เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่ม กฎหมายคาร์ซีท

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎหมายคาร์ซีท เกี่ยวกับเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. ผู้ปกครองต้องจัดหาที่นั่งพิเศษให้สำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากไม่ทำตามกฏหมายก็จะถูกปรับ 2,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน 2565 นี้

เมื่อมี กฎหมายคาร์ซีท ออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องมองหาคาร์ซีทให้ลูกอย่างจริงจังเลยใช่ไหมคะ แล้วคาร์ซีทแบบไหนเหมาะสำหรับลูกเรา แบบไหนปลอดภัยกว่า วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมข้อมูลมาให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมแล้วค่ะ ไปดูกันเลย

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎหมายคาร์ซีท เกี่ยวกับเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. ผู้ปกครองต้องจัดหาที่นั่งพิเศษให้สำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากไม่ทำตามกฏหมายก็จะถูกปรับ 2,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน 2565 นี้

เมื่อมี กฎหมายคาร์ซีท ออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องมองหาคาร์ซีทให้ลูกอย่างจริงจังเลยใช่ไหมคะ แล้วคาร์ซีทแบบไหนเหมาะสำหรับลูกเรา แบบไหนปลอดภัยกว่า วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมข้อมูลมาให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมแล้วค่ะ ไปดูกันเลย

ก่อนเริ่ม กฎหมายคาร์ซีท ต้องรู้วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะกับลูกก่อน

คาร์ซีท มีกี่ประเภท

โดยปกติแล้วในท้องตลาดมีคาร์ซีทที่วางจำหน่ายเอาไว้มากมายหลายประเภท และแบ่งการใช้งานตามช่วงอายุและน้ำหนักแต่หลัก ๆ เราสามารถแบ่งคาร์ซีททออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต ซึ่งในแต่ละประเภทสามารถแยกย่อยได้อีกเป็นอย่างละ 2 ประเภท รวมแล้วเราจะสามารถแบ่งคาร์ซีทออกได้ทั้งหมดเป็น 4 ประเภท เป็นคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด 2 ประเภท และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต 2 ประเภท

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

1. Carrier Carseat คาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภทนี้เป็นคาร์ซีทที่มีมานานแล้ว ลักษณะจะเหมือนกับกระเช้าขนาดเล็ก สามารถวางไว้ในรถได้เลย ในบางรุ่นสามารถปรับใช้งานเป็นรถเข็นได้เลยในตัว ใช้งานได้สองรูปแบบในตัวเดียว สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงเด็กอายุประมาณ 18 เดือนหรือประมาณขวบครึ่ง คาร์ซีทแบบนี้จะเป็นการติดตั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ ซึ่งเป็นการนั่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด

2. Convertible Carseat คาร์ซีทเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต สามารถปรับใช้ 2 รูปแบบ คือ หันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) จึงสามารถใช้งานกับเด็กได้หลากหลายช่วงอายุ ในบางรุ่นสามารถใช้ได้ถึง 4 ปี , 7 ปี ไปจนถึง 12 ปี คาร์ซีทประเภทนี้เป็นคาร์ซีทที่พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้ ซึ่งตัวคาร์ซีทจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมากว่าตัวคาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภท Convertible นี้จะเป็นประเภทที่ใช้กันอย่างหลากหลาย เพราะมีฟังก์ชั่นในการใช้งานเยอะ และสะดวกต่อการใช้งาน

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

  • ผ่านการรับรองความปลอดภัยในระดับสากล ECE R44/04 และ ECE R129 (i-size)
  • ฟังก์ชั่นการใช้งานออกแบบมาเพื่อคุณพ่อ-คุณแม่สะดวกสบายในทุกครั้งของการใช้งาน
  • ตัวคาร์ซีทคิดค้นมาเพื่อเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ รองรับกับสรีระได้เป็นอย่างดี

เลือกคาร์ซีทที่ใช่ เพราะชีวิตของลูกไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

คาร์ซีทสำหรับเด็กโต กฎหมายคาร์ซีท   

1. Forward Facing Carseat คาร์ซีทสำหรับเด็กโต คาร์ซีทที่มีพนักพิงหลังใช้สำหรับเป็นคาร์ซีทตัวที่ 2 ให้กับเด็ก เหมาะกับเด็กที่นั่งชันหลังได้อย่างแข็งแรง ซึ่งส่วนมากคาร์ซีทจะใช้ได้ตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 12 ปี หรือบางรุ่นพิเศษหน่อยก็สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 9 เดือน ขึ้นไป ตัวคาร์ซีทจะมีลักษณะที่เบาะกว้าง พนักพิงใหญ่และสูง เพื่อทำให้เด็กนั่งได้สบายที่สุด และเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงวัยนั้น ๆ

2. Booster Carseat คาร์ซีทสำหรับเด็กโตเหมือนกับ Forward facing แต่แตกต่างกันที่ ตัวคาร์ซีทแบบ Booster seat จะไม่มีพนักพิงหลัง และไม่มีฟังก์ชั่นมากเท่ากับคาร์ซีทแบบอื่นๆ แต่มีน้ำหนักเบา เหมาะกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ที่นั่งชันหลังได้อย่างแข็งแรง และเป็นการเดินทางใกล้ๆ ไม่ต้องใช้ระยะเวลานาน

    คาร์ซีทสำหรับเด็กโต

    • ผ่านการรับรองความปลอดภัยในระดับสากล ECE R44/04 และ ECE R129 (i-size)
    • โครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ รองรับกับสรีระและการเจริญเติบโตของเด็กได้เป็นอย่างดี
    • ลูกน้อยนั่งสบายด้วยการระบายอากาศรอบทิศทาง

    เพราะเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ออกแบบมารองรับกับช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

    ระบบในการติดตั้งคาร์ซีท

    คุณพ่อคุณแม่ได้ทำความรู้จักกับคาร์ซีทและ กฎหมายนั่งคาร์ซีท กันไปแล้ว แต่อย่าพึ่งไปเลือกซื้อเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้รู้จักระบบในการติดตั้งของคาร์ซีท หลัก ๆ แล้วคาร์ซีทมีระบบการติดตั้งอยู่ด้วยกัน 2 วิธี

    • ติดตั้งด้วยเข็มขัดนิรภัยของตัวรถยนต์
    • ติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX

    โดยในแต่ละแบบก็จะมีความยากง่ายของการติดตั้งที่แตกต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่ารถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่ ว่ามีระบบในการติดตั้งแบบไหน แต่ต้องมี มาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีท ระดับสากล

    ตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งคาร์ซีท (สำหรับประเทศไทย) 

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการใช้งานคาร์ซีทที่ไม่ควรละเลย ก็คือตำแหน่งในการติดตั้ง ไม่ใช่ว่าเลือกซื้อคาร์ซีทดี ๆ แล้วมาติดตั้งตำแหน่งไหนก็ได้ แล้วจะปลอดภัยเหมือนกัน เพราะในรถยนต์แต่ละคันมักจะมีระบบในการป้องกันอุบัติเหตุเอาไว้หลากหลาย หนึ่งในนั้นก็คือระบบแอร์แบคในรถยนต์ตำแหน่งของเบาะด้านหน้า ซึ่งห้ามนำคาร์ซีทมาติดตั้งไว้ที่เบาะตรงนี้ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แอร์แบคจะทำการพองตัวขึ้นมาและกระแทกเข้ากับคาร์ซีท ทำให้ลูกของเราที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทเกิดอันตรายได้ 

    สำหรับประเทศไทย ตำแหน่งที่ควรจะติดตั้งคาร์ซีทก็คือ “ตำแหน่งเบาะด้านหลังเยื้องกับคนขับ” เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด เพราะว่าในประเทศไทยรถยนต์ทุกคันจะขับทางด้านขวาเสมอ เพราะฉะนั้นในฝั่งด้านซ้ายก็จะเป็นฝั่งที่ติดกับฟุตบาททำให้สะดวกในการนำลูกขึ้นรถหรือลงรถ

    ในส่วนของอุบัติเหตุก็ยังสามารถช่วยปกป้องลูกน้อยได้ เนื่องจากถนนส่วนใหญ่มี 2 เลนแล้วขับสวนกัน ในถนนลักษณะนี้โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากทางฝั่งด้านขวา จะเยอะกว่าฝั่งด้านซ้าย นี่คือเหตุผลที่ควรจะติดตั้งคาร์ซีทไว้เบาะด้านหลังเยื้องกับคนขับ

    คาร์ซีท ควรจะใช้เมื่อไหร่

    เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านเป็นกังวลเหมือนกันนะคะ กับการที่จะต้องเริ่มใช้คาร์ซีท ไม่รู้ว่าควรจะให้ลูกเริ่มนั่งคาร์ซีท ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่สุด วันนี้ BabyGift ตอบให้ค่ะ คาร์ซีทควรจะให้ลูกนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลเลย เพราะในเด็กแรกเกิดต้องการการปกป้องดูแลเป็นพิเศษระบบต่าง ๆ ในร่างกายของเขา ยังไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แนะนำว่าคาร์ซีทควรจะใช้ทุกครั้งที่พาลูกน้อยออกไปเดินทางนอกบ้าน หรือจะใช้จนกว่าเด็กจะมีอายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนสูงไม่เกิน 150 เซนติเมตร

    คาร์ซีทมือ 2 ราคาถูก ใช้งานได้เหมือนกันไหม

    ในประเด็นนี้ต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้ ถ้ารู้ประวัติความเป็นมาของคาร์ซีทตัวนั้นแน่นอน อย่างเช่น ได้รับต่อมาจากญาติพี่น้อง เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติความเป็นมาของคาร์ซีทตัวนั้นเลย ไม่แนะนำให้ซื้อเด็ดขาด เนื่องจากคาร์ซีทที่เคยประสบอุบัติเหตุมาแล้วนั้น จะหมดคุณสมบัติในการป้องกันลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุไปเลย

    เพราะว่าวัสดุที่อยู่ด้านในคาร์ซีทนั้นจะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้คุณสมบัติในการปกป้องอุบัติของคาร์ซีทตัวนั้นเสื่อมถอยลง และนอกจากนี้คาร์ซีทก็ยังมีวันหมดอายุด้วย โดยปกติทั่วไปแล้วคาร์ซีทจะมีอายุใช้งานอยู่ที่ 7 ปีนับจากวันที่ผลิต ถ้าหลังจากนี้ไปวัสดุต่าง ๆ ก็จะเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้คุณสมบัติในการปกป้องลูกน้อยลดลงตามไปด้วย

    สำหรับกฏหมายคาร์ซีทที่จะบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนสนใจที่จะเลือกดูคาร์ซีทที่มีมาตรฐาน คุณภาพดี และที่สำคัญราคาเป็นมิตร สามารถสอบถามกันได้เลยที่ BabyGift เรายินดีและพร้อมที่จะให้คำแนะนำสำหรับทุกข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่เพื่อให้ได้คาร์ซีทที่ใช่ และปลอดภัยในทุกการเดินทางสำหรับลูกน้อย

    และสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่กำลังหาคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ดีๆสักตัวอยู่ BABYGIFT ได้รวบรวมและคัดสรรมาให้ไว้ให้แล้ว สามารถดูได้ที่ คาร์ซีทแรกเกิดที่คัดสรรมาแล้วเพื่อคุณ

    สินค้าที่เกี่ยวข้อง

    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00
    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00
    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00
    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00
    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00
    คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

    สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

    7,700.00

    บทความแนะนำ

    ใกล้คลอดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนอาจกำลังกังวลกับการ ผ่าคลอด วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมความรู้มาให้คุณแม่ได้เห็นอีกมุมของการ ผ่าคลอด ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ โดยปกติแล้วคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติเอง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะเชื่อว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อย และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมมากก็คือ “การผ่าคลอด” โดยการผ่าคลอด แบ่งเป็น 2 กรณี คือ  1. ผ่าคลอด แบบวางแผนมาก่อน เมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดเองไม่ได้ หรือคุณหมอเห็นเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดวันผ่าคลอด ได้แก่ คุณแม่สุขภาพไม่ดีมีความเสี่ยงสูง คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน คุณแม่ท้องแฝดไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ รวมไปถึงทารกที่อยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤตมีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว 2. ผ่าคลอด แบบฉุกเฉิน คุณแม่บางคนเกิดภาวะความเสี่ยงกะทันหัน  จำเป็นต้องได้รับการผ่าคลอดแบบฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ข้อดีของการ “ผ่าคลอด”  ปัจจุบันการผ่าคลอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าคลอด จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการคลอดแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย หากคุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวล ควรเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอเพื่อวางแผนเลือกวิธีการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดต่อคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ Baby Gift หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษาทีม Baby Gift Expert เรายินดีให้คำแนะนำค่ะ

    รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Optia สำหรับเด็กแรกเกิด – 3 ปี หรือน้ำหนัก 2.5 – 15 kg เพื่อความสุขแบบ Double ประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางที่สบายกว่าช่วยให้การเดินทางสำหรับคุณแม่และลูกน้อยเป็นเรื่องง่าย สะดวก สบาย ด้วยนวัตกรรมที่เหนือกว่า Function 1 : ลดแรงสั่นสะเทือนแบบ Double ด้วยระบบรองรับแรงกระแทกถึง 2 จุดระบบรองรับแรงกระแทกใต้ที่นั่ง และระบบรองรับแรงกระแทกที่ล้อ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 40% Function 2 : ระบายอากาศแบบ Double ด้วยเบาะรองนอน Silky Air และผ้าระบายอากาศทุกชั้นเบาะรองนอน ถักทอด้วยเส้นใย Silky Air มีความอ่อนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี ให้ความรู้สึกเบาสบายเมื่อสัมผัสกับผิวที่บอบบางของทารก Function 3 : ลดความอับชื้นแบบ Double ด้วยระบบ DoubleThermo Medical Sysem ช่วยระบายอากาศให้ความรู้สึกสบายตัวแผ่นฉนวนกันความร้อนพิเศษด้านหลัง ลดความร้อนสะสมบริเวณหลัง และลดอุณหภูมิของร่างกายลูกน้อยในขณะหลับได้ดี Function […]

    ไม่ว่าแม่ท้องท่านไหนก็ไม่มีใครอยากจะอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงกันทั้งนั้นแหละใช่มั้ยคะ คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องภาวะครรภ์เสี่ยงมาบ้างแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการแบบไหนกันแน่ วันนี้เราจะนำเรื่องเกี่ยวกับภาวะครรภ์เสี่ยงมาฝากคุณแม่กันค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงก็คือการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวคุณแม่เองและลูกในท้อง ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่คลอด ในขณะคลอด หรือหลังคลอดได้ค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงมักจะเกิดกับคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อน หรือเคยคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ หรือตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หรือมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากเนื้องอกในมดลูก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่ท้อง การท้องลูกแฝดหรือแม้แต่การที่ลูกในท้องอยู่ในท่าที่ไม่ปกติ มีข้อไหนที่ตรงกับคุณแม่บ้างมั้ยคะ ถ้ามีคุณแม่รีบปรึกษาคุณหมอแล้วก็เข้ารับการตรวจตามกำหนดและปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดนะคะ เพราะคุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็คุณแม่จะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างน้อยหนึ่งอย่างโดยคุณหมอตามด้านล่างนี้ด้วยค่ะ การตรวจประเมินภาวะครรภ์เสี่ยงโดยคุณหมอ 1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) การตรวจแบบอัลตราซาวด์ก็คือการตรวจโดยใช้คลื่นความถี่สูงเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตอนตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของรกหรือของลูกน้อยในท้องค่ะ นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ยังสามารถบอกปริมาณน้ำคร่ำ รูปร่างของมดลูกและอัตราการเต้นของหัวใจทารกได้ด้วยนะ 2. การตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์  กลุ่มอาการดาวน์ก็คือดาวน์ซินโดรมที่เราเรียกกันโดยทั่วไปนี่แหละค่ะ สำหรับการตรวจหากลุ่มดาวน์นี้จะสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 3. การเจาะน้ำคร่ำ การตรวจโดยเจาะน้ำคร่ำนี้จะทำเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ค่ะ เอาตรงๆ การเจาะน้ำคร่ำนี่เจ็บมาก แต่ก็ต้องทนอ่ะเนอะเพื่อความปลอดภัยของลูกเรา คุณหมอจะเจาะน้ำคร่ำเพื่อนำเซลล์ของลูกมาใช้ตรวจวิเคราะห์หาโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่นพวกโรคธาลัสซีเมีย โครโมโซมผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ค่ะ 4. การตรวจอื่นๆ ตามความเห็นของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น การเจาะเลือดจากสายสะดือ การตรวจการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์ (Non-Stress […]

    ไขข้อข้องใจที่ใครๆหลายๆคน พูดกันว่า ทำไม คาร์ซีท Ailebebe แพง ! มาดูกันสิว่าแพงเพราะอะไร แล้วที่ว่าแพงจริงหรือไม่ คาร์ซีท Ailebebe ทุกตัว จะถูกผลิตขึ้นจากโรงงานผู้ผลิตที่ญี่ปุ่นโดยตรง โดยมีแรงงานซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญสูง จึงทำให้ประสิทธิภาพในการใช้งานและค่าแรงสูงตามไปด้วย คาร์ซีท เหมือนกัน…แต่วัสดุภายในไม่เหมือนกันAilebebe เราไม่ได้เลือกใช้วัสดุอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เราเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย มาช่วยรองรับแรงกระแทกที่ต่างกัน…อ่านซักนิดก่อนซื้อ คาร์ซีท ให้ลูก ส่วนประกอบของ คาร์ซีท มาตรฐานความปลอดภัย การผลิต คาร์ซีท ไม่ได้มองเพียงแค่เรื่องตวามสะดวกหรือความถูกต้องในการติดตั้งเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดการเคลื่อนที่หน้า-หลังของ คาร์ซีท ในขณะเกิดอุบัติเหตุ ที่ส่งผลให้เด็กได้รับบาดเจ็บได้อีกด้วย จึงมีการคิดค้นการติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX และ Belt ที่ต้องสามารถตอบโจทย์ได้ทั้ง 2 ข้อ จึงเป็นที่มาของการแยกออกเป็น 2 รุ่นย่อย ดังนั้น คาร์ซีท Ailebebe ถึงราคาจะแพง แต่คุ้มค่า คุ้มเกินราคา เมื่อเปรียบเทียบกับนวัตกรรมด้านการปกป้อง ทั้งโครงสร้าง วัสดุรองรับแรงกระแทก และการติดตั้งมาตรฐานสากล กับความปลอดภัยในการเดินทางอย่างปลอดภัยของลูกน้อยที่คุณรัก

    ไม่ใช่แค่ผู้ใหญ่ที่เป็นกรดไหลย้อนได้ เพราะลูกน้อยวัยทารกเบบี๋ก็เป็นได้เช่นกัน ! แถมคุณแม่รู้ไหมว่าเด็กทารกส่วนใหญ่เป็นกรดไหลย้อนได้มากถึง 25 คน จากทารกทั้งหมด 100 คนทีเดียว (ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล) ดังนั้นเชื่อว่าทุกท่านคงจะอยากรู้ว่าทำไม? เด็กเล็กๆ จึงเป็นกรดไหลย้อนได้  สาเหตุมาจากอะไร แล้วคุณพ่อคุณแม่จะมีวิธีป้องกันได้อย่างไรบ้าง เพราะขนาดผู้ใหญ่อย่างเราป่วยกรดไหลย้อน ยังทรมานและใช้ชีวิตลำบาก เราจึงไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกรักตัวน้อย ที่พูดบอกอาการไม่ได้ แถมยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้อีกด้วย ทำไม? กรดไหลย้อนจึงเกิดได้ กับลูกวัยทารก อาการของเบบี๋ เมื่อมีกรดไหลย้อน หากปล่อยให้ลูกเป็นเรื้องรัง อาจมีอาการไอ หลอดลมอักเสบ มีอาการที่รุนแรงลุกลาม จนอาจต้องใช้การผ่าตัดในการรักษาเพื่อให้หายได้ ป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยวันนี้! คุณแม่จะคงจะคลายกังวลได้ หากรู้ว่าสามารถป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกน้อยได้  ด้วยวิธีการต่างๆ นั่นคือ เตียงนอนปรับระดับศีรษะลูกน้อยได้ เป็นเตียงนอนสำหรับเด็กที่สามารถปรับระดับเตียงสูงต่ำได้ตามต้องการ ที่สำคัญยังช่วยป้องกันกรดไหลย้อนให้ลูกได้ เพราะสามารถปรับหัวเตียงให้ด้านศีรษะของลูกยกสูงขึ้นได้ง่ายๆ  โดยที่คุณแม่ไม่ต้องหาหมอนมาหนุนศีรษะลูก เช่นเตียง เตียงนอนทารก Dreamie Bed Side Crib – Prince & Princess ที่สามารถปรับระดับศีรษะของลูกให้นอนสูงขึ้นได้ถึง 2 ระดับ  ป้องกันอาการท้องอืดและกรดไหลย้อนหลังกินนม […]

    เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง?  จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ 4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ » หาข้อมูลก่อนเดินทาง ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป  หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก  แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก   ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น » เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก รถเข็นเด็ก […]

    Menu
    All Categories
    All Brands
    All Ages
    Promotions
    Locations
    BabyGift Family
    BabyGift Care
    Parents Guide
    News & Event

    All Categories

    All Categories
    All Brands
    All Ages

    Kid