เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่ม กฎหมายคาร์ซีท

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎหมายคาร์ซีท เกี่ยวกับเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. ผู้ปกครองต้องจัดหาที่นั่งพิเศษให้สำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากไม่ทำตามกฏหมายก็จะถูกปรับ 2,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน 2565 นี้

เมื่อมี กฎหมายคาร์ซีท ออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องมองหาคาร์ซีทให้ลูกอย่างจริงจังเลยใช่ไหมคะ แล้วคาร์ซีทแบบไหนเหมาะสำหรับลูกเรา แบบไหนปลอดภัยกว่า วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมข้อมูลมาให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมแล้วค่ะ ไปดูกันเลย

หลังจากเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎหมายคาร์ซีท เกี่ยวกับเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี หรือสูงไม่เกิน 135 ซม. ผู้ปกครองต้องจัดหาที่นั่งพิเศษให้สำหรับเด็ก หรือนั่งในที่นั่งพิเศษสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) เพื่อป้องกันอันตรายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ หากไม่ทำตามกฏหมายก็จะถูกปรับ 2,000 บาท โดยจะมีผลบังคับใช้ในอีก 120 วันข้างหน้า ซึ่งตรงกับวันที่ 5 กันยายน 2565 นี้

เมื่อมี กฎหมายคาร์ซีท ออกมาแล้วคุณพ่อคุณแม่หลายท่านก็ต้องมองหาคาร์ซีทให้ลูกอย่างจริงจังเลยใช่ไหมคะ แล้วคาร์ซีทแบบไหนเหมาะสำหรับลูกเรา แบบไหนปลอดภัยกว่า วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมข้อมูลมาให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เตรียมความพร้อมแล้วค่ะ ไปดูกันเลย

ก่อนเริ่ม กฎหมายคาร์ซีท ต้องรู้วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทที่เหมาะกับลูกก่อน

คาร์ซีท มีกี่ประเภท

โดยปกติแล้วในท้องตลาดมีคาร์ซีทที่วางจำหน่ายเอาไว้มากมายหลายประเภท และแบ่งการใช้งานตามช่วงอายุและน้ำหนักแต่หลัก ๆ เราสามารถแบ่งคาร์ซีททออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต ซึ่งในแต่ละประเภทสามารถแยกย่อยได้อีกเป็นอย่างละ 2 ประเภท รวมแล้วเราจะสามารถแบ่งคาร์ซีทออกได้ทั้งหมดเป็น 4 ประเภท เป็นคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด 2 ประเภท และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต 2 ประเภท

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

1. Carrier Carseat คาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภทนี้เป็นคาร์ซีทที่มีมานานแล้ว ลักษณะจะเหมือนกับกระเช้าขนาดเล็ก สามารถวางไว้ในรถได้เลย ในบางรุ่นสามารถปรับใช้งานเป็นรถเข็นได้เลยในตัว ใช้งานได้สองรูปแบบในตัวเดียว สามารถใช้งานได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงเด็กอายุประมาณ 18 เดือนหรือประมาณขวบครึ่ง คาร์ซีทแบบนี้จะเป็นการติดตั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถยนต์ ซึ่งเป็นการนั่งที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กแรกเกิด

2. Convertible Carseat คาร์ซีทเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กโต สามารถปรับใช้ 2 รูปแบบ คือ หันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) จึงสามารถใช้งานกับเด็กได้หลากหลายช่วงอายุ ในบางรุ่นสามารถใช้ได้ถึง 4 ปี , 7 ปี ไปจนถึง 12 ปี คาร์ซีทประเภทนี้เป็นคาร์ซีทที่พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้ ซึ่งตัวคาร์ซีทจะมีขนาดใหญ่ขึ้นมากว่าตัวคาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภท Convertible นี้จะเป็นประเภทที่ใช้กันอย่างหลากหลาย เพราะมีฟังก์ชั่นในการใช้งานเยอะ และสะดวกต่อการใช้งาน

คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด

  • ผ่านการรับรองความปลอดภัยในระดับสากล ECE R44/04 และ ECE R129 (i-size)
  • ฟังก์ชั่นการใช้งานออกแบบมาเพื่อคุณพ่อ-คุณแม่สะดวกสบายในทุกครั้งของการใช้งาน
  • ตัวคาร์ซีทคิดค้นมาเพื่อเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ รองรับกับสรีระได้เป็นอย่างดี

เลือกคาร์ซีทที่ใช่ เพราะชีวิตของลูกไม่สามารถประเมินมูลค่าได้

คาร์ซีทสำหรับเด็กโต กฎหมายคาร์ซีท   

1. Forward Facing Carseat คาร์ซีทสำหรับเด็กโต คาร์ซีทที่มีพนักพิงหลังใช้สำหรับเป็นคาร์ซีทตัวที่ 2 ให้กับเด็ก เหมาะกับเด็กที่นั่งชันหลังได้อย่างแข็งแรง ซึ่งส่วนมากคาร์ซีทจะใช้ได้ตั้งแต่ 1 ปี ไปจนถึง 12 ปี หรือบางรุ่นพิเศษหน่อยก็สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 9 เดือน ขึ้นไป ตัวคาร์ซีทจะมีลักษณะที่เบาะกว้าง พนักพิงใหญ่และสูง เพื่อทำให้เด็กนั่งได้สบายที่สุด และเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงวัยนั้น ๆ

2. Booster Carseat คาร์ซีทสำหรับเด็กโตเหมือนกับ Forward facing แต่แตกต่างกันที่ ตัวคาร์ซีทแบบ Booster seat จะไม่มีพนักพิงหลัง และไม่มีฟังก์ชั่นมากเท่ากับคาร์ซีทแบบอื่นๆ แต่มีน้ำหนักเบา เหมาะกับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป ที่นั่งชันหลังได้อย่างแข็งแรง และเป็นการเดินทางใกล้ๆ ไม่ต้องใช้ระยะเวลานาน

คาร์ซีทสำหรับเด็กโต

  • ผ่านการรับรองความปลอดภัยในระดับสากล ECE R44/04 และ ECE R129 (i-size)
  • โครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ รองรับกับสรีระและการเจริญเติบโตของเด็กได้เป็นอย่างดี
  • ลูกน้อยนั่งสบายด้วยการระบายอากาศรอบทิศทาง

เพราะเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ออกแบบมารองรับกับช่วงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

ระบบในการติดตั้งคาร์ซีท

คุณพ่อคุณแม่ได้ทำความรู้จักกับคาร์ซีทและ กฎหมายนั่งคาร์ซีท กันไปแล้ว แต่อย่าพึ่งไปเลือกซื้อเด็ดขาดถ้ายังไม่ได้รู้จักระบบในการติดตั้งของคาร์ซีท หลัก ๆ แล้วคาร์ซีทมีระบบการติดตั้งอยู่ด้วยกัน 2 วิธี

  • ติดตั้งด้วยเข็มขัดนิรภัยของตัวรถยนต์
  • ติดตั้งด้วยระบบ ISOFIX

โดยในแต่ละแบบก็จะมีความยากง่ายของการติดตั้งที่แตกต่างกันไป แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับว่ารถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่ ว่ามีระบบในการติดตั้งแบบไหน แต่ต้องมี มาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีท ระดับสากล

ตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งคาร์ซีท (สำหรับประเทศไทย) 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการใช้งานคาร์ซีทที่ไม่ควรละเลย ก็คือตำแหน่งในการติดตั้ง ไม่ใช่ว่าเลือกซื้อคาร์ซีทดี ๆ แล้วมาติดตั้งตำแหน่งไหนก็ได้ แล้วจะปลอดภัยเหมือนกัน เพราะในรถยนต์แต่ละคันมักจะมีระบบในการป้องกันอุบัติเหตุเอาไว้หลากหลาย หนึ่งในนั้นก็คือระบบแอร์แบคในรถยนต์ตำแหน่งของเบาะด้านหน้า ซึ่งห้ามนำคาร์ซีทมาติดตั้งไว้ที่เบาะตรงนี้ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุ แอร์แบคจะทำการพองตัวขึ้นมาและกระแทกเข้ากับคาร์ซีท ทำให้ลูกของเราที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทเกิดอันตรายได้ 

สำหรับประเทศไทย ตำแหน่งที่ควรจะติดตั้งคาร์ซีทก็คือ “ตำแหน่งเบาะด้านหลังเยื้องกับคนขับ” เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมและปลอดภัยมากที่สุด เพราะว่าในประเทศไทยรถยนต์ทุกคันจะขับทางด้านขวาเสมอ เพราะฉะนั้นในฝั่งด้านซ้ายก็จะเป็นฝั่งที่ติดกับฟุตบาททำให้สะดวกในการนำลูกขึ้นรถหรือลงรถ

ในส่วนของอุบัติเหตุก็ยังสามารถช่วยปกป้องลูกน้อยได้ เนื่องจากถนนส่วนใหญ่มี 2 เลนแล้วขับสวนกัน ในถนนลักษณะนี้โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุจากทางฝั่งด้านขวา จะเยอะกว่าฝั่งด้านซ้าย นี่คือเหตุผลที่ควรจะติดตั้งคาร์ซีทไว้เบาะด้านหลังเยื้องกับคนขับ

คาร์ซีท ควรจะใช้เมื่อไหร่

เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านเป็นกังวลเหมือนกันนะคะ กับการที่จะต้องเริ่มใช้คาร์ซีท ไม่รู้ว่าควรจะให้ลูกเริ่มนั่งคาร์ซีท ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ อายุเท่าไหร่ถึงจะเหมาะสมที่สุด วันนี้ BabyGift ตอบให้ค่ะ คาร์ซีทควรจะให้ลูกนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลเลย เพราะในเด็กแรกเกิดต้องการการปกป้องดูแลเป็นพิเศษระบบต่าง ๆ ในร่างกายของเขา ยังไม่แข็งแรงพอที่จะสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แนะนำว่าคาร์ซีทควรจะใช้ทุกครั้งที่พาลูกน้อยออกไปเดินทางนอกบ้าน หรือจะใช้จนกว่าเด็กจะมีอายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนสูงไม่เกิน 150 เซนติเมตร

คาร์ซีทมือ 2 ราคาถูก ใช้งานได้เหมือนกันไหม

ในประเด็นนี้ต้องบอกว่าสามารถใช้งานได้ ถ้ารู้ประวัติความเป็นมาของคาร์ซีทตัวนั้นแน่นอน อย่างเช่น ได้รับต่อมาจากญาติพี่น้อง เป็นต้น แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติความเป็นมาของคาร์ซีทตัวนั้นเลย ไม่แนะนำให้ซื้อเด็ดขาด เนื่องจากคาร์ซีทที่เคยประสบอุบัติเหตุมาแล้วนั้น จะหมดคุณสมบัติในการป้องกันลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุไปเลย

เพราะว่าวัสดุที่อยู่ด้านในคาร์ซีทนั้นจะเกิดการชำรุดเสียหาย ทำให้คุณสมบัติในการปกป้องอุบัติของคาร์ซีทตัวนั้นเสื่อมถอยลง และนอกจากนี้คาร์ซีทก็ยังมีวันหมดอายุด้วย โดยปกติทั่วไปแล้วคาร์ซีทจะมีอายุใช้งานอยู่ที่ 7 ปีนับจากวันที่ผลิต ถ้าหลังจากนี้ไปวัสดุต่าง ๆ ก็จะเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้คุณสมบัติในการปกป้องลูกน้อยลดลงตามไปด้วย

สำหรับกฏหมายคาร์ซีทที่จะบังคับใช้เร็ว ๆ นี้ คุณพ่อคุณแม่ท่านไหนสนใจที่จะเลือกดูคาร์ซีทที่มีมาตรฐาน คุณภาพดี และที่สำคัญราคาเป็นมิตร สามารถสอบถามกันได้เลยที่ BabyGift เรายินดีและพร้อมที่จะให้คำแนะนำสำหรับทุกข้อสงสัยของคุณพ่อคุณแม่เพื่อให้ได้คาร์ซีทที่ใช่ และปลอดภัยในทุกการเดินทางสำหรับลูกน้อย

และสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ที่กำลังหาคาร์ซีทเด็กแรกเกิด ดีๆสักตัวอยู่ BabyGift ได้รวบรวมและคัดสรรมาให้ไว้ให้แล้ว สามารถดูได้ที่ https://www.babygiftretail.com/

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คำถามที่พบบ่อย “คนท้องสามารถใส่รองเท้าส้นสูงได้รึเปล่า?” แต่แทบทุกครั้งที่มีภาพของดาราที่กำลังท้องใส่ส้นสูง ก็มักจะมีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์และคอมเม้นกันไปในทางไม่ดีซะส่วนใหญ่ ซึ่งเราก็เข้าใจนะว่า อาจจะมีแฟนคลับหลายๆ คนที่เขาเป็นห่วง กลัวว่าจะมีอันตรายต่อเด็กในท้องอะไรก็ว่ากันไป เชื่อเถอะว่า การใส่รองเท้าส้นสูงไม่ได้ส่งผลเสียทางตรงต่อลูกในท้อง แต่ว่า “มันเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้คุณแม่หกล้มได้ง่ายขึ้น” และถึงตอนนั้นแหละที่จะส่งผลต่อลูกในท้องโดนตรง เพราะฉะนั้นถ้าคิดจะใส่ก็ควรระมัดระวังให้มาก ไม่ควรใส่ติดต่อกันเป็นเวลานาน” สำหรับคุณแม่ท้องที่จำเป็นต้องใส่เพื่อให้เกียรติกับงานนั้นๆ เรามี วิธีเลือกรองเท้าส้นสูงสำหรับคนท้องตามนี้เลยค่ะ…^^ 1. เลือกรองเท้าที่มีความสูงของส้นไม่ควรเกิน 2 นิ้ว เพราะถ้าสูงกว่านี้อาจจะเสี่ยงทำให้เท้าพลิกและตกส้นได้นั่นเอง2. รองเท้าส้นสูงแบบทรงเตารีด หรือส้นหนาจะใส่สบายกว่าส้นเข็มและมีพื้นที่รับน้ำหนักเยอะกว่า ความเสี่ยงที่จะล้มก็น้อยกว่าค่ะ3. เลือกรองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี เช่น รองเท้าที่เปลือยโปร่งเพื่อความสบายเท้า4. น้ำหนักเบา และนุ่ม เพื่อช่วยรองรับแรงกระแทก พื้นรองเท้าควรเป็นยางที่ยึดเกาะพื้นได้ดี5. เลือกรองเท้าที่ถอดง่าย และสวมใส่ง่าย ไม่แนะนำแบบที่มีสายรัด …ใครบ้าง??? ที่เป็นคุณแม่สุดสตรอง แม้ท้องโตแต่เมื่อออกงานก็มั่นได้กับรองเท้าส้นสูงโดยที่ไม่เป็นอุปสรรค… กุ๊บกิ๊บ – สุมณทิพย์ เหลืองอุทัย ล่าสุดที่โดยหลายคอมเม้นเข้ามาต่อว่าสาวกุ๊บกิ๊บใส่ส้นสูงทั้งๆ ที่ท้องก็ไม่เล็กแล้ว แต่สามีสุดหล่ออย่างหนุ่มบี้ก็เข้ามาแก้ข่าวโดยให้เหตุผลว่า ตอนนี้ภรรยาสาวก็ใส่รองเท้าส้นสูงน้อยลง แต่ที่เห็นในรูปนั่นก็เพราะต้องไปออกงาน เดินพรมแดงซึ่งถือเป็นการให้เกียรติงานนั่นเอง ลิเดีย – ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา นักร้องสาวเสียงดีอย่างสาวลิเดียที่ตอนนี้กลายเป็นไอดอลของคุณแม่หลายๆ คนไปแล้ว โดยจะเห็นในอินสตาแกรมของสาวลิเดียว่าเธอเป็นคุณแม่ที่แข็งแรงมาก สามารถออกกำลังกาย และทำงานได้อย่างสบายๆ เลยล่ะ Chrissy Teigen […]

หลายครั้งที่เห็น ลูกร้องไห้ ชอบโวยวายเวลาถูกขัดใจในที่สาธารณะ บางครั้งถึงกับลงไปนอนดิ้นบนพื้นกันเลย ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้ปกครอง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความทำเข้าใจในวัยของลูกก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือและฝึกลูกสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ ให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ของตนเอง และฝึกควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้ ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นในที่สาธารณะ จะแก้ไขอย่างไรดี เด็กวัยไหน ร้องไห้อาละวาดบ่อยที่สุด ลูกร้องไห้ อาละวาดในเด็ก จะพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะพบบ่อยในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ซึ่งมีสถิติพบว่า เด็กประมาณ 50-80% จะมีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุ 4 ปี ซึ่งส่วนใหญ่การร้องอาละวาดของเด็กมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที สาเหตุ ลูกร้องไห้ อาละวาดดิ้นบนพื้น เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) แต่วัย 1 – 3 ปี จะยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก […]

เมื่อพี่ตู่เตรียมคาร์ซีท พาน้องริสาออกไปเที่ยวครั้งแรก… แต่มะลิ (แม่บ้าน) ดันถอดเบาะคาร์ซีทไปซักซะงั้น งานนี้พี่ตู่ต้องใส่ผ้าหุ้มกลับเข้าไปเหมือนเดิม เบาะทั้งหมดแบ่งออกเป็น 3 ชิ้น ที่เข้าใจง่ายๆ พี่ตู่บอกว่าง่ายมาก ทำครั้งแรกก็ได้เลย #แท็กสามี #ซักคาร์ซีทให้หน่อย เพราะคุณแม่นุชออกไปทำธุระข้างนอก การพาน้องริสาออกไปเที่ยวครั้งนี้มีแค่สองพ่อลูกเท่านั้น คาร์ซีทจึงจำเป็นมาก พี่ตู่เลือกคาร์ซีท Ailebebe รุ่น  Kurutto 4 Grance ผ้าหุ้มตาข่ายระบายอากาศได้ดี น้องริสานั่งแล้วสบายตัว ไม่อึดอัด ไม่งอแง สบายจังเลย…ปะป๋า ของีบแป๊บบบบนะคะ หมุนได้ 360 องศา อุ้มน้องริสาขึ้นลงคาร์ซีทได้ง่าย คาร์ซีท Ailebebe ปลอดภัยแน่นอน เพราะทุกตัวผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวด จากประเทศญี่ปุ่น รีวิวคาร์ซีท Ailebebe รุ่น Kurutto4

“การจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณแม่ๆ อาจจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง เอาจริงๆ เราก็จะไม่ค่อยเก็ทฟีลกันเท่าไหร่ จนได้มามีลูกเป็นของตัวเอง อุปสรรคแรกที่ต้องเจอ ซึ่งเรียกได้ว่าหนักสำหรับแม่ๆ ทั้งหลายก็คือ การใช้ชีวิตไปในแต่ละวันพร้อมกับอาการ แพ้ท้อง อาการ แพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคนหรอกนะคะ หรือคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้แพ้ท้องในท้องแรก แต่ไปแพ้ท้องในท้องสองก็ได้ เพราะงั้น ถ้ามีอาการนี้อยู่ หรือกลัวว่าจะมี เราลองมาดูเคล็บลับง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งหมอ ที่จะมาช่วยบรรเทาอาการแพ้กันดีกว่า 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบาๆ ช่วยได้ เป็นปกติของทุกคนมั้ยคะ ที่เวลาเราได้กลิ่นอะไรน่าเวียนหัวแล้วรู้สึกเหมือนจะอาเจียน บางคนไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมฉุน บางคนไม่ชอบกลิ่นธูป เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นหอมๆ ที่มีความสดชื่นมาไว้ใกล้ๆ กลิ่นที่สดชื่นเช่นนี้ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็สร้างความผ่อนคลายให้ได้อีกด้วย 2. ดื่มน้ำเป็นประจำ อาการแพ้ท้องส่วนมากก็จะมาในรูปแบบของการอาเจียน เพราะงั้นเราก็จะเสียน้ำไปเยอะมาก สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ให้ดื่มน้ำเข้าไปทดแทน เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการขาดน้ำ ผิวหนังแห้งแตก หรือหน้ามืดได้ค่ะ นอกจากนี้การดื่มน้ำก็ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น มีกำลังในระหว่างวันขึ้นมาบ้าง 3. ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำขิงร้อนๆ ต่อจากข้อข้างบน น้ำที่เราแนะนำก็จะเป็นน้ำอุ่นๆ หรือถ้าใครไม่ชอบทานน้ำอุ่นๆ ก็อาจจะลองเปลี่ยนเป็นน้ำขิงร้อนๆ ก็ได้นะคะ เพราะขิงเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยลดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี แถมน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นน้ำนมหลังคลอดได้ด้วยนะ […]

ช่วงเวลา ใกล้คลอด ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ยิ่งใกล้ถึงเวลาคลอดเท่าไร คุณแม่ควรสังเกตอาการของตัวเองมากยิ่งขึ้น วันนี้ Baby Gift มีสัญญาณเตือนใกล้คลอดมาให้คุณแม่ศึกษาและเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนใกล้คลอดอะไรบ้าง? ตามมาดูกันเลย เช็คด่วน! 6 สัญญาณเตือน ใกล้คลอด 1. ท้องเคลื่อนลงต่ำอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงช่วงใกล้คลอด ทารกจะเริ่มเคลื่อนตัวลงมาด้านล่าง ทำให้ท้องคุณแม่เคลื่อนต่ำลงจนเห็นได้ชัดเจน สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้คลอดแล้ว 2. มดลูกหดตัวอย่างรุนแรง คุณแม่ช่วงท้องแก่ใกล้คลอดมักจะรู้สึกเจ็บหลังส่วนล่างอยู่ตลอดเวลา เพราะมดลูกเริ่มหดตัวเป็นระยะๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลักดันทารกออกสู่โลกภายนอก ยิ่งเมื่อถึงกำหนดคลอดแล้ว มดลูกก็จะยิ่งหดตัวอย่างรุนแรงและถี่มากขึ้นเรื่อยๆ 3. ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ การที่คุณแม่มีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยๆนั้น ไม่ต้องกังวล เพราะร่างกายเพียงต้องการขับถ่ายของเสียออกมา เพื่อเตรียมสำหรับการคลอดลูกน้อยเป็นลำดับต่อไป โดยคุณแม่บางคนอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย 4. มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด สัญญาณเตือนใกล้คลอดระยะสุดท้าย คุณแม่จะมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดลักษณะเป็นมูกเหนียวๆ แสดงว่ามดลูกเริ่มมีการขยายแล้ว หากคุณแม่มีอาการแบบนี้ ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณแม่ต้องรีบไปโรงพยาบาลพบคุณหมอทันที เพื่อเตรียมตัวสำหรับการคลอดลูกน้อย 5. น้ำคร่ำแตก สัญญาณเตือนใกล้คลอดที่สำคัญที่สุด เมื่อใดก็ตามที่มีอาการน้ำคร่ำแตก คุณแม่ควรรีบเดินทางไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะทารกที่ไม่มีน้ำคร่ำโอบล้อมร่างกายในขณะที่ยังอยู่ในครรภ์นั้น อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ดังนั้น คุณหมอจึงจำเป็นต้องทำคลอดให้คุณแม่หลังจากที่น้ำคร่ำแตกภายใน 1-2 […]

ใครๆ ก็รู้ว่าน้ำนมแม่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อยมากแค่ไหน แต่น้ำนมของคุณแม่แต่ละคนไม่ได้มีเยอะเท่ากันใช่มั้ยหล่ะคะ บางคนก็เยอะ บางคนก็น้อย บางคนก็ไม่มี ดังนั้นการกระตุ้นน้ำนมอย่างถูกวิธีมีความสำคัญอย่างมากต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเป็นวิธีการเลี้ยงดูที่ดีที่สุดสำหรับทารกในช่วงแรกเกิด และในบทความนี้ BabyGift จะพาคุณแม่ไปรู้จักกับวิธีกระตุ้นน้ำนมกันค่ะว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยแม่ๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมได้บ้าง แชร์วิธีกระตุ้นน้ำนมแม่ ทำยังไงให้คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ให้ลูก  การกระตุ้นน้ำนมแม่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของทารก เพราะน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งจะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารครบถ้วน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายทารกเจริญเติบโตอย่างเต็มที่และแข็งแรง แถมยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์แม่ลูกให้แน่นแฟ้น เพราะในขณะที่แม่ให้นมลูก จะเกิดการหลั่งฮอร์โมนความรักและผูกพันกัน ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่น ความปลอดภัยให้แก่ทารกค่ะ เอาหล่ะค่ะ แล้ววิธีกระตุ้นน้ำนมแม่มีอะไรบ้าง เรามาดูกันต่อเลยค่ะ วิธีกระตุ้นน้ำนมแม่ มีอะไรบ้าง ?  มีหลายวิธีในการกระตุ้นการไหลของน้ำนมแม่ค่ะ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริง ซึ่งการทำตามวิธีเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มที่ มาดูกันค่ะ  1. การดื่มน้ำ : และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : วิธีง่ายๆ แต่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมแม่ คุณแม่ลองใส่ใจในการกินอาหารให้มากขึ้น เช่น ถั่วงอก ข้าวกล้อง น้ำผลไม้ กระเจี๊ยบเขียว […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event