เช็ก 4 อาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ แบบไหนอันตราย หรือใกล้คลอด

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายมากมาย จนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคุณแม่ท้องโตใหญ่อุ้ยอ้ายแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวอื่นๆ อีก ซึ่งคุณแม่หลายท่านอาจจะคิดว่าอาการไม่สบาย ปวดโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา

                แต่ทว่า…อาการปวดในบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องผิดปกติ เราจึงชวนคุณแม่มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ที่ชวนน่าสงสัย เพื่อให้คุณแม่รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ จะได้สังเกตและรู้ทันอันตราย รีบไปพบแพทย์ก่อนอาการจะรุนแรงลุกลามบานปลายจนเกิดการสูญเสียขึ้นได้ค่ะ

สังเกตอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการปวดท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรกันบ้าง

1. ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดกลางอก

อาจเป็นอาการของ กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้มีอาการแน่นท้อง  หรือมีกรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร โดยมีอาการร่วมต่างๆ เช่น แสบร้อนกลางอก ลิ้นปี่ ลำคอ มีอาการคลื่นไส้ เรอ แน่นหน้าอก  ที่มักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร หรือในช่วงเวลากลางคืน

สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดได้ทั้งจากการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารรสจัด รสเปรี้ยว รสเผ็ด  กินผลไม้ที่มีกรด เช่น มะนาว กินอาหารที่ไขมันสูงทำให้ย่อยยาก   สาเหตุจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดการคลายตัว รวมถึงลูกในท้องที่ใหญ่ขึ้นไปดันท้องคุณแม่ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้น

ป้องกันดูแลได้ : ด้วยการกินอาหารทีละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารรสเผ็ด ปรี้ยว ของทอดที่มีมันมาก  ไม่นอนทันทีหลังอาหาร โดยอาจนั่งตรงๆ หรือเดิน เพื่อป้องกันกรดไหลย้อน  งดดื่มน้ำตามหลังอาหารมากๆ แต่ควรไปดื่มน้ำให้มาระหว่างมื้ออาหารแทน ตลอดจนเวลานอนอาจใช้วิธีนั่งกึ่งนอน ให้หมอนสูงขึ้นเล็กน้อย เพื่อป้องกันกรดไหลย้อนขึ้น

ไปพบแพทย์ : โดยปกติอาการแน่นท้อง จุกเสียด สามารถหายได้ไม่รุนแรง ไม่ใช่สิ่งผิดปกติและไม่ใช่เรื่องน่าวิตกกังวลมากนัก   แต่หากคุณแม่มีอาการจุกแน่นและเจ็บหน้าอกมาก เป็นนานไม่หาย ร่วมกับอาการปวดหัว รู้สึกหายใจไม่สะดวก ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจมีภาวะครรภ์เป็นพิษได้

2. ปวดท้อง เจ็บท้องเตือน

อาการนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ตั้งแต่ไตรมาสที่สอง แต่จะพบได้มากกว่าในช่วงก่อนคลอดประมาณ 1 เดือน   อาการปวดท้องเจ็บท้องเตือน คุณแม่จะรู้สึกว่าท้องแข็ง ท้องตึง มีอาการปวดทั่วบริเวณท้องน้อยนานๆ ครั้ง ไม่สม่ำเสมอ ปวดสักพักก็หายไป ไม่มีอาการปวดรุนแรง

สาหตุของอาการเจ็บท้องเตือน เนื่องจากในช่วงใกล้คลอดมดลูกของคุณแม่จะขยายตัวเต็มที่และเคลื่อนตัวลงต่ำ จึงรู้สึกได้ว่ามดลูกแข็งตัว จนรู้สึกว่าท้องแข็งบ่อยครั้งขึ้น  รวมถึงมดลูกของคุณแม่อาจจะเริ่มมีการหดเกร็งและบีบตัว เพื่อเป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้จะถึงเวลาคลอดแล้ว  นอกจากนี้อาการบีบตัวหดเกร็งของกล้ามเนื้อหน้าท้อง ยังสัมพันธ์กับการทำงานหรือการใช้ชีวิตของคุณแม่ เช่น คุณแม่มักจะเป็นในช่วงที่เดินนาน ๆ หรือยืนนานๆ ได้

ป้องกันดูแลได้ :  คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในอิริยาบถใดนานๆ เพราะเวลาเปลี่ยนท่าทาง อาจทำให้กล้ามเนื้อตึงตัวได้  ซึ่งหากคุณแม่มีอาการปวดท้องท้องแข็ง ควรหาที่นั่งหรือนอนพักสักครู่ เพื่อให้อาการดีขึ้น 

ไปพบแพทย์ : หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการท้องแข็ง เจ็บท้องโดยไม่แน่ใจว่าเป็นอาการเจ็บท้องเตือนหรือไม่  หรือหากรู้สึกว่าเป็นบ่อย มีอาการท้องแข็งถี่ หรือมีอาการปวดท้องมากขึ้น ปวดถี่ มีน้ำเดินหรือมีมูกเลือด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นอาการเจ็บท้องใกล้คลอดจริงได้

ปวดท้องแบบนี้เมื่อไร รีบไปหาหมอทันที! 

3. ปวดท้องน้อย  เจ็บแปลบ มีไข้ ปวดข้างใดข้างหนึ่ง อาเจียน มีเลือดออก

ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 5 เดือนแรก

หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในไตรมาสแรก มีอาการปวดเกร็งช่องท้องและมีเลือดออกทางช่องคลอด ให้ระวังสัญญาณของการแท้ง  ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที

เมื่อคุณแม่มีอาการปวดท้องน้อย โดยรู้สึกปวดด้านใดด้านหนึ่ง มากขึ้นเรื่อยๆ ปวดตลอด และมีอาการไข้ร่วมด้วย ให้คุณแม่รีบไปพบแพทย์  เพราะอาจจะเป็นได้ทั้งการมีก้อนซีสต์ที่รังไข่แล้วเกิดลักษณะบิดขั้ว อาการของไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งการปวดท้องเนื่องจาก การตั้งครรภ์นอกมดลูก

ซึ่งการตั้งครรภ์นอกมดลูก เกิดขึ้นจากความผิดปกติที่ไข่ไม่สามารถเข้าไปฝังตัวบริเวณผนังมดลูกได้เหมือนปกติ ทำให้ตัวอ่อนเข้าไปเกาะและฝังตัวอยู่บริเวณท่อนำไข่ส่วนใดส่วนหนึ่ง ตัวอ่อนจึงไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้  ทำให้คุณแม่มีอาการปวดท้องด้านซ้ายหรือด้านขวา ปวดด้านนั้นมากผิดปกติและมีภาวะเลือดออกร่วมด้วย

ปวดในช่วงตั้งครรภ์ 6-8 เดือน

อาการปวดท้องที่ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์สังเกตในช่วงสัปดาห์ที่ 21-36 สัปดาห์ คือ อาการปวดท้องหรือเจ็บครรภ์ก่อนกำหนด  โดยมีอาการปวดท้องที่บริเวณหัวหน่าวหรืออุ้งเชิงกราน แต่หากคุณแม่มดลูกต่ำก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะน้ำคร่ำแตกได้ง่าย เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง และคลอดก่อนกำหนดได้เช่นกัน

รวมถึงหากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ในช่วงปลายไตรมาสที่ 2 ถึงต้นไตรมาสที่ 3 อยู่ แต่มีเลือดสีแดงสดไหลออกมาจากทางช่องคลอด และอาจมีอาการปวดท้องน้อย ปวดท้องเจ็บแปลบ ท้องแข็ง หรือมีเลือดแต่ไม่มีอาการปวดก็ตาม ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นมีอาการภาวะรกเกาะต่ำซึ่งเป็นอันตรายได้

ปวดท้องจากการติดเชื้อ

คุณแม่ตั้งครรภ์มีความเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยจากโรคภัยและการติดเชื้อต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหาร หรืออาหารเป็นพิษ เนื่องจากทานอาหารที่มีเชื้อโรคเข้าไป รวมทั้งไส้ติ่งอักเสบ ทำให้มีอาการปวดท้องมาก มีการอาเจียน ท้องเสีย   นอกจากนี้หากคุณแม่ปวดท้องน้อยเวลาปัสสาวะ ปวดบ่อยๆ ปวดมาก ยังอาจเกิดจากการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รวมถึงกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต กรวยไตอักเสบ ได้อีกด้วย

ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์ปวดท้องมากหรือปวดผิดปกติ ควรรีบไปแพทย์เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร จะได้รักษาตามสาเหตุได้อย่างถูกต้องและไม่ส่งผลต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อย

4. ปวดท้อง เจ็บท้องคลอดจริง ปวดถี่ ปวดสม่ำเสมอ

หากคุณแม่มีอาการเจ็บท้องจริง หรืออาการปวดท้องพร้อมคลอด ควรรีบไปพบแพทย์ทันที  เพราะนั่นคือสัญญาณที่บอกว่าลูกน้อยกำลังจะออกมาลืมตาดูโลก โดยอาการเจ็บท้องคลอดคือ 

  • เริ่มตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์(หากมีอาการเร็วกว่านี้ อาจหมายถึงการคลอดก่อนกำหนด
  • คุณแม่จะรู้สึกปวดท้อง ท้องแข็งจากการที่มดลูกบีบและแข็งตัว มีอาการปวดเป็นระยะสม่ำเสมอ และมีอาการปวดถี่มากขึ้น ปวดเจ็บท้องมากหรือรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
  • มีอาการปวดร้าวที่หลัง ลามมายังบริเวณท้อง และหัวหน่าว หรืออาจมีอาการปวดท้องคล้ายปวดถ่ายอุจจาระ
  • อาจมีมูกเลือดสีแดงสด และมีน้ำเดินหรือถุงน้ำคร่ำแตกได้ด้วย  

หากคุณแม่มีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพราะร่างกายคุณแม่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการคลอดลูกน้อยแล้ว โดยปากมดลูกของคุณแม่ก็มักจะเริ่มเปิดเพื่อรองรับการคลอดด้วย

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เปลนอนทารก ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมาก ๆ สำหรับทารก ที่ต้องเตรียมซื้อตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะทารกวัย 0-9 เดือน จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนและอยู่บนที่นอน ดังนั้น ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะเลือกเปลนอนทารกให้ลูกน้อย ควรเลือกดูจากหลาย ๆ ด้าน เช่น ความปลอดภัย การระบายอากาศ ฟังก์ชั่นการใช้งาน รวมถึงอายุการใช้งาน เพราะการเลือก เปลนอนทารก ที่ไม่เหมาะสมกับทารกอาจส่งผลถึงเสียถึงชีวิตของลูกน้อยได้ วิธีเลือกเปลนอนทารกให้ลูกน้อย  เปลนอนทารกมีกี่แบบ มีข้อดี ข้อเสีย อะไรบ้าง ?  1. เปลนอนทารก BEDSIDE CRIB แบบชิดเตียงแม่ เป็นเตียงสำหรับทารกแรกเกิด ที่มีฟังก์ชั่นเปิดด้านข้างเตียงเพื่อต่อชิดกับเตียงของคุณพ่อคุณแม่ได้ ทำให้สะดวกในการดูแลลูกน้อยมากขึ้น  ข้อดีเตียง Bedside Crib  ข้อเสียเตียง Bedside Crib  2. เตียงไม้ เป็นเตียงที่ถูกออกแบบมาเพื่อความแข็งแรง เน้นการใช้งานแบบคุ้มค่า ใช้ได้ในระยะยาวหลายปี สามารถรองรับน้ำหนักได้มาก  ข้อดีเตียงไม้  ข้อเสียเตียงไม้  3. เปลนอนทารกแบบ PLAYPEN เตียงนอนทารกปรับฟังก์ชั่นเป็นคอกกั้นให้ลูกน้อยได้ ฝึกพัฒนาการคลาน ยืน เป็นตัวช่วยที่ดีสำหรับคุณแม่ ข้อดี Playpen  ข้อเสีย Playpen  4. เปลไกวไฟฟ้า เป็นเตียงที่ได้ความนิยมมาก เพราะปรับการใช้งานได้หลายแบบ พร้อมไกวอัตโนมัติกล่อมลูกหลับได้ง่ายและสนิทมากขึ้น ถือว่าเป็นตัวช่วยในการเลี้ยงลูกน้อยได้ดี ข้อดีเปลไกวไฟฟ้า  ข้อเสียเปลไกวไฟฟ้า  เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบถึงข้อดีและข้อแตกต่างของเปลทารกแต่ละประเภทแล้ว เบบี้ กิ๊ฟ มีเปลนอนทารกรุ่นขายดีที่สุด มาแนะนำคุณพ่อคุณแม่กันค่ะ  […]

ความปลอดภัยของลูกน้อยระหว่างการเดินทางเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตั้งคาร์ซีทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักในทุกเส้นทาง ทำไมคาร์ซีทถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม? ร่างกายของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกและต้นคอที่บอบบาง การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนจึงไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลเมื่อเกิดการชนได้ การใช้คาร์ซีทจะช่วยยึดเหนี่ยวร่างกายของเด็กให้ปลอดภัยอยู่กับที่นั่ง ลดความเสี่ยงในการพุ่งออกนอกตัวรถ และป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ 5 วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้คุ้มค่าและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด การเฟ้นหาคาร์ซีทที่เหมาะสมที่สุดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานประจำวันดังนี้ 1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัย น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก คุณแม่ควรเลือกคาร์ซีทโดยยึดหลักสรีระเป็นสำคัญ แบ่งง่าย ๆ เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิดที่ต้องการการปกป้องลำคอเป็นพิเศษ ไปจนถึงกลุ่มเด็กโตที่ต้องการเพียงเบาะเสริมความสูงเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์พาดผ่านตำแหน่งที่ถูกต้อง การเลือกที่พอดีกับตัวเด็กจะช่วยให้ระบบนิรภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด 2. รู้จักระบบติดตั้ง ISOFIX และ ISOFIT เพื่อความมั่นคงสูงสุด การติดตั้งคาร์ซีทด้วยระบบ ISOFIX คือการล็อกเข้ากับจุดยึดเหล็กในรถโดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้งให้เป็นศูนย์ ส่วนระบบ ISOFIT มักใช้ในเด็กโตโดยยึดโครงเบาะไว้และใช้สายเบลท์รถยนต์รัดตัวเด็กอีกชั้น ทั้งสองระบบมอบความมั่นคงที่เหนือกว่าการใช้เพียงสายเบลท์แบบเดิม ๆ อย่างมาก 3. ตรวจสอบป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (ECE R44/04 หรือ R129) ป้ายมาตรฐานสากลคือเครื่องยืนยันความปลอดภัย หากเป็นมาตรฐาน ECE R44/04 จะผ่านการทดสอบการชนหน้าและหลัง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานล่าสุดอย่าง […]

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังเตรียมตัวพบกับเจ้าตัวน้อยในอีก 9 เดือนข้างหน้านี้ เชื่อว่าหลายๆท่าน น่าจะกำลังเตรียมให้พร้อมก่อนที่คุณแม่จะคลอด เมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดมา จะได้มีทุกอย่างไว้อย่างครบครัน ดังนั้น BabyGift จึงได้นำ Baby Checklist ฉบับสมบูรณ์ มาฝากกัน ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นตามมาดูกันเลยค่า หมวดของใช้คุณแม่ คุณแม่ตั้งครรภ์ คุณแม่หลังคลอด คุณแม่ให้นม หมวดสุขอนามัย หมวดอาบน้ำ หมวดเดินทาง หมวดทานอาหาร หมวดนอนหลับ หมวดอเนกประสงค์ หมวดเวชภัณฑ์ ยา อาหารเสริม หมวดทำความสะอาด หมวดเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย เคล็ดลับในการเลือกของใช้ การเตรียมของใช้จำเป็นสำหรับแม่มือใหม่เป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยให้การดูแลลูกน้อยเป็นเรื่องง่ายและราบรื่น อย่าลืมเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัวและคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก เพื่อความสุขและความปลอดภัยของทั้งแม่และลูก

คลอดก่อนกำหนด เกิดขึ้นได้ ถ้าไม่ทำตาม 5 ข้อนี้ ปกติแล้วคุณแม่จะอุ้มท้องลูกน้อยทั้งหมด 40 สัปดาห์ อันที่จริงส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยมีใครถึงหรอกนะคะ เพราะว่าคุณหมอจะอนุญาตให้คลอดได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 37 เป็นต้นไปแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 นี้ คุณแม่ก็ต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ คอยระแวดระวังสัญญาณเตือน ถ้าพบก็รีบไปหาคุณหมอ อย่าชะล่าใจเลยนะคะ ส่วนในระหว่างนี้มาดูกันว่ามีอะไรที่คุณแม่จะสามารถเลี่ยงได้บ้างเพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด 1. เซย์โนกับบุหรี่และแอลกอฮอล์กันดีกว่า แน่นอนว่าบุหรี่และแอลกอฮอล์ไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับแม่ท้อง ก็ขนาดกับคนธรรมดายังไม่ดีเลยใช่มั้ยล่ะ เหตุผลนึงก็เพราะ ทั้งบุหรี่และแอลกอฮอล์มีสารที่จะไปยับยั้งหรือชะลอการเติบโตของลูกน้อยค่ะ นอกจากนี้คุณแม่ก็อย่าได้ไปอยู่ใกล้คนที่สูบบุหรี่เลยเชียว เพราะสารนิโคตินในบุหรี่สามารถซึมผ่านผิวหนังได้แม้คุณแม่จะไม่ใช่คนที่สูบก็ตาม อ่านมาถึงตรงนี้คุณแม่อาจจะเริ่มกังวล เมื่อตอนเย็นเดินผ่านคนสูบบุหรี่ ลูกจะเป็นอะไรมั้ยนะ? คุณแม่ทำจิตใจให้สบายค่ะ เราแอบไปถามคุณหมอมาให้แล้ว คุณหมอบอกว่าถ้าเจอก็ให้เดินหนี เจอผ่านๆ ก็ไม่เป็นไร แต่อย่าไปนั่งใกล้ๆ แถวนั้นเด็ดขาดเลยนะคะ 2. ขอแค่แม่อย่าเครียด เพราะความเครียดจะทำให้มดลูกขอคุณแม่บีบตัวค่ะ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 24 เป็นต้นไป คุณแม่ก็จะรู้สึกถึงอาการที่มดลูกบีบตัวนี้ หรือที่เราเรียกกันง่ายๆว่า อาการท้องแข็ง แต่ว่าอาการท้องแข็งเนี่ย ไม่ควรจะเกิดถี่ๆ ติดกัน ถ้าพูดเป็นตัวเลขก็คือ ไม่ควรถึง 6 ครั้งภายในหนึ่งชั่วโมง […]

เชื่อว่าอาการปวดหลังหรืออาการปวดเมื่อยตามร่างกายนั้น ต้องเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนเคยสัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องนั่งหรืออยู่ในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน ๆ และก็อาจจะมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างเบาะยางพาราและเบาะเมมโมรี่โฟมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย เนื่องจากวัสดุดังกล่าวให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายและช่วยคลายความปวดได้ แต่ทราบหรือไม่คะว่า ปัจจุบันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Vetagel (เวทาเจล) ซึ่งเป็นวัสดุเจลประเภทหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นสูง คืนตัวได้เร็ว และลดแรงกดทับได้ดีกว่ามาก ทั้งยังเป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีอีกด้วย vetagel คืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพของเราอย่างไร ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ   Vetagel คือ อะไร ? ชวนรู้จักเจลชนิดพิเศษเพื่อสุขภาพ นำเข้าจากเกาหลีใต้ vetagel คือวัสดุเจลชนิดหนึ่ง เป็นเจลใสสีเขียวชนิดพิเศษ ผลิตขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ เนื้อเจลจะมีคุณสมบัติเหนียว แข็งแรง มีความยืดหยุ่นสูงมาก แม้มีแรงกดทับหนัก ๆ ก็ไม่เสียรูปทรงง่าย สามารถกระจายแรงกดทับได้ดีและคืนตัวได้เร็ว เมื่อเรากดลงไปในเนื้อเจล เนื้อเจลจะเด้งดึ๋งคืนตัวทันที (Fast Recovery Property) ทำให้เกิดแรงกดทับได้น้อยมาก ๆ ซึ่งแตกต่างจากวัสดุชนิดอื่น ๆ เช่น เมมโมรี่โฟมหรือยางพาราที่เมื่อเราใช้มือกดลงไป วัสดุจะค่อย ๆ คืนตัวช้า ๆ […]

มือบวม-เท้าบวมเกิดจากอะไร? สำหรับคุณแม่หลายๆ ท่าน ไหนจะต้องรับมือกับท้องอันหนักอึ้งแล้ว ยังต่อเผชิญกับปัญหามือบวม-เท้าบวมอีกด้วย อาการบวมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณแม่อ้วนขึ้นหรือน้ำหนักขึ้นหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนในร่างกายที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เอาแต่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดต่างหาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำงานของหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากดทับที่เส้นเลือดดำ เลือดก็เลยไหลเวียนลำบาก ทำให้มีการกักของเหลวไว้ในร่างกายเพิ่มขึ้น นำไปสู่อาการมือบวม-เท้าบวมนั่นเองค่ะ อาการที่มักจะมาด้วยกัน อาการมือบวม-เท้าบวมส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้มาเดี่ยวๆ นะ เพราะอาการนี้มักจะมาร่วมกับอาการชา ใช่แล้วค่ะ! สาเหตุก็เพราะเส้นเลือดของคุณแม่ถูกกดทับอยู่นั่นแหละ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกปวดเมื่อย และยิ่งจะมีอาการแย่ลงถ้าคุณแม่โหมงาน หรือยืนนานเกินไป คำเตือนก่อนจะเจอกับอาการมือบวม-เท้าบวม คุณแม่ที่สวมเครื่องประดับโดยเฉพาะแหวน ขอแนะนำให้ถอดเก็บไว้ก่อนนะคะ เพราะถ้าคุณแม่มีอาการมือบวมแล้วอาจจะถอดแหวนลำบาก หรืออาจถึงขั้นถอดไม่ได้เลย และที่สำคัญ ตอนคุณแม่จะคลอดน้องแล้วเนี่ย ต้องถอดเครื่องประดับทุกชิ้นเลยค่ะ เพราะงั้น ถ้าคุณแม่ไม่ถอดเตรียมไว้ก่อน อาจจะต้องใช้เครื่องตัดออกแทน เสียดายแย่เลย อย่าเพิ่งท้อใจ ยังมีวิธีรับมือ จริงอยู่ว่าไม่ใช่คุณแม่ทุกคนจะเจอกับอาการนี้ แต่คุณแม่ที่ต้องเจอกับการมือบวม-เท้าบวม ก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ วิธีรับมือกับอาการนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เดาๆ กันได้อยู่แล้ว ลองไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า 1. ไม่ยืน หรือฝืนยืนเป็นเวลานานๆ การยืนเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้อาการบวมนั้นแย่ยิ่งขึ้นนะคะ เพราะการยืนนานๆ จะทำให้คุณแม่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาข้างใดข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่เต็มที่ 2. […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event