แชร์เทคนิคเลือกซื้อ ของเล่นเด็ก ตามวัย ถูกใจลูกน้อย
ของเล่นเด็ก เป็นไอเท็มที่มีส่วนช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการ ให้กับลูกน้อยได้เป็นอย่างดี โดยของเล่นแต่ละแบบจะมีวิธีการเล่น การกระตุ้นให้ลูกน้อยใช้กล้ามเนื้อ ร่างกาย ประสาทสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน การเลือกซื้อ ของเล่นเด็ก ให้ลูกน้อยได้ถูกต้องสมวัย จะช่วยให้เล่นได้สนุก และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างแท้จริง
เบบี้กิ๊ฟ เข้าใจแม่ ในความสงสัย และสับสนว่า ควรเลือกซื้อของเล่นชิ้นไหนดี เพราะทุกวันนี้มีของเล่นในท้องตลาดมากมาย ทั้งราคาถูก ไปจนถึงราคาแพง แบบไหนถึงจะเหมาะกับลูกน้อยแต่ละวัย เบบี้กิ๊ฟ หาคำตอบมาให้แล้วในบทความนี้

ของเล่นเด็ก วัยแรกเกิด – 6 เดือน
วัยนี้ลูกน้อยจะใช้เวลาไปกับการนอนมากเป็นพิเศษ สลับกับการตื่นมาทานนมทุกๆ 3 ชั่วโมง ในช่วงระหว่างที่ลูกน้อยตื่นนอน สามารถส่งเสริมพัฒนาการให้กับเด็กวัยนี้ได้ โดยเริ่มจาก การฝึกการมองเห็น ผ่านดวงตาโตใสแป๋ว โดยทารกวัยนี้มักจะชอบ มองสิ่งของที่ขยับไปมา เช่น โมบายหมุนได้ และดวงตาของทารกจะ มองเห็นสีที่ตัดกันชัดเจน เช่น สีดำ/ขาว เหลือง/แดง เพราะน้องๆจะยังไม่รู้จักสีพาสเทลเหมือนผู้ใหญ่ และการมองตัวเองแค่ในกระจก ก็เรียกเสียงหัวเราะจากน้องได้แล้วค่า โดยสามารถเลือกเป็น เพลเพน ที่มีโมบาย กระจก ตุ๊กตาห้อยให้ลูกน้อยนอนมองเล่นได้เพลินๆ ค่ะ
ฉะนั้น การเลือกของเล่นที่มีสีสันฉูดฉาด บาดใจ จะเหมาะกับเด็กน้อยวันนี้มากๆ โดยวัสดุของเล่นนั้น ควรจะมีลักษณะเป็นผ้า อ่อนนุ่ม ซักทำความสะอาดได้ หรือฆ่าเชื้อด้วยการ ลวก นึ่ง หรือเข้าตู้อบยูวีได้ จะดีมาก เพราะน้องมีโอกาสนำเข้าปากได้
นอกจากนี้ การฝึกการได้ยินเสียง ในช่วงนี้สำคัญมาก เพราะน้องๆ จะมีประสาทสัมผัสที่ไวต่อเสียงต่างๆ เพราะเค้าฝึกการฟังมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่แล้ว การเลือก เปลไกวไฟฟ้า ที่มีเสียงกล่อมมาให้ด้วย จะช่วยฝึกการฟังเสียง และยังช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายขึ้นด้วย หากมีโมบายชนิดมีเพลง หรือการเปิดเพลงคลอ ก็จะช่วยกระตุ้นการได้ยินได้ดีเช่นกันค่ะ
และเมื่อเข้าใกล้วัย 6 เดือน น้องๆ บางคนอาจมี อาการคันเหงือก เพราะ ฟันซี่แรกกำลังจะขึ้น จึงมักชอบ คว้าจับสิ่งของเข้าปาก มากัด หรืออม ยางกัดซิลิโคน แบบมีที่จับหรือมีสายคล้องจะเหมาะกับน้องๆ วัยนี้มากเลยค่ะ

ของเล่นเด็ก วัย 6 – 10 เดือน
ช่วงนี้น้องๆ หนูๆ จะเริ่ม พลิกคว่ำตัว ชันคอ กันได้แล้ว และเริ่มจะ เรียนรู้การคลาน โดยจะเริ่มจากการคว่ำตัว พยายามชันคอ และเริ่มใช้บริเวณหน้าท้องไถไปมาที่พื้น จนไปถึงทำท่าโก้งโค้งขยับไปมาหน้าหลัง เป็นท่าเตรียมพร้อมที่จะเริ่มหัดคลาน การเลือกซื้อ แผ่นรองคลาน และ คอกกั้นเด็ก ให้กับลูกน้อย ควรเลือกชนิดที่ ปราศจากสารเคมี BPA FREE เช็ดทำความสะอาดได้ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค ไม่ใช้สีที่เป็นอันตรายต่อทารก เพราะน้องๆ มักจะก้มไปเลียพื้นเวลาฝึกคลานค่ะ
นอกจากนี้ น้องๆ จะเริ่มสนใจสิ่งอื่นมากขึ้น โดยเรียนรู้จากการกด บีบ จับ แล้วก่อให้เกิดเสียง หรือเกิดแสง และยังเริ่ม จดจำรูปทรงต่างๆ ในวัยนี้ ของเล่นที่มีการขยับเขยื้อนได้ เช่น รถไฟ ลูกบอล หรือคีย์บอร์ดของเล่น ที่กดแล้วเกิดแสงสีเสียง จะช่วยกระตุ้นให้น้องตื่นตัว หรือคลานไปคว้าจับมาเล่นได้ดีค่ะ

ของเล่นเด็ก วัย 10-12 เดือน
เด็กวัยนี้จะหลังแข็ง สามารถนั่งทรงตัวได้ด้วยตัวเองแล้ว และยังเป็นวัยที่ เริ่มหยิบจับได้ดีมากขึ้น เริ่มจากของที่มีน้ำหนักเบา และเมื่อเข้าใกล้วัย 1 ขวบขึ้น ก็จะ เริ่มอยากจะเกาะยืน และเดินได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นวัยที่ ชอบสำรวจสิ่งต่างๆ
ของเล่นที่เหมาะสมกับน้องๆ วัยนี้คือ ของเล่นที่ช่วยในการหัดยืน หรือหัดเกาะเดินต่างๆ จะ ช่วยให้เรียนรู้การทรงตัวได้ด้วยตนเอง แต่คุณพ่อคุณแม่ ยังต้องคอยอยู่ข้างๆ หรือช่วยพยุงอยู่ในระยะนี้ค่ะ
และวัยนี้มีความ เก่งเรื่องการจดจำ ได้มาก ทั้งรูปภาพ รูปทรง สี คุณแม่สามารถฝึกเล่น Flash Card หรือบ้านกิจกรรม สนุกๆ กับลูกได้ หรือการเล่านิทานที่มีภาพ มีเสียง ก็จะถูกใจน้องๆ มากเลยค่ะ

ของเล่นเด็กวัย 1-2 ขวบ
วันนี้น้องๆ หนูๆ จะสามารถเดินได้ด้วยตัวเองแล้วค่ะ โดยเริ่มเดินเตาะแตะแบบช้าๆ จนไปถึงวัยที่เริ่มวิ่งจนจับตัวแทบไม่ทันเลยค่ะ และยังเป็นวัยแห่งการใช้พลัง กรี๊ดกร๊าด คึกคักสุดๆ ไปเลย ร่างกายสามารถหยิบจับ ขยับส่วนต่างๆ ได้ตามใจมากยิ่งขึ้น และ ฟังคำสั่งของคุณพ่อคุณแม่รู้เรื่อง แล้วค่า จึงเป็นวัยที่พร้อมจะเรียนว่ายน้ำ ลงสระว่ายน้ำกับคุณพ่อคุณแม่ได้อย่างปลอดภัย คุณแม่สามารถซื้อ อุปกรณ์การว่ายน้ำ เช่น ห่วงยางว่ายน้ำ แพมเพิสสำหรับลงสระว่ายน้ำ หรือสระว่ายน้ำขนาดเล็ก ให้ลูกเล่นในบ้านได้ค่ะ รวมไปถึง การเล่นของเล่นที่มีการทรงตัว เช่น ม้าโยกตัวเล็กๆ หรือรถเข็น 4 ล้อขาไถ ก็สามารถฝึกได้ในตอนนี้ค่า
และน้องๆ วัยนี้ชอบทำตามพ่อแม่ ชอบเล่นบทบาทสมมติ การหาของเล่นที่คล้ายๆ กับสิ่งที่พ่อแม่ใช้ เช่น กระเป๋าแต่งหน้า กระเป๋าเชฟ กระเป๋าช่าง อุปกรณ์ช่าง จะช่วยให้น้องได้ฝึกหยิบจับ ปาได้อย่างปลอดภัยค่า

ของเล่นเด็กวัย 3 ขวบ ขึ้นไป
วัย 3 ขวบขึ้นไป พร้อมที่จะไปโรงเรียนแล้วค่า น้องๆ หนูๆ สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้ด้วยตนเอง จากการเรียนรู้ตามพ่อแม่ สามารถขยับร่างกาย ทรงตัว ทำงานร่วมกันระหว่างประสาทสัมผัสทางตา และมือพร้อมกันได้ดี ยืนขาเดียวได้ สามารถเล่นและเรียนรู้ในรูปแบบที่ซับซ้อนเป็นระบบมากขึ้น มีจินตนาการที่สูง
ส่งเสริมพัฒนาการให้ลูกน้อยได้อย่างเต็มที่ ด้วยของเล่นที่ต้องใช้ทักษะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น บล็อกตัวเลขเสริมพัฒนาการ กล้องถ่ายรูปเด็ก จักรยาน3ล้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ได้มีพัฒนาการที่ดี และได้ใช้จินตนาการของลูกได้อย่างเต็มที่ บอกเลยน้องๆหนู ถูกใจ ร้องว้าวแน่นอนค่ะ
เป็นยังไงกันบ้างคะ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ คุณพ่อคุณแม่ คุณน้าคุณอาทุกท่าน เลือกซื้อของเล่นเด็ก ไปฝากลูกน้อย หรือหลานรัก ได้อย่างถูกต้องสมวัย ให้ลูกน้อยเล่นได้สนุก ส่งเสริมพัฒนาการได้ดี
เบบี้กิ๊ฟ ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก ตัวแทนนำเข้าของเล่นเด็กคุณภาพ โดยเราคัดสรรเฉพาะสินค้าที่มีความปลอดภัยต่อทารก ได้มาตรฐาน มอก. เพื่อให้ลูกน้อยเล่นได้อย่างปลอดภัย ไร้กังวล สามารถรับ ช้อปสินค้าผ่าน Website BabyGift หรือ เข้าสัมผัสสินค้าตัวจริงได้ที่ BabyGift 4 สาขา ใกล้บ้าน ทีมงานเบบี้กิ๊ฟ ยินดีให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสินค้าแม่และเด็กให้กับทุกท่านค่ะ
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
หนาวนี้แม่ๆ มีแพลนพาลูกๆ ไปเที่ยวที่ไหนกันคะ… สำหรับบ้านนี้ เราจะไปญี่ปุ่นกันค่ะ เราแพลนและจองตั๋วกันไว้ตั้งแต่ พ.ย. ที่แล้ว เลือกไปช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี จุดหมายคือ อยากพาลูกสาว น้องเจเปค ไปดูภูเขาไฟภูจิและเดินเที่ยวในโตเกียว อยากให้เค้าเห็นการใช้ชีวิตที่เป็นระเบียบมากๆ ของคนญี่ปุ่นค่ะ (เพราะอยู่บ้านนางจะกรี๊ดกร๊าดหน่อยๆ) ควรพาลูกเที่ยวตอนอายุเท่าไหร่… เป็นคำถามที่แม่ๆ กังวล กลัวนู้นนี่ รวมถึงเสียงจากรอบข้างว่าน้องยังเล็ก เที่ยวไปก็จำอะไรไม่ได้ แต่บ้างบ้านก็อยากใช้สิทธิ์ค่าตั๋วราคาพิเศษสำหรับเด็ก 7 วัน – ไม่เกิน 2 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน สำหรับน้องเจเปค ครั้งนี้เป็นการไปญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ขอเล่าย้อนหลังนิดนึงค่ะ ครั้งแรกของน้องไปตอน 1 ขวบ 1 เดือน เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสีที่โอซาก้า อย่างที่บอกไปตอนต้น ว่าเสียงรอบ ๆ ตัวที่บอกว่าน้องยังเล็กไป พาไปก็ไม่รู้เรื่องหรอก จำอะไรไม่ได้หรอก แต่หลังจากกลับมาจากรอบแรก หลายครั้งที่น้องเจออะไรเกี่ยวกับที่ตัวเองเคยทำที่นู่น ไม่ว่าจะเป็นขึ้นรถไฟ โหนรถไฟ ใบไม้แดง อาหารญี่ปุ่น น้องจำได้เยอะจนทุกคนงงไปเหมือนกัน เราพ่อแม่ก็แฮปปี้สิคะ จริงๆแล้วลูกสามารถจดจำเรื่องราวต่างๆได้ แต่อาจจะจำได้ไม่ละเอียดเหมือนผู้ใหญ่ เด็กวัย […]
คาร์ซีทเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีสำหรับลูกน้อยของเราตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อความปลอดภัยขณะนั่งรถยนต์ ประกอบกับมีการออกกฏหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ให้ใช้คาร์ซีทในเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี ยกเว้นรถรับจ้างหรือรถสาธารณะ ดังนั้นทุกบ้านควรจะต้องเตรียมคาร์ซีทให้พร้อมตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะต้องให้ลูกน้อยนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล ปัจจุบันคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือจะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยได้มาตรฐาน และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ BabyGift มีมาแนะนำแล้วค่ะ จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? แนะนำวิธีเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิด มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย ผู้ปกครองบางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมต้องใช้คาร์ซีทสำหรับลูกน้อย ขอบอกว่า คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ค่ะ คาร์ซีทเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งในรถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กๆ ในขณะที่นั่งรถยนต์ เพื่อป้องกันหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด คาร์ซีทจะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ ซึ่งคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก มีตั้งแต่คาร์ซีทเด็กแรกเกิด คาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต นอกจากจะมีหลากหลายแบบแล้วก็ยังมีหลายยี่ห้อด้วย แล้วจะเลือกอย่างไรดี จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? ให้กับลูกรักของเรา มารู้จักกับแต่ละประเภทของคาร์ซีทให้มากขึ้นก่อน ไปดูยี่ห้อที่ BabyGift แนะนำกันค่ะ คาร์ซีทเด็กแรกเกิด […]
เชอรีน ณัฐจารี หรเวชกุล คุณแม่ป้ายแดงคนใหม่ กับ Moment ก่อนเตรียมตัวไปคลอดถึงแม้จะท้องใหญ่ใกล้คลอดขนาดไหน ก็ยังขอลงมาดูการติดตั้ง สาธิตการใช้คาร์ซีทแรกเกิด ต้อนรับลูกน้อยด้วยตัวเองค่า ขอขอบคุณครอบครัว คุณเชอรีน ที่ให้ความไว้วางใจเลือกใช้บริการ BabyGift onsite service จัดส่งของขวัญสุดพิเศษ และบริการติดตั้งคาร์ซีท จากทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมพร้อมการเดินทางที่ปลอดภัย ให้กับลูกน้อยตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล
อวัยวะและระบบในร่างกายลูกน้อย ทั้ง 8 ที่ยังอ่อนแอและบอบบางใน เด็กแรกเกิดเช่น สมอง ศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นส่วนลำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบของลูกสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่บอบบางและอ่อนแอมาก คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญดูแลเป็นพิเศษ 8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กวัยแรกเกิด ที่ยังไม่สมบูรณ์ 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ของเด็กวัยแรกเกิด 1 ความมั่นใจของลูกน้อยสามารถเสริมสร้างได้ผ่านการสัมผัส เพราะความมั่นใจ คือ พื้นฐานของพัฒนาการของลูกน้อย การสัมผัสด้วยการกอดและการสบตาจากแม่หรือคนรอบข้าง คือ สิ่งมหัศจรรย์ที่ก่อให้เกิดความมั่นใจของลูกน้อย เมื่อแม่พยายามปลอบในเวลาที่ลูกร้อง การยิ้มตอบเมื่อแม่พูดคุยด้วย สิ่งเหล่านี้คือสายใยแห่งความผูกพันที่ทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น และไว้ใจซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างให้ลูกมีบุคลิกและการแสดงออกในเชิงบวกได้ 2 ความอยากรู้อยากเห็นเกิดขึ้นผ่านสัมผัสทั้ง 5 เด็กในวัยแรกเกิด ทุกอย่างรอบตัว คือ โลกใบใหม่ของเค้า เด็กในวัยแรกเกิด – 1 ปี จะพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยการนำเข้าปาก และเมื่อย่างเข้าสู่วัยขวบปีแรก เด็กจะสนใจอยากเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวด้วยการสัมผัสและการมอง ซึ่งความอยากรู้อยากเห็นนี้เองจะเป็นตัวกระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้และทักษะทางด้านร่างกาย การเรียนรู้โลกภายนอกด้วยการสัมผัสกับลมเบาๆและได้ยินเสียงจากธรรมชาติจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้อย่างดี 3 ทักษะในการสื่อสารและเข้าสังคมสามารถพัฒนาได้จากรอยยิ้มของคนรอบข้าง เมื่อย่างเข้าสู่เดือนที่ 2 เด็กจะเริ่มรู้จักการยิ้ม ซึ่งถือได้ว่าเป็นพัฒนาการแรกในการเข้าสังคม ด้วยการมีปฏิกริยาโต้ตอบและบอกความรู้สึกให้ผู้คนรอบข้างได้รับรู้ ความสามารถในการสื่อสารขั้นพื้นฐานนี้ จะได้รับการพัฒนาโดยเริ่มจากความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูกและจะค่อยๆ […]
เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า? สารพันอาการปวดเมื่อย เป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ร่วมกับการรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่ มดลูกที่ขยายและน้ำหนักตัวลูกน้อย ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดขา ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเท้าต่างๆ ร่วมกับการปวดเมื่อยเนื้อตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ปวดคอ ปวดบ่าไหล่กันได้อีก ด้วยความปวดเมื่อยหลายส่วนของแม่ท้องนี้ จึงทำให้คุณแม่หลายท่านคิดจะไปนวดเพื่อให้หายเมื่อยและผ่อนคลาย โดยอาจไม่รู้ว่าการนวดในช่วงตั้งครรภ์ มีข้อจำกัดและยกเว้นในบางเรื่อง ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย ฉะนั้น…เพื่อคลายข้อข้องใจ เราจึงมาอธิบายเบื้องต้นให้คุณแม่ได้รู้ว่า แม่องจะนวดได้ไหม และการนวดแบบไหนเป็นข้อห้ามกันบ้าง แม่ท้อง นวดอะไรได้แค่ไหน? อาการปวดเมื่อยต่างๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์คือของคู่กัน เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไป การต้องแบกรักน้ำหนักท้อง โดยต้องยืนแอ่นหลังเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ปวดขา ปวดน่อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่ต้องยืนนานๆ นอกจากนี้หากคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยจากโรคข้อและกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้ นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากนวด แม่ท้องนวด มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่บอกถึงประโยชน์ของการนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การนวดช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น แต่การนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ […]
แน่นอนว่าคุณแม่ทุกบ้านจะต้องตื่นเต้นกับการทานข้าวมื้อแรกของลูก แต่นอกจากความตื่นเต้นแล้ว การฝึกลูกน้อยให้มีวินัยในการรับประทานอาหารก็ถือเป็นงานหินชิ้นนึงเลยล่ะค่ะ สำหรับคุณแม่ๆ บ้านไหนที่กำลังหาวิธีฝึกลูกน้อยให้คุ้นชินกับการทานข้าวอยู่ล่ะก็ มาดูกันดีกว่าว่าเรามีวิธีดีๆ อะไรมาฝากกันบ้าง ฝึกลูกหม่ำข้าวด้วยวิธีง่ายๆ ไม่ต้องบังคับ 1. นั่งโต๊ะและเริ่มทานข้าวพร้อมกัน อย่างที่เรารู้ๆ กันอยู่ว่าเด็กมักจะชอบเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ นั่นแหละค่ะ เราลองเอาเรื่องนี้มาเป็นตัวช่วยกันดีกว่า เพราะงั้นเวลาเราทานข้าว เราก็ควรให้ลูกน้อยของเรานั่งร่วมโต๊ะอาหารด้วยเนอะ ให้เค้าเห็นว่าทุกคนมีความสุขในการรับประทานอาหาร เห็นเวลาเรานำช้อนเข้าปาก ให้เค้ารู้ว่าการทานข้าวเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทำ และเค้าก็ต้องทำด้วยเหมือนกัน แม้ตอนแรกอาจจะมีร้องงอแงบ้าง แต่ก็อย่าไปยอมแพ้ค่ะ ทำบ่อยๆ ทำให้เป็นกิจวัตร เดี๋ยวเค้าก็จะชินไปเอง 2. ทานอาหารให้เป็นเวลา คุณแม่บางบ้านอาจจะยุ่งหัวหมุนกับทั้งงานประจำและงานบ้านจนเผลอไม่ได้ทานข้าว อ๊ะๆ ถ้าคุณแม่กำลังเป็น Working Woman แบบนี้อยู่ เราขอให้คุณแม่วางงานซักนิด แล้วมาทานข้าวกับลูกน้อยเมื่อถึงเวลา เพราะเราควรฝึกให้เค้าคุ้นเคยกับเวลาที่ต้องทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า กลางวัน เย็น คุณแม่ก็ควรจะให้เค้าทานเวลาเดิมๆ นอกจากจะสร้างนิสัยให้เค้าแล้ว ยังเป็นการปรับระบบย่อยอาหารภายในร่างกายของลูกน้อยอีกด้วยน้า ถ้าเค้าคุ้นเคยกับเวลาแล้ว ทีนี้ล่ะ ไม่ต้องเรียกเลย พอถึงเวลาเค้าก็จะหิวขึ้นมาเอง 3. เปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลาย เด็กหลายๆ คนเบื่อข้าว อมข้าว เพราะอาจจะเป็นเรื่องของรสชาติที่ไม่ถูกปาก หรือเมนูอาจจะซ้ำซากจำเจจนเกินไป การเปลี่ยนเมนูอาหารให้หลากหลายเนี่ย นอกจากจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้ว ยังทำให้เค้าเพลิดเพลินไปกับเมนูใหม่ๆ ด้วยนะ […]
