คาร์ซีท อุปกรณ์นิรภัยที่ต้องมี เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกรักในรถยนต์

ความปลอดภัยของลูกน้อยระหว่างการเดินทางเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การติดตั้งคาร์ซีทจึงไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่คือการสร้างเกราะคุ้มกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อปกป้องชีวิตและลดความรุนแรงจากการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นกับลูกรักในทุกเส้นทาง

ทำไมคาร์ซีทถึงเป็นสิ่งจำเป็นที่คุณพ่อคุณแม่ห้ามมองข้าม?

ร่างกายของเด็กยังไม่เติบโตสมบูรณ์เหมือนผู้ใหญ่ โดยเฉพาะโครงสร้างกระดูกและต้นคอที่บอบบาง การอุ้มลูกไว้ในอ้อมแขนจึงไม่สามารถต้านทานแรงเหวี่ยงมหาศาลเมื่อเกิดการชนได้ การใช้คาร์ซีทจะช่วยยึดเหนี่ยวร่างกายของเด็กให้ปลอดภัยอยู่กับที่นั่ง ลดความเสี่ยงในการพุ่งออกนอกตัวรถ และป้องกันการบาดเจ็บรุนแรงที่อวัยวะภายในได้อย่างมีนัยสำคัญ

5 วิธีเลือกซื้อคาร์ซีทให้คุ้มค่าและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

ท่ามกลางตัวเลือกที่หลากหลายในท้องตลาด การเฟ้นหาคาร์ซีทที่เหมาะสมที่สุดต้องอาศัยการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยเน้นทั้งความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานประจำวันดังนี้

1. เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับช่วงวัย น้ำหนัก และส่วนสูงของเด็ก

คุณแม่ควรเลือกคาร์ซีทโดยยึดหลักสรีระเป็นสำคัญ แบ่งง่าย ๆ เป็นกลุ่มเด็กแรกเกิดที่ต้องการการปกป้องลำคอเป็นพิเศษ ไปจนถึงกลุ่มเด็กโตที่ต้องการเพียงเบาะเสริมความสูงเพื่อให้เข็มขัดนิรภัยรถยนต์พาดผ่านตำแหน่งที่ถูกต้อง การเลือกที่พอดีกับตัวเด็กจะช่วยให้ระบบนิรภัยทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพที่สุด

2. รู้จักระบบติดตั้ง ISOFIX และ ISOFIT เพื่อความมั่นคงสูงสุด

การติดตั้งคาร์ซีทด้วยระบบ ISOFIX คือการล็อกเข้ากับจุดยึดเหล็กในรถโดยตรง ช่วยลดความผิดพลาดในการติดตั้งให้เป็นศูนย์ ส่วนระบบ ISOFIT มักใช้ในเด็กโตโดยยึดโครงเบาะไว้และใช้สายเบลท์รถยนต์รัดตัวเด็กอีกชั้น ทั้งสองระบบมอบความมั่นคงที่เหนือกว่าการใช้เพียงสายเบลท์แบบเดิม ๆ อย่างมาก

3. ตรวจสอบป้ายรับรองมาตรฐานความปลอดภัย (ECE R44/04 หรือ R129)

ป้ายมาตรฐานสากลคือเครื่องยืนยันความปลอดภัย หากเป็นมาตรฐาน ECE R44/04 จะผ่านการทดสอบการชนหน้าและหลัง แต่ถ้าเป็นมาตรฐานล่าสุดอย่าง R129 (i-Size) จะมีการทดสอบการชนจากด้านข้างเพิ่มเข้ามาด้วย การเลือกคาร์ซีทที่มีป้ายเหล่านี้จะทำให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจในทุกการเดินทาง

4. พิจารณาจำนวนจุดรัดเข็มขัดนิรภัยและระบบป้องกันแรงกระแทกด้านข้าง

ความปลอดภัยแบบ 5 จุดรัดถือเป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดสำหรับคาร์ซีทเด็กเล็ก เพราะช่วยกระจายแรงกระแทกไปยังส่วนที่แข็งแรงของร่างกายได้ดีกว่า นอกจากนี้ควรเลือกแบบที่มีเทคโนโลยี Side Impact Protection เพื่อปกป้องศีรษะและลำตัวของลูกรักจากการกระแทกด้านข้างที่มักเกิดขึ้นบ่อยในอุบัติเหตุทางถนน

5. เลือกวัสดุที่ระบายอากาศได้ดีและถอดซักทำความสะอาดง่าย

เนื่องจากสภาพอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน การเลือกคาร์ซีทที่ใช้ผ้าตาข่ายหรือวัสดุระบายอากาศจะช่วยให้ลูกไม่ร้อนงอแงขณะเดินทาง นอกจากนี้เนื้อผ้าควรมีความนุ่มนวลต่อผิวสัมผัส และที่สำคัญที่สุดคือต้องสามารถถอดซักได้ง่าย เพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยในระยะยาว

เทคนิคการติดตั้งและการนั่งคาร์ซีท ที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

การมีคาร์ซีทคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวไม่พอ คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องรู้วิธีการติดตั้งและจัดท่าทางการนั่งที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกรักได้รับการปกป้องอย่างแท้จริงในทุกวินาทีที่อยู่ในรถยนต์

การนั่งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rear-Facing) หัวใจสำคัญของเด็กแรกเกิด

การติดตั้งคาร์ซีทแบบหันหน้าไปทางหลังรถ (Rear-Facing) คือวิธีที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะหากเกิดการเบรกกะทันหัน แรงกระแทกจะถูกกระจายไปทั่วแผ่นหลังและศีรษะ แทนที่จะไปรวมอยู่ที่ลำคอที่ยังไม่แข็งแรง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อชีวิตได้มหาศาล

ตำแหน่งการวางคาร์ซีทในรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อย

ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดในการวางคาร์ซีทคือเบาะหลัง โดยเฉพาะจุดกลางเบาะหลังที่ห่างไกลจากแรงกระแทกด้านข้าง หรือเบาะหลังฝั่งซ้ายเพื่อให้คุณแม่สะดวกในการอุ้มลูกขึ้น-ลงทางฝั่งฟุตบาท ที่สำคัญคือห้ามติดตั้งที่เบาะหน้าข้างคนขับที่มีระบบถุงลมนิรภัยทำงานเด็ดขาด

วิธีรับมือและเทคนิคฝึกให้ลูกรักยอมนั่งคาร์ซีทแบบไม่ร้องงอแง

ปัญหาลูกร้องไห้ไม่ยอมนั่งคาร์ซีทเป็นเรื่องที่ฝึกฝนกันได้ คุณพ่อคุณแม่สามารถใช้เทคนิคเหล่านี้เพื่อสร้างความคุ้นเคย

  • เริ่มให้เร็วที่สุด: ฝึกให้นั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลเพื่อให้ลูกเกิดความคุ้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
  • สร้างบรรยากาศ: เตรียมของเล่นชิ้นโปรดหรือเปิดเพลงที่ลูกชอบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจระหว่างเดินทาง
  • ใจแข็งเข้าไว้: หากลูกร้องงอแง ให้จอดรถในที่ปลอดภัยเพื่อปลอบให้สงบ แต่อย่าใจอ่อนอุ้มลูกออกจากเบาะขณะรถวิ่งเด็ดขาด
  • ตรวจสอบความสบาย: ตรวจเช็กว่าสายรัดแน่นเกินไป หรืออุณหภูมิในรถร้อนเกินไปจนทำให้ลูกไม่สบายตัวหรือไม่

เลือกความปลอดภัยที่ดีที่สุดให้ลูกรักที่ BabyGift ศูนย์รวมคาร์ซีทมาตรฐานโลก

ที่ BabyGift เราไม่ใช่แค่ร้านขายของใช้เด็ก แต่เราคือผู้เชี่ยวชาญที่คัดสรรคาร์ซีทแบรนด์ดังระดับโลกผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดมาไว้ให้คุณแม่เลือกอย่างครบครัน พร้อมบริการให้คำปรึกษาและสาธิตวิธีการติดตั้งจริงจากเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ เพื่อให้คุณมั่นใจว่าลูกรักจะได้รับการปกป้องที่ดีที่สุด

สรุปหัวใจสำคัญของการเลือกใช้คาร์ซีทเพื่อทุกการเดินทางที่แสนสุข

การตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่อชีวิตของลูกรัก ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX หรือรุ่นที่ระบายอากาศดีเยี่ยม สิ่งสำคัญคือต้องเหมาะกับสรีระและมีการติดตั้งที่ถูกต้องเสมอ BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่อยู่เคียงข้างคุณแม่มือใหม่เสมอ เข้าใจลึก พูดง่าย ไม่เร่งขาย เพราะเราเชื่อว่าความสุขของลูกน้อยเริ่มต้นจากความปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาร์ซีท

เด็กแรกเกิดต้องนั่งคาร์ซีททันทีเลยไหม และควรนั่งแบบไหน?

ต้องนั่งทันทีตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล โดยควรเลือกแบบหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rear-Facing) เพื่อปกป้องกระดูกสันหลังและลำคอที่ยังบอบบางให้ปลอดภัยที่สุด

หากลูกร้องไห้หนักมากจนไม่ยอมนั่งคาร์ซีท ควรทำอย่างไร?

คุณแม่ควรตรวจสอบความสะดวกสบายเบื้องต้นและใช้ของเล่นเบี่ยงเบนความสนใจ หากไม่ไหวจริง ๆ ให้จอดรถในจุดที่ปลอดภัยเพื่อปลอบ แต่อย่าอุ้มออกจากคาร์ซีทขณะรถเคลื่อนที่เด็ดขาด

สามารถติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะหน้าข้างคนขับได้หรือไม่?

ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เพราะแรงระเบิดจากถุงลมนิรภัยคู่หน้าอาจเป็นอันตรายรุนแรงต่อเด็กได้ ตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดคือเบาะหลังที่ห่างจากถุงลม

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ theasianparent.com

การทำความสะอาดและ ฆ่าเชื้อขวดนม เป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องให้ความสำคัญและใส่ใจมาก ๆ ไม่แพ้ขั้นตอนการ “เลือกขวดนม” และเลือกน้ำยาสำหรับ “ล้างขวดนม” เลยค่ะ เพราะลูกน้อยเบบี๋วัยแรกเกิดยังไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรคต่าง ๆ เหมือนผู้ใหญ่ การละเลย ไม่ใส่ใจในขั้นตอนการฆ่าเชื้อขวดนมนี้ อาจส่งผลให้ลูกน้อยเจ็บป่วยจากเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นได้ จากแต่เดิมวิธี ฆ่าเชื้อขวดนม ที่คุ้นเคยกันตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่าคือวิธีการ “ฆ่าเชื้อด้วยการต้ม” ซึ่งต้องใช้เวลานานเกินครึ่งชั่วโมง เพื่อรอให้น้ำร้อนถึงจุดเดือดที่จะสามารถฆ่าเชื้อได้ ซึ่งวิธีนี้ก็ยังทำให้ขวดนมเสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกคุณแม่ในการฆ่าเชื้อขวดนม ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน และเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของการทำความสะอาดฆ่าเชื้อขวดนมได้มากขึ้น มีวิธีใดบ้างนั้นเรามาดูกันค่ะ 1.การฆ่าเชื้อด้วยเครื่องนึ่งไฟฟ้า การฆ่าเชื้อด้วยการนึ่ง ถือเป็นวิธีการที่ง่าย และใช้ระยะเวลาสั้นกว่าการต้ม เพียงแค่เติมน้ำตามปริมาณที่กำหนด วางฐานรองนึ่งให้เข้าที่ นำขวดนมที่ถอดชิ้นส่วนล้างอย่างสะอาดแล้ว มาวางคว่ำลง แล้วปิดฝากดปุ่มให้เครื่องทำงาน เครื่องจะทำให้น้ำที่เราเติมไปเดือดและละเหยไอน้ำให้ลอยขึ้นไปฆ่าเชื้อ หลังจากเครื่องทำงานเสร็จ เพียงนำที่คีบขวดนมออกมามาผึ่งให้แห้งก็สามารถนำไปใช้งานต่อได้อย่างสบายใจค่ะ ข้อดี  – สะดวก ใช้งานง่าย และเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยาก และเป็นวิธีที่ผู้ใหญ่ในบ้านน่าจะคุ้นเคยกันดีข้อเสีย  – ต้องหมั่นล้างคราบตระกรันบริเวณถาดใส่น้ำด้านล่างให้สะอาดอยู่เสมอ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดเชื้อรา และเชื้อโรคบางชนิดแอบแฝงได้ 2.การฆ่าเชื้อด้วยไมโครเวฟ วิธีนี้ถือเป็นหลักการเดียวกับเครื่องนึ่งไฟฟ้า คือเป็นการทำให้น้ำเดือดและละเหยเป็นไอน้ำขึ้นมาฆ่าเชื้อ เหมาะสำหรับบ้านที่มีเครื่องไมโครเวฟอยู่แล้ว หรือผู้ที่ต้องเดินทางเป็นประจำ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา […]

ต้องบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่นั้นโชคดีมากมาย เพราะการเลี้ยงลูกสมัยนี้มีเครื่องอำนวยความสะดวกที่ช่วยทุ่นแรง ช่วยประหยัดเวลา และช่วยทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ช่วยให้นมแม่ เรียกว่ามีสารพัดตั้งแต่ช่วยให้นม ทำความสะอาด ช่วยเตรียมอาหาร ครบถ้วนทั้งอุปกรณ์การนอน การกิน การอยู่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย และสิ่งหนึ่งที่หลายๆ บ้านขาดไม่ได้ และคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กำลังมองหา เพราะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงกายในการอุ้มลูกน้อยวัยทารก นั่นคือ เป้อุ้มเด็ก เครื่องทุ่นแรงสำคัญที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกน้อยด้วยมือตัวเองตลอดเวลา  และไม่ต้องหาคนช่วยอุ้ม เพราะลูกเบบี๋ยังเดินไม่ได้ การกิจวัตรการดูแลลุกส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องอุ้มลูกไว้บ่อยๆ ทั้งการอุ้มไล่ลม อุ้มกล่อมนอน อุ้มปลอบโยน อุ้มเดินเล่น หลายชั่วดมงต่อวัน  แถมยังต้องอุ้มลูกนานตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยทารกไปจนถึงวัยประมาณเกือบ 2 ขวบ จนเมื่อลูกเดินได้เก่ง   ฉะนั้นเพื่อตอกย้ำถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้เป้อุ้มเด็ก  ให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อเป้อุ้มให้ลูกดีหรือไม่  ได้เห็นถึงข้อดีว่ามีแค่ไหน…เชื่อว่าเมื่อรู้แล้วทุกท่านจะสามารถเลือกซื้อใช้กันได้มั่นใจยิ่งขึ้น 10 ข้อดี ที่ต้องมี เป้อุ้มเด็ก 1. ประหยัดแรงกาย ประหยัดแรงคน เพราะเป้อุ้มเด็ก จะช่วยทุ่นแรงคุณแม่ไม่ต้องเดินอุ้มลูก ใช้กำลังแขนกำลังมืออุ้มลูกบ่อยๆ ประหยัดแรงกาย ช่วยให้คุณแม่ไม่เมื่อยล้า แต่เป้จะช่วยรองรับน้ำหนักตัวของลูกน้อยด้วยเป้และสายรัดให้อยู่กับตัวคุณแม่ ประหยัดแรงคนไม่ต้องหาคนมาช่วยอุ้มลูกเวลาที่คุณแม่จะต้องทำงาน เดินซื้อของ หรือทำธุระอื่นๆ 2. ลูกปลอดภัย นั่งและนอนได้สบาย เมื่อลูกน้อยอยู่ในเป้อุ้มเด็กจะปลอดภัย เพราะตัวคุณแม่และเป้จะประคองลูกตลอดเวลา ซึ่งเป้อุ้มเด็กส่วนใหญ่จะผลิตจากวัสดุที่ทำด้วยผ้าหนานุ่ม […]

ปัญหาลูกทารกนอนยาก ไม่ยอมนอน ถือเป็นหนึ่งปัญหาปวดหัวใจ ทำคุณพ่อคุณแม่หลายๆ บ้านเครียดและไม่สบายใจไปตามๆ กัน เพราะเมื่อลูกนอนยาก งอแง ไม่ยอมหลับ ก็มักจะงอแงร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหล ปลอบอย่างไรก็ไม่หาย กว่าจะนอนได้ก็นานเป็นชั่วโมง  แถมเวลาลูกหลับแล้วตื่นมาทีไรก็ยังงอแง อารมณ์ไม่ดี เลี้ยงยากจนคุณแม่ๆ ทั้งหลายเพลียใจ ลูกน้อยทารกควรนอนมากแค่ไหน ? คุณแม่รู้ไหมว่า…ลูกทารกวัยแรกเกิด- 1 เดือน นอนกลางวันถึงวันละ 8-9 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 8-9 ชั่วโมง รวม 15-18 ชั่วโมงต่อวัน  ส่วนลูกวัย 1 -3 เดือน นอนกลางวันวันละ 6-7 ชั่วโมง และกลางคืนอีก 9-10 ชั่วโมง   รวมประมาณ 15 ชั่วโมง  จนเมื่อลูกน้อยวัย 6 เดือน เริ่มนอนน้อยลง คือ นอนกลางวันลงเหลือ 3-4 ชั่วโมง และกลางคืน 10-11 ชั่วโมง รวม […]

ลดอาการแพ้ท้อง ตอนตั้งครรภ์ทำให้คุณแม่หลายคนคิดว่าการจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วง 3 เดือนแรก อาการหลัก ๆ ก็เลยจะมีวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ถ้าหากคุณแม่มีอาการนี้แบบนี้อยู่ หรืออยากลดอาการแพ้ท้อง เราเลยมีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่มาช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องมาฝากกันค่ะ แพ้ท้อง เกิดจากอะไร? อาการแพ้ท้องเกิดจากฮอร์โมน HCG (Human Chorionic Gonadotropin) ในร่างกายของคุณแม่เพิ่มสูงขึ้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทางร่างกายและจิตใจ จนมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และอื่น ๆ  8 เคล็ดลับที่ช่วยลดอาการแพ้ท้อง 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบา ๆ ช่วยได้ คุณแม่ที่ได้กลิ่นน้ำหอมฉุน กลิ่นเทียน กลิ่นธูป หรืออื่น ๆ แล้วมีอาการคลื่นไส้ ให้รีบออกมาจากตรงนั้นเลยค่ะ เพราะเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้อง คุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นสดชื่นธรรมชาติ ไม่ฉุน ก็จะช่วยให้คุณแม่อาการดีขึ้น รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็ช่วยให้ผ่อนคลายได้ด้วย 2. ดื่มน้ำลดอาการหน้ามืด อาการแพ้ท้องส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของการอาเจียน การดื่มน้ำเปล่าอุณภูมิปกติหรือน้ำส้มคั้นสักแก้วก็จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นขึ้นได้ ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำด้วยค่ะ และที่สำคัญคุณแม่ต้องดื่มน้ำเปล่าเป็นประจำด้วยนะคะ […]

เครื่องผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค Blue Water นวัตกรรมการฆ่าเชื้อโรครูปแบบใหม่ ที่ใส่ใจในสุขภาพ และความคุ้มค่า จึงได้คิดค้นวิธีที่จะสามารถ “ผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค” เองได้ที่บ้านง่าย ๆ โดยเป็นสูตร Organic 100% เพียงมี “น้ำประปา เกลือ และเครื่อง Blue Water” ที่ทำหน้าที่ปล่อยประจุไฟฟ้า ส่งผ่านไปยังน้ำ ทำให้อะตอมของน้ำแตกตัว จนเกิดปฏิกิริยา Oxidation และเกิดเป็นสารประกอบใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ  ไฮโปคลอรัส เอซิส HOCl และ ไฮโปคลอไรท์ ไอออน OCl- ซึ่งกรดไฮโปคลอรัส คือกรดชนิดเดียวกันกับที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นมาได้เองในเม็ดเลือดขาว เพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในร่างกายนั่นเอง ซึ่งเมื่อนำน้ำที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water ไปตรวจวัดประสิทธิภาพที่สถาบันวิจัยนานาชาติ และได้ผลรับรองมาดังนี้ ผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่า น้ำเกลือฆ่าเชื้อที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water สามารถฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เป็นตัวต้นกำเนิดของโรคต่าง ๆ ได้ถึง 99.9% ภายในเวลา 30 วินาที นอกจากสามารถฆ่าเชื้อโรคได้แล้ว […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event