เช็ก 4 อาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ แบบไหนอันตราย หรือใกล้คลอด

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายมากมาย จนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคุณแม่ท้องโตใหญ่อุ้ยอ้ายแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวอื่นๆ อีก ซึ่งคุณแม่หลายท่านอาจจะคิดว่าอาการไม่สบาย ปวดโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

                แต่ทว่า…อาการปวดในบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องผิดปกติ เราจึงชวนคุณแม่มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ที่ชวนน่าสงสัย เพื่อให้คุณแม่รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ จะได้สังเกตและรู้ทันอันตราย รีบไปพบแพทย์ก่อนอาการจะรุนแรงลุกลามบานปลายจนเกิดการสูญเสียขึ้นได้ค่ะ

สังเกตอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการปวดท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรกันบ้าง

1. ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดกลางอก

อาจเป็นอาการของ กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้มีอาการแน่นท้อง  หรือมีกรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร โดยมีอาการร่วมต่างๆ เช่น แสบร้อนกลางอก ลิ้นปี่ ลำคอ มีอาการคลื่นไส้ เรอ แน่นหน้าอก  ที่มักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร หรือในช่วงเวลากลางคืน

สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดได้ทั้งจากการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารรสจัด รสเปรี้ยว รสเผ็ด  กินผลไม้ที่มีกรด เช่น มะนาว กินอาหารที่ไขมันสูงทำให้ย่อยยาก   สาเหตุจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดการคลายตัว รวมถึงลูกในท้องที่ใหญ่ขึ้นไปดันท้องคุณแม่ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้น

ป้องกันดูแลได้ : ด้วยการกินอาหารทีละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารรสเผ็ด ปรี้ยว ของทอดที่มีมันมาก  ไม่นอนทันทีหลังอาหาร โดยอาจนั่งตรงๆ หรือเดิน เพื่อป้องกันกรดไหลย้อน  งดดื่มน้ำตามหลังอาหารมากๆ แต่ควรไปดื่มน้ำให้มาระหว่างมื้ออาหารแทน ตลอดจนเวลานอนอาจใช้วิธีนั่งกึ่งนอน ให้หมอนสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันกรดไหลย้อนขึ้น

ไปพบแพทย์ : โดยปกติอาการแน่นท้อง จุกเสียด สามารถหายได้ไม่รุนแรง ไม่ใช่สิ่งผิดปกติและไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวลมากนัก   แต่หากคุณแม่มีอาการจุกแน่นและเจ็บหน้าอกมาก เป็นนานไม่หาย ร่วมกับอาการปวดหัว รู้สึกหายใจไม่สะดวก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะครรภ์เป็นพิษได้

2. ปวดท้อง เจ็บท้องเตือน

อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่สอง แต่จะพบได้มากกว่าในช่วงก่อนคลอดประมาณ 1 เดือน   อาการปวดท้องเจ็บท้องเตือน คุณแม่จะรู้สึกว่าท้องแข็ง ท้องตึง มีอาการปวดทั่วบริเวณท้องน้อยนานๆ ครั้ง ไม่สม่ำเสมอ ปวดสักพักก็หายไป ไม่มีอาการปวดรุนแรง

สาหตุของอาการเจ็บท้องเตือน เนื่องจากในช่วงใกล้คลอดมดลูกของคุณแม่จะขยายตัวเต็มที่และเคลื่อนตัวลงต่ำ จึงรู้สึกได้ว่ามดลูกแข็งตัว จนรู้สึกว่าท้องแข็งบ่อยครั้งขึ้น  รวมถึงมดลูกของคุณแม่อาจจะเริ่มมีการหดเกร็งและบีบตัว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้จะถึงเวลาคลอดแล้ว  นอกจากนี้อาการบีบตัวหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังสัมพันธ์กับการทำงานหรือการใช้ชีวิตของคุณแม่ เช่น คุณแม่มักจะเป็นในช่วงที่เดินนาน ๆ หรือยืนนานๆ ได้

ป้องกันดูแลได้ :  คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในอิริยาบถใดนานๆ เพราะเวลาเปลี่ยนท่าทาง อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวได้  ซึ่งหากคุณแม่มีอาการปวดท้องท้องแข็ง ควรหาที่นั่งหรือนอนพักสักครู่ เพื่อให้อาการดีขึ้น 

ไปพบแพทย์ : หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องแข็ง เจ็บท้องโดยไม่แน่ใจว่าเป็นอาการเจ็บท้องเตือนหรือไม่  หรือหากรู้สึกว่าเป็นบ่อย มีอาการท้องแข็งถี่ หรือมีอาการปวดท้องมากขึ้น ปวดถี่ มีน้ำเดินหรือมีมูกเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการเจ็บท้องใกล้คลอดจริงได้

ปวดท้องแบบนี้เมื่อไร รีบไปหาหมอทันที! 

3. ปวดท้องน้อย  เจ็บแปลบ มีไข้ ปวดข้างใดข้างหนึ่ง อาเจียน มีเลือดออก

ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 5 เดือนแรก

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก มีอาการปวดเกร็งช่องท้องและมีเลือดออกทางช่องคลอด ให้ระวังสัญญาณของการแท้ง  ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

เมื่อคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อย โดยรู้สึกปวดด้านใดด้านหนึ่ง มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดตลอด และมีอาการไข้ร่วมด้วย ให้คุณแม่รีบไปพบแพทย์  เพราะอาจจะเป็นได้ทั้งการมีก้อนซีสต์ที่รังไข่แล้วเกิดลักษณะบิดขั้ว อาการของไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งการปวดท้องเนื่องจาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก

ซึ่งการตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดขึ้นจากความผิดปกติที่ไข่ไม่สามารถเข้าไปฝังตัวบริเวณผนังมดลูกได้เหมือนปกติ ทำให้ตัวอ่อนเข้าไปเกาะและฝังตัวอยู่บริเวณท่อนำไข่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้  ทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องด้านซ้ายหรือด้านขวา ปวดด้านนั้นมากผิดปกติและมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย

ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 6-8 เดือน

อาการปวดท้องที่ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์สังเกตในช่วงสัปดาห์ที่ 21-36 สัปดาห์ คือ อาการปวดท้องหรือเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด  โดยมีอาการปวดท้องที่บริเวณหัวหน่าวหรืออุ้งเชิงกราน แต่หากคุณแม่มดลูกต่ำก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำคร่ำแตกได้ง่าย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง และคลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน

รวมถึงหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงต้นไตรมาสที่ 3 อยู่ แต่มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากทางช่องคลอด และอาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดท้องเจ็บแปลบ ท้องแข็ง หรือมีเลือดแต่ไม่มีอาการปวดก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นมีอาการภาวะรกเกาะต่ำซึ่งเป็นอันตรายได้

ปวดท้องจากการติดเชื้อ

คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากโรคภัยและการติดเชื้อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหาร หรืออาหารเป็นพิษ เนื่องจากทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป รวมทั้งไส้ติ่งอักเสบ ทำให้มีอาการปวดท้องมาก มีการอาเจียน ท้องเสีย   นอกจากนี้หากคุณแม่ปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะ ปวดบ่อยๆ ปวดมาก ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมถึงกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต กรวยไตอักเสบ ได้อีกด้วย

ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์ปวดท้องมากหรือปวดผิดปกติ ควรรีบไปแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จะได้รักษาตามสาเหตุได้อย่างถูกต้องและไม่ส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย

4. ปวดท้อง เจ็บท้องคลอดจริง ปวดถี่ ปวดสม่ำเสมอ

หากคุณแม่มีอาการเจ็บท้องจริง หรืออาการปวดท้องพร้อมคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที  เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าลูกน้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก โดยอาการเจ็บท้องคลอดคือ 

  • เริ่มตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์(หากมีอาการเร็วกว่านี้ อาจหมายถึงการคลอดก่อนกำหนด
  • คุณแม่จะรู้สึกปวดท้อง ท้องแข็งจากการที่มดลูกบีบและแข็งตัว มีอาการปวดเป็นระยะสม่ำเสมอ และมีอาการปวดถี่มากขึ้น ปวดเจ็บท้องมากหรือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • มีอาการปวดร้าวที่หลัง ลามมายังบริเวณท้อง และหัวหน่าว หรืออาจมีอาการปวดท้องคล้ายปวดถ่ายอุจจาระ
  • อาจมีมูกเลือดสีแดงสด และมีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกได้ด้วย  

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะร่างกายคุณแม่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการคลอดลูกน้อยแล้ว โดยปากมดลูกของคุณแม่ก็มักจะเริ่มเปิดเพื่อรองรับการคลอดด้วย

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

พอรู้ว่าตั้งท้อง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักอยากจะทราบเป็นอันดับแรกก็คือเพศของลูกในท้องใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้เราตั้งใจจะมาพูดถึงวิธีสนุกๆ ที่ไม่ต้องพึ่งวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีที่อิงความเชื่อล้วนๆ ฮิตกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม่นไม่แม่น ไม่รู้ แต่ก็สนุกดีค่ะ ถือว่าคลายเครียดกันเนอะ (เอ๊ะ หรือจะทำให้เครียดกว่าเดิม?) 9 วิธีสนุกๆ ทายเพศลูกน้อยตามแบบโบราณ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าวิธีเหล่านี้เป็นความเชื่อของคนสมัยโบราณที่ตอนนั้นวิทยาการก็ยังไม่ค่อยจะล้ำสมัยซักเท่าไหร่ ถือว่าทำเอาเล่นๆ ขำๆ ละกันนะคะ ถ้าคุณแม่อยากทราบเพศลูกที่ชัวร์ๆ ก็ลองปรึกษาขอ คุณหมอตรวจโครโมโซมหรือเจาะน้ำคร่ำดูก็ได้ค่ะ เพราะสองวิธีนี้ให้ผลแม่นยำถึง 99.4% เลยล่ะ แม่นยิ่งกว่าการบอกเพศจากการอัลตร้าซาวด์อีกนะ แต่ต่อให้ลูกจะคลอดออกมาเป็นเพศไหน เราก็มั่นใจว่าคุณแม่ทุกท่านจะรักลูกจนหมดหัวใจแน่นอน

เรามั่นใจ 100% เลยว่าแม่ทุกคนอยากเห็นหน้าลูกน้อยเร็วๆ นับวันรอกันแทบไม่ไหว แต่ไม่มีแม่คนไหนแน่นอนที่อยากให้ลูกคลอดออกมาก่อนกำหนด ปกติแล้วคุณแม่ก็จะอุ้มท้องกันอยู่ที่ 37-40 สัปดาห์อ่ะเนอะ เพราะว่าถ้าคลอดก่อนหน้านี้ อวัยวะหรือสมองบางส่วนของลูกน้อยก็ยังอาจจะยังเติบโตไม่เต็มที่เท่าไหร่ ปอดก็ยังไม่แข็งแรง หายใจเองไม่ได้ ตัวเล็ก ถ้าคลอดออกมาก่อนก็ต้องอยู่ในตู้อบ นอกจากค่าใช้จ่ายจะสูงมากแล้ว ลูกยังน่าสงสารที่ต้องมีสายระโยงรยางค์ช่วยให้เค้าหายใจได้ ตอนท้องนี่ก็จะกังวลตลอด ปวดท้องนิดนึงก็กลัวว่าจะคลอดแล้วรึเปล่า แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าจะคลอดก่อนกำหนดก็มักจะมีอาการเตือนที่ไม่ใช่แค่ปวดท้องนะ เราลองไปดูกันดีกว่าว่ามีอาการประมาณไหนบ้าง 5 อาการแบบนี้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด! 1.เจ็บท้องถี่ มีเลือดออกทางช่องคลอด เวลาท้อง การมีเลือดออกไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะงั้นถ้าคุณแม่มีเลือดออกในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ไม่ว่าจะน้อยหรือเยอะ ให้รีบไปหาคุณหมอด่วนๆ เลย ส่วนคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการเจ็บท้องถี่ร่วมด้วย ความรู้สึกมันจะเหมือนปวดอยากเข้าห้องน้ำแต่ถ่ายไม่ออก อาการนี้มันจะเกิดจากการที่มดลูกบีบตัว เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้นะ 2. ตัวบวมความดันสูงปรี๊ด คุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีอาการมือบวม เท้าบวม ถ้าไม่ได้บวมเยอะมากจนน่าตกใจก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรนะ เพราะหลายๆ คนก็เป็นกัน แต่คุณแม่บางคนมีอาการบวมทั้งตัว น้ำหนักขึ้นเร็ว จุกตรงลิ้นปี่ ความดันสูงมากจนอาจจะแตะ 200 เลยก็มี อันนี้คืออาการของคุณแม่ที่ครรภ์เป็นพิษต้องพบคุณหมอโดยเร็ว เพราะว่านอกจากจะอันตรายต่อลูกในท้องแล้วยังอันตรายต่อคุณแม่ด้วย ความดันที่ขึ้นสูงปรี๊ดแบบนี้อาจมีโอกาสทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ด้วยนะ ส่วนใหญ่คุณแม่ที่มีอาการแบบนี้จะต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมอ หากมีอาการไม่ดีขึ้นอาจจะต้องโดนผ่าคลอดฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตของคุณแม่และลูกน้อยในท้องไว้ค่ 3. […]

คุณแพรว เพชรแพรว อัครเตชวาทิน หรือแม่แพรว จากเพจ PRAEW ที่หลายคนรู้จักกันดีในบทบาทของ Influencer สายแม่และเด็ก ที่แชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกเชิงบวกได้อย่างดี ซึ่งเราจะเห็นได้จากกน้อง เฌอลินน์ ลูกสาวคนโตที่โตขึ้นมาเป็นเด็กอารมณ์ดี มีความสามารถ ทำให้ใครหลายๆคนหลงกับความน่ารักของน้อง เฌอลินน์ ไปตามๆกัน และล่าสุดต้องขอแสดงความยินดีกับคุณแพรว กับการคลอดลูกคนที่ 2 ที่มีชื่อว่า เมอฌินน์ หรือฉายา เจ้าลูกชิ้น ลูกชายคนแรกของแม่แพรวด่วยค่ะ            และถ้าใครเคยตาม หรือเคยเข้าไปดูเพจ PRAEW จะรู้ว่า แม่แพรวจะ Post Content ให้ความรู้ แชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกไว้เป็นจำนวนมาก และล่าสุด คุณแพรวก็ได้แชร์ประสบการณ์การใช้คาร์ซีทในวันแรกที่พาน้อง เมอฌินน์ ออกจากโรงพยาบาล วันนี้ทาง BabyGift ขอนำมาแชร์ต่อค่ะ พร้อมพามาดูกันว่า คาร์ซีทที่น้อง เมอฌินน์ ใช้คือคาร์ซีทรุ่นไหน  คุณแพรว ได้แชร์ไว้ว่า ทุกครั้งที่นั่งรถ แพรวต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีททุกครั้งค่ะ เพราะสำหรับแพรวความปลอดภัยของลูกคือสิ่งที่สำคัญที่สุด สำหรับคาร์ซีทที่แพรวเลือกให้เมอคือ คาร์ซีท Ailebebe Kurutto ค่ะ อันนี้เป็นรุ่น 6 รุ่นใหม่ของเค้าค่ะ คุณแพรว ยังบอกอีกว่า ที่แพรวเลือกรุ่นนี้เพราะแพรวมั่นใจคือเรื่องความปลอดภัยของเค้าค่ะ เค้ามีเทคโนโลยีพิเศษที่เพิ่มความปลอดภัยที่ทำให้เมอปลอดภัยมากขึ้นเวลาที่นอนอยู่บนคาร์ซีท วัสดุดีมาก! มีมาตรฐานรองรับจากโรงงานประเทศญี่ปุ่นและความปลอดภัยระดับยุโรป เบาะก็ Support ดี สบาย ระบายอากาศได้ ไม่อึดอัดเลยค่ะ ปรับเอนนอนได้ นั่งทุกครั้งเมอฌินน์หลับปุ๋ยตลอด ติดตั้งง่ายด้วยระบบ Isofix ที่สำคัญที่มามี๊แฮปปี้ที่สุด […]

แผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกหนึ่งไอเท็มจำเป็นที่ต้องมีในบ้าน ถึงแม้จะไม่อยู่ในลิสของใช้ลูกที่ต้องเตรียมไว้ก่อนคลอด แต่ก็ต้องทำความรู้จักกันไว้ล่วงหน้าซักนิด เพราะแผ่นรองคลาน ถือเป็นอีกอุปกรณ์หนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการลูกน้อย ในวันที่เขาเริ่มคว่ำตัว และเริ่มที่อยากจะคลาน ซึ่งอยู่ในช่วงวัย 4 – 5 เดือน เป็นต้นไป แล้วแผ่นรองคลานแบบไหนที่ดีต่อลูกน้อยที่สุด วันนี้ Babygift เตรียมคำตอบไว้ให้คุณพ่อคุณแม่แล้วค่ะ แผ่นรองคลานที่ทำจากโฟม EVA วัสดุประเภทโฟม EVA นั้น จะมีน้ำหนักเบา และสามารถตัดเป็นชิ้นได้ง่าย แผ่นรองคลานประเภทนี้ จึงมักจะทำมาในรูปแบบของตัวต่อจิ๊กซอว์ แบบแยกชิ้นส่วน ทั้งแบบตัวเลข หรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ เพื่อให้ลูกฝึกต่อเล่น เสริมสร้างพัฒนาการได้ เมื่อถอดเป็นชิ้น ๆ สามารถใส่กระเป๋าพกพาได้ง่าย และมีราคาถูกที่สุดในบรรดาแผ่นรองคลานทุกชนิด แต่เนื่องจากน้ำหนักที่เบาเกินไป ทำให้แผ่นรองคลานไม่ยึดติดกับพื้นบ้าน เมื่อลูกฝึกเดินอาจทำให้ลื่นติดกับเท้า อาจทำให้ลื่นล้มได้ / วัสดุมีกลิ่น และมีสี ที่อาจเป็นอันตรายหากลูกสัมผัสและนำมือเข้าปาก / วัสดุเป็นโฟม จึงไม่ทนทานต่อการขีดข่วน เมื่อเด็กเล็กที่มีเล็บยาว ข่วน หรือจิกเวลาที่พยุงตัว ก็อาจจะทำให้ฉีกขาดได้ง่าย จึงใช้งานได้เพียงระยะสั้น / แผ่นที่แยกกันทำให้อาจเกิดร่อง ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค และวัสดุชนิดนี้ไม่สามารถกันน้ำได้ […]

Amarin Baby & Kids Awards 2025 𝗣𝗿𝗶𝗻𝗰𝗲 & 𝗣𝗿𝗶𝗻𝗰𝗲𝘀𝘀 ขอบคุณคุณแม่ทั่วประเทศสำหรับทุกคะแนนโหวตกับรางวัล MOMMY’S CHOICE : BEST CHILD SAFETY PRODUCT ให้กับ #กล้องเบบี้มอนิเตอร์ Safe & Sound Plus เปิดจอหรือมือถือก็ดูแลลูกได้ 24 ชม. รวมถึงความไว้วางใจจากทุกครอบครัวที่มีให้เราเสมอมาค่ะ และขอขอบคุณทางทีมบรรณาธิการ Amarin Baby & Kids ทุกท่านที่ร่วมจัดงานดีๆ แบบนี้ทุกปี ค่ะ เราสัญญาว่าจะพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องง่ายขึ้นต่อไปนะคะ #AmarinBabyAndKids #AmarinBabyAndKidsAwards2025 #ABKAWARDS2025 #สินค้าแม่และเด็ก

เพราะลูกน้อยคือที่สุดของความรักจากใจแม่ไม่มีอะไรเทียบได้ คุณแม่ทุกท่านจึงต้องเลือกและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเสมอ และ “น้ำนมแม่” คือหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด และดีที่สุดต่อลูกน้อย เป็นอาหารที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ด้วยเพราะน้ำนมนั้นกลั่นมาจากอกจากธรรมชาติในร่างกายแม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างครบถ้วน ซึ่งการให้นมแม่ได้ยาวนานที่สุด และเต็มที่ที่สุดแก่ลูกน้อย  นอกจากจะส่งผลดีเยี่ยมต่อพัฒนาการในทุกด้าน สร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้ลูกกินนมแม่ไม่ป่วยง่าย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย รวมถึงการให้นมแม่ยังดีต่อสุขภาพแม่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว มีส่วนช่วยคุมกำเนิดได้ในช่วงหนึ่ง  พร้อมกับทำให้สุขภาพและรูปร่างของคุณแม่กลับคืนมาหุ่นดีได้เร็วและง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับพลังคุณค่าสารอาหารจากน้ำนมนมแม่ให้ยาวนานเต็มที่ คุณแม่ทุกท่านจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสต๊อกน้ำนมสะสมไว้ให้ลูกมากๆ  และหลายๆ ท่านก็เป็นคุณแม่นักปั๊มได้สำเร็จ มีน้ำนมแม่ให้ลูกเต็มที่ เต็มตู้แช่  แต่ทว่าปัญหาที่คุณแม่กลับต้องพบเจอ คือ ลูกไม่กินนมสต๊อก ที่ทำไว้  จึงมีคำถามมากมายว่าทำไม? ลูกจึงไม่ยอมกิน เพราะเป็นนมแม่เหมือนกัน เราจึงชวนมาดูสาเหตุที่ลูกน้อยไม่ยอมกินนมสต๊อก พร้อมกับวิธีการฝึกลูกน้อยกินนมแม่จากสต๊อกว่าต้องทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ให้ลูกน้อยกินนมได้แม่ยาวนาน ได้รับที่สุดของโภชนาการนมแม่นี้อย่างเต็มที่ไปจนโตค่ะ สาเหตุที่ ลูกไม่กินนมสต๊อก วิธีฝึกลูกน้อยกินนมสต๊อก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกน้อยไม่กินนมสต๊อก คุณแม่จะต้องเตรียมตัวหรือฝึกลูกน้อยให้กินนมแม่สต๊อกจากขวดล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ เมื่อคุณแม่รู้สาเหตุของการปฏิเสธนมสต๊อกของลูกแล้ว ก็สามารถแก้ไขและฝึกลูกได้ โดยขอเพียงหมั่นฝึกฝนตามวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ พร้อมกับใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น เครื่องอุ่นนม จุกนมที่ดี  ร่วมกับการละลายนมสต๊อกที่ถูกต้อง และเทคนิคอื่นๆ โดยที่ไม่ให้ลูกกินนมอื่นๆ เด็ดขาด ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะยอมกินนมแม่ที่สต๊อกไว้ได้ต่อเนื่อง  เติบโตแข็งแรงด้วยพลังคุณค่าจากน้ำนมแม่ยาวนานแน่นอนค่ะ

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid