนังของทารกมีความบอบบาง และหนาเพียงครึ่งเดียวของผิวผู้ใหญ่ ไวต่อสิ่งสัมผัส เกิดอาการแพ้ระคายเคืองได้ง่าย ควรเลือกเสื้อผ้าหรือของใช้ที่ให้ผิวสัมผัสที่นุ่มนวลและระบายอากาศได้ดี จะช่วยลดความอับชื้นซึ่งเป็นต้นเหตุของการสะสมของแบคทีเรีย และเชื่อโรคต่างๆ ที่อาจสัมผัสผิวที่แพ้ง่ายของลูกโดยตรง

ทารกสามารถมองเห็นได้แต่ยังไม่ชัดค่ะ เพราะระบบการทำงานของตาทั้งสองข้างยังทำงานไม่สัมพันธ์กัน ในช่วงแรกเกิดดวงตาจะไวต่อแสงมาก คุณพ่อคุณแม่ควรระวังระมัด การปะทะแสงแดดจ้าโดยตรง เพราะหากดวงตาต้องเผชิญหน้ากับแสงแดด หรือหลอดไฟโดยไม่มีการป้องกัน รังสียูวีในแสงแดดสามารถสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ที่จอประสาทตาได้โดยที่เราไม่รู้ตัว

มลภาวะและสิ่งแวดล้อมรอบข้างที่เป็นอันตราย มีผลอย่างมากต่อระบบภูมิคุ้มกันและก่อให้เกิดภูมิแพ้ที่ติดตัวเด็กไปจนโต ควรปกป้องลูกน้อยจากฝุ่นควันและสารที่เป็นอันตราย โดยเฉพาะเมื่อออกนอกบ้าน การอยู่ใกล้พื้นมาเท่าไหร่ ปริมาณฝุ่นละอองสิ่งสกปรกจะมีมากขึ้นเท่านั้น รถเข็นเด็กแบบ High Seat ช่วยลดความร้อนและลดปริมาณของฝุ่นละอองในอากาศลงได้ถึง 20 %


เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ เราจึงต้องปกป้องและให้การดูแลเป็นพิเศษ เพื่อพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง Aprica

สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยดูแลเด็กวัยแรกเกิดให้มีความสุข ตอบโจทย์ความต้องการของคุณพ่อคุณแม่และลูกน้อย
#รถเข็นเด็กยอดขายอันดับ1ในญี่ปุ่น
#Aprica70ปีที่ใส่ใจคุณและลูกน้อย
#เพราะทารกบอกความต้องการไม่ได้
#เลือกApricaดีที่สุด

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การที่ลูกน้อยยังไม่สามารถนั่งในรถได้อย่างปลอดภัยด้วยเข็มขัดนิรภัยธรรมดา การเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางของลูกน้อย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกน้อยและปลอดภัยที่สุดค่ะ 1. รู้จักประเภทของคาร์ซีท ก่อนที่จะเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือประเภทของคาร์ซีทที่มีในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้: คาร์ซีทสำหรับทารก (Rear-Facing Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จะติดตั้งหันหลังและรองรับศีรษะและคอของเด็กให้ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีทแบบหันหน้า (Forward-Facing Seat): ใช้ได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักประมาณ 9-18 กิโลกรัม ตัวคาร์ซีทจะหันหน้าไปข้างหน้าและมีเข็มขัดนิรภัยในตัว คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ (Booster Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อเสริมให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับเด็กที่โตขึ้น 2. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับวัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการรองรับที่ดีในขณะนั่งในรถ หากเลือกคาร์ซีทผิดประเภทอาจทำให้ลูกไม่สามารถได้รับความปลอดภัยที่ดีที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ 3. ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเลือกซื้อคาร์ซีท คาร์ซีทที่ดีจะต้องมีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน […]

การฝึกเด็กทารกให้นั่งมีผลต่อพัฒนาการของเด็กน้อยค่ะ แต่ว่าจะให้เด็กเริ่มหัดใช้เก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือนดี จะฝึกเด็กน้อยของเราให้นั่งยังไง จะเริ่มให้เด็กหัดนั่งตอนไหนถึงจะดี ในบทความนี้ BabyGift มีเคล็ดไม่ลับมาฝากคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ  เด็กหัดนั่งกี่เดือนถึงจะดี ? แนะนำเคล็ดลับพร้อมตอบคำถาม และแนะนำยี่ห้อเก้าอี้เด็กน่าใช้ ! เก้าอี้หัดนั่งเป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเด็กทารกฝึกนั่งอย่างปลอดภัย มีโครงสร้างที่มั่นคง และปลอดภัย ช่วยพยุงตัวเด็ก ใช้วัสดุที่นุ่มสบาย มีสายรัดนิรภัยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งบางรุ่นก็ออกแบบมาให้มีถาดวางของด้านหน้าให้ด้วย เก้าอี้หัดนั่งจะช่วยให้เด็กได้ฝึกทรงตัว ฝึกกล้ามเนื้อ เตรียมความพร้อมสำหรับการนั่งด้วยตัวเอง สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการหัดนั่งจะเป็นยังไงบ้างนั้น ตามมาเรียนรู้เพิ่มเติมไปพร้อมๆ กันค่ะ พัฒนาการของเด็ก ก่อนจะไปดูว่าเก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือน เราลองมาทำความรู้จักกับตัวอย่างพัฒนาการของเด็กกันก่อนดีกว่าค่ะ ซึ่งพัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยต่างๆ ซึ่งถ้ามีข้อสงสัย หรือกังวลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก ควรปรึกษากับแพทย์นะคะ สำหรับผู้ปกครองที่สนใจเรื่องพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ อีก ลองอ่านเพิ่มเติมได้อีกนะคะ BabyGift เคยเขียนไว้ในเว็บไซต์แล้วค่ะ เก้าอี้หัดนั่ง ใช้ตอนกี่เดือน ? โดยทั่วไป เด็กจะพร้อมหัดนั่งเมื่ออายุประมาณ 6-8 เดือน ซึ่งในช่วงนี้ กล้ามเนื้อคอและหลังของเด็กจะแข็งแรงพอที่จะรองรับการนั่งได้ดีขึ้นค่ะ แต่ถึงแม้ว่าพัฒนาการของเด็กในช่วง 4-6 เดือนนั้น จะเริ่มควบคุมศีรษะได้ดี และอาจเริ่มพลิกตัวได้แล้ว ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการนั่ง แต่ก็ยังไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมที่สุดในการฝึกนั่ง ซึ่งการเริ่มฝึกหัดนั่งในเด็กอายุ 6-8 เดือนนั้น […]

หน้ากากอนามัย สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ด้วยแสง UV ทั้ง หน้ากากอนามัยแบบผ้า หน้ากากอนามัยN95 แต่จะต้องถูกฆ่าเชื้อโรคอย่างถูกวิธี ถึงจะสามารถนำกลับมาใช้งานซ้ำได้อย่างปลอดภัย และหนึ่งในวิธีที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่ที่หน้ากากอนามัย เหล่านี้ได้นั้นก็คือ ใช้ แสง UV-C ในการฆ่าเชื้อ ก่อนนำกลับมาใช้งานซ้ำ เรามาดูกันว่าต้องมีวิธีการอย่างไรบ้าง ? หน้ากากอนามัยแบบผ้า หน้ากากอนามัยประเภทนี้ควรเปลี่ยนทุกวันหลังการใช้งาน และสามารถซักทำความสะอาดได้ปกติ ซักได้ทุกวัน โดยมีข้อแนะนำดังนี้ หลังจากตากเรียบร้อยแล้ว ก็นำ หน้ากากอนามัย มาเข้า ตู้อบแสง UV  เพื่อทำการฆ่าเชื้อโรคและไวรัสต่างๆ รวมถึงฆ่าเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ด้วย วิธีการง่ายๆคือ นำ หน้ากากอนามัย ใส่เข้าไปใน ตู้อบแสง UV อย่างน้อย 30 นาที โดยจะต้องวางหน้ากากให้แสง UV  สามารถฉายแสงทั้งด้านนอกและด้านใน หน้ากากอนามัยN95 สำหรับการนำ หน้ากากอนามัย N95 กลับมาใช้ซ้ำ เราจะแนะนำให้ใช้ ตู้อบแสง UV  เพียงอย่างเดียวในการฆ่าเชื้อ แต่ก็ยังมีหลายคนกังวลว่าหากนำมาฆ่าเชื้อโรคโดยใช้แสง UV แล้ว จะทำให้คุณสมบัติของ หน้ากากอนามัย ชนิดนี้จะลดลงไหม? […]

ผ้าอ้อมเด็ก เป็นสิ่งที่อยู่คู่กายลูกน้อยแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซึมซับเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสบายตัวของลูกน้อย สุขภาพผิว และความมั่นใจของคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกรัก วันนี้ BabyGift จะมาเผยเคล็ดลับวิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กอย่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวที่สุดในทุกการเคลื่อนไหว ทำไมการเลือกผ้าอ้อมเด็กจึงสำคัญ การเลือกผ้าอ้อมเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขอนามัยของลูกน้อย เพราะผิวทารกนั้นบอบบางและแพ้ง่าย การสัมผัสกับความเปียกชื้นหรือสิ่งสกปรกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม การระคายเคือง และความไม่สบายตัว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกน้อยงอแง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณภาพดีจึงช่วยให้ผิวลูกแห้งสบาย ปราศจากเชื้อโรค และช่วยส่งเสริมให้ลูกมีอารมณ์ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่ ความแตกต่างระหว่างผ้าอ้อมคุณภาพดีและผ้าอ้อมทั่วไป ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดีจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นที่วัสดุที่นุ่มพิเศษ มีการระบายอากาศที่ยอดเยี่ยม และมีนวัตกรรมการซึมซับที่รวดเร็วและกระจายตัวได้ดี ทำให้ผิวลูกแห้งสนิท ลดโอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผ้าอ้อมทั่วไปอาจมีราคาที่ย่อมเยากว่า แต่มักใช้ใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศได้น้อยกว่า อาจก่อให้เกิดความอับชื้น และอาจมีการรั่วซึมได้ง่ายกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้งและอาจทำให้ผิวลูกระคายเคืองได้ง่าย ประเภทของผ้าอ้อมเด็กที่คุณแม่ควรรู้ เมื่อพูดถึงผ้าอ้อมเด็กที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามรูปแบบการสวมใส่ ซึ่งมีข้อดีและการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัยและกิจกรรมของลูกน้อย ผ้าอ้อมแบบกางเกง (Pant Type) ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงเป็นตัวเลือกที่สะดวกอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะสามารถสวมใส่ได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการใส่กางเกงทั่วไป จึงเหมาะสำหรับลูกน้อยที่เริ่มดิ้น เริ่มคลาน หรืออยู่ในวัยหัดเดินที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงจะมีความยืดหยุ่นสูง กระชับรอบเอวและขอบขา ทำให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว […]

โยคะ ช่วยอะไรคุณแม่ได้บ้าง ชวนคุณแม่เริ่มฝึก 3 ท่าโยคะง่ายๆ ท่านอน  ท่าไหว้พระอาทิตย์ ท่าภูเขา คุณแม่คววรู้หลังทำโยคะคุณแม่ไม่ควรอาบน้ำ หรือทานอาหารทันที ควรพัก 30–60นาที เพื่อให้ร่างกายช่วงหลังคลอดมีโอกาสปรับตัว เมื่อคุณแม่แข็งแรงดีแล้ว ค่อยเปลี่ยนจากการทำโยคะมาออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขอบคุณข้อมูลจาก : Morther&care

การเริ่มต้นบทบาทคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของใช้ชิ้นเล็ก ๆ อย่างจุกหลอกที่หลายบ้านลังเลว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ การเลือกใช้จุกหลอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัยจะช่วยให้การเลี้ยงลูกราบรื่นขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยอย่างมั่นใจ จุกหลอกคืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวช่วยสำคัญของคุณแม่ จุกหลอก คืออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเลียนแบบหัวนมแม่ ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอย่างยางหรือซิลิโคน เพื่อตอบสนองสัญชาตญาณการดูดตามธรรมชาติของทารก ซึ่งพฤติกรรมนี้มีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การใช้จุกหลอกจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยที่สร้างความรู้สึกอุ่นใจ ผ่อนคลาย และเป็นเครื่องมือในการเบี่ยงเบนความสนใจได้ดีเยี่ยมในยามที่เจ้าตัวน้อยร้องงอแง เจาะลึกข้อดีของจุกหลอก ที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย การเลือกใช้จุกหลอกไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ลูกหยุดร้องเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านสรีรวิทยาและอารมณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ ช่วยให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยาวนานยิ่งขึ้น การดูดจุกหลอกช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ทารกฝึกควบคุมอารมณ์และสงบลงได้ง่าย เมื่อลูกรู้สึกผ่อนคลายจะส่งผลให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลับสนิทได้นานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้เติบโตสมวัยอย่างแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคไหลตายในทารกและป้องกันการดูดนิ้ว ผลการศึกษาพบว่าการใช้จุกหลอกขณะนอนหลับช่วยลดความเสี่ยงโรค SIDS หรือโรคไหลตายในทารกได้ เนื่องจากช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้ลูกดูดนิ้วมือ เพราะการฝึกให้เลิกใช้จุกหลอกนั้นทำได้ง่ายกว่าพฤติกรรมการติดดูดนิ้วที่จะส่งผลเสียต่อรูปฟันในระยะยาว ข้อควรระวังและวิธีใช้จุกหลอก เพื่อให้การใช้จุกหลอกเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ วิธีเลือกซื้อจุกหลอกคุณภาพสูงเพื่อสรีระของลูกรัก การเลือกจุกหลอกไม่ใช่แค่รุ่นไหนก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัสดุที่ต้องสัมผัสกับช่องปากของลูกโดยตรง เลือกขนาดที่เหมาะสมและวัสดุซิลิโคนระดับ Food Grade คุณแม่ควรเลือกจุกหลอกตามไซซ์ที่ระบุตามช่วงอายุ เพื่อให้เข้ากับรูปปากและเพดานเหงือกของลูก ที่สำคัญวัสดุต้องผลิตจากซิลิโคนระดับ Food Grade ที่มีความนุ่มนวล ยืดหยุ่นสูง และต้องปราศจากสาร BPA (BPA Free) […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event