คาร์ซีท อุปกรณ์นิรภัยที่ต้องมี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรักในรถยนต์

ความปลอดภัยของลูกน้อยระหว่างการเดินทางเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตั้งคาร์ซีทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักในทุกเส้นทาง

ทำไมคาร์ซีทถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม?

ร่างกายของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกและต้นคอที่บอบบาง การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนจึงไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลเมื่อเกิดการชนได้ การใช้คาร์ซีทจะช่วยยึดเหนี่ยวร่างกายของเด็กให้ปลอดภัยอยู่กับที่นั่ง ลดความเสี่ยงในการพุ่งออกนอกตัวรถ และป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ

5 วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้คุ้มค่าและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด การเฟ้นหาคาร์ซีทที่เหมาะสมที่สุดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานประจำวันดังนี้

1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัย น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก

คุณแม่ควรเลือกคาร์ซีทโดยยึดหลักสรีระเป็นสำคัญ แบ่งง่าย ๆ เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิดที่ต้องการการปกป้องลำคอเป็นพิเศษ ไปจนถึงกลุ่มเด็กโตที่ต้องการเพียงเบาะเสริมความสูงเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์พาดผ่านตำแหน่งที่ถูกต้อง การเลือกที่พอดีกับตัวเด็กจะช่วยให้ระบบนิรภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

2. รู้จักระบบติดตั้ง ISOFIX และ ISOFIT เพื่อความมั่นคงสูงสุด

การติดตั้งคาร์ซีทด้วยระบบ ISOFIX คือการล็อกเข้ากับจุดยึดเหล็กในรถโดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้งให้เป็นศูนย์ ส่วนระบบ ISOFIT มักใช้ในเด็กโตโดยยึดโครงเบาะไว้และใช้สายเบลท์รถยนต์รัดตัวเด็กอีกชั้น ทั้งสองระบบมอบความมั่นคงที่เหนือกว่าการใช้เพียงสายเบลท์แบบเดิม ๆ อย่างมาก

3. ตรวจสอบป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (ECE R44/04 หรือ R129)

ป้ายมาตรฐานสากลคือเครื่องยืนยันความปลอดภัย หากเป็นมาตรฐาน ECE R44/04 จะผ่านการทดสอบการชนหน้าและหลัง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานล่าสุดอย่าง R129 (i-Size) จะมีการทดสอบการชนจากด้านข้างเพิ่มเข้ามาด้วย การเลือกคาร์ซีทที่มีป้ายเหล่านี้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจในทุกการเดินทาง

4. พิจารณาจำนวนจุดรัดเข็มขัดนิรภัยและระบบป้องกันแรงกระแทกด้านข้าง

ความปลอดภัยแบบ 5 จุดรัดถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับคาร์ซีทเด็กเล็ก เพราะช่วยกระจายแรงกระแทกไปยังส่วนที่แข็งแรงของร่างกายได้ดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกแบบที่มีเทคโนโลยี Side Impact Protection เพื่อปกป้องศีรษะและลำตัวของลูกรักจากการกระแทกด้านข้างที่มักเกิดขึ้นบ่อยในอุบัติเหตุทางถนน

5. เลือกวัสดุที่ระบายอากาศได้ดีและถอดซักทำความสะอาดง่าย

เนื่องจากสภาพอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน การเลือกคาร์ซีทที่ใช้ผ้าตาข่ายหรือวัสดุระบายอากาศจะช่วยให้ลูกไม่ร้อนงอแงขณะเดินทาง นอกจากนี้เนื้อผ้าควรมีความนุ่มนวลต่อผิวสัมผัส และที่สำคัญที่สุดคือต้องสามารถถอดซักได้ง่าย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยในระยะยาว

เทคนิคการติดตั้งและการนั่งคาร์ซีท ที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

การมีคาร์ซีทคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องรู้วิธีการติดตั้งและจัดท่าทางการนั่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกรักได้รับการปกป้องอย่างแท้จริงในทุกวินาทีที่อยู่ในรถยนต์

การนั่งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rear-Facing) หัวใจสำคัญของเด็กแรกเกิด

การติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางหลังรถ (Rear-Facing) คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะหากเกิดการเบรกกะทันหัน แรงกระแทกจะถูกกระจายไปทั่วแผ่นหลังและศีรษะ แทนที่จะไปรวมอยู่ที่ลำคอที่ยังไม่แข็งแรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตได้มหาศาล

ตำแหน่งการวางคาร์ซีทในรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อย

ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดในการวางคาร์ซีทคือเบาะหลัง โดยเฉพาะจุดกลางเบาะหลังที่ห่างไกลจากแรงกระแทกด้านข้าง หรือเบาะหลังฝั่งซ้ายเพื่อให้คุณแม่สะดวกในการอุ้มลูกขึ้น-ลงทางฝั่งฟุตบาท ที่สำคัญคือห้ามติดตั้งที่เบาะหน้าข้างคนขับที่มีระบบถุงลมนิรภัยทำงานเด็ดขาด

วิธีรับมือและเทคนิคฝึกให้ลูกรักยอมนั่งคาร์ซีทแบบไม่ร้องงอแง

ปัญหาลูกร้องไห้ไม่ยอมนั่งคาร์ซีทเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อสร้างความคุ้นเคย

  • เริ่มให้เร็วที่สุด: ฝึกให้นั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลเพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
  • สร้างบรรยากาศ: เตรียมของเล่นชิ้นโปรดหรือเปิดเพลงที่ลูกชอบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างเดินทาง
  • ใจแข็งเข้าไว้: หากลูกร้องงอแง ให้จอดรถในที่ปลอดภัยเพื่อปลอบให้สงบ แต่อย่าใจอ่อนอุ้มลูกออกจากเบาะขณะรถวิ่งเด็ดขาด
  • ตรวจสอบความสบาย: ตรวจเช็กว่าสายรัดแน่นเกินไป หรืออุณหภูมิในรถร้อนเกินไปจนทำให้ลูกไม่สบายตัวหรือไม่

เลือกความปลอดภัยที่ดีที่สุดให้ลูกรักที่ BabyGift ศูนย์รวมคาร์ซีทมาตรฐานโลก

ที่ BabyGift เราไม่ใช่แค่ร้านขายของใช้เด็ก แต่เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรคาร์ซีทแบรนด์ดังระดับโลกผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดมาไว้ให้คุณแม่เลือกอย่างครบครัน พร้อมบริการให้คำปรึกษาและสาธิตวิธีการติดตั้งจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าลูกรักจะได้รับการปกป้องที่ดีที่สุด

สรุปหัวใจสำคัญของการเลือกใช้คาร์ซีทเพื่อทุกการเดินทางที่แสนสุข

การตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อชีวิตของลูกรัก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX หรือรุ่นที่ระบายอากาศดีเยี่ยม สิ่งสำคัญคือต้องเหมาะกับสรีระและมีการติดตั้งที่ถูกต้องเสมอ BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณแม่มือใหม่เสมอ เข้าใจลึก พูดง่าย ไม่เร่งขาย เพราะเราเชื่อว่าความสุขของลูกน้อยเริ่มต้นจากความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาร์ซีท

เด็กแรกเกิดต้องนั่งคาร์ซีททันทีเลยไหม และควรนั่งแบบไหน?

ต้องนั่งทันทีตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล โดยควรเลือกแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rear-Facing) เพื่อปกป้องกระดูกสันหลังและลำคอที่ยังบอบบางให้ปลอดภัยที่สุด

หากลูกร้องไห้หนักมากจนไม่ยอมนั่งคาร์ซีท ควรทำอย่างไร?

คุณแม่ควรตรวจสอบความสะดวกสบายเบื้องต้นและใช้ของเล่นเบี่ยงเบนความสนใจ หากไม่ไหวจริง ๆ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัยเพื่อปลอบ แต่อย่าอุ้มออกจากคาร์ซีทขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด

สามารถติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหน้าข้างคนขับได้หรือไม่?

ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะแรงระเบิดจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าอาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อเด็กได้ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเบาะหลังที่ห่างจากถุงลม

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

หลายครั้งที่เห็น ลูกร้องไห้ ชอบโวยวายเวลาถูกขัดใจในที่สาธารณะ บางครั้งถึงกับลงไปนอนดิ้นบนพื้นกันเลย ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้ปกครอง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความทำเข้าใจในวัยของลูกก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือและฝึกลูกสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ ให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ของตนเอง และฝึกควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้ ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นในที่สาธารณะ จะแก้ไขอย่างไรดี เด็กวัยไหน ร้องไห้อาละวาดบ่อยที่สุด ลูกร้องไห้ อาละวาดในเด็ก จะพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะพบบ่อยในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ซึ่งมีสถิติพบว่า เด็กประมาณ 50-80% จะมีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุ 4 ปี ซึ่งส่วนใหญ่การร้องอาละวาดของเด็กมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที สาเหตุ ลูกร้องไห้ อาละวาดดิ้นบนพื้น เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) แต่วัย 1 – 3 ปี จะยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก […]

เคยมีคนบอกว่า แต่งงานแล้วอย่าเพิ่งมีลูกนะ เดี๋ยวไม่มีเวลาได้ไปท่องเที่ยว เพราะถ้ามีลูกน้อยจะเดินทางแต่ครั้ง ต้องเตรียมสัมภาระของลูก 1 กระเป๋าใหญ่ ต้องรับมือกับลูกที่อาจร้องงอแง เพราะพักผ่อนไม่เต็มที่ ถึงเวลานอนแล้วไม่ได้นอน งอแงต้อให้อุ้มตลอดเวลา ก็คงเที่ยวไม่สนุก แล้วก็จะเข็ดไม่อยากไปไหนอีกเลย แต่รู้ไหมว่าไม่ใช่สิ่งที่ดีสำหรับลูกน้อยเลย เพราะเด็กในช่วงวัยนึง เป็นช่วงวัยที่ต้องการการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ช่วยส่งเสริมให้พัฒนาการของลูกน้อยเป็นไปอย่างดีเยี่ยม …แต่ถ้าไม่ได้พาลูกออกนอกบ้านเลย แล้วจะเรียนรู้ได้อย่างไรหล่ะ??? แต่สำหรับครอบครัวพ่อเพชรจ้า-แม่นิวเคลียร์ สามารถพาน้องไทก้าเที่ยวได้ทุกที่ได้อย่างคล่องตัว พาออกนอกบ้านตั้งแต่น้องยังเล็กๆอยู่เลยค่ะ ก็เพราะมีตัวช่วยอย่าง รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon เป็นรถเข็นเด็กที่เบาที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะเบาเพียง 3.6 kg. TRIP KOREA รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon กับทริปแรกของน้องไทก้า ในวัยประมาณ 6 เดือน เดินทางไปไกลถึงแดนกิมจิ ประเทศเกาหลี ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 3.6 kg. ช่วยให้นำรถเข็นขึ้นเครื่องได้อย่างสบาย รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น Karoon ปรับเข็นได้ 2 ทิศทาง ช่วยให้พ่อเพชรจ้าดูแลน้องไทก้าได้อย่างใกล้ชิด แบบ face to face […]

แม่ท้องร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เนื่องฮอร์โมนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนดังกล่าวจะส่งผลให้เส้นเอ็นและข้อต่อเกิดการคลายตัวมากขึ้น รวมทั้งทำให้โครงสร้างภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับทารกในครรภ์ หนึ่งในนั้นการเปลี่ยนแปลของร่างกายก็คือสภาพผิวที่แห้งง่าย สีผิวเปลี่ยน คุณแม่บางคนเกิดกระได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงขนาดท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณท้อง หน้าอก ต้นขา เกิดการยืดตึงจนเกิดรอยแตก การดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ รวม ITEM ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ BabyGift คัดสรรคุณภาพ 1. ผลิตภัณฑ์ป้องกันการแตกลาย ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของคุณแม่ว่าเป็นเนื้อครีมหรือเนื้อเซรั่ม ควรใช้ก่อนที่จะเกิดปัญหาเรื่องผิวแตกลายจะเป็นการดูและผิวได้ดีที่สุด  2. เข็มขัดพยุงครรภ์  รองรับน้ำหนักของครรภ์ที่ขยายใหญ่และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังช่วยในการบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้องได้อีกด้วย การเริ่มใช้ขึ้นอยู่กับคุณแม่แต่ละคนเลยว่ารู้สึกหนักหรือหน่วงท้องเมื่อไหร่ 3. คาร์ซีทสำหรับแม่ท้อง   อุปกรณ์เสริมบนรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องและลูกในครรภ์  คาร์ซีทแม่ท้อง แบรนด์ Tummy Shleid  นวัตกรรมจากประเทศออสเตรเลีย เปลี่ยนจากการที่เข็มขัดนิรภัยรถรัดหน้าท้อง มารัดที่ต้นขาแทน  4. ผลิตภัณฑ์น้ำฆ่าเชื้อธรรมชาติ   แม่ท้องอยู่ในช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ป่วยง่าย ไม่สบายบ่อย ติดเชื้อได้ง่าย การใช้แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายใน การใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อจากธรรมชาติเพิ่มความปลอดภัยได้   5. เครื่องอบ UV   นวัตกรรมการฆ่าเชื้อขั้นสูงด้วยแสงยูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับการฆ่าเชื้อในวงการแพทย์ สามารถใช้ได้ทั้ง โทรศัพท์มือถือ ของใช้ต่างๆ

ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆเรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  ของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย เคล็ดลับก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท อายุ ประเภทของคาร์ซีท คำแนะนำทั่วไป เด็กอ่อน คาร์ซีทสำหรับเด็กอ่อน เด็กอายุน้อยกว่า 1 ปี และมีน้ำหนักน้อยกว่า 9 kg.– ต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ เพราะคอยังไม่แข็งพอรับแรงกระแทกขณะรถวิ่ง เด็กก่อนวัยเรียน เก้าอี้แบบหันหน้าออก เด็กอายุ 1 ปี ขึ้นไป หรือหนัก 9 kg. ขึ้นไป เด็กเล็กวัยเรียน เบาะรองนั่ง เด็กควรสูงอย่างน้อย 120 cm.และต้องมั่นใจว่าเข็มขัดนิรภัยพาดที่ไหล่และต้นขาของเด็กอย่างพอดี เด็กโต เข็มขัดนิรภัย […]

แพมเพิส หรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป เรียกว่าเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับเด็กเล็กที่จะใช้กันตั้งแต่แรกเกิด เพราะว่าช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะดวกสบายมากขึ้น ประหยัดเวลาในการซักทำความสะอาด แถมเวลาออกจากบ้านก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเปื้อนเลอะ ซึ่งคุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีคำถามในใจว่าจะให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณแม่กันค่ะ ให้ลูกเลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ชวนคุณแม่ทำความเข้าใจก่อนให้ลูกเลิกใช้แพมเพิส หนึ่งในคำถามยอดนิยมของเหล่าคุณแม่ก็หนีไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะให้ลูกเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี เนื่องจากเรื่องของค่าใช้จ่าย ความกังวลที่ว่าลูกจะติดแพมเพิส ความสะดวกสบายในการสวมใส่ของเด็ก ฯลฯ อีกมากมาย สำหรับเรื่องของช่วงเวลาของการเลิกแพมเพิสนั้นจะเป็นยังไงบ้าง เรามาดูรายละเอียดกันเลยค่ะ เลิกแพมเพิสกี่ขวบดี ? ถ้าจะถามว่าควรเลิกใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่ดี จริงๆ ไม่ได้มีกำหนดตายตัวค่ะ อยากให้ดูจากความพร้อมของลูก และคุณพ่อ คุณแม่ มากกว่า เด็กบางคน 8 เดือนก็เลิกได้แล้ว บางคนก็มาเลิกได้ตอนช่วงก่อนเข้าโรงเรียนในช่วง 3 – 4 ขวบ ดังนั้น BabyGift จึงพูดได้ว่าไม่ได้มีกำหนดเวลาตายตัวจริงๆ และคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรไปกดดันน้องๆ ให้ลูกของเรามีความพร้อมจะดีที่สุดค่ะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือต้องอดทนและให้กำลังใจเด็ก เพราะว่าการฝึกขับถ่ายเป็นก้าวสำคัญของพัฒนาการ และแต่ละคนมีจังหวะที่แตกต่างกัน ไม่ควรกดดันหรือเปรียบเทียบกับเด็กคนอื่น และหากว่าคุณแม่มีข้อกังวลอื่นๆ อาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอคำแนะนำค่ะ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่า ลูกของเราพร้อมที่จะเลิกแพมเพิส ? สิ่งสำคัญของเรื่องนี้คือ ให้ลูกสบายใจ […]

คุณแม่ยุคใหม่หลายๆ ท่านอาจจะรู้จัก วิธีการให้อาหารเสริมลูกน้อยแบบ Baby Led Weaning หรือการ กินแบบ BLW กันบ้างแล้ว  เพราะเป็นวิธีการที่หลายบ้านเริ่มนิยมใช้ เนื่องจากเป็นการฝึกลูกกินอาหารเสริมด้วยตัวเองตั้งแต่มื้อแรก  ในแบบที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องป้อน และไม่ต้องบดหรือปั่นอาหารให้ลูกน้อย ที่สำคัญคือการให้ลูกกินอาหารเสริมด้วยวิธีนี้ ยังมีข้อดีหลายอย่าง เพราะเป็นการฝึกให้ลูกได้ใช้พัฒนาการทั้งด้านกล้ามเนื้อ สายตา ได้เรียนรู้รสชาติอาหารที่แตกต่าง และเป็นการฝึกพื้นฐานการช่วยเหลือตัวเองเพื่อพัฒนาให้ลูกสามารถทำอะไรได้เองเก่งขึ้นในอนาคต กินแบบ BLW มีขั้นตอนอย่างไร? วิธีการ กินแบบ BLW มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ ซึ่งการให้ลูกกินด้วยวิธีการแบบนี้ จะช่วยให้ทั้งคุณแม่และคุณลูกรักมีความสุขกับมื้ออาหารของลูกมากขึ้น เพราะไม่ต้องเหนื่อยเดินป้อนข้าวลูก ลูกน้อยเองก็รู้สึกสนุก เพลิดเพลินกับการได้หยิบจับอาหารเข้าปาก ทำให้การ กินแบบ BLW เป็นที่นิยมกันในครอบครัวต่างประเทศ และนิยมในเมืองไทยบ้านเรามากขึ้น แต่การจะเริ่มให้ลูกกิน BLW จะต้องมีการเตรียมพร้อมก่อนให้มื้อแรก และคุณแม่ต้องเรียนรู้ข้อจำกัดและข้อควรระวังหลายๆ อย่าง ดังนั้นไปดูกันว่ามีอะไรที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันใส่ใจบ้าง แม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง? เมื่อเริ่มให้ลูก กินแบบ BLW แม้จะดูเหมือนการให้อาหารเสริมลูกด้วยวิธีการ BLW นี้ จะไม่ได้ยุ่งยากนัก แต่ก็มีเรื่องสำคัญต่างๆ ที่คุณแม่จะต้องใส่ใจและพิถีพิถันเลือกให้ลูกน้อย เพื่อความปลอดภัย และให้อาหารลูกในแบบ BLW ได้สำเร็จ […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid