แชร์วิธีห่อตัวเด็กทารก ทำตามง่าย ลูกน้อยหลับสบาย ลดสะดุ้ง !

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ

แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง

นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ?

การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ 

วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?  

ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู โดยแนะนำให้เลือกเป็นผ้าที่มีผิวสัมผัสนุ่มละมุน ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว ส่วนความหนาของผ้านั้น ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศ มีขนาดที่ใหญ่พอดีจนสามารถห่อตัวเด็กเล็กได้ และเมื่อห่อตัวเรียบร้อยแล้วจะต้องมีความกระชับ ไม่เลื่อนหลุดขณะลูกดิ้นหรือขยับตัว เตรียมผ้ากันเรียบร้อยแล้วหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาดูขั้นตอนการห่อตัวเด็กพร้อม ๆ กันเลยค่ะ 

1. ห่อตัวแบบคลุมศีรษะ 

วิธีห่อตัวเด็กแบบคลุมศีรษะ เหมาะสำหรับการพาลูกน้อยออกไปนอกสถานที่ เช่น ไปโรงพยาบาล หรือไปทำธุระนอกบ้าน จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยได้มากขึ้น ทำได้ดังนี้ค่ะ 

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงกับเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าขอบชายผ้าเล็กน้อย 
  • นำผ้ามาคลุมศีรษะลูกให้แนบไปตามลำตัว และจัดแขนของลูกข้างใดข้างหนึ่งให้แนบลำตัว 
  • พับชายผ้าให้มาอีกฝั่ง โดยให้ผ้าห่มทับลำตัวของลูกน้อย และเหน็บชายผ้าไว้ใต้รักแร้ของลูก กระชับผ้าให้พอดี 
  • ทำอีกด้านให้เหมือนกัน โดยเหน็บผ้าไว้ใต้ลำตัวของลูกน้อย 
  • จับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

2. ห่อตัวแบบเปิดศีรษะ

วิธีห่อตัวทารกแบบเปิดศีรษะ ใช้สำหรับการพาลูกน้อยออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด หรือเวลาห่อตัวอยู่บ้าน เป็นต้น

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงบนเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยลงบนผ้า โดยให้ชายผ้าอยู่ในระดับไหล่ของลูก 
  • ให้แขนของลูกน้อยอยู่แนบลำตัว และพับผ้ามาอีกฝั่ง จากนั้นนำแขนอีกหนึ่งข้างทับผ้าไว้  
  • พับผ้าอีกด้านให้ทาบตัวของลูกน้อย เก็บชายผ้าโดยการสอดใต้ลำตัวของลูก 
  • จับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

3. ห่อตัวแบบเปิดแขนข้างใดข้างหนึ่ง 

วิธีห่อตัวเด็กแบบนี้ เหมาะสำหรับการเจาะสายน้ำเกลือ ฉีดยา หรือจำเป็นต้องตัดเล็บ ซึ่งเป็นการเปิดแขนออกมาจากผ้า 1 ด้าน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการทำหัตถการทางการแพทย์ วิธีการคล้ายๆ แบบที่ 2 แต่ต่างกันเล็กน้อยทำได้ดังนี้ค่ะ  

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงบนเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยลงบนผ้า โดยให้ชายผ้าอยู่ในระดับไหล่ของลูก 
  • จับแขนของลูก 1 ข้างให้แนบชิดลำตัว และจับชายผ้าพาดมาอีกฝั่งหนึ่งให้อยู่ใต้รักแร้ของลูกพอดี และจับแขนของลูกทับผ้าไว้  
  • พับผ้ามาอีกฝั่ง โดยให้ผ้าสอดไว้ที่ใต้แขนของลูก เพื่อให้แขนอีกด้านสามารถอยู่นอกผ้าห่อตัวได้ 
  •  เก็บชายผ้าโดยการสอดใต้ลำตัวของลูก และจับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

แล้วพ่อแม่ควรห่อตัวเด็กเล็กจนถึงกี่เดือน ?  

โดยปกติแล้ว สามารถห่อตัวลูกน้อยของเราได้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุไม่เกิน 3 สัปดาห์ เพราะถ้าเริ่มโตขึ้นก็จะขยับเคลื่อนไหวตัวมากขึ้น และอาจจะเริ่มพลิกตะแคง พลิกคว่ำ ซึ่งถ้าหากห่อตัวในช่วงที่เด็กสามารถพลิกตัวหรือคว่ำเองได้แล้ว อาจเสี่ยงต่อการหลับไหลตาย (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS) เพราะการคว่ำทำให้หน้าจมลงที่นอน ส่งผลให้ทารกหายใจไม่ออก ทั้งยังไม่สามารถพลิกกลับมานอนหงายได้เอง และการพันผ้าห่อตัวลูกน้อยก็อาจทำให้ถูกรัดแน่น ขยับดิ้นไม่ได้ ทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้ค่ะ ดังนั้นแล้ว ถ้าสังเกตว่าลูกเริ่มขยับมากขึ้นหรือพลิกตะแคง พลิกคว่ำได้เองแล้ว ควรเลิกห่อผ้าให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้  

แจกเคล็ดลับดีๆ วิธีห่อตัวเด็ก ให้ปลอดภัย  

  1. ควรให้ลูกน้อยนอนหลับในท่านอนหงาย เฝ้าดูลูกเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่พลิกตัวนอนคว่ำหรือนอนตะแคงข้างในระหว่างที่ถูกห่อตัวขณะนอนหลับ 
  2. จัดผ้าปูที่นอน และผ้ารองนอนบนเตียงให้ตึงอยู่เสมอ เพราะผ้าปูที่นอนหรือผ้ารองนอนที่ย่น รวมถึงผ้าห่อตัวเด็กที่พันไว้อย่างหลวมๆ อาจหลุดออกและไปอุดปากอุดจมูกของเด็ก ซึ่งอาจทำให้ขาดอากาศหายใจได้  
  3. วัสดุรองนอนของลูกไม่ควรนิ่มจนบุ๋มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้หายใจไม่สะดวก ทั้งนี้ ควรแยกที่นอนของลูกน้อยออกจากเตียงของพ่อแม่ เพื่อป้องกันการนอนทับลูก หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่คาดคิด 
  4. ควรสังเกตลูกน้อยในระหว่างที่ห่อตัวนอนหลับอย่างสม่ำเสมอ เพราะการห่อตัวอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูงกว่าปกติ หากลูกมีเหงื่อออกตามตัว ผมเปียกชื้น แก้มแดงกว่าปกติ มีผื่นขึ้นเพราะอากาศร้อน ควรคลายผ้าห่อตัวออก เพราะอาจทำให้เด็กไม่สบายตัวได้  

BabyGift แนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดี ให้ลูกน้อยหลับสบาย 

1. ผ้าห่อตัวใยเทนเซล GRANNY BEN 

ผ้าห่อตัวใยเทนเซล (Tencel Muslin Swaddle Cloth) เป็นผ้าห่อตัวอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีขนาด 47 x 47 นิ้ว ใช้งานได้อย่างหลากหลาย พร้อมหูคล้องสองด้านสำหรับแขวนกันตกหรือตากแห้ง ใช้ห่อตัวเด็กเพื่อกันสะดุ้ง คลุมให้นม เช็ดตัวหลังอาบน้ำ ใช้ห่มนอน ปูรองนอน คลุมกันแดด รองนั่งรถเข็น หรือคาร์ซีท นำมาใช้ได้สารพัดประโยชน์ ตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ

2. ผ้าห่อตัวเด็ก BABY & CO. 

นอกกจากจะต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องแล้ว การเลือกใช้ผ้าห่อตัวที่นุ่มสบายและมีคุณภาพดีก็สำคัญต่อลูกน้อยเช่นกัน หากคุณแม่ท่านใดอยากได้ผ้ามัสลินสำหรับห่อตัวเด็กแรกเกิด ขอแนะนำอีกหนึ่งยี่ห้อของ BABY & CO. เนื้อผ้าเนียนนุ่มให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว ซึมซับรวดเร็ว แห้งไว นอกจากนี้ ยังมีขนาดใหญ่ถึง 47 นิ้ว ครอบคลุมทุกการใช้งานทั้งคุณแม่และลูกน้อย

3. ผ้าห่อตัวสาลูใยไผ่ NAPPI

ผ้าห่อตัวสาลูใยไผ่จาก NAPPI ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกน้อยหลับง่าย ลดการร้องไห้และผวาตื่น ให้สัมผัสนุ่มสบายกว่าผ้าสาลูทั่วไป ระบายอากาศดีมาก ดูดซับความชื้น เหงื่อ และซับน้ำได้ดี ช่วยให้ลูกน้อยแห้งสบายตัว เหมาะสำหรับลูกน้อยที่มีผิวบอบบาง มีขนาดใหญ่ 47 X 47 นิ้ว ใช้ได้สารพัดประโยชน์ทั้งห่อตัว ห่ม ปูรองนอน เช็ดตัว คลุมให้นม พิมพ์ด้วยสี Non-Toxic ปราศจาก AZO-DYE ไม่มีสาร Phthalate ฟอร์มาลดีไฮด์ และสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย

วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องนั้น จะช่วยให้ลูกน้อยหลับสบายได้มากขึ้น ลดอาการสะดุ้งและอาการผวาขณะนอนหลับได้ เพราะการห่อตัวทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย คล้ายกับการอยู่ในครรภ์คุณแม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกน้อยโตขึ้นจนไม่สามารถห่อตัวได้แล้ว หากอยากให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายขึ้นและหลับได้ยาวนานขึ้น การใช้เปลไกวทารกก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับการกล่อมลูกนอนค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกเปลไกวแบบหน้า-หลัง หรือไกวแบบซ้าย-ขวา เลือกแบบไหนดี ? BabyGift มีเขียนบทความเรื่องนี้เอาไว้ อ่านเพิ่มเติมได้เลยนะคะ หรือหากต้องการอุปกรณ์ของใช้เด็กอ่อนอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ  

อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก :  https://www.youtube.com/watch?v=ZySzj_w2rd0
 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

Q: ขวดนม อุปกรณ์ปั๊มนม ต้องต้ม หรือนึ่ง ให้ปราศจากเชื้อทุกวัน ? A: การนึ่ง หรือต้มฆ่าเชื้อขวดนมและจุกนมหลังใช้งานทุกวันจะทำให้ขวดนมพลาสติกและจุกนมเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าปกติ และไม่ได้ช่วยป้องกันโรคให้ทารกเพิ่มขึ้นมากไปกว่าล้างด้วยน้ำสบู่อุ่น ๆ หรือล้างด้วยน้ำร้อนผสมน้ำยาล้างขวดนมหลังใช้งาน การขยันทำให้ปลอดเชื้อมากเกินไป (over-sterilize) ไม่มีประโยชน์กลับเป็นการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เชื้อที่ทนความร้อน และสร้างสปอร์ได้เพิ่มมากขึ้น (เพราะคุณไม่ได้ใช้หม้อความดัน หรือฉายรังสี) และทารกจะอาจได้สารพวกโพลีเมอร์ หรือฟอร์มัลดีไฮด์ปนเปื้อนออกมาจากพลาสติกที่เสื่อมสภาพแทน  สมาคมกุมารแพทย์อเมริกัน และ USFDA แนะนำให้ต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อขวดนม และอุปกรณ์ปั๊มนมเฉพาะครั้งแรกที่ใช้งานจากนั้นให้ล้างด้วยน้ำสบู่ หรือน้ำยาล้างขวดนมผสมน้ำอุ่น ทุกครั้งหลังใช้งานก่อนผึ่งให้แห้ง โดยไม่ให้้ใช้ผ้าเช็ด กรณีที่ต้องต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อทุกวันคือช่วงทารกป่วย เช่น ท้องร่วง หรือ เป็นฝ้าขาวในปาก คุณแม่ที่กังวลอาจนึ่งหรือต้ม ทุก 3-4 วัน สำหรับนมชง ทุก 1 สัปดาห์สำหรับนมแม่ทั้งนี้ จะต้องไม่มีการปล่อยให้นมบูดคาขวด (ถ้านมบูดคาขวดต้องต้มหรือนึ่งฆ่าเชื้อใหม่เสมอ) อย่างไรก็ตามไม่มีกฎตายตัว หากบ้านมีสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด อยู่ใกล้แหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรค อาจพิจารณาต้มหรือนึ่งให้บ่อยขึ้น สำหรับประเทศไทยที่มีภูมิอากาศร้อนชื้นมีโรคเขตร้อนที่เป็นโรคทางเดินอาหารมาก และประชากรมีสุขอนามัยไม่แน่นอน กุมารแพทย์ไทยหลายท่านอาจแนะนำให้คุณแม่ต้มหรือนึ่งขวดนมทุกวัน และกรณีที่ห้องครัวมีความสกปรกอับชื้นท่อน้ำไม่สะอาด หรือมีกระบะทรายแมวในห้องครัว (ซึ่งไม่ควรมี) คุณแม่อาจเลี่ยงไปตากขวดนม และจุกนมที่อื่นที่มีอากาศถ่ายเทคุณแม่ที่ปั๊มนมห้ามใช้สบู่เหลวในห้องน้ำที่ทำงานล้างขวดนม หรือ […]

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวพบกับเจ้าตัวน้อยในอีก 9 เดือนข้างหน้านี้ เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะกำลังเตรียมให้พร้อมก่อนที่คุณแม่จะคลอด เมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดมา จะได้มีทุกอย่างไว้อย่างครบครัน ดังนั้น BabyGift จึงได้นำ Baby Checklist ฉบับสมบูรณ์ มาฝากกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลยค่า หมวดของใช้คุณแม่ คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ให้นม หมวดสุขอนามัย หมวดอาบน้ำ หมวดเดินทาง หมวดทานอาหาร หมวดนอนหลับ หมวดอเนกประสงค์ หมวดเวชภัณฑ์ ยา อาหารเสริม หมวดทำความสะอาด หมวดเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เคล็ดลับในการเลือกของใช้ การเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับแม่มือใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การดูแลลูกน้อยเป็นเรื่องง่ายและราบรื่น อย่าลืมเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัวและคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก เพื่อความสุขและความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

พูดถึง “ตะคริว” แม้จะไม่ใช่คุณแม่ท้องยังต้องส่ายหน้าเพราะไม่อยากเป็น ก็เป็นตะคริวทีไรปวดขา ปวดน่องจนขยับไม่ได้และทรมานสุดใจจริงๆ  ยิ่งเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์ที่แทบทุกคนจะต้องเผชิญอาการปวดตะคริวนี้ ยิ่งแสนทรมาน ไหนจะท้องใหญ่ขยับตัวลำบาก เคลื่อนไหวยาก มาเป็นตะคริวตอนกลางคืนหรือดึกๆ อีก ทำให้นอนไม่หลับ นอนไม่เต็มที่ ไม่รู้จะบรรยายความรู้สึกอย่างไร ฉะนั้นถ้าคุณแม่ท้องรู้ทันและป้องกันตะคริวได้ล่วงหน้า เชื่อว่าแม่ๆ จะต้องแฮปปิ้ยิ้มร่าแน่นอน ทำไม? แม่ท้อง ต้องเป็นตะคริว  จริงๆ แล้วไม่ใช่แม่ท้องเท่านั้นที่เป็นตะคริว  เพราะคนทั่วๆ ไปก็มักจะเป็นได้ ยิ่งคนในวัยทำงาน เพราะอาการ “ตะคริว” หรืออาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เกิดจากการขาดแคลเซียม และมีฟอสฟอรัสมากเกินไปในกระแสเลือด การยืน เดิน หรือต้องนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเป็นเวลานานๆ ซึ่งจะทำให้เลือดเดินไม่สะดวก เกิดของเสียคั่งบริเวณน่อง เลือดไหลเวียนไปส่วนล่างได้ไม่สะดวก ทำให้กล้ามมเนื้อหดตัวจนเกิดตะคริวได้  ส่วนคุณแม่ตั้งครรภ์ทำไมถึงเป็นตะคริวบ่อยและเป็นเกือบทุกราย โดยมักจะมีอาการเป็นตะคริวเกิดขึ้นบ่อยในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ นั่นก็เพราะว่าในช่วงท้อง จะมีภาวะที่รวมเอาสาเหตุปัจจัยเกือบทุกอย่างที่ทำให้เป็นตะคริวไว้ด้วยกัน  ตั้งแต่น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะทำให้ขาทั้งสองข้างของคุณแม่แบกรับน้ำหนักตัวที่มากขึ้น ส่งผลให้ระบบหมุนเวียนโลหิตบริเวณขาตึงแน่นเกินไป เลือดเดินไม่สะดวกเกิดของเสียคั่งบริเวณน่อง อิริยาบถการยืน เดินหรือนั่งในท่าเดิมๆ นานๆ  และการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดตะคริวได้นั่นเอง   4 เคล็ดลับ […]

…แต่ก็ไม่ง่ายเลย ให้คาร์ซีทเป็นเก้าอี้วิเศษของเด็กๆ ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย 1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน 2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้ 3. เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย) 4. เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ […]

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนหันมาใส่ใจเรื่องอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะ “ผลไม้” เพราะเป็นแหล่งของวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารที่มีประโยชน์ต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ แต่หลายคนอาจเคยสงสัยว่า… “ผลไม้ควรกินช่วงไหนถึงจะดีที่สุด?”“กินหลังอาหารทันทีได้ไหม?”“กินก่อนนอนจะหวานเกินไปหรือเปล่า?” ความจริงแล้ว ผลไม้เป็นอาหารที่สามารถรับประทานได้ทุกวัน แต่ “ช่วงเวลาที่กิน” ก็มีผลต่อการย่อย การดูดซึมสารอาหาร และระดับน้ำตาลในเลือดเช่นกัน ทำไมคนท้องควรกินผลไม้ทุกวัน? ผลไม้เป็นแหล่งของวิตามินซี โฟเลต โพแทสเซียม และใยอาหาร ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญในช่วงตั้งครรภ์ นอกจากช่วยเสริมสุขภาพของคุณแม่แล้ว ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ลดปัญหาท้องผูกที่พบได้บ่อยในคนท้อง และช่วยให้ร่างกายได้รับน้ำจากธรรมชาติอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ผลไม้จะมีประโยชน์ แต่ก็มีน้ำตาลตามธรรมชาติ ดังนั้นการเลือกชนิดและช่วงเวลาที่รับประทานจึงสำคัญไม่แพ้กัน แล้วเวลาไหนดีที่สุด? ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดคือ ช่วงเช้าหลังอาหารประมาณ 1–2 ชั่วโมง หรือช่วงของว่างระหว่างมื้อ ช่วงเวลานี้ร่างกายกำลังต้องการพลังงานเพิ่มเติม ผลไม้จะช่วยเติมวิตามินและใยอาหารได้ดี โดยไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงเร็วเหมือนการรับประทานผลไม้ตอนท้องว่างในบางคน หลายคนมักเลือกกินผลไม้เป็นของหวานทันทีหลังอาหาร ซึ่งสามารถทำได้ แต่หากรับประทานอาหารจนอิ่มมากอยู่แล้ว การเว้นระยะประมาณ 30–60 นาที จะช่วยให้รู้สึกสบายท้องมากกว่า คนท้องกินผลไม้ตอนเช้า ดีไหม? ช่วงเช้าถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดช่วงหนึ่ง การเริ่มต้นวันด้วยผลไม้คู่กับมื้อเช้าหรือของว่าง จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินและใยอาหารตั้งแต่ต้นวัน อีกทั้งยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น สำหรับคุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรก อาจเลือกผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น […]

สอนดูแลลูกตั้งแต่แรกเกิดแบบจับมือทำ โดยผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี เพราะการเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่าย..#BabyGift เข้าใจและมองเห็นถึงความสำคัญ จึงได้ร่วมกับ พี่กัลนมแม่ กลุ่มแม่และเด็ก คลินิกนมแม่ สรุปเทคนิคดูแลทารกแรกเกิด โดยผู้เชี่ยวชาญ #พี่กัลนมแม่ จากในงาน 𝐌𝐨𝐦𝐦𝐲’𝐬 𝐋𝐨𝐯𝐞 𝐌𝐚𝐠𝐢𝐜 จะมีอะไรบ้าง ? ตามมาดูกันเลยค่ะ 1. ดูแลการกินของทารก #นมแม่ดีที่สุด ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทาน ลดความเสี่ยงติดเชื้อต่างๆ ได้ ถ้าลูกไม่ยอมดูดเต้าให้แม่ใช้เครื่องปั๊มนม และขวดนมแรกเกิดป้อนนมแม่ให้กับลูกน้อยแทน 2. หมั่นสังเกตการเจริญเติบโตลูกน้อย ปกติแล้วประมาณ 2 สัปดาห์ น้ำหนักลูกน้อยจะเพิ่มขึ้น วันละ 30 กรัม หากน้ำหนักเพิ่มน้อยกว่านี้ ควรรับคำแนะนำจากแพทย์ค่ะ 3. สังเกตการขับถ่ายของลูก อุจจาระแต่ละสีบอกสุขภาพลูกได้ หากมีสีขาวหรือแดงเข้ม หรือหากมีปัสสาวะขุ่น มีตะกอน อาจมีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะได้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที 4. การนอนของทารก ท่านอนที่ดีที่สุดของทารก คือ การนอนหงาย เด็กแรกเกิดควรนอน 16-18 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้ Growth Hormone […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event