ตั้งชื่อลูกแบบไหนให้ถูกใจ

ชื่อลูกเป็นอะไรที่ยากที่สุดในทั้งหมดทั้งมวลของการท้อง คุณแม่บางคนอาจมีชื่อลูกที่คิดไว้ในใจอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะมีอุปสรรคบ้างประปราย อย่างเช่น ไม่ถูกใจคุณพ่อ หรือไม่ถูกโฉลกกับวันเกิดของลูกน้อย ยิ่งพอโลกก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วแบบนี้ คุณแม่ก็อาจจะรู้สึกกลัวว่าชื่อของลูกน้อยที่เราตั้งไปจะตกยุคตกสมัยรึเปล่า เพราะงั้นมันก็เลยเป็นเรื่องยากมากเลยจริงๆ นะคะ

ความจริงแล้ว การตั้งชื่อก็มีหลักอยู่นะ ถ้าคุณแม่ยังไม่ทราบ เราจะเล่าให้ฟังค่ะ

1.ตั้งชื่อลูกแบบมีความหมายมงคล

อันนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุด เพราะเราก็อยากให้ลูกประสบกับความมีสิริมงคลในชีวิต คุณแม่อาจจะซื้อหนังสือการตั้งชื่อลูกมาอ่าน หรืออาจจะลองเซิร์ชหาจากอินเตอร์เน็ตก็ได้ หลักการตั้งชื่อแบบนี้มีมาแต่โบราณเลยนะคะ อย่างเมื่อก่อน เค้าก็จะนิยมใช้คำว่า ทอง หรือ บุญ นำหน้าชื่อ เพราะสองคำนี้มีความหมายที่ดีเป็นสิริมงคล ส่วนสมัยนี้ อาจจะไม่ได้ใช้คำตรงๆ แบบนี้ แต่ก็สื่อถึงความหมายที่ดีเหมือนกัน

2. การตั้งชื่อตามหลักความเชื่อหรือศาสนา

เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรมและศาสนา ไม่น่าแปลกใจเลยล่ะค่ะ ที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อแปลกๆ ที่เราไม่คุ้นหู เช่น ฟาติฮะ ยามิละห์ ฯลฯ เพราะชื่อเหล่านี้เป็นชื่อในศาสนา แต่ทั้งนี้ ชื่อที่เป็นชื่อทางศาสนาที่ใช้เป็นชื่อจริงจะสามารถตั้งได้เฉพาะตอนเกิดเท่านั้นนะคะ เพราะว่าสมมติถ้าคุณแม่ตั้งชื่อธรรมดาไป แล้วไปขอทางเขตเปลี่ยนชื่อตอนโต ทางนายทะเบียนก็จะไม่ให้เราเปลี่ยนค่ะ เพราะชื่อที่เราจะนำมาเปลี่ยนจะต้องมีความหมายอยู่ในพจนานุกรมภาษาไทยด้วย

3. การตั้งชื่อจากวันเกิด

คนไทยมีความเชื่อเรื่องดวงอย่างมาก เพราะงั้นการตั้งชื่อลูกจากวันเกิดจึงเป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เลย ส่วนมากเราก็จะไปให้พระช่วยตั้งให้ โดยให้วันเดือนปีเกิดของลูกเราไป แต่โดยพื้นฐานแล้ว การตั้งชื่อตามวันเกิดก็จะมีหลักง่ายๆ คือ เด็กที่เกิดวันจันทร์ ไม่ควรมีสระอยู่ในชื่อ เช่น อรชร สหวรรต เป็นต้น นอกจากนี้ ในแต่ละวันก็จะมีอักษรที่ห้ามใช้ หรือที่เราเรียกกันว่าอักษรกาลกิณี ตามนี้เลยค่ะ

อักษรที่ห้ามใช้ตั้งชื่อลูก คือ อักษรกาลกิณี

  • เกิดวันอาทิตย์: ตัวอักษรต้องห้าม ศ ษ ส ห ฬ ฮ
  • เกิดวันจันทร์: ห้าม สระ ทั้งหมด
  • เกิดวันอังคาร: ตัวอักษรต้องห้าม ก ข ค ฆ ง
  • เกิดวันพุธกลางวัน: ตัวอักษรต้องห้าม จ ฉ ช ซ ฌ ญ
  • เกิดวันพุธกลางคืน: ตัวอักษรต้องห้าม บ ป ผ ฝ พ ฟ ภ ม
  • เกิดวันพฤหัสบดี: ตัวอักษรต้องห้าม ด ต ถ ท ธ น
  • เกิดวันศุกร์: ตัวอักษรต้องห้าม ย ร ล ว
  • เกิดวันเสาร์: ตัวอักษรต้องห้าม ฎ ฏ ฐ ฑ ฒ ณ

4. ตั้งชื่อตามสมัยนิยม

อย่างที่บอกว่าโลกหมุนไปเรื่อยๆ แต่ละยุคแต่ละสมัยก็จะมีความนิยมเรื่องชื่อที่ต่างกันออกไป ว่ากันตามตรง ถ้าเราตั้งชื่อลูกว่าสมชาย หรือสมหญิงในสมัยนี้ก็อาจจะไม่เหมาะนัก ส่วนชื่อที่ค่อนข้างฮิตในสมัยนี้ก็มักจะเป็นชื่อที่สะกดยากๆ ยาวๆ แต่คุณแม่ก็ควรจะคำนึงเวลาลูกโตขึ้นไปด้วยนะคะ ว่าชื่อที่ตั้งไปจะมีปัญหาต่อการใช้ชีวิตของลูกรึเปล่า

5. ตั้งชื่อลูกตามความชอบ

คุณแม่แต่ละคนก็มีความชอบที่ต่างกันออกไป บางคนชอบทำอาหาร บางคนชอบดารา บางคนชอบถ่ายรูป คุณแม่ก็อาจจะหาชื่อที่มีความพ้องกับความชอบของคุณแม่ได้ อย่างคุณแม่ที่ชอบดารา ก็อาจจะนำชื่อดาราคนนั้นมาตั้งชื่อให้ลูก หรือคุณแม่ที่มีงานอดิเรกเป็นแต่งกลอนหรือชอบอ่านหนังสือ ก็อาจจะตั้งชื่อลูกว่า น้องกวี อะไรแบบนี้ค่ะ

6. การตั้งชื่อลูกให้พ้องกับภาษาอังกฤษ

อันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่นิยมสุดๆ ในช่วงนี้ไปเลยค่ะ เนื่องจากว่าตอนนี้โลกก้าวไกล เรามีการติดต่อทำการค้ากับต่างประเทศเยอะมากๆ การมีชื่อที่สามารถอ่านได้ทั้งแบบอังกฤษและแบบไทยก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ครีเอทีฟเลยทีเดียว เช่น ทราวิศ ที่ในภาษาอังกฤษสามารถเขียนได้เป็น Travis

ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าคุณแม่จะใช้หลักไหนในการตั้งชื่อแล้ว ชื่อที่ออกมาก็ควรจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายของการตั้งชื่อจริงที่ว่า ห้ามใช้ชื่อที่เหมือนกับหรือมีความคล้ายคลึงกับพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระมหากษัตริย์ พระราชินี และเชื้อพระวงศ์ ไม่ว่าจะท่านไหนก็ตามเลยนะคะ หรือว่าจะเป็นชื่อที่มีคำหยาบคาย หรือมีความหมายหยาบคาย เราก็จะตั้งไม่ได้เหมือนกัน

นี่ก็เป็นหลักการตั้งชื่อเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณแม่ๆ สามารถนำไปปรับใช้กันได้นะคะ แล้วก็ เวลาตั้งชื่อลูกน้อย อย่าลืมคำนึงถึงการเข้าสังคมของลูก อย่าแค่เพียงเพราะเอาความชอบของเราเป็นที่ตั้ง จนตั้งชื่อลูกออกมาแปลกจนเกินไปน้า

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

ช่วงเวลา ใกล้คลอด ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ยิ่งใกล้ถึงเวลาคลอดเท่าไร คุณแม่ควรสังเกตอาการของตัวเองมากยิ่งขึ้น วันนี้ Baby Gift มีสัญญาณเตือนใกล้คลอดมาให้คุณแม่ศึกษาและเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนใกล้คลอดอะไรบ้าง? ตามมาดูกันเลย เช็คด่วน! 6 สัญญาณเตือน ใกล้คลอด 1. ท้องเคลื่อนลงต่ำอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงช่วงใกล้คลอด ทารกจะเริ่มเคลื่อนตัวลงมาด้านล่าง ทำให้ท้องคุณแม่เคลื่อนต่ำลงจนเห็นได้ชัดเจน สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้คลอดแล้ว 2. มดลูกหดตัวอย่างรุนแรง คุณแม่ช่วงท้องแก่ใกล้คลอดมักจะรู้สึกเจ็บหลังส่วนล่างอยู่ตลอดเวลา เพราะมดลูกเริ่มหดตัวเป็นระยะๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลักดันทารกออกสู่โลกภายนอก ยิ่งเมื่อถึงกำหนดคลอดแล้ว มดลูกก็จะยิ่งหดตัวอย่างรุนแรงและถี่มากขึ้นเรื่อยๆ 3. ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ การที่คุณแม่มีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยๆนั้น ไม่ต้องกังวล เพราะร่างกายเพียงต้องการขับถ่ายของเสียออกมา เพื่อเตรียมสำหรับการคลอดลูกน้อยเป็นลำดับต่อไป โดยคุณแม่บางคนอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย 4. มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด สัญญาณเตือนใกล้คลอดระยะสุดท้าย คุณแม่จะมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดลักษณะเป็นมูกเหนียวๆ แสดงว่ามดลูกเริ่มมีการขยายแล้ว หากคุณแม่มีอาการแบบนี้ ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณแม่ต้องรีบไปโรงพยาบาลพบคุณหมอทันที เพื่อเตรียมตัวสำหรับการคลอดลูกน้อย 5. น้ำคร่ำแตก สัญญาณเตือนใกล้คลอดที่สำคัญที่สุด เมื่อใดก็ตามที่มีอาการน้ำคร่ำแตก คุณแม่ควรรีบเดินทางไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะทารกที่ไม่มีน้ำคร่ำโอบล้อมร่างกายในขณะที่ยังอยู่ในครรภ์นั้น อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ดังนั้น คุณหมอจึงจำเป็นต้องทำคลอดให้คุณแม่หลังจากที่น้ำคร่ำแตกภายใน 1-2 […]

น้ำนมของแม่นั้นเป็นอาหารที่เปี่ยมคุณค่ามากที่สุดสำหรับลูกน้อย โดยเฉพาะในเด็กทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งจะต้องกินนมจากแม่เป็นหลัก สำหรับคุณแม่ที่อยู่บ้านเลี้ยงลูกเต็มเวลาก็อาจจะไม่ได้มีปัญหากับการสต็อกน้ำนมเอาไว้ เพราะเน้นการเอาลูกเข้าเต้าเป็นส่วนใหญ่ แต่สำหรับคุณแม่ที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน การทำสต็อกน้ำนมเอาไว้นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะจะได้มีน้ำนมเอาไว้ให้ลูกน้อยอย่างเพียงพอ ในบทความนี้ BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ เกี่ยวกับการเก็บรักษา นมแม่ มาฝากกันค่ะ จะเก็บน้ำนมอย่างไรให้ไม่เหม็นหืน ไม่บูด และคงคุณค่าทางอาหารเอาไว้ได้มากที่สุด มาดูกันเลยค่ะ ทำไมนมของแม่มีกลิ่นเหม็นหืน ? มีวิธีการเก็บรักษา นมแม่อย่างไรไม่ให้มีกลิ่นและคงคุณค่าได้นาน คุณแม่บางคนอาจพบว่านมที่ตนเองทำการสต็อกไว้นั้นมีกลิ่นเหม็นหืน ซึ่งมักจะเกิดกับนมที่เก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติ เนื่องจากในช่วงที่ระบบละลายน้ำแข็งทำงาน นมที่แช่แข็งเอาไว้ก็จะละลายไปด้วย และเมื่อช่องแช่แข็งกลับมาเย็นจัดใหม่ ก็ทำให้น้ำนมแข็งตัวอีกครั้ง กระบวนการนี้หากเกิดขึ้นซ้ำหลาย ๆ ครั้งก็จะทำให้ไขมันในน้ำนมมีการเปลี่ยนแปลงและทำให้นมมีกลิ่นเหม็นหืนได้นั่นเองค่ะ ดังนั้นแล้วการเก็บรักษานมแม่ ในตู้เย็นที่มีระบบละลายน้ำแข็งอัตโนมัติแบบนี้ ก็เสี่ยงจะทำให้น้ำนมที่เก็บเอาไว้มีกลิ่นเหม็นหืนได้  สาเหตุที่นมแช่แข็งละลายมาเป็นน้ำนมแล้วมีกลิ่นเหม็นหืน ก็เพราะว่าในน้ำนมของแม่มีเอ็นไซม์ไลเปส ที่จะช่วยย่อยไขมันในน้ำนมของแม่ให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ เพื่อผสมกับโปรตีนเวย์ในน้ำนมได้ดี ทำให้ร่างกายของลูกน้อยดูดซึมวิตามิน A และวิตามิน D ได้มากขึ้น ถ้าในน้ำนมของแม่มีไลเปสมากก็จะย่อยไขมันได้มาก ทำให้น้ำนมมีกลิ่นหืนนั่นเองค่ะ ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีกลิ่นหืนก็ไม่เป็นอันตรายต่อลูกน้อยแต่อย่างใด ยังสามารถกินได้ แต่ในเด็กบางคนอาจไม่ยอมกินนมที่มีกลิ่นหืน สามารถแก้ไขได้โดยการนำน้ำนมที่ปั๊มมาใหม่ๆ ผสมกับนมที่มีกลิ่น ก็จะช่วยเจือจางกลิ่นและลดความเหม็นหืนไปได้ […]

นมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารก แต่ในกรณีที่คุณแม่มีความจำเป็นต้องใช้นมผง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีชงนมผงที่ถูกต้องและปลอดภัย เพราะหากชงผิดสัดส่วนหรือรักษาความสะอาดไม่ดีพอ อาจส่งผลให้ลูกน้อยท้องอืด ท้องเสีย หรือได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน บทความนี้จะมาเจาะลึกวิธีชงนมผงเด็กอย่างละเอียดเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกรัก 4 วิธีชงนมผงเด็กที่ถูกต้อง เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเต็มที่และปลอดภัยจากเชื้อโรค คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามวิธีชงนมผงเด็ก 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้ 1. สุขอนามัยต้องสะอาด ก่อนเริ่มวิธีชงนมผงทุกครั้ง คุณแม่ต้องล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ ขวดนมและจุกนมต้องผ่านการล้างและฆ่าเชื้อด้วยการต้มหรือนึ่งด้วยเครื่องอบฆ่าเชื้อ และควรพักไว้ให้แห้งสนิทบนตะแกรงสะอาด การรักษาความสะอาดในขั้นตอนนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อในทางเดินอาหารของทารกได้ดีที่สุด 2. ใช้น้ำร้อนผสมน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นจนเท่าอุณหภูมิห้อง น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำเปล่าที่ต้มเดือดเพื่อฆ่าเชื้อโรค แล้วทิ้งไว้ให้อุณหภูมิลดลงจนเป็นน้ำอุ่นประมาณ 40 องศาเซลเซียส ไม่ควรใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำอุณหภูมิห้องที่ไม่ผ่านการต้ม เพราะระบบย่อยอาหารของลูกยังบอบบางมาก น้ำอุ่นในระดับที่พอเหมาะจะช่วยให้นมผงละลายได้ดีและไม่ทำลายสารอาหารบางชนิดในนมผง 3. การเตรียม และการตวงนม ลำดับสำคัญของวิธีชงนมผง คือต้อง “เติมน้ำก่อนใส่นมผง” เสมอ โดยตรวจสอบสัดส่วนตามฉลากข้างผลิตภัณฑ์ ใช้ช้อนตวงที่มากับนมตักให้เต็ม เคาะเบาๆ เพื่อไล่ฟองอากาศแล้วปาดให้เรียบเสมอขอบช้อน การตวงที่แม่นยำจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารที่เข้มข้นพอเหมาะ ไม่เจือจางหรือเข้มข้นจนเกินไปซึ่งอาจส่งผลต่อไตของเด็ก 4. วิธีชงนมให้นมผงละลาย เมื่อใส่นมผงลงไปแล้ว ให้ปิดฝาให้สนิทและค่อยๆ หมุนขวดนมเป็นวงกลมหรือแกว่งไปมาเบาๆ เพื่อให้เนื้อนมผสมเป็นเนื้อเดียวกับน้ำ หลีกเลี่ยงการเขย่าขวดนมแรงๆ เพราะจะทำให้เกิดฟองอากาศมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ลูกท้องอืด ก่อนให้ลูกทาน อย่าลืมหยดน้ำนมลงบนหลังมือเพื่อทดสอบความร้อนให้มั่นใจอีกครั้ง วิธีเก็บรักษานมที่ชงแล้ว […]

วัย 0-3 ปี คือช่วงเวลามหัศจรรย์ของเด็กทุกคน ช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย สมอง และความคิด Aprica วิจัยมากว่า 70 ปี โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ดีเยี่ยม ให้คุณดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ตามหลัก 8.3.8  ซึ่งประกอบด้วย 8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่ 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ #เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการที่ดี ทั้งสมองและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน จุดเริ่มต้นในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกในช่วงขวบปีแรกนั้น มาจาก กล้ามเนื้อคอ ไม่ว่าจะคว่ำ คลาน นั่ง ยืนไปจนกระทั่งเดินได้ในที่สุด และเพราะเด็กทารกในวัยแรกเกิดจะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ซึ่งถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับ ขนาดของร่างกายโดยรวม จึงต้องใส่ใจดูแลต้นคอที่ต้องรับหนักศีรษะนี้เป็นพิเศษ เราควรจัดท่านอนให้ศีรษะและคอตั้งตรง และมีการประคองช่วงคอได้อย่างพอดี เพื่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ดีของลูก ในทารกวัยแรกเกิดจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ และเพราะหลอดลมยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจเกิดสภาวะหายใจติดขัด หายใจแรง หากบริเวณท้องงอตัวหรือถูกกดทับ จึงควรจัดให้ลูกนอนในท่านอนราบ ให้ช่องท้องเหยียบตรง หายใจได้ทั่วท้อง เพื่ออ๊อกซิเจนจะได้ไปเลี้ยงสมมองได้มากขึ้น เพราะกระดูสันหลังและข้อต่อบริเวณสะโพกของทารกที่เชื่อมต่อกันแบบหลวมๆ  […]

เด็กบางคนจะมีเหงื่อออกมาก ทั้งบนศีรษะ หน้า หน้าอก แผ่นหลัง จนหมอน และชุดนอนเปียกชื้น โดยเฉพาะเด็กที่ปกติมีเหงื่อมาก เมื่อนอนไปได้สักระยะหนึ่งอุณหภูมิของร่างกายจะสูงขึ้น ทำให้มีเหงื่อออกจนคุณพ่อคุณแม่ตกใจเกรงลูกจะเป็นโรคร้าย เพราะมีคนกล่าวว่า เหงื่อออกมากเวลากลางคืนอาจจะเป็นอาการระยะเริ่มต้นของโรคต่างๆ ดังนี้ >>>ขอบคุณข้อมูลจาก : เว็ปไซด์ maerakluke.com

เรามั่นใจ 100% เลยว่าแม่ทุกคนอยากเห็นหน้าลูกน้อยเร็วๆ นับวันรอกันแทบไม่ไหว แต่ไม่มีแม่คนไหนแน่นอนที่อยากให้ลูกคลอดออกมาก่อนกำหนด ปกติแล้วคุณแม่ก็จะอุ้มท้องกันอยู่ที่ 37-40 สัปดาห์อ่ะเนอะ เพราะว่าถ้าคลอดก่อนหน้านี้ อวัยวะหรือสมองบางส่วนของลูกน้อยก็ยังอาจจะยังเติบโตไม่เต็มที่เท่าไหร่ ปอดก็ยังไม่แข็งแรง หายใจเองไม่ได้ ตัวเล็ก ถ้าคลอดออกมาก่อนก็ต้องอยู่ในตู้อบ นอกจากค่าใช้จ่ายจะสูงมากแล้ว ลูกยังน่าสงสารที่ต้องมีสายระโยงรยางค์ช่วยให้เค้าหายใจได้ ตอนท้องนี่ก็จะกังวลตลอด ปวดท้องนิดนึงก็กลัวว่าจะคลอดแล้วรึเปล่า แต่โดยทั่วไปแล้วถ้าจะคลอดก่อนกำหนดก็มักจะมีอาการเตือนที่ไม่ใช่แค่ปวดท้องนะ เราลองไปดูกันดีกว่าว่ามีอาการประมาณไหนบ้าง 5 อาการแบบนี้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนด! 1.เจ็บท้องถี่ มีเลือดออกทางช่องคลอด เวลาท้อง การมีเลือดออกไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะงั้นถ้าคุณแม่มีเลือดออกในช่วงก่อนสัปดาห์ที่ 37 ไม่ว่าจะน้อยหรือเยอะ ให้รีบไปหาคุณหมอด่วนๆ เลย ส่วนคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการเจ็บท้องถี่ร่วมด้วย ความรู้สึกมันจะเหมือนปวดอยากเข้าห้องน้ำแต่ถ่ายไม่ออก อาการนี้มันจะเกิดจากการที่มดลูกบีบตัว เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้นะ 2. ตัวบวมความดันสูงปรี๊ด คุณแม่หลายๆ คนอาจจะมีอาการมือบวม เท้าบวม ถ้าไม่ได้บวมเยอะมากจนน่าตกใจก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรนะ เพราะหลายๆ คนก็เป็นกัน แต่คุณแม่บางคนมีอาการบวมทั้งตัว น้ำหนักขึ้นเร็ว จุกตรงลิ้นปี่ ความดันสูงมากจนอาจจะแตะ 200 เลยก็มี อันนี้คืออาการของคุณแม่ที่ครรภ์เป็นพิษต้องพบคุณหมอโดยเร็ว เพราะว่านอกจากจะอันตรายต่อลูกในท้องแล้วยังอันตรายต่อคุณแม่ด้วย ความดันที่ขึ้นสูงปรี๊ดแบบนี้อาจมีโอกาสทำให้เส้นเลือดในสมองแตกได้ด้วยนะ ส่วนใหญ่คุณแม่ที่มีอาการแบบนี้จะต้องอยู่ในการดูแลของคุณหมอ หากมีอาการไม่ดีขึ้นอาจจะต้องโดนผ่าคลอดฉุกเฉินเพื่อรักษาชีวิตของคุณแม่และลูกน้อยในท้องไว้ค่ 3. […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid