จุกนมคอแคบ-คอกว้าง ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี?

หากคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกอยู่บ้านตลอดเวลา และให้นมแม่แก่ลูกน้อยแบบ 100% อยู่  คงจะยังไม่ต้องหาข้อมูลหรือกังวลกับการเลือกซื้อขวดนมหรือจุกนมให้ลูกมากนักเพราะยังไม่ได้ใช้ แต่เมื่อไรที่คุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ไปทำธุระข้างนอก หรือต้องให้นมแม่กับลูกด้วยขวดนมแล้ว สิ่งที่ต้องนึกถึงคือการเลือกขวดนมและจุกนมที่จะช่วยให้ลูกกินนมแม่ได้เต็มอิ่ม สบายท้อง ไม่ดูดลมเข้าไปและไม่เสี่ยงต่อการแน่นท้อง หรือร้องโคลิก

และที่สำคัญจุกนมที่เลือกให้ลูกนั้นควรจะมีคุณสมบัติที่คล้ายการดูดจากเต้านมแม่ เพื่อให้ลูกน้อยไม่สับสนระหว่างเต้านมกับขวดนม ยอมกินนมแม่จากขวด และยอมกลับมากินนมแม่จากเต้าคุณแม่ได้เสมอ  เราจึงมาแนะนำให้คุณแม่รู้จักกับจุกนมคอแคบ และจุดนมคอกว้าง เพื่อให้คุณแม่หลายๆ ท่านที่ยังไม่รู้จัก ได้เห็นถึงความแตกต่าง และตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม ถูกใจ ลูกน้อยอิ่มนมได้เต็มที่โดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาฝากกัน

ชวนแม่เรียนรู้เรื่องจุกนมลูก

เพราะลูกน้อยวัยทารกจะเคยชินกับการกินนมจากอกคุณแม่  เมื่อต้องมากินนมจากขวดจึงอาจสับสนและมีปัญหา คุณแม่จึงควรพิถีพิถันพิจารณาเลือกใช้จุกนมที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกน้อยดูดนมได้อย่างสะดวก ปลอดภัย โดยควรศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้  ขนาดของจุกนมที่แตกต่างว่าเหมาะกับลูกวัยไหน  วิธีทำความสะอาดและการเก็บรักษาจุกนมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานเสมอ

เรื่องน่ารู้ของ ปลายจุกนม เนื่องจากแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะในการใช้งาน นั่นคือ
– ปลายจุกนมเป็นรูวงกลม มักเป็นรูจุกนมที่ช่วยให้น้ำนมไหลได้ง่าย คือแม้ลูกจะไม่ดูด น้ำนมก็ไหลผ่านออกได้จึงเป็นจุกนมที่ช่วยให้ลูกดูดนมง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ
– ปลายจุกนมเป็นรูตัว Y (Three-Cut) เป็นจุกนมที่หากไม่ดูดนมจะไม่ไหล ต้องใช้แรงดูดของลูกให้น้ำนมไหลผ่านออกมา (ยกเว้นเป็นจุกนมสำหรับเด็กที่มีภาวะพิเศษดูดนมเองไม่ได้ จะมีการทำให้น้ำนมไหลออกได้ง่ายขึ้น)
– ปลายจุกนมเป็นรูกากบาท (Cross-Cut) มักเป็นจุกนมที่ต้องใช้แรงดูดเหมือนรูตัว Y คือหากลูกไม่ดูดนมจะไม่ไหล  น้ำนมจะออกมามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดูดของลูกเอง ช่วยป้องกันอาการสำลักให้ลูกน้อยได้นอกจากนี้รูของปลายจุกนม จะมีขนาดของรูที่เล็กหรือใหญ่ขึ้นอยู่กับไซส์ของจุกนมนั้นๆ เช่น จุกนมไซส์ L ก็จะมีปลายรูที่ขยายใหญ่หรือกว้างกว่า จุกนมไซส์ m และไซส์ S นั่นเอง

วัสดุที่ใช้ทำจุกนม ปัจจุบันจุกนมสำหรับเด็กส่วนใหญ่จะผลิตมาจาก ซิลิโคน และยาง (พารา) ซึ่งจุกนมซิลิโคนจะมีสีขาวใส มีเนื้อที่แน่น มีความทนทานและคงรูปเดิมได้นาน แม้ผ่านความร้อนหลายครั้งเนื่องจากทนความร้อนได้ดี  ส่วนจุกนมจากยางพารา จะมีสีเหลืองอมน้ำตาล มีความนิ่มและยืดหยุ่นมากกว่า แต่อายุการใช้งานจะสั้น

ขนาดของจุกนม โดยทั่วไปจะมี 3 ขนาด คือ
– Size S หรือ SS เหมาะสำหรับทารกแรกเกิด จนถึง 3 เดือน
– Size M เหมาะสำหรับลูกน้อยอายุ 3 – 6 เดือน
– Size L เหมาะสำหรับลูกน้อยอายุ 6 เดือนขึ้นไปสาเหตุที่ต้องเลือกขนาดของจุกนมที่มีรูระบายน้ำนมแตกต่าง เนื่องจากลูกทารกจะดูดนมได้ช้าและกินได้ทีละน้อย เพราะกล้ามเนื้อในช่องปากและการดูดกลืนยังไม่แข็งแรง หากรูจุกนมกว้างหรือจุกนมใหญ่เกินไป อาจทำให้ลูกสำลักจนเป็นอันตรายได้ และนอกเหนือจากขนาดจุกนมเหล่านั้นแล้ว ก็ยังมี จุกนมพิเศษ ที่เหมาะกับเด็กที่มีปัญหาการดูดนม เช่น มีภาวะปากแหว่งเพดานโหว่ มีโรคหัวใจหรือโรคอื่นๆ ที่ทำให้เด็กไม่มีแรงดูดนม หรือยังดูดนมเองได้ไม่ดีอีกด้วย

รูปร่างของจุกนม
– จุกนมปลายกลมมน เป็นจุกนมที่มักเห็นกันทั่วไป คือมีปลายจุกกลมมน รูปทรงระฆัง
– จุกนมปลายแบนเรียบ มีคอและฐานกว้าง เวลาลูกดูดจะให้ความรู้สึกคล้ายดูดนมจากเต้านมแม่
– จุกนมปลายแหลมแบน เป็นชนิดที่ถูกออกแบบมาให้รองรับเพดานปาก เหงือก และลิ้นของทารก โดยปลายที่แบนออกจะวางตัวพอดีบนลิ้นขณะเด็กดูดนม รวมทั้งจุกนมยังมีลักษณะของคอหรือฐานจุกนมที่แตกต่าง คือมีทั้งแบบคอกว้าง และคอแคบ

จุกนมคอกว้าง คอแคบ ต่างกันอย่างไร?

จุกนมคอกว้าง …ใช้กับขวดนมคอกว้าง

ส่วนใหญ่ใช้กับขวดนมคอกว้างขนาด 4 ออนซ์ สำหรับลูกอายุ 3 – 6 เดือน (ใช้จุกนมไซส์ M) และขนาด 8 ออนซ์ สำหรับลูกอายุ 6 เดือนขึ้นไป  (ใช้จุกนมไซส์ L) แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาทำขนาด 2 ออนซ์(ใช้จุกนมไซส์ S) สำหรับลูกน้อยวัยแรกเกิด -3 เดือนด้วย

ข้อดี :

  • ฐานของจุกนมมีความกว้าง  คล้ายฐาน หรือลานของเต้านมแม่
  • ออกแบบคล้ายนมแม่ ทำให้ลูกใช้วิธีการดูดคล้ายนมแม่  ลูกจึงดูดนมได้อย่างคุ้นเคย
  • ลูกน้อยไม่ต้องกลืนอากาศในขณะดูดนม  ลดปัญหาท้องอืด ท้องเฟ้อ หรือลดอาการโคลิก
  • คอจุกนมที่กว้างและมักมีปลายจุกแบนคล้ายเต้านมแม่ กระตุ้นลูกน้อยดูดนมแม่จากขวดได้ราบรื่น ใช้สลับระหว่างขวดนมกับเต้านมแม่ได้ดี    ลูกน้อยไม่สับสนหรือแตกต่างระหว่างดูดนมแม่กับดูดนมจากขวด  ลูกจึงกินนมแม่ที่ปั๊มไว้ได้ง่าย  และยังสะดวกหากต้องการฝึกให้ลูกเปลี่ยนมากินนมผงเมื่อโตขึ้นด้วย
  • น้ำนมไม่หกหรือเปื้อนง่าย เพราะจุกนมคอกว้างลักษณะนี้ ออกแบบมาให้ลูกน้อยต้องใช้แรงดูดหรือยกขวดนมขึ้น น้ำนมจึงจะไหลออกได้
  • ทำความสะอาดง่ายและทั่วถึง เพราะคอจุกนมกว้าง

ข้อเสีย :

  • ราคาค่อนข้างสูง
  • ต้องใช้คู่กับขวดนมคอกว้างที่มีขนาดขวดที่กว้างและใหญ่ จึงอาจทำให้ลูกถือเองได้ยากและใช้พื้นที่ในการวางหรือเก็บ

จุกนมคอแคบ…ใช้กับขวดนมคอแคบ

จุกนมคอแคบ เป็นจุกที่คุณแม่รู้จักและใช้กันมานาน จะใช้จุกคอแคบนี้กับขวดนมคอแคบซึ่งมักมีอยู่ 3 ขนาด ได้แก่ ใช้จุกนมไซส์ S กับขวดนมขนาด 2 ออนซ์ สำหรับเบบี๋แรกเกิด – 3 เดือน  จุกนมไซส์ M ใช้กับขวดขนาด 4 ออนซ์ สำหรับลูกวัย 3 – 6 เดือน  และจุกนมไซส์ L ใช้กับขวดขนาด 8 ออนซ์ สำหรับลูกวัย 6 เดือนขึ้นไป

ข้อดี :

  • ราคาค่อนข้างถูก  หาซื้อง่าย มีขายอยู่ทั่วไป
  • เริ่มมีการออกแบบให้เหมือนนมแม่ โดยบางรุ่นหรือยี่ห้ออาจมีวาล์วหรือระบบลดการกลืนลมเข้า ป้องกันอาการแน่นท้อง ท้องอืดของลูกน้อยได้
  • ลูกดูดนมได้สะดวก  แม้จะนั่ง หรือนอน ก็ดูดนมได้โดยไม่ต้องยกขวดขึ้น

ข้อเสีย :

  • อาจทำให้ลูกดูดลมหรืออากาศเข้าไปได้ง่าย เสี่ยงต่อการแน่นท้อง ท้องอืด และอาการโคลิก (ยกเว้นรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันลูกดูดลม)
  • น้ำนมไหลออกได้ง่าย แค่เอียงขวดนม  จึงทำให้นมหกเลอเทอะง่าย
  • อาจทำให้ลูกสับสนระหว่างการดูดนมขวดกับนมแม่ได้ เพราะใช้วิธีการดูดแตกต่างกัน
  • เพราะจุกนมทำให้ดูดนมง่าย จึงอาจทำให้ลูกน้อยติดจุกนม และไม่ยอมดูดนมจากเต้าคุณแม่อีกต่อไป ทำให้ไม่เกิดการดูดเต้านมเพื่อกระตุ้นน้ำนมแม่ให้มาอย่างต่อเนื่องได้
  • จุกนมคอแคบ ทำความสะอาดยาก ล้างอาจไม่ทั่วถึง

เมื่อคุณแม่รู้แล้วว่าบ้านเราควรจะเลือกจุกนมแบบไหน ก็สามารถดูข้อมูลและเลือกซื้อหากันได้เลย  อย่าลืมดูจุกนมที่มีมาตรฐานความปลอดภัย ใช้วัสดุปลอดสารอันตราย  และเลือกยี่ห้อที่ไว้วางใจได้ เท่านี้ลูกน้อยก็กินนมได้เต็มอิ่มและมีความสุขแน่นอน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

BabyGift Grand Opening ฉลองเปิดสาขาใหม่ “ปิ่นเกล้า-ราชพฤกษ์” สาขาที่ 7 อย่างเป็นทางการตอกย้ำความเป็นผู้นำร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก BabyGift พร้อมที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณพ่อ-คุณแม่และลูกน้อยในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ” The Best Gift for your Baby ” ​ ขอขอบคุณ แบรนด์ Partner ผู้บริหาร และคณะกรรมการทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่มาร่วมงาน และคอยสนับสนุนเบบี้กิ๊ฟอย่างดีตลอดมาค่ะ Attitude Mom Thailand : เครื่องปั๊มนม 5 โหมด อัจฉริยะ กรวยซิลิโคนแท้ Spectra Thailand เครื่องปั้มนม Iflin baby PUR Thailand Mellow for Kids ผ้ารองกันน้ำ100% เมลโล่ Bambies Thailand Baby Natura Beaba Thailand Luxury Baby […]

โยคะ ช่วยอะไรคุณแม่ได้บ้าง ชวนคุณแม่เริ่มฝึก 3 ท่าโยคะง่ายๆ ท่านอน  ท่าไหว้พระอาทิตย์ ท่าภูเขา คุณแม่คววรู้หลังทำโยคะคุณแม่ไม่ควรอาบน้ำ หรือทานอาหารทันที ควรพัก 30–60นาที เพื่อให้ร่างกายช่วงหลังคลอดมีโอกาสปรับตัว เมื่อคุณแม่แข็งแรงดีแล้ว ค่อยเปลี่ยนจากการทำโยคะมาออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขอบคุณข้อมูลจาก : Morther&care

ลูกน้อยที่ทั้งฉลาดและอารมณ์ดี คือลูกน้อยที่คุณแม่ทุกๆ บ้านใฝ่ฝัน ว่าแต่คุณแม่ทราบมั้ยคะว่า ทั้งความฉลาดและความอารมณ์ดีนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของโชคหรือดวงหรอกนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถปลูกฝังและฟูมฟักได้ตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในท้อง สำหรับบทความนี้ เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณแม่ท่านไหนก็ทำได้ที่บ้านมาฝากกัน ลองไปดูกันเลยค่ะ 1. อารมณ์ลูกเริ่มจากแม่ คุณแม่อาจจะเคยได้ยินมาว่าอารมณ์ของคุณแม่จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นเลยที่บอกว่าแม่ที่เครียดตอนตั้งครรภ์ หรือเป็นซึมเศร้านั้นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพและอารมณ์ของลูกน้อย อันนี้ก็เพราะว่ามันจะมีฮอร์โมนตัวนึงที่เรียกว่าคอร์ติซอล ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยในท้องค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าคุณแม่ทำอารมณ์ตัวเองให้ดีและสดใสอยู่เสมอ ร่างกายก็จะลดการหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลเสียตัวนี้ แล้วก็ไปเพิ่มฮอร์โมนตัวดี ที่ไปช่วยกระตุ้นการพัฒนาและการรับรู้ต่างๆ แทนนั่นเองค่ะ 2. อ่านนิทานให้ลูกน้อยฟัง ลูกน้อยจะเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณแม่ตั้งแต่ 2-3 เดือนเลยนะ แถมพอเข้าเดือนที่ 3-4 ประสาทหูก็จะทำงานดีขึ้นด้วยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่ก็เริ่มพูดคุยกับเค้าตอนนี้ได้เลย นอกจากนี้ คุณแม่ยังควรจะอ่านนิทานให้เค้าฟัง เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการด้านการได้ยินของลูกน้อยแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณแม่อีกด้วยนะ 3. เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม อาหารที่เหมาะสมจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตและการสร้างเซลล์ต่างๆ ส่วนอาหารที่คุณแม่ควรรับประทานก็อย่างเช่น 4. ส่องไฟกระตุ้นการมองเห็น ตอนอายุครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มพัฒนาด้านการมองเห็น และจะสามารถเห็นแสงไฟส่องทะลุผนังหน้าท้องของคุณแม่เข้ามาได้ค่ะ เพราะฉะนั้นการส่องไฟที่หน้าท้องก็ถือว่าเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการและเซลล์สมองส่วนรับภาพได้เหมือนกันนะ วิธีการเล่นกับลูกน้อยด้วยการใช้ไฟส่องก็คือ ให้คุณแม่ใช้ไฟฉายมาวนเป็นวงกลมที่หน้าท้องรอบๆ สะดือ ลูกจะขยับตอบรับกับแสงไฟนั้นให้คุณแม่รู้สึกได้ […]

ผิวของเด็กบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า โดยเฉพาะแสงแดดในประเทศไทยที่ค่อนข้างแรง การเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวลูกจากรังสี UV และลดการระคายเคืองได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกได้ง่ายขึ้นในไม่กี่ขั้นตอน 1. เลือกสูตรสำหรับ “เด็กโดยเฉพาะ” (Baby / Kids Formula) ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Baby / Kids / Sensitive Skin ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Hypoallergenic) เพราะสูตรเหล่านี้จะอ่อนโยน ไม่มีสารที่อาจระคายเคืองผิวเด็ก 2. เลือกแบบ Physical Sunscreen (กันแดดแบบสะท้อนแสง) เช็คที่ส่วนผสม เช่น Zinc Oxide Titanium Dioxide ไม่ซึมเข้าสู่ผิว อ่อนโยน เหมาะกับเด็กเล็ก ลดโอกาสแพ้ 3. ค่า SPF และ PA ควรเท่าไหร่? SPF 30–50 เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป PA+++ หรือ PA++++ ป้องกัน UVA ได้ดี […]

 คาร์ซีทหมุนได้ จำเป็นต่อคุณพ่อ คุณแม่อย่างไร คุณพ่อและคุณแม่ทุกคน พยายามและสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยเสมอ เพราะลูกน้อยคือแก้วตาดวงใจของคุณพ่อและคุณแม่ แต่จะดีกว่าไหมถ้าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยยังสร้างความสะดวกสบายสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ไปพร้อมกัน           การเลือกซื้อคาร์ซีทก็เหมือนกัน นอกจากจะดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน ต่อทั้งกับคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยอีกด้วย และหนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในการใช้คาร์ซีท อย่างปัญหาการอุ้มลูกน้อยเวลาขึ้นลงรถ หรือปัญหาที่จอดรถแคบเกินไป ที่ทำให้การอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถลำบาก อาจจะชนกับรถ หรือกำแพง ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้ง คุณพ่อ คูณแม่ และลูกน้อยได้ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณพ่อ และคุณแม่เลือกใช้คาร์ซีทแบบ Convertible Carseat คาร์ซีทหมุนได้ 2 ทิศทาง หรือคาร์ซีทที่หมุนได้ 360 องศา ที่นอกจากปกป้องลูกน้อยได้แล้ว ยังเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้คาร์ซีทหมุนได้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ทาง Baby Gift จึงขอพา คุณพ่อ คุณแม่ มาเข้าใจถึงข้อดีของคาร์ซีทหมุนได้กันค่ะ ข้อดีของการใช้ คาร์ซีทหมุนได้ 1.คุณพ่อ และคุณแม่ สะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถ           […]

เนื้องอกในมดลูก (Myoma Uteri) แค่ฟังชื่อก็น่ากลัวแล้วใช่มั้ยล่ะคะ แต่ความจริงเนื้องอกชนิดนี้เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับพวกเนื้องอกของผู้หญิงที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นๆ ในช่วงเริ่มต้นเจ้าเนื้องอกนี้จะมีขนาดเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียวเองค่ะ แต่ขนาดของมันจะค่อยๆ ใหญ่ขึ้นถ้าได้รับการกระตุ้นโดยฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และขนาดจะเล็กลงได้หากไม่ได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนชนิดนี้ เพราะอย่างนี้เราจึงมักจะพบเนื้องอกในมดลูกในผู้หญิงที่ยังมีประจำเดือนอยู่ และเมื่อหมดประจำเดือนเนื้องอกนี้ก็จะค่อยๆ เล็กลงและหายไปเองในที่สุดค่ะ เนื้องอกในมดลูกขณะตั้งครรภ์เป็นแบบไหนกันนะ? เนื้องอกในมดลูกจะมีลักษณะเป็นก้อนกลมๆ โดยจะแทรกอยู่ตามที่ต่างๆ บนผนังมดลูกค่ะ อาจจะอยู่ตรงกลางของผนังมดลูก หรืออยู่บนผนังค่อนมาทางโพรงของมดลูก บางรายอาจถึงขนาดยื่นลงมาผ่านปากมดลูกยาวมาถึงช่องคลอดเลยก็ได้ค่ะ แล้วอาการล่ะจะเป็นแบบไหน? เนื่องจากเนื้องอกชนิดนี้จะเติบโตอย่างช้าๆ คุณแม่ส่วนใหญ่จึงจะไม่ทราบว่าตนมีเนื้องอกนี้อยู่จนกว่าคุณหมอจะตรวจพบ อย่างไรก็ตามอาการที่สังเกตได้จากการมีเนื้องอกในมดลูกนั้นจะมีลักษณะดังข้างล่างนี้ค่ะ แต่ว่าคุณแม่อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะอาการที่กล่าวมาข้างต้นนั้นก็เป็นอาการปกติที่พบในคุณแม่ท้องทั่วไปต่อให้ไม่มีเนื้องอกในมดลูกนะ ถ้าพบเนื้องอกในมดลูกตอนตั้งครรภ์แล้วจะเกิดอะไรขึ้น? ส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดเนื้องอกค่ะ แต่ว่าถ้าเกิดเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจจะเบียดดันมดลูก ทำให้มดลูกโตได้ไม่เต็มที่และอาจทำให้เกิดการเจ็บท้องคลอดก่อนกำหนด หรือถ้าหากเนื้องอกไปอยู่ที่ด้านล่างแล้วก็อาจจะไปขวางตรงส่วนของช่องคลอด คุณแม่จึงไม่สามารถคลอดเองได้แต่จะต้องผ่าคลอดค่ะ แต่ในบางราย หากเนื้องอกดันเข้าไปในโพรงมดลูกมาก ก็อาจส่งผลทำให้แท้งลูกในท้องได้ค่ะ เนื้องอกในมดลูกขณะตั้งครรภ์รักษาให้หายได้ไหมนะ? โดยปกติแล้วคุณหมอจะไม่ทำการรักษาเนื้องอกนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้ยาหรือผ่าตัดค่ะ เพราะว่ายาไม่ได้ช่วยให้เนื้องอกยุบลง ส่วนการผ่าตัดก็เป็นการเสี่ยงที่จะทำให้คุณแม่เสียเลือดมากและแท้งบุตรค่ะ นอกจากนี้ คุณแม่อาจจะต้องถูกตัดมดลูกทิ้งหากเลือดออกมากจนไม่สามารถควบคุมได้ ตามหลักการแล้วคุณหมอจะเริ่มทำการรักษาเมื่อคุณแม่คลอดลูกน้อยได้อย่างน้อย 3 เดือน เพราะในคุณแม่บางรายเนื้องอกมีขนาดเล็กลงหลังคลอดจนไม่ต้องทำการรักษาก็มีค่ะ แต่ในบางรายก็อาจโตขึ้นจนต้องตัดมดลูกทิ้งเลยค่ะ คู่แต่งงานคู่ไหนที่วางแผนอยากมีลูกน้อยเป็นโซ่ทองคล้องใจ ก็อย่าลืมแวะไปตรวจร่างกายกับคุณหมอเสียก่อนนะคะ จะได้เตรียมพร้อมร่างกายให้แข็งแรง หากเจอเนื้องอกในมดลูกก็จะได้รักษาให้เรียบร้อยเสียก่อน จะได้สบายใจไม่ต้องมานั่งเครียดให้เสียสุขภาพนะ

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid