รวม 10 รุ่น คาร์ซีทเด็กโต (อัปเดตปี 2025) พร้อมคำแนะนำเลือกยังไง ? เมื่อไหร่ถึงควรเปลี่ยนคาร์ซีท
ถึงเวลาเปลี่ยนคาร์ซีทกันแล้วหรือยังคะ ?
เชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่ที่เข้ามาอ่านบทความนี้ก็คงจะมีประสบการณ์เลือกคาร์ซีทเด็กเล็กกันมาบ้างแล้ว ตอนนี้กำลังมองหาคาร์ซีทเด็กโตให้กับเจ้าตัวน้อยที่กำลังนั่งตัวเดิมแล้วดูอึดอัดกันอยู่ใช่หรือเปล่าคะ ? ในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณพ่อคุณแม่มาดู 10 รุ่นคุณภาพดี พร้อมกับแนะนำการเลือกคาร์ซีทสำหรับเด็กโตกัน ลองมาดูกันว่า เมื่อเจ้าตัวเล็กของเราเริ่มจะโตขึ้น เราต้องใส่ใจกับเรื่องอะไรบ้าง มีคาร์ซีทรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ มาหาคำตอบกันได้จากบทความนี้ค่ะ
10 คาร์ซีทเด็กโตคุณภาพดี แนะนำรุ่นฮิต ถูกใจคุณพ่อคุณแม่ by babyGift !
การเลือกคาร์ซีทนั้น นอกจากจะเลือกตามอายุ น้ำหนัก หรือส่วนสูงของลูกน้อยแล้ว อายุการใช้งานของคาร์ซีทก็เป็นสิ่งที่เราควรจะพิจารณาเป็นพิเศษ ก่อนที่เราจะไปดูคาร์ซีทสำหรับเด็กโตทั้ง 10 รุ่นที่ BabyGift แนะนำ จะขอพาผู้อ่านทุกคนมาทำความเข้าใจเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสำคัญ และประเด็นต่างๆ ที่ควรจะพิจารณาก่อนเปลี่ยนคาร์ซีทกันก่อนค่ะ
คาร์ซีทเด็กโต จำเป็นไหม ? ทำไมเด็กโตถึงยังต้องใช้คาร์ซีท

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ให้ลูกนั่งคาร์ซีทตั้งแต่เป็นยังเป็นเด็กเล็กก็คงจะไม่มีปัญหาเรื่องการฝึกลูกนั่งคาร์ซีท แต่สำหรับบ้านไหนที่เด็กๆ เริ่มโตแล้ว และจะต้องนั่งคาร์ซีทตามข้อกฏหมายอันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. 2566 เป็นต้นมา ก็ไม่ต้องกังวลไปนะคะ การฝึกลูกนั่งคาร์ซีทไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป แต่ก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะเกิดคำถามในใจว่า คาร์ซีทสำหรับเด็กโต มีความจำเป็นไหม ? ซึ่งคาร์ซีทสำหรับเด็กโตนั้น เป็นอุปกรณ์เสริมช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็ก ๆ ในขณะที่นั่งรถยนต์เช่นเดียวกันกับคาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก
ซึ่งโดยหลักการแล้ว ควรให้เด็กนั่งคาร์ซีทตั้งแต่เล็ก ๆ เนื่องจากเบาะรถยนต์และสายเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อรองรับกับผู้โดยสารที่เป็นเด็กและมีส่วนสูงน้อยกว่า 150 เซนติเมตร หากเด็กใช้งานสายเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ สายเข็มขัดมักจะพาดตรงบริเวณลำคอ หรือ บริเวณใบหน้า ทำให้เด็กๆ ต้องดึงสายเข็มขัดลงมา จนอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ไม่ปลอดภัย และถ้าหากมีการเบรกรถรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน อาจเกิดอันตรายทำให้เด็กๆ บาดเจ็บได้ เช่น สายเข็มขัดกระแทกลำคอ กระแทกที่ใบหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทสำหรับเด็กโต และบูสเตอร์ซีท ที่มีการออกแบบเบาะและโครงสร้าง เพื่อทดแทนเบาะรถยนต์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องตัวเด็ก ด้วยการเพิ่มความสูงของเบาะที่นั่ง พร้อมเสริมฟังก์ชั่นความปลอดภัย ที่จะช่วยให้เด็กๆ นั่งสบาย และปลอดภัยมากขึ้นเมื่อต้องเดินทาง
คาร์ซีทเด็กโตมีกี่แบบ ?
คาร์ซีทสำหรับเด็กโตสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
1. คาร์ซีทสำหรับเด็กโต Forward Facing หรือ Combination Seat
คาร์ซีทแบบนี้ เหมาะใช้เป็นคาร์ซีทตัวที่ 2 ให้กับลูก ใช้งานแบบหันหน้าไปหน้ารถอย่างเดียว บางรุ่นมีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทได้ในตัวเดียว จึงใช้งานได้ยาวนาน ส่วนใหญ่จะใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1 – 12 ปี ตัวคาร์ซีทจะมีลักษณะเบาะกว้าง พนักพิงใหญ่และสูง เพื่อทำให้เด็กนั่งได้สบายและเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเด็ก
ข้อดี
- โครงสร้างใหญ่ เบาะกว้าง ทำให้ลูกนั่งสบาย ไม่อึดอัด
- พนักพิงจะปรับความสูงได้เยอะ เพื่อรองรับสรีระเด็กได้ตามวัย
- บางรุ่นปรับเป็นบูสเตอร์ซีทได้ในตัวเดียว ใช้งานได้นาน
- วัสดุรองรับแรงกระแทกมีความแข็งแรง ทำให้คาร์ซีทมีความปลอดภัยสูง
ข้อเสีย
- บางรุ่นจะมีน้ำหนักเยอะ เคลื่อนย้ายไม่ค่อยสะดวก
- บางรุ่นไม่สามารถปรับเบาะเอนนอนได้ อาจทำให้เด็กนอนหลับไม่สบาย ควรเลือกแบบปรับเอนได้

2. Booster seat
สำหรับบูสเตอร์ซีท จะแบ่งย่อยได้ 2 แบบ คือ บูสเตอร์ซีทแบบมีพนักพิง และ บูสเตอร์ซีทแบบไม่มีพนักพิง โดยมีรายละเอียดดังนี้
บูสเตอร์ซีทแบบไม่มีพนักพิง
จะเป็นเบาะรองนั่ง น้ำหนักเบา พกพาสะดวก ฟังก์ชั่นหลัก ๆ จะช่วยเพิ่มความสูงให้เด็กๆ เพื่อให้คาดเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ได้อย่างพอดี สายเข็มขัดไม่รัดคอ เหมาะกับเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป
ข้อดี
- มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก สามาถพกเดินทางไปต่างประเทศได้
ข้อเสีย
- ไม่มีพนักพิงรองรับสรีระ เด็กจะพิงเบาะรถยนต์แทน
- ถ้าหากไม่มีตัวปรับสายเข็มขัด อาจทำให้เข็มขัดนิรภัยรัดจนเกินไป หรือ สายเข็มขัดอาจพาดที่คอของเด็กได้

บูสเตอร์ซีทแบบมีพนักพิง
บูสเตอร์ซีทมีพนักพิงจะช่วยให้นั่งสบายมากขึ้น นอกจากเพิ่มความสูงให้เด็กๆ คาดเข็มขัดนิรภัยของรถยนต์ได้อย่างพอดี สายเข็มขัดไม่รัดคอ ยังมีฟังก์ชั่นความปลอดภัยเสริมอีกด้วย เหมาะกับเด็กอายุ 4 ปีขึ้นไป BabyGift เคยเขียนเรื่องบูสเตอร์ซีทเอาไว้แล้ว สามารถอ่านเพิ่มเติมได้อีกนะคะ
ข้อดี
- มีพนักพิงสูงใหญ่ หนานุ่ม จะช่วยให้เด็กนั่งพิงได้สบายมากขึ้น
- มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยเสริม เช่น ซัพพอร์ตข้างศีรษะหนา กันกระแทกได้อย่างปลอดภัย
ข้อเสีย
- บางรุ่นมีน้ำหนักเยอะ อาจเคลื่อนย้ายบ่อยไม่สะดวก
- บูสเตอร์ซีทที่มีพนักพิง ตัวเบาะจะกว้าง ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง
เมื่อไหร่ที่ควรเปลี่ยนคาร์ซีทให้ลูก ? และจะเลือกอย่างไรดี ?
การเลือกซื้อประเภทคาร์ซีทโดยทั่วไปนั้น จะพิจารณาจากน้ำหนักและส่วนสูงของเด็ก รวมถึงอายุของเด็ก ซึ่งสามารถแบ่งประเภทคาร์ซีทตามเกณฑ์ของลูกได้ดังนี้
- เด็กแรกเกิด – 3 ปี : ควรใช้คาร์ซีทสำหรับทารกที่เป็นแบบปรับให้หันหน้าไปด้านหลังรถ (Rear – Facing Car Seat) หรือมีน้ำหนักไม่เกิน 13 กิโลกรัม
- เด็กอายุ 3 – 6 ปี ควรใช้คาร์ซีทเป็นที่นั่งแบบหันหน้ามาด้านหน้า (Forward – Facing Car Seat) หรือมีน้ำหนักประมาณ 9 – 18 กิโลกรัม
- เด็กอายุ 4 – 12 ปี : ควรใช้ Booster Seat หรือคาร์ซีทที่เป็นที่นั่งแบบหันหน้ามาด้านหน้า สำหรับเด็กโตใช้ร่วมกับเข็มขัดนิรภัยปกติ (ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและส่วนสูง)
ซึ่งการพิจารณาเปลี่ยนคาร์ซีทให้ลูกนั้น อาจดูจากน้ำหนักและอายุของลูกว่า ควรใช้คาร์ซีทประเภทใด และคาร์ซีทที่ใช้ในปัจจุบันมีขนาดเล็กเกินกว่าอายุและน้ำหนักของลูกหรือไม่ หากลูกของเราถึงเกณฑ์ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้คาร์ซีทเด็กโตแล้ว ก็ควรเปลี่ยนเพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบายของลูกค่ะ และถ้าลูกมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป หรือมีความสูงมากกว่า150 เซนติเมตร ก็สามารถนั่งรถได้ตามปกติโดยไม่ต้องใช้คาร์ซีท และควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งขณะโดยสารรถยนต์ และนอกจากนี้ การพิจารณาอายุการใช้งานของคาร์ซีทก็สำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ผลิตจะระบุเวลาคุณภาพการใช้งานระหว่าง 7 – 10 ปี หากคาร์ซีทมีอายุการใช้งานมากกว่านี้ก็สมควรเปลี่ยนใหม่ เพราะอาจมีการเสื่อมสภาพ และอาจป้องกันลูกน้อยจากการบาดเจ็บหากเกิดอุบัติเหตุได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ซึ่งสามารถอ่านบทความวิธีตรวจสอบวันหมดอายุของคาร์ซีท ที่ BabyGift ได้เคยเขียนเอาไว้แล้วเป็นข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยนะคะ
คาร์ซีทเด็กโต 10 รุ่นน่าใช้ อัปเดตปี 2025 ที่ BabyGift แนะนำ

1. คาร์ซีท Ailebebe รุ่น Papatto Premium
คาร์ซีท Ailebebe สำหรับตั้งแต่เด็กเล็กถึงเด็กโต รุ่นนี้มี Head Support หนานุ่มถึง 3 ชั้น ช่วยป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง ช่วยปกป้องศีรษะและลำคอของเด็กได้เป็นอย่างดี หมอนนุ่ม ระบายอากาศได้ดี นอนพิงได้สบายมากขึ้น ปรับเอนตามเบาะรถยนต์ได้มากถึง 120 องศา ให้ลูกได้นั่งสบาย พร้อมมั่นใจในความปลอดภัย
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป ECE R44/04
- ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ ประคองหลังและโอบอุ้มร่างกายให้นั่งสบายตลอดทาง
- มี Top Tether ตะขอเกี่ยวเบาะหลัง ป้องกันคาร์ซีทคว่ำหน้า
- ซัพพอร์ตเป็นหมอนหนานุ่ม 3 ชั้น
- ผ้า Mesh เรียบนุ่ม ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี
- ช่องระบายอากาศด้านหลัง 864 ช่อง ระบายอากาศดี
- พนักพิงปรับได้ตามความสูง ถึง 145 เซนติเมตร
- ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์ ได้ 120 องศา
- ปรับเป็นบูสเตอร์ซีท (Booster Seat) ได้ หรือ จะถอดพนักพิงเป็นบูสเตอร์ซีทแบบพกพาได้
การใช้งาน : เด็กอายุ 1 – 11 ปี หรือ น้ำหนัก 9 – 36 กิโลกรัม หรือมีส่วนสูง 75 – 145 เซนติเมตร
การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX
แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

2. คาร์ซีท Ailebebe รุ่น Swing Moon Premium S Natural
คาร์ซีทสำหรับเด็กโตที่สามารถปรับเอนนอนได้ในตัวถึง 3 ระดับ หมอนมีความหนานุ่ม ให้ลูกนั่งสบายได้ตลอดทาง แถมฟังก์ชั่นป้องกันการกระแทก รองรับสรีระช่วงลำคอเด็กให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและตั้งตรงได้อย่างปลอดภัย พร้อมเบาะที่ซัพพอร์ตสะโพก ไม่ทำให้ลูกเมื่อยขณะนั่ง
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป ECE R44/04
- มีหมอนรองศีรษะหนานุ่ม ปลอดภัยสูง
- มีหมอนรองสะโพก ทำให้นอนสบายขึ้น
- ทำจากผ้าธรรมชาติ สัมผัสนุ่มสบาย
- มีผ้า Mesh เรียบนุ่ม ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี
- ช่องระบายอากาศด้านหลัง ระบายอากาศดี ทำให้ไม่ร้อน
- พนักพิงปรับได้ตามความสูง 120 เซนติเมตร
- ปรับเอนนอนได้ในตัว ถึง 3 ระดับ ปรับได้มากถึง 120 องศา ทำให้ลูกนอนสบาย
- ปรับเป็นบูสเตอร์ซีท (Booster Seat) ได้
การใช้งาน : เด็กอายุ 1 – 7 ปี หรือ น้ำหนัก 9 – 25 กิโลกรัม หรือมีส่วนสูง 75 – 120 เซนติเมตร
การติดตั้ง : ระบบ Belt
แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

3. คาร์ซีท Ailebebe รุ่น Swing Moon Standard
คาร์ซีท Ailebebe รุ่นนี้ มีการ์ดด้านข้างที่หนานุ่ม มีรูปทรงโค้ง ทำให้ลูกพิงสบายได้มากยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันการกระแทกจากด้านข้าง และช่วยปกป้องศีรษะ ลำคอของเด็กๆ ได้อย่างปลอดภัย เบาะปรับเอนได้ในตัวถึง 3 ระดับ ซึ่งเป็นองศาที่เหมาะกับสรีระเด็กโต ช่วยให้นั่งสบายมากขึ้น พักผ่อนได้เต็มที่ตลอดการเดินทาง
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป ECE R44/04
- ผ้า Mesh เรียบนุ่ม ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี
- ช่องระบายอากาศด้านหลัง ระบายอากาศดี
- เบาะหนานุ่ม ไม่ยวบ ยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับและกระจายน้ำหนักที่กดทับได้เป็นอย่างดี
- พนักพิงปรับได้ตามความสูง 120 เซนติเมตร
- ปรับเอนนอนได้ในตัว ถึง 3 ระดับ ปรับได้มากสุด 120 องศา
- ปรับเป็นบูสเตอร์ซีท (Booster Seat) ได้
การใช้งาน : เด็กอายุ 1 – 7 ปี หรือ น้ำหนัก 9 – 25 กิโลกรัม รือมีส่วนสูง 75 – 120 เซนติเมตร
การติดตั้ง : ระบบ Belt
แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

4. คาร์ซีท Ailebebe รุ่น Saratto Premium
คาร์ซีทของ Ailebebe รุ่น Saratto Premium มีความพิเศษคือ ปกป้องเด็กๆ ด้วย Impact Shield ไม่ต้องคาดเข็มขัด ลดความอึดอัดในการนั่งคาร์ซีทได้ดี จึงเหมาะสำหรับเด็กที่ไม่ชอบคาดเข็มคัดโดยเฉพาะ และได้รับรองความปลอดภัยแล้วว่า Impact Shield ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้คาร์ซีทได้
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป ECE R44/04
- ใช้ Impact Shield หรือ ที่กั้นหน้า ช่วยป้องกันการกระแทก เด็กไม่ต้องคาดเบลท์คาร์ซีท ไม่อึดอัด
- บุด้วยผ้า Mesh เรียบนุ่ม ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี
- มีช่องระบายอากาศด้านหลัง ระบายอากาศดี
- ปรับพนักพิงปรับได้ตามความสูง ถึง 145 เซนติมตร
- ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์ 120 องศา
- ปรับเป็นบูสเตอร์ซีท (Booster Seat) ได้ หรือ จะถอดพนักพิงเป็นบูสเตอร์ซีทแบบพกพาได้
การใช้งาน : เด็กอายุ 1 – 11 ปี หรือ น้ำหนัก 9- 36 กิโลกรัม หรือมีส่วนสูง 74 – 145 เซนติเมตร
การติดตั้ง : ระบบ Belt
แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น

5. คาร์ซีท Renolux รุ่น Olymp
หากอยากได้คาร์ซีทเด็กโตที่มีความนุ่มพิเศษ นั่งสบายมากๆ แนะนำเป็นตัวนี้เลยค่ะ ด้วยเทคโนโลยี Softness สิทธิบัตรหนึ่งเดียวของ Renolux ที่เลือกใช้เหล็กเป็นโครงสร้างหลักของคาร์ซีท ฉีดขึ้นรูปห่อหุ้มด้วยโฟมชนิดพิเศษ จึงมีความแข็งแรงทนทาน และดูดซับแรงกระแทกได้มากกว่าคาร์ซีททั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์ อุ่นใจทั้งในเรื่องของความปลอดภัย และความนุ่มสบายเลยล่ะค่ะ
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)
- เบาะนุ่มพิเศษ นั่งสบายเหมือนโซฟาระดับพรีเมี่ยม ด้วยเทคโนโลยี Softness Cushion
- ผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยจาก ADAC เยอรมนี และ TCS สวิตเซอร์แลนด์
- มี Side Protection ป้องกันการชน ช่วยรองรับแรงกระแทกจากอุบัติเหตุด้านข้าง
- มี Top Tether ตะขอเกี่ยวด้านหลังพนักพิงรถยนต์ ช่วยยึดคาร์ซีทไม่ให้เคลื่อนที่
- เนื้อผ้าสัมผัสเย็น ทักถอพิเศษแบบ Topstiches มีลายเส้น ทำให้นุ่ม นั่งสบายมากขึ้น
- ปรับเอนนอนสบายๆ ได้ถึง 108 องศา
- ปรับพนักพิงได้ตามความสูงของเด็ก
- ปรับเป็นบูสเตอร์ซีท (Booster Seat) ได้
การใช้งาน : เด็กตั้งแต่ความสูง 76-150 เซนติเมตร หรือ อายุ 15 เดือน – 12 ปี
การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX
แบรนด์ : ประเทศฝรั่งเศส

6. คาร์ซีท Renolux รุ่น Renofix
คาร์ซีทอีกรุ่นหนึ่งของ Renolux ที่ใช้เทคโนโลยี Softness สิทธิบัตรหนึ่งเดียวของ Renolux ทำให้มีความแข็งแรงทนทาน และนั่งได้สบาย มีความนุ่มพิเศษ รองรับแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม มีขนาดใหญ่ ให้ลูกน้อยได้นั่งสบายไม่มีอึดอัด ปรับเอนนอนได้ถึง 4 ระดับด้วยระบบ ISOFIX
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป ECE R44/04
- ผ่านการทดสอบความปลอดภัยจาก ADAC เยอรมนี และ TCS สวิตเซอร์แลนด์
- เบาะหนานุ่ม เหมือนยกโซฟามาไว้บนรถ ด้วยเทคโนโลยี Softness Cushion
- รองรับการกระแทกได้ดี ลดการสั่นสะเทือนได้ถึง 40%
- เบาะไม่ดูดซับความร้อนจากร่างกาย นั่งแล้วเย็นสบาย
- ผ้า CoolSoft สัมผัสเย็น ทักถอแบบ Topstiches มีลายเส้น นั่งสบายมากขึ้น
- ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์
- พนักพิงนุ่ม ปรับพนักพิงศีรษะได้ตามความสูงถึง 150 เซนติเมตร
- มีที่พักแขน นั่งสะดวกสบายมาก
การใช้งาน : เด็กอายุ 4 – 11 ปี หรือมีน้ำหนัก 15 – 36 กิโลกรัม หรือมีความสูง 100 เซนติเมตรขึ้นไป
การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX
แบรนด์ : ประเทศฝรั่งเศส

7. บูสเตอร์ซีท Renolux รุ่น Jet
หากกำลังมองหาบูสเตอร์ซีท แนะนำเป็นตัวนี้เลยค่ะ ใช้เทคโนโลยี Softness Cushion อีกเช่นเดียวกัน ทำให้ลูกนั่งได้สบาย ไม่มีเมื่อย ติดตั้งได้ง่ายด้วยสายเข็มขัดนิรภัย 3 จุด เบาะนั่งมีขนาดกว้าง นั่งสบาย มาพร้อมที่พักแขน เหมาะกับการเดินทางในระยะสั้น และครอบครัวที่เปลี่ยนรถยนต์เป็นประจำ
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป ECE R 44/04
- เบาะนุ่มพิเศษ นั่งสบายเหมือนโซฟา ด้วยเทคโนโลยี Softness Cushion
- รูปทรงออกแบบให้เหมาะกับสรีระเด็กโต นั่งสบายแม้เดินทางไกล
- เนื้อผ้าสัมผัสเย็น ทักถอพิเศษมีลายเส้น นั่งสบายมากขึ้น
- สะดวกพกพาเดินทาง และครอบครัวที่เปลี่ยนรถยนต์เป็นประจำ
การใช้งาน : เด็กอายุ 4 -11 ปี หรือ น้ำหนัก 15 – 36 กิโลกรัม หรือมีความสูง 100 เซนติเมตรขึ้นไป
การติดตั้ง : ระบบ Belt
แบรนด์ : ประเทศฝรั่งเศส

8. คาร์ซีท PRINCE & PRINCESS รุ่น Mark 12
คาร์ซีทสำหรับเด็กอายุ 3 – 12 ปี ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป ECE R 44/04 มี Safety Head Guard ป้องกันการกระแทกบริเวณศีรษะได้ดี มาพร้อม Safety Standard รองรับแรกกระแทกได้ดี ปกป้องลูกได้อย่างมั่นใจ ตัวคาร์ซีทรองรับสรีระลูกทุกช่วงวัย ใช้งานได้อย่างยาวนาน
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป ECE R 44/04
- เมื่อปรับพนักพิงศีรษะให้สูงขึ้น พนักพิงด้านข้างจะขยายออกไปพร้อมกัน รองรับกับสรีระของเด็กที่เจริญเติบโตขึ้น
- ที่ล็อกสายเข็มขัดนิรภัย ช่วยให้สายอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ไม่รั้งคอ
- ปรับระดับพนักพิงศีรษะได้ 10 ระดับ
- ปรับเอนหลังได้ 3 ระดับ สูงสุด 104 องศา
- มีที่วางแก้วน้ำ และนวมหุ้มเข็มขัดนิรภัย
- บุด้วยเนื้อผ้า Twill Cationic ให้สัมผัสนุ่ม มีความยืดหยุ่น
- เบาะใช้ Memory Foam กระจายน้ำหนัก และลดแรงกดทับบริเวณพื้นผิว
- โครงสร้างใช้วัสดุ Polypropylene (PP) และ EPS Foam รองรับแรงกระแทกได้ดี
การใช้งาน : เด็กอายุ 3-12 ปี ที่มีน้ำหนัก 15 – 36 กิโลกรัม
การติดตั้ง : ระบบ Belt และ ISOFIX

9. คาร์ซีท Kinderkraft รุ่น Xpand
คาร์ซีทสำหรับเด็กโตที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรป มี H – Guard System ที่ช่วยปกป้องศีรษะและต้นคอจากแรงกระแทกเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน พร้อมพนักพิงแบบป้องกันการชนจากด้านข้างขนาดใหญ่ และมีที่วางแขนเพิ่มความปลอดภัย ออกแบบพิเศษตามสรีระเด็ก
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป ECE R 44/04
- มีที่ล็อกสายเบลท์ ปรับระดับได้ ป้องกันไม่ให้สายเบลท์พาดคอเด็ก
- เบาะหนานุ่ม นั่งสบาย
- วัสดุหนา รองรับการกระแทกได้ดี
- ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์
- พนักพิงนุ่ม ปรับพนักพิงศีรษะได้ตามความสูง ถึง 150 เซนติเมตร
- บุด้วยผ้า WOOL สัมผัสนุ่ม สบายผิว
- มีที่พักแขน นั่งสะดวกสบายมาก
การใช้งาน : เด็กอายุ 3 – 12 ปี หรือ ส่วนสูง 100 เซนติเมตรขึ้นไป
การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX
แบรนด์ : ประเทศเยอรมันนี

10. คาร์ซีท Kinderkraft รุ่น Comfort Up
คาร์ซีทสำหรับเด็กโตจากแบรนด์ Kinderkraft ที่มีการรองรับมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป R129 (i – Size) จากประเทศเยอรมนี มีน้ำหนักเบาเพียง 6 กิโลกรัม เคลื่อนย้ายได้สะดวก รองรับการใช้งานยาวนานถึง 12 ปี โครงสร้างคาร์ซีทใหญ่ แข็งแรง ดูดซับแรงกระแทกได้ดี ซัพพอร์ตหนานุ่ม ให้ลูกน้อยนั่งได้สบาย
จุดเด่น
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)
- น้ำหนักเบาเพียง 6 กิโลกรัม ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก
- บุด้วยผ้า MESH เรียบนุ่มตามช่วงตัว ช่วยให้เย็นสบาย ระบายอากาศได้ดี
- ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์ 100 องศา ทำให้ลูกนอนสบายมากขึ้น
- ใช้งานได้ทั้งแบบหันหน้าไปหน้ารถ (Forward Facing) และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทเด็กโต (Booster Seat)
- มี Head Support หนา 3 ชั้น ปกป้องศีรษะและลำคอเด็กได้อย่างแน่นหนา
- การ์ดด้านข้างแข็งแรง ป้องกันการกระแทกได้อย่างปลอดภัย
การใช้งาน : เด็กอายุ 15 เดือน – 12 ปี หรือ ส่วนสูง 76 – 150 เซนติเมตร
การติดตั้ง : ระบบ Belt
แบรนด์ : ประเทศเยอรมันนี
การเลือกคาร์ซีทเด็กโตให้ลูกของเรานั้น ก็ต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก หากคาร์ซีทตัวเดิมที่มีอยู่ดูจะเล็กเกินไปสำหรับลูกของเรา ก็อาจถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนคาร์ซีทตัวใหม่ให้กับลูก ซึ่งก็มีหลากหลายแบรนด์ หลากหลายรุ่น หลากหลายแบบให้เลือกด้วยกัน หากคุณพ่อคุณแม่ท่านใดต้องการสอบถามรายละเอียดของสินค้าเพิ่มเติม ก็สามารถสอบถามมาได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการคัดสรรคาร์ซีทที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่สามารถพาเด็กๆ มาลองนั่งคาร์ซีทได้ทุกรุ่น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ
อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก : https://www.princsuvarnabhumi.com/news/car-seat
www.samitivejhospitals.com/th/article/detail/ลูกนั่ง-car-seat

สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam) เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]
เค้าว่ากันว่าท้องอ่อนเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการแท้งมากที่สุด เพราะฉะนั้นคุณแม่ส่วนใหญ่จึงกลัวที่จะออกกำลังกายมากโดยเฉพาะการวิ่ง อันที่จริงแล้ว การแท้งส่วนใหญ่นั้นจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนที่มีอายุมาก โดยจะมีอัตราความเสี่ยงที่สูงกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อยค่ะ สาเหตุของการแท้งส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือความผิดปกติของตัวคุณแม่เอง อย่างผู้ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ หรือมีโรคประจำตัว นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป หรือแม้แต่การใช้สารเสพติดก็นำไปสู่การแท้งได้เช่นเดียวกัน ส่วนคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อนหน้านี้ ก็มีโอกาสแท้งซ้ำได้สูงมากเหมือนกันเลยล่ะค่ะ เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของการออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ จากที่เล่าไปก่อนหน้านี้ การออกกำลังกายไม่ได้เป็นหนึ่งในสาเหตุของการแท้งที่สำคัญ ถ้าการออกกำลังกายนั้นไม่ใช่การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากเกินไป เราลองมาดูกันค่ะว่าการออกกำลังกายที่เหมาะกับคุณแม่ท้องอ่อนนั้นได้แก่อะไรบ้าง 1. การเดิน การออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นอะไรที่ง่ายที่สุดแล้วเนอะ แต่การเดินที่ถูกต้องนั้นควรจะเป็นการเดินที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่ลงน้ำหนักที่ส้นเท้ามากเกินไป และไม่เดินต่อเนื่องกันเป็นเวลานานมากเกินไปนะคะ นอกจากนี้ คุณแม่ยังควรที่จะต้องเดินในสถานที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง เพราะอากาศที่ปลอดโปร่งจะทำให้คุณแม่หายใจสะดวกขึ้น 2. โยคะ โยคะเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนท้องเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะโยคะนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม หากคุณแม่เล่นท่าที่ถูกต้องและหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรงแล้ว ยังเป็นการช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วยค่ะ 3. ว่ายน้ำ การออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่แนะนำมากๆ เลยค่ะ เพราะในการว่ายน้ำนั้น คุณแม่จะมีตัวช่วยพยุงเป็นน้ำนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณแม่ได้ใช้ร่างกายทุกส่วนอีกด้วยนะ 4. การเต้นแอโรบิก การเต้นแอโรบิกที่ไม่หักโหมมากเกินไปนั้นเป็นการออกกำลังกายที่เราแนะนำสำหรับคุณแม่ท้องอ่อนเลยค่ะ แต่คุณแม่ก็ควรจะเลือกจังหวะเพลงที่ไม่เร็วเกินไป และไม่ควรออกท่าที่มีการกระโดด หรือมีการกระทบกระเทือนด้วยนะคะ ประโยชน์ของการออกกำลังกาย คุณแม่ท่านไหนที่กำลังกลัวการออกกำลังกายอยู่ก็อย่าเพิ่งกลัวไปนะคะ เพราะการออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นมีประโยชน์กับคุณแม่มากๆ เลย […]
เสื้อผ้าสำหรับเด็กเล็กๆ นั้นมักจะมีแต่สีสันสดใส เพื่อให้ดูเหมาะสมกับวัย คุณแม่จึงไม่ค่อยจะมีเสื้อผ้าเด็กสีดำติดบ้านกันสักเท่าไหร่ บางบ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลยด้วยซ้ำ จึงใส่ชุดให้ลูกไปตามที่มี ซึ่งก็เกิดประเด็นทำให้คุณแม่เป็นกังวลอย่างมาก บ้างโดนต่อว่าด้วยคำพูด บ้างโดนตำหนิด้วยสายตา “ทำไมไม่ใส่ชุดดำให้ลูก” พลอยทำให้คุณแม่ไม่กล้าพาลูกออกจากบ้าน เพราะที่บ้านไม่มีเสื้อผ้าเด็กสีดำเลย แล้วอย่างนี้ เด็กเล็กแต่งกายไว้ทุกข์อย่างไรดี สำหรับชุดไว้ทุกข์ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เคร่งครัดอะไร คุณแม่ไม่ต้องกังวลจนเกินไปค่ะ ขอให้เป็นสีเรียบๆ ไม่ฉูดฉาด หากเป็นไปได้ก็คุมโทนเสียหน่อย ด้วยโทนดำ ขาว ไข่ไก่ ครีม เทา น้ำเงิน น้ำตาลเข้ม ตัวอย่างแบบเสื้อผ้าเด็กสำหรับใส่ไว้ทุกข์มาฝากให้คุณแม่ลองนำไปมิกซ์แอนด์แมทช์ดูนะคะ การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้ชาย การแต่งกายไว้ทุกข์สำหรับเด็กผู้หญิง สำหรับบ้านไหนที่ไม่มีเสื้อผ้าลูกสีคุมโทนตามที่กล่าวมา การซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกเพื่อใส่ไว้ทุกข์อาจไม่ใช่คำตอบ ด้วยราคาเสื้อดำที่ตอนนี้ค่อนข้างแพง และเด็กๆ เขาก็โตเร็ว ใส่ไม่เท่าไหร่ก็คับต้องยกให้คนอื่น คำนวณแล้วอาจไม่คุ้มกับราคาที่ต้องจ่าย อาจใช้วิธีย้อมผ้าสีดำ แทนก็ได้ เพียงซื้อสีย้อมผ้าราคาย่อมเยา ก็แปลงโฉมเสื้อผ้าสีสันเป็นเสื้อผ้าที่ใส่ถวายอาลัยได้แล้ว ขอบคุณแหล่งที่มาจาก : เว็ปไซด์ amarinbabyandkids
เป็นยังไงกันบ้างคะ หลังจากกักตัวอยู่บ้านและนั่งเรียนออนไลน์มาร่วมหลายเดือน ตอนนี้หนูๆ ทั้งหลายก็คงจะจะได้กลับไปเข้าเรียนในโรงเรียนจริงๆกับเพื่อนแล้ว แต่สำหรับแม่ๆ ถึงแม้ดูเผินๆ แล้ว สถานการณ์ของเจ้าเชื้อโรคตัวร้าย COVID ดูเหมือนจะดีขึ้น 100 ทั้ง 100 ก็คงยังวางใจได้ไม่เต็มที่ ยังกังวลกันแน่นอน สำหรับคุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลกลัวว่า เอ๊ะลูกน้อยจะของเราจะไปติดเชื้อโรคมาไหม หรือของที่ให้ลูกไปเพียงพอไหมน้า เรานำลิสต์ของจำเป็นที่ลูกน้อยควรพกเพื่อให้ปลอดภัยและห่างไกลจาก COVID มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเล้ย! 1. อาวุธเลเวล 100 หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า ตอนนี้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่หน้ากากเต็มไปหมด เพราะหน้ากากเป็นอาวุธชั้นดีที่จะช่วยคุ้มครองทั้งตัวผู้ใส่ และผู้อื่นไปในเวลาเดียวกัน และแน่นอนค่ะ คุณแม่สามารถหาซื้อไซส์เด็กได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตก็มีวางขายอยู่ทั่วไปเลยค่ะ คุณแม่อาจเลือกแบบใช้แล้วทิ้ง หรืออาจเป็นแบบผ้าที่สามารถนำกลับมาซักใช้ใหม่ได้ก็ได้ อย่าลืมสวมหน้ากากให้ลูกน้อยทันทีเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน จะให้ดีให้คุณแม่เตรียมหน้ากากสำรองใส่กระเป๋านักเรียนไปเผื่ออีกซักสองสามอันเผื่อเค้าทำหายระหว่างวัน ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนแรกๆ เค้าอาจจะยังไม่ค่อยชิน อาจมีโยเย หรือดึงหน้ากากออกบ้าง แต่ถ้าเค้าได้เห็นเพื่อนๆ ในห้องใส่ ลูกๆ ก็จะยอมใส่ตามไปโดยอัตโนมัติเลยค่ะ 2. กระติกน้ำส่วนตัว พกไว้อุ่นใจ ยุคนี้เป็นยุคของการไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ก็เพราะว่าเจ้าโรค COVID นี้มันสามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก หรือน้ำลายได้ยังไงล่ะ! เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว คุณแม่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ใช่มั้ยคะ ว่าการพกกระติกน้ำส่วนตัวนี่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ หลายคนจะชอบทานขนมด้วยกัน ดื่มน้ำด้วยกัน […]
เมื่อลูกน้อยอายุ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มต้องพาลูกออกจากบ้านมากขึ้น ไม่ว่าจะพาไปหาหมอ หรือพาไปทำธุระต่าง ๆ ซึ่งถ้าพูดถึงการพาเด็กเล็กออกไปนอกบ้าน นอกจากจะต้องมีรถเข็นเด็กที่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับลูกน้อยแล้ว คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจจะกำลังมองหา เป้อุ้มทารก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยให้เราอุ้มลูกได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ไม่ทำให้เมื่อยจนเกินไปเพราะช่วยถ่ายเทน้ำหนักได้ดี สำหรับบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่องของการเลือกซื้อเป้อุ้มทารกอย่างไรดีให้เหมาะกับลูกน้อยของเรา ตามไปดูกันเลยค่ะ BabyGift ชวนคุณแม่เลือก เป้อุ้มทารก 1 เดือน พร้อม 7 แบบเป้แนะนำ เป้อุ้มทารก 1 เดือน จำเป็นหรือไม่ ? มีประโยชน์อย่างไร ? ก่อนที่ BabyGift จะแนะนำแบบเป้ที่ดีกับลูกน้อยให้กับคุณแม่ ขอพาไปทำความรู้จักกับเป้อุ้มทารกกันก่อนนะคะ เป้อุ้มเด็ก หรือกระเป๋าอุ้มเด็กทารกเป็นอุปกรณ์ทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยด้วยตัวเอง และยังสามารถทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีใครดูลูก เหมาะสำหรับการอุ้มเด็กเล็กตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 2 – 3 ขวบ ซึ่งเป้อุ้มเด็กจะมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะครอบครัวขนาดเล็ก เพราะมักจะไม่มีคนดูแลเด็กเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องออกไปทำธุระอื่น ๆ นอกบ้าน หรือโดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องทำงานบ้านหรือทำธุระต่างๆ ซึ่งสามารถใช้เป้อุ้มเด็กเพื่อให้ลูกอยู่กับตัวเองได้ และสามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้ไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งคุณแม่สามารถใช้เป้อุ้มทารกได้ตั้งแต่ 1 เดือน ไปจนถึงอายุ 1 ขวบขึ้นไป เราไปดูประโยชน์ของเป้อุ้มเด็กกันต่อเลยค่ะ ซึ่งนอกจากประโยชน์ที่เล่าไปข้างต้นแล้ว ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่จะตอบคำถามคุณแม่อีกว่า ทำไมถึงควรใช้เป้อุ้มเด็ก ซึ่ง BabyGift เคยเขียนเอาไว้แล้ว ลองตามไปอ่านเพิ่มเติมกันดูนะคะ เลือกเป้อุ้มเด็ก อย่างไรดี ? ถึงจะดีต่อลูกน้อยมากที่สุด คุณแม่มือใหม่หลายคนอาจมีความกังวลว่าการใช้เป้อุ้มเด็ก […]
ชื่อลูกเป็นอะไรที่ยากที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลของการท้อง คุณแม่บางคนอาจมีชื่อลูกที่คิดไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีอุปสรรคบ้างประปราย อย่างเช่น ไม่ถูกใจคุณพ่อ หรือไม่ถูกโฉลกกับวันเกิดของลูกน้อย ยิ่งพอโลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแบบนี้ คุณแม่ก็อาจจะรู้สึกกลัวว่าชื่อของลูกน้อยที่เราตั้งไปจะตกยุคตกสมัยรึเปล่า เพราะงั้นมันก็เลยเป็นเรื่องยากมากเลยจริงๆ นะคะ ความจริงแล้ว การตั้งชื่อก็มีหลักอยู่นะ ถ้าคุณแม่ยังไม่ทราบ เราจะเล่าให้ฟังค่ะ 1.ตั้งชื่อลูกแบบมีความหมายมงคล อันนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพราะเราก็อยากให้ลูกประสบกับความมีสิริมงคลในชีวิต คุณแม่อาจจะซื้อหนังสือการตั้งชื่อลูกมาอ่าน หรืออาจจะลองเซิร์ชหาจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ หลักการตั้งชื่อแบบนี้มีมาแต่โบราณเลยนะคะ อย่างเมื่อก่อน เค้าก็จะนิยมใช้คำว่า ทอง หรือ บุญ นำหน้าชื่อ เพราะสองคำนี้มีความหมายที่ดีเป็นสิริมงคล ส่วนสมัยนี้ อาจจะไม่ได้ใช้คำตรงๆ แบบนี้ แต่ก็สื่อถึงความหมายที่ดีเหมือนกัน 2. การตั้งชื่อตามหลักความเชื่อหรือศาสนา เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา ไม่น่าแปลกใจเลยล่ะค่ะ ที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อแปลกๆ ที่เราไม่คุ้นหู เช่น ฟาติฮะ ยามิละห์ ฯลฯ เพราะชื่อเหล่านี้เป็นชื่อในศาสนา แต่ทั้งนี้ ชื่อที่เป็นชื่อทางศาสนาที่ใช้เป็นชื่อจริงจะสามารถตั้งได้เฉพาะตอนเกิดเท่านั้นนะคะ เพราะว่าสมมติถ้าคุณแม่ตั้งชื่อธรรมดาไป แล้วไปขอทางเขตเปลี่ยนชื่อตอนโต ทางนายทะเบียนก็จะไม่ให้เราเปลี่ยนค่ะ เพราะชื่อที่เราจะนำมาเปลี่ยนจะต้องมีความหมายอยู่ในพจนานุกรมภาษาไทยด้วย 3. การตั้งชื่อจากวันเกิด คนไทยมีความเชื่อเรื่องดวงอย่างมาก เพราะงั้นการตั้งชื่อลูกจากวันเกิดจึงเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เลย ส่วนมากเราก็จะไปให้พระช่วยตั้งให้ โดยให้วันเดือนปีเกิดของลูกเราไป […]
