วิธีซื้อคาร์ซีทที่ปลอดภัย แบบที่คนขายไม่เคยบอก

คาร์ซีทปลอดภัย สำหรับเด็กแรกเกิด จะต้องดูจากอะไรบ้าง วันนี้ BabyGift จะมาบอกวิธีดูคาร์ซีทที่ปลอดภัย แบบลึกซึ้งถึงโครงสร้างกันเลยค่ะ เพราะทุกวัสดุที่ประกอบอยู่ในคาร์ซีทนั้น มีผลต่อความปลอดภัยของลูกน้อยมาก และก่อนคุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก นี่คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้เลยค่ะ  

โครงคาร์ซีท ทำจากอะไร แบบไหนที่ปลอดภัย

     1. โครงพลาสติกทั่วไป (PP) 

พลาสติกมีความแข็งแรง ทนต่อการกระแทก มีน้ำหนักเบา ส่วนใหญ่มักจะใช้ภายในห้องโดยสารรถยนต์ เช่น แผงประตู หรือ คอนโซลรถ 

เมื่อใช้พลาสติก 100% ทำเป็นโครงคาร์ซีทสำหรับเด็กโตโดยเฉพาะ ที่น้องมีสรีระแข็งแรงแล้ว ก็เพียงพอต่อการปกป้องน้องให้ปลอดภัยค่ะ  

แต่สำหรับเด็กแรกเกิด ที่สรีระบอบบาง ต้องการการปกป้องเป็นพิเศษ การใช้พลาสติก 100% เลย อาจจะไม่พียงพอ โครงคาร์ซีทควรจะเสริมด้วยวัสดุอื่น ๆ เพิ่มความแข็งแรงด้วย เช่น เสริมด้วยไฟเบอร์กลาส 

     2. โครงพลาสติก เสริมไฟเบอร์กลาส

ไฟเบอร์กลาส หรือ เส้นใยแก้ว จะใช้เพื่อเสริมความแข็งแรงเป็นพิเศษ ใช้แทนโลหะได้เลย เช่น ทำชิ้นส่วนเครื่องบินเล็ก ทำชิ้นส่วนรถแข่ง เพราะทนต่อการถูกกระแทก ทนต่อการฉีกขาด มีน้ำหนักเบา และยังสามารถดัดโค้งจัดรูปทรงได้ ไม่เปราะง่าย 

ในการทำโครงคาร์ซีทเด็กแรกเกิด เสริมด้วยไฟเบอร์กลาสจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงได้ดีมาก กันความร้อน ไม่สะสมความร้อน และสามารถจัดรูปทรงโครงคาร์ซีทให้โอบรับกับสรีระของเด็กทารกได้อย่างปลอดภัย ไม่เปราะบาง 

คาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ใช้ไฟเบอร์กลาส ส่วนใหญ่จะพบในประเทศญี่ปุ่น เช่น แบรนด์ Ailebebe รุ่น Kurutto เพราะแบรนด์นี้ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับ 1 เลยค่ะ 

     3. โครงพลาสติก เสริมอลูมิเนียม

อลูมิเนียม เป็นวัสดุที่แข็งแรง แตกหักยาก มักจะใช้ทดแทนเหล็ก เพราะมีน้ำหนักเบากว่าเหล็ก 

และอลูมิเนียมสามารถใช้เสริมเป็นเสาซ้ายและขวาข้างคาร์ซีท ซึ่งจะช่วยทำให้โครงมีความแข็งแรงขึ้น ทนต่อการกระแทกได้ดีขึ้น แต่อลูมิเนียมก็เป็นวัสดุที่ไม่กันความร้อน หากทิ้งคาร์ซีทไว้ในรถเป็นเวลานาน ด้านในจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้คาร์ซีทสะสมความร้อนได้  

     4. โครงพลาสติก เสริมเหล็ก

เหล็ก แน่นอนว่าเป็นวัสดุที่แข็งแรงมาก ๆ แตกหักยาก ทนต่อการกระแทกได้ดีที่สุด เหล็กจึงนิยมใช้เสริมในคาร์ซีท ใช้เป็นเสาซ้ายและขวาข้างคาร์ซีท หรือ ใช้เป็นโครงคาร์ซีททั้งหมดเลย เพื่อเพิ่มความแข็งแรง แต่เหล็กก็ทำให้คาร์ซีทมีน้ำหนักเยอะขึ้นด้วย 

และเหล็กก็เป็นวัสดุไม่กันความร้อน หากทิ้งคาร์ซีทไว้ในรถเป็นเวลานาน ก็ทำให้สะสมความร้อนภายในได้

แบรนด์คาร์ซีท เช่น Renolux ​จึงพัฒนาไม่ใช้พลาสติก แต่จะใช้โครงเหล็กทั้งหมด โดยการใช้เหล็กเป็นตัวขึ้นโครงด้านใน แล้วใช้เทคโนโลยีการฉีดโฟมโพลียูรีเทน ที่มีความหนาแน่นสูง ให้หุ้มตัวโครงเหล็กนั้นไว้ ให้เป็นรูปทรงเบาะคาร์ซีท กันความร้อน ไม่สะสมความร้อน กันการกระแทกได้ดีมาก และเทคโนโลยีนี้ยังเป็นสิทธิบัตรเฉพาะ Renolux ​เท่านั้น

ฟังก์ชั่นเสริมโครง เพิ่มความปลอดภัย

โครงด้านในเป็นตารางวาฟเฟิล  

โครงคาร์ซีทที่มั่นคง ปลอดภัย โครงภายในควรจะต้องออกแบบให้เป็นเส้นตารางแนวตั้งและแนวนอน คล้ายกับวาฟเฟิล ด้วยนะคะ ความหนาตรงนี้ จะช่วยเสริมความแข็งแรง ป้องกันการฉีกขาด ช่วยป้องกันการกระแทกได้มากขึ้นแบบทั่วทั้งโครงเลยค่ะ  

มี Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ

เทคโนโลยีนี้พบได้ใน แบรนด์ Ailebebe รุ่น Kurutto เพียงแบรนด์เดียวเลยค่ะ การที่พนักพิงยุบตัวเองได้ จะช่วยรองรับแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ปกป้องกระดูกสันหลังของลูกน้อยที่ยังไม่แข็งแรง 

ระบบพนักพิงยุบตัว เป็นหลักการเดียวกันกับการยุบตัวของพวงมาลัยในรถหรูหลาย ๆ ยี่ห้อ เพื่อช่วยลดแรงกระแทก ช่วยให้ปลอดภัยสูงสุดเลยนะคะ 

วัสดุรองรับแรงกระแทกในคาร์ซีทเด็ก ทำจากอะไรบ้าง 

     1. โฟม EPS (Expanded Polystyrene) 

โฟมสีขาว ที่เสริมในหมวกกันน๊อคเพื่อกันกระแทก คือวัสดุที่คาร์ซีทขาดไม่ได้เลยนะคะ โฟมตัวนี้มีความเหนียว แตกหักได้ง่าย แต่เป็นข้อดีในการนำมารองรับแรงกระแทก เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุมีการกระแทกเกิดขึ้น โฟมสีขาวนี้จะแตก ซึ่งการแตกของโฟมจะช่วยลดแรงกระแทกไม่ให้ไปถึงตัวเด็กมากเกินไป ลดโอกาสที่ลูกน้อยจะบาดเจ็บได้ 

     2. โฟม EPP (Expanded Polypropylene) 

โฟมสีดำมีความหนา มีความแข็ง ไม่ลามไฟ พร้อมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย โฟมตัวนี้จะช่วยรองรับแรงกระแทกได้ดีมาก ปกป้องสรีระเด็ก ๆ ในจุดสำคัญได้ เช่น การ์ดด้านข้าง, แผ่นหลัง 

     3. โพลียูรีเทน (Polyurethane) 

ยางสังเคราะห์ ที่มีความนุ่มพิเศษ ยืดหยุ่นสูง และทนกว่ายางธรรมชาติ  

เป็นวัสดุกันกระแทกในคาร์ซีทได้ (แต่ยังไม่มีวิจัยรองรับ) ที่มักจะใช้กับคาร์ซีทเด็กโตโดยเฉพาะ ไม่เหมาะใช้กับทารกแรกเกิดที่สรีระบอบบาง เนื่องจากโพลียูรีเทนมีความนุ่มเด้ง เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะมีแรงสะท้อนส่งกลับมาที่ทารก ทำให้ตัวของทารกเด้งกระแทกหลายรอบ จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ 

ส่วนอายุการใช้งานก็น้อย เช่น เมื่อทิ้งไว้ในรถนานสัก 1 ปี  โดนความร้อนและแสงยูวี สีจะเข้มขึ้น เปราะง่ายขึ้นด้วยค่ะ  

     4. เมมโมรี่โฟม

เป็นโฟมที่มีความนุ่ม รองรับน้ำหนักได้ดี เมื่อถูกกดทับก็สามารถคืนตัวได้ จึงเหมาะมากที่จะนำมาทำเป็นวัสดุกันกระแทกในคาร์ซีท ในจุดสำคัญที่เด็กควรได้รับการปกป้อง เช่น Head Support แรกเกิด เบาะรองหลัง เบาะรองนั่ง 

แต่โฟมชนิดนี้มีความหนาแน่น ถ้าหากไม่เจาะรูระบายอากาศด้วย ก็จะสะสมความร้อนได้ค่ะ 

ผ้าหุ้มคาร์ซีทเลือกแบบไหนดี

     1. ผ้าออแกนิค

ผ้าออแกนิคจะช่วยลดโอกาสที่ลูกน้อยจะระคายเคืองผิวหรือไม่ระคายเคืองผิวเลย แต่ผ้าออแกนิคมักจะเป็นขุยง่าย ไม่ทนทานแบบผ้าชนิดอื่น และมักจะดูดซับเหงื่อไว้ ทำให้ผ้าอับชื้นได้ง่ายมาก จึงต้องหมั่นทำความสะอาดบ่อย ๆ เลยค่ะ 

     2. ผ้าโพลีเอสเตอร์  

ผ้าโพลีเอสเตอร์เป็นผ้าที่นิยมใช้เป็นผ้าหุ้มคาร์ซีท มีความทนทาน ไม่ค่อยเป็นขุยง่าย เนื้อผ้าไม่ค่อยมีความนุ่ม ผ้าชนิดนี้จึงควรผสมกับผ้าอย่างอื่นด้วย เพื่อช่วยการระบายอากาศและเพิ่มความนุ่มในการสัมผัส 

     3. ผ้าฝ้าย 

ผ้าฝ้ายจะผัสนุ่ม สบายที่สุด ระบายอากาศได้ดี  แต่เนื้อผ้าที่มีความนุ่ม ก็มักจะซับเหงื่อได้เยอะมากเช่นกัน จึงต้องหมั่นซักทำความสะอาดผ้าหุ้มคาร์ซีทบ่อย ๆ   

     4. ผ้า AG Pure เคลือบ Ion Silver

ผ้าต้านเชื้อแบคทีเรีย เนื้อผ้าจะสัมผัสนุ่ม สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ด้วยตัวเอง ถึง 99% เนื้อผ้ามีความนุ่ม ระบายอากาศ มาพร้อมคุณสมบัติยับยั้งแบคทีเรียได้เอง ทำให้ไม่ต้องซักทำความสะอาดผ้าหุ้มคาร์ซีทบ่อย ๆ แบบผ้าชนิดอื่น ๆ แต่เนื่องจากผ้าชนิดนี้มีราคาสูงจึงหาพบได้ยากในคาร์ซีททั่วไป 

     5. ผ้าตาข่าย W Russell

ผ้าตาข่าย W Russell จะถูกทักทอด้านในเป็นรูปตัว W ทำให้มีช่องว่างมากขึ้น มีรูระบายอากาศที่ใหญ่กว่า พร้อมมีผิวสัมผัสที่เรียบนุ่ม แตกต่างจากผ้าตาข่ายทั่วไปที่มีความแข็งกระด้าง  

เมื่อใช้เป็นผ้าหุ้มคาร์ซีทตลอดช่วงตัว หรือ ในจุดที่ทารกเหงื่อออกเยอะ ๆ เช่น ศีรษะ หลัง เบาะรองนั่ง จะช่วยให้เย็นสบายมากขึ้น นั่งนาน ๆ ก็ไม่ร้อน แต่เนื่องจากผ้าตาข่าย W Russell มีราคาสูง จึงหาพบได้ยากในคาร์ซีททั่วไป 

ได้ข้อมูลกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะคะ ว่าโครงคาร์ซีท วัสดุกันกระแทก และเนื้อผ้า แตกต่างกันยังไงบ้าง อย่าลืมว่าความปลอดภัยของลูกน้อยคือเรื่องที่สำคัญที่สุด และยังเป็นหัวใจหลักในการเลือกคาร์ซีทอีกด้วย ฉะนั้นก่อนจะซื้อต้องรู้ให้ลึกถึงโครงสร้างเลยนะคะ 

BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพสำหรับเด็ก ที่ใส่ใจในความปลอดภัย มาตรฐานการผลิตจากหลากหลายประเทศ มาให้คุณพ่อคุณแม่เลือกซื้อได้อย่างครบวงจร พร้อมให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูก สามารถแวะมาเลือก ของใช้ทารกได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้านคุณ หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ที่เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้วคุณแม่จะรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับอาหารการกิน ก็เพราะทุกอย่างที่คุณแม่ทานเข้าไปจะมีผลต่อลูกน้อยในท้องโดยตรงนี่เนอะ ของบางอย่างที่คุณแม่ทานเป็นปกติทุกวันอาจจะไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป ส่วนของบางอย่างที่เจอทีไรก็ต้องเบ้ปากอาจจะมีประโยชน์มากกว่าก็ได้ อาหารการกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะมีผลต่อน้ำหนักและความครบถ้วนสมบูรณ์ของร่างกาย รวมถึงสมองของลูกน้อย แต่เราควรจะเลือกรับประทานอาหารแบบไหนดีล่ะ แล้วขนาดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี ลองมาดูกัน! 1. โฟเลต โฟเลตหรือกรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่มาก ๆ เลยล่ะค่ะ โดยปกติแล้วสาว ๆ บ้านไหนที่เตรียมตัวจะเป็นคุณแม่ คุณหมอก็จะแนะนำให้ซื้อโฟเลตมาทานเพื่อเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ยังไม่ท้องเลย เพราะเจ้าตัวโฟเลตนี้เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะนำมาใช้ในการสร้างระบบประสาท เซลล์สมอง และไขสันหลังของทารกในครรภ์ ถ้ารับสารอาหารตัวนี้เข้าไปไม่เพียงพอแล้วล่ะก็ อาจจะส่งผลให้ทารกมีความพิการทางสมองได้ค่ะ ส่วนคุณแม่บ้านไหนที่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งแต่ก่อนท้องก็ไม่ต้องกลัวนะ ยังไงคุณหมอก็จะสั่งโฟเลตให้ทานทุกวันเพื่อบำรุงอยู่แล้ว บำรุงตอนท้องก็ไม่ได้สายเกินไปค่ะ อีกอย่างอาหารหลาย ๆ อย่างที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันก็มีโฟเลตอยู่บ้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้า ไข่แดง ตับ ฟักทอง แครอท ฯลฯ ที่สำคัญคือคุณแม่ควรจะทานโฟเลตให้ได้วันละ 400-800 ไมโครกรัมกันนะคะ 2. เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ส่วนใหญ่แล้วเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์สำหรับคนท้องจะเป็นจำพวกเนื้อแดงอย่าง “เนื้อวัว” เพราะว่าอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเรื่องโลหิตจางของคุณแม่ได้ แล้วก็เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อทารกเช่นกัน แต่เนื้อวัวที่คุณแม่ทานควรจะเป็นแบบไร้มัน หรือมันน้อยที่สุดนะคะ เพราะการที่คุณแม่ทานมันเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้คลื่นไส้หรือท้องอืดได้นะ เนื้อไก่นี่ก็เป็นอะไรที่แนะนำ เพราะมีโปรตีนสูงและจะช่วยเรื่องน้ำหนักของลูกน้อยด้วยค่ะ […]

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ  ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ? การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ  วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?   ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู […]

ช่วงนี้บอกได้เลยว่า กราฟความเป็นห่วงและกังวลของแม่ๆ ก็คงจะพุ่งปรี๊ดทะลุเพดาน เพราะมีเชื้อโรคตัวร้ายอย่าง COVID ที่ความร้ายกาจนั้นอยู่ที่มันมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แน่นอนว่า ไม่ว่าจะเกิดมายุคไหน ก็คงจะหนีไม่พ้นจากการปลูกฝังให้ล้างมือ แต่เด็กๆ ยุคนี้จะไม่หยุดอยู่แค่ที่ล้างมือค่ะ เพราะเราจะมีขั้นตอนเพื่อสุขอนามัยที่ดีที่เยอะกว่านั้น มาดูกันเลยค่ะ ว่ายุคแห่งสงคราม “โรค” เช่นนี้ เราจะฝึกให้ลูกน้อยดูแลสุขอนามัยของตัวเองยังไงได้บ้าง 1. ล้างมือให้นานกว่าเดิม เพิ่มเติมคือมีท่า  ตอนนี้คงจะพูดแค่ว่าให้ล้างมือให้สะอาดไม่ได้อีกต่อไป แต่จะต้องเน้นให้ล้างมือนานกว่าเดิม เพราะมือที่ดูเหมือนว่าสะอาดแล้ว อาจจะไม่ได้สะอาดอย่างที่เห็น การล้างมือที่ถูกต้องที่เราอยากให้คุณแม่ปลูกฝังลูกๆ ก็คือการล้างมือแบบ 7 ขั้นตอนค่ะ ลองมาดูกันนะ ว่าทำแบบไหนบ้าง แม้ขั้นตอนจะดูเยอะไปซักนิด แต่คุณแม่มั่นใจได้เลยค่ะ ว่าถ้าลูกน้อยทำครบ 7 ขั้นตอนนี้ ต่อให้เชื้อโรคที่แฝงตัวอยู่ในซอกเล็บยังต้องกลัว! การันตีมือสะอาดหมดจด ตั้งแต่ข้อมือยันปลายเล็บเลยล่ะ! 2. มือกับหน้า ไม่ควรมาเจอกัน  แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบังคับไม่ให้ลูกๆ ใช้มือสัมผัสหน้า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะห้ามไม่ได้นะคะ คุณแม่อาจจะต้องค่อยๆ สอนไป อาจจะแกล้งบอกเค้าว่ามือกับหน้าโกรธกันอยู่ ไม่ควรมาเจอกัน หรือเวลาลูกจะใช้มือมาจับที่หน้า อย่าดุ อย่าทำเสียงดัง หรือทำให้เค้าตกใจ แต่ใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจให้เค้าใช้มือไปจับอย่างอื่นแทน ถ้าวิธีพวกนี้ไม่เวิร์ค เราอาจจะใช้วิธีคุยกับเค้าไปตรงๆ เล่าให้เค้าฟังว่าที่มือของเค้ามีเชื้อโรค ซึ่งมันจะมากัดที่หน้าถ้าเผลอเอามือไปจับก็ได้เช่นกันค่า […]

เมื่อลูกน้อยอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกออกจากบ้านไปทำธุระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาหมอ หรือ พาไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้รถเข็นเด็กเพื่อความสะดวกสบายของคุณพ่อคุณแม่แล้วนั้น ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่มักจะเป็นตัวเลือกของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เป้อุ้มเด็ก เพราะสามารถพาลูกน้อยไปได้ทุกที่ เรียกว่าเป็นตัวช่วยทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกำลังกังวลว่า เป้อุ้มลูกนั้น จะทำให้ เด็กขาโก่ง หรือเปล่า มีความปลอดภัยขนาดไหน ควรเลือกอย่างไรดี ในบทความนี้ BabyGift มีข้อมูลดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ   ตอบข้อสงสัย เป้อุ้มลูก ใช้แล้วเด็กขาโก่งไหม ? พร้อม 3 ยี่ห้อแนะนำ เป้อุ้มทารก จำเป็นหรือไม่ มีประโยชน์อย่างไร ?   เป้สำหรับอุ้มเด็ก เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงกายในการอุ้มลูกน้อยวัยทารก เพราะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกน้อยด้วยมือตัวเองตลอดเวลา และไม่ต้องหาคนช่วยอุ้ม ด้วยเพราะลูกยังเล็ก ยังเดินไม่ได้ ดังนั้นการทำกิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ของคุณแม่จึงจำเป็นต้องอุ้มลูกไว้บ่อย ๆ ทั้งการอุ้มไล่ลม อุ้มกล่อมนอน อุ้มปลอบโยน อุ้มเดินเล่น อุ้มขณะออกไปทำธุระนอกบ้าน ซึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แถมยังต้องอุ้มลูกตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยทารกไปจนถึงวัยประมาณเกือบ 2 ขวบ จนเมื่อลูกเดินได้เก่ง  ดังนั้นการใช้เป้อุ้มลูกก็จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้มาก ทำให้สามารถพาลูกน้อยไปกับเราได้ทุกที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ […]

การเดินทางด้วยรถยนต์เป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การที่ลูกน้อยยังไม่สามารถนั่งในรถได้อย่างปลอดภัยด้วยเข็มขัดนิรภัยธรรมดา การเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อความปลอดภัยในทุกการเดินทางของลูกน้อย วันนี้เรามีคำแนะนำเกี่ยวกับการเลือกคาร์ซีทอย่างไรให้เหมาะสมกับลูกน้อยและปลอดภัยที่สุดค่ะ 1. รู้จักประเภทของคาร์ซีท ก่อนที่จะเลือกคาร์ซีทให้ลูกน้อย สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจก็คือประเภทของคาร์ซีทที่มีในตลาด ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้: คาร์ซีทสำหรับทารก (Rear-Facing Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบ หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม คาร์ซีทประเภทนี้จะติดตั้งหันหลังและรองรับศีรษะและคอของเด็กให้ดีเยี่ยม ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ คาร์ซีทแบบหันหน้า (Forward-Facing Seat): ใช้ได้เมื่อเด็กมีอายุ 1 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนักประมาณ 9-18 กิโลกรัม ตัวคาร์ซีทจะหันหน้าไปข้างหน้าและมีเข็มขัดนิรภัยในตัว คาร์ซีทแบบบูสเตอร์ (Booster Seat): เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุ 4 ปีขึ้นไป หรือมีน้ำหนัก 15 กิโลกรัมขึ้นไป เพื่อเสริมให้เข็มขัดนิรภัยของรถยนต์สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยกับเด็กที่โตขึ้น 2. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก การเลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับวัยของลูกเป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการรองรับที่ดีในขณะนั่งในรถ หากเลือกคาร์ซีทผิดประเภทอาจทำให้ลูกไม่สามารถได้รับความปลอดภัยที่ดีที่สุดในกรณีเกิดอุบัติเหตุ 3. ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ ความปลอดภัยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเลือกซื้อคาร์ซีท คาร์ซีทที่ดีจะต้องมีการทดสอบด้านความปลอดภัยผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น มาตรฐาน […]

สำหรับคนที่ชอบการเข้าครัว ทำอาหาร ถนอมอาหาร คงรู้จัก อลูมิเนียมฟอยล์ (Aluminium foil) กันอย่างแน่นอน เพราะเป็นอุปกรณ์ในการถนอมอาหารและใช้ในการนำความร้อนปรุงอาหาร ปัจจุบันได้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ นำอลูมิเนียมฟอยล์ไปแปรรูปเป็น ถุงเก็บน้ำนม อลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อช่วยในการเก็บรักษาน้ำนมแม่ ไม่ให้มีกลิ่นเหม็นหืน และยังช่วยให้อุ่นนมได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมาก ๆ เราจึงได้หาข้อมูลคุณสมบัติทั้งข้อดีและข้อเสียมาบอกกัน จะน่าใช้หรือไม่ ตอบโจทย์คุณแม่นักปั๊มแค่ไหน ไปดูกันเลย ถุงเก็บน้ำนม อลูมิเนียมฟอยล์ คืออะไร ?  คือ การใช้แผ่นอลูมิเนียมฟอยล์ เป็นวัสดุหลักในการผลิตถุงเก็บน้ำนม แทนการใช้พลาสติก โดยการขึ้นรูปถุงนมด้วยอลูมิเนียมฟอยล์ ผ่านการเคลือบด้วย Polyethylene, Polyamide และ Polyester รวม 4 ชั้น ให้ถุงเก็บน้ำนมแข็งแรงทนทานกว่าถุงเก็บน้ำนมพลาสติกใสทั่วไป รวมถึงอลูมิเนียมฟอยล์จะมีคุณสมบัติทึบแสง 100% เพื่อรักษาคุณภาพของน้ำนมแม่ให้คงรสชาติ กลิ่นไม่เหม็นหืน แบบเดียวกันกับการห่ออาหาร ถนอมอาหารในครัวเรือน  ทดลองอุ่นนมแม่แช่แข็ง ด้วยเครื่องอุ่นนม Baby Bottle Warmerถุงเก็บน้ำนม อลูมิเนียมฟอยล์ VS ถุงเก็บน้ำนมพลาสติก ถุงเก็บน้ำนมอลูมิเนียมฟอยล์  *อลูมิเนียมฟอยล์นำความร้อนได้ดี จะไม่ต้องใช้โหมดละลายน้ำแข็ง (Defrost) เพราะจะทำให้อุณหภูมิของน้ำนมสูงเกินไป*  ถุงเก็บน้ำนมพลาสติก  *ความร้อน 60 […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event