คนจะเป็นแม่ต้องรู้ 9 ข้อห้ามสำหรับคนท้องอ่อน

ขอแสดงความยินดีกับว่าที่คุณแม่คนใหม่ด้วยนะคะ! กำลังกังวลกันอยู่ใช่มั้ยล่ะ ว่าตอนท้องอ่อนๆ จะสามารถทำอะไรได้บ้างทำอะไรไม่ได้บ้าง วันนี้เราเลยนำเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ควรหลีกเลี่ยงมาบอกกันค่ะ ไม่แปลกใจที่คุณแม่บางท่านจะกังวลมากๆ ในช่วงท้องอ่อน เพราะในช่วงสามเดือนแรกนั้น อวัยวะต่างๆ ของลูกน้อยในท้องของคุณแม่ยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ค่ะ ดังนั้นในระยะนี้จึงมีความเสี่ยงต่อการแท้งมากกว่าในไตรมาสอื่นๆ ช่วงนี้คุณแม่ที่ท้องอ่อนๆ ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับประทานอาหาร สิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว หรือการใช้ยาต่างๆ ดังนั้น เรื่องความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญ กังวลได้แต่อย่าเครียดนะ เพราะความเครียดก็เป็นสิ่งที่คุณแม่ต้องพึงระวังไว้ด้วย

1. ลาก่อนอาหารดิบ

      กำลังคิดจะไปทานแซลมอน ลาบก้อย หอยนางรมฉลองสมาชิกใหม่กันอยู่รึเปล่า ช่วงนี้คุณแม่อาจจะต้องงดไว้ก่อนนะ เพราะอาหารที่ปรุงไม่สุกส่วนใหญ่อาจปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียที่จะทำให้คุณแม่ท้องเสียหรืออาเจียนได้ แถมยังอาจทำให้เป็นโรคทอกโซพลาสโมซิส (Toxoplasmosis) ซึ่งเจ้าโรคนี้เนี่ยมันเกิดจากเชื้อปรสิตทอกโซพลาสมา กอนดิไอ(Toxoplasma gondii) ที่สามารถแพร่ไปสู่ลูกน้อยในท้องของคุณแม่ได้ค่ะ เห็นชื่อน่ากลัวแบบนี้ มันก็น่ากลัวจริงๆ นะ เพราะหากติดโรคนี้ตอนท้องก็อาจจะทำให้แท้งไปเลย หรือไม่ก็ลูกอาจจะเสียชีวิตในท้อง ไม่ก็อาจมีอาการของโรคเมื่อคลอดออกมา สังเกตง่ายๆ เลยค่ะ ถ้าคุณแม่ที่ติดเชื้อนี้ตอนท้อง ลูกคลอดออกมาจะมีขนาดศีรษะที่ไม่ปกติ อาจจะเล็กหรือไม่ก็ใหญ่กว่าเด็กคนอื่นๆ แถมพอโตไปก็อาจจะตาบอดหรือสติปัญญาอาจจะด้อยกว่าเด็กอื่นๆ ด้วยนะ แต่แต่แต่ ถ้าคุณแม่เคยเป็นโรคนี้ก่อนท้องแล้วก็ชิวชิวค่า เพราะร่างกายคุณแม่มีภูมิคุ้มกันแล้ว ไม่กลับมาเป็นอีกแล้วล่ะ

      2. ยานี่แหละตัวดี

        คุณแม่ที่กำลังใช้ยาอยู่ หยุดก่อนค่ะ! ได้ถามคุณหมอรึยังว่ายาตัวนั้นคนท้องทานได้มั้ย คุณแม่อย่าชะล่าใจไปน้าเพราะยามีหลายประเภทแล้วก็ออกฤทธิ์แตกต่างกัน เพราะงั้นยาบางตัวอาจมีผลต่อการสร้างอวัยวะของลูกน้อยได้ เช่นพวกยารักษาสิว Isotretinoin นี่ตัวดีเลยค่ะ เพราะมันเป็นยาที่รุนแรงมาก มากจนอาจทำให้ลูกพิการได้เลยนะ หรือพวกยาที่ใช้รักษาไมเกรน เช่น Cafergot เพราะมันทำให้มดลูกของพวกเราบีบตัวจึงอาจทำให้คลอดก่อนกำหนดได้ พอคุณแม่ทานยาเข้าไปปุ๊ป ลูกก็จะได้ยาพวกนี้ผ่านทางรกด้วยค่ะ แต่ผลกระทบต่อลูกก็จะขึ้นอยู่กับปริมาณยาที่คุณแม่ทานเข้าไปนะ เพราะฉะนั้นหากจะทานยา ให้คุณแม่ปรึกษาคุณหมอที่ฝากครรภ์ด้วยด่วนเลยค่ะ

        3. บุหรี่นี่พักไว้ก่อน

          อย่าเพิ่งอ้างว่าบุหรี่ทำให้คุณแม่หายเครียด ถ้าสูบมากๆ อาจจะทำให้เครียดกว่าเดิมนะ ความจริงไม่ใช่แค่บรรดาคุณแม่ท้องอ่อนเท่านั้นที่ควรลดละเลิก แต่คุณแม่ท้องแก่ใกล้คลอดก็ควรจะอยู่ให้ไกลจากบุหรี่เลยค่ะ เพราะบุหรี่มีสารนิโคติน (Nicotine) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้อาจทำให้ลูกเป็นเด็กสมาธิสั้น หรืออาจทำให้คุณแม่แท้ง ไม่ก็คลอดก่อนกำหนดได้นะ แถมลูกที่คลอดออกมาอาจตัวเล็กกว่าเกณฑ์แล้วก็หัวใจเต้นเร็วอีกต่างหาก ร้ายสุดอาจพิการเลยเชียวล่ะ และถึงแม้ว่าคุณแม่จะไม่ได้เป็นผู้สูบบุหรี่เองโดยตรงก็เถอะ ควันบุหรี่ที่ผู้อื่นสูบก็อาจมีผลต่อลูกน้อยในท้องด้วยนะคะ

          4. เลิกกันกับแอลกอฮอล์

            เบียร์ที่คุณแม่ดื่มเข้าไป ลูกก็ได้ดื่มผ่านทางรกด้วยนะ! เวลาคุณแม่ดื่ม ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของลูกก็จะสูงพอๆ กับของคุณแม่เลย ไม่เคยทราบกันใช่มั้ยคะ? ข่าวร้ายคือลูกจะต้องใช้เวลามากกว่าถึงสองเท่าเพื่อที่จะขับพวกแอลกอฮอล์เหล่านี้ออกไปจากร่างกาย เพราะแบบนี้การดื่มแอลกอฮอล์จึงมีผลร้ายต่อลูกสุดๆ โดยเฉพาะในแง่ของพัฒนาการ คุณแม่ขาเที่ยวที่ดื่มจัดตอนท้องอาจมีลูกที่มีใบหน้าผิดแปลกไปจากเด็กคนอื่นๆ หรือระบบหัวใจมีความบกพร่องได้ค่ะ

            5. อบซาวน่าสบายใจแต่ร้อนไปก็ไม่ไหว

              ถึงแม้ว่าการอบเซาว์น่าจะทำให้คุณแม่รู้สึกสบายก็เถอะ แต่การเข้าเซาว์น่าในช่วงท้องอ่อนก็อาจมีผลเสียร้ายแรงถึงขั้นทำให้เกิดการแท้งได้เลยนะ เพราะถ้าร่างกายของคุณแม่ร้อนเกิน 38.9 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานๆ ก็จะส่งผลเสียต่อลูกในท้อง แถมอาจทำให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิดของลูกได้อีก นอกจากนี้ การอบเซาว์น่าเป็นเวลานานๆ ก็อาจทำให้คุณแม่เสียน้ำมากจนเป็นลมหมดสติไปได้ค่ะ ถ้าอยากผ่อนคลายจริงๆ ลองเอาเท้าแช่น้ำอุ่นๆ ดูมั้ย แค่นี้ก็ฟินอยู่นะ

              6. เครียดเช้าเย็นระวังเครียดสะสม

                ไม่แปลกหรอกถ้าคุณแม่จะเครียด เอาจริงคงไม่มีใครที่ไม่เครียดหรอกใช่มั้ยล่ะคะ ยิ่งคุณแม่บางคนที่แพ้ท้องมากก็อาจจะทำให้เกิดอาการเครียดไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ความเครียดเหล่านี้จะส่งผลให้คุณแม่นอนไม่หลับ ปวดหลัง ปวดหัว อีกทั้งยังทำให้ภูมิต้านทานต่ำ ความเครียดที่สั่งสมไว้เยอะๆ อาจส่งผลให้เกิดภาวะเสี่ยงแท้ง หรือลูกน้อยในท้องเติบโตช้า เวลาเครียดคุณแม่จะหลั่งฮอร์โมนออกมาตัวนึงค่ะ ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้เนี่ยมันจะไปขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองของลูกในส่วนของเส้นใยประสาท คุณแม่อาจจะเคยได้ยินผู้ใหญ่พูดกันว่า ท้องอย่าเครียด เดี๋ยวลูกขี้แง อันนี้ก็มีส่วนนะ เพราะลูกของคุณแม่ที่ชอบเครียดตอนท้องมักจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าได้ง่าย เช่น ตกใจง่าย โมโหง่าย ในขณะเดียวกันกลับปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ค่อนข้างยากค่ะ

                7. แม่อดข้าว หนูอดด้วย

                  เคยหุ่นเป๊ะอยู่ดีๆ เริ่มเผละซะอย่างนั้น คุณแม่อย่าเพิ่งร้องไห้เสียใจกลัวหุ่นเสีย อาหารก็ห้ามอดเลยนะ เพราะถ้าคุณแม่อด ลูกจะทานอะไรล่ะ ลูกน้อยในท้องของคุณแม่จะได้รับสารอาหารก็ต่อเมื่อคุณแม่ได้รับประทานอาหารเข้าไปนะคะ สารอาหารเหล่านี้จะช่วยไปสร้างเซลล์ประสาทและเซลล์ที่สำคัญอื่นๆ ซึ่งพอคุณแม่อดอาหารบ่อยครั้งเข้า ลูกน้อยก็จะขาดสารอาหาร ทำให้เกิดผลเสียต่อสมองของลูกโดยตรง อีกทั้งยังทำให้ลูกมีพัฒนาการที่ช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป นอกจากนี้ การอดอาหารก็จะทำให้คุณแม่เป็นโรคกระเพาะหรือเกิดภาวะกรดไหลย้อนได้ด้วยอีก

                  8. ถึงจะท้องแต่ไม่ปล่อยสามีเหงา

                    มันก็ไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้กุ๊กกิ๊กกับคุณพ่อนะคะช่วงนี้ แต่คุณแม่บางท่านอาจจะถูกสั่งห้ามจากคุณหมอเพราะเคยแท้งน้องมาก่อน ส่วนคุณแม่ที่มีภาวะรกเกาะต่ำนี่ควรพักไว้ก่อน เพราะเวลากุ๊กกิ๊กกับคุณพ่ออาจจะไปกระตุ้นให้เลือดออกในปริมาณมากทำให้เกิดอันตรายได้ค่ะ แต่เอาจริง คุณแม่บางคนที่แพ้ท้องหนักๆ ก็อาจจะไม่ได้มีความต้องการด้านนี้เท่าไหร่นะ

                    9. แม่รักสะอาด ขอคลีนช่องคลอดทุกเช้าเย็น

                      รักษาความสะอาดไม่ใช่เรื่องผิด แต่เช้าเย็นนี่ก็มากไป๊ เอาจริงช่วงท้องนี้คุณแม่ทำความสะอาดน้องหนูแค่เฉพาะภายนอกก็พอแล้วค่ะ เพราะการสวนล้างช่องคลอดจะไปทำลายแบคทีเรียที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ที่คอยปกป้องช่องคลอดจากเชื้อโรคต่างๆ แถมยังจะทำให้เกิดแผลซึ่งเสี่ยงต่อการรับและติดเชื้อมากขึ้นไปอีกนะ

                      นู่นก็ไม่ได้นี่ก็ไม่ได้ อดทนไว้เพื่อลูกนะ! นอกจากข้อห้ามยาวยืดที่บอกไปแล้ว คุณแม่อย่าลืมไปฝากครรภ์ตามนัดกับทานยาบำรุงให้ครบด้วยนะคะ ถ้าคุณแม่รู้สึกมีอะไรแปลกๆ ก็อย่าปล่อยผ่าน รีบปรึกษาคุณหมอเลยค่ะ เผื่อมีอะไรร้ายแรงคุณหมอจะได้รักษาทันเนอะ

                      สินค้าที่เกี่ยวข้อง

                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00
                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00
                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00
                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00
                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00
                      คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                      สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                      7,700.00

                      บทความแนะนำ

                      “การจะมีลูกซักคนไม่ใช่เรื่องง่าย” คุณแม่ๆ อาจจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง เอาจริงๆ เราก็จะไม่ค่อยเก็ทฟีลกันเท่าไหร่ จนได้มามีลูกเป็นของตัวเอง อุปสรรคแรกที่ต้องเจอ ซึ่งเรียกได้ว่าหนักสำหรับแม่ๆ ทั้งหลายก็คือ การใช้ชีวิตไปในแต่ละวันพร้อมกับอาการ แพ้ท้อง อาการ แพ้ท้องไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ทุกคนหรอกนะคะ หรือคุณแม่บางคนอาจจะไม่ได้แพ้ท้องในท้องแรก แต่ไปแพ้ท้องในท้องสองก็ได้ เพราะงั้น ถ้ามีอาการนี้อยู่ หรือกลัวว่าจะมี เราลองมาดูเคล็บลับง่ายๆ ไม่ต้องพึ่งหมอ ที่จะมาช่วยบรรเทาอาการแพ้กันดีกว่า 1. กลิ่นหอมสดชื่นเบาๆ ช่วยได้ เป็นปกติของทุกคนมั้ยคะ ที่เวลาเราได้กลิ่นอะไรน่าเวียนหัวแล้วรู้สึกเหมือนจะอาเจียน บางคนไม่ชอบกลิ่นน้ำหอมฉุน บางคนไม่ชอบกลิ่นธูป เพราะฉะนั้นเรื่องกลิ่นก็มีผลกับอาการแพ้ท้องเช่นเดียวกันค่ะ สิ่งสำคัญคือคุณแม่ควรจะอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท หากลิ่นหอมๆ ที่มีความสดชื่นมาไว้ใกล้ๆ กลิ่นที่สดชื่นเช่นนี้ก็จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกเวียนหัวน้อยลง แล้วก็สร้างความผ่อนคลายให้ได้อีกด้วย 2. ดื่มน้ำเป็นประจำ อาการแพ้ท้องส่วนมากก็จะมาในรูปแบบของการอาเจียน เพราะงั้นเราก็จะเสียน้ำไปเยอะมาก สิ่งที่จะช่วยได้ก็คือ ให้ดื่มน้ำเข้าไปทดแทน เพราะไม่งั้นอาจจะเกิดอาการขาดน้ำ ผิวหนังแห้งแตก หรือหน้ามืดได้ค่ะ นอกจากนี้การดื่มน้ำก็ยังช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่น มีกำลังในระหว่างวันขึ้นมาบ้าง 3. ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำขิงร้อนๆ ต่อจากข้อข้างบน น้ำที่เราแนะนำก็จะเป็นน้ำอุ่นๆ หรือถ้าใครไม่ชอบทานน้ำอุ่นๆ ก็อาจจะลองเปลี่ยนเป็นน้ำขิงร้อนๆ ก็ได้นะคะ เพราะขิงเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะช่วยลดอาการวิงเวียนและคลื่นไส้ได้เป็นอย่างดี แถมน้ำขิงยังช่วยกระตุ้นน้ำนมหลังคลอดได้ด้วยนะ […]

                       ฝึกลูกกินข้าวเอง หรือคำที่คุ้นหูกันในปัจจุบันอย่าง BLW (Baby Led Weaning) คือวิธีการที่ให้ลูกรู้จักหยิบอาหารกินเอง โดยอาหารจะไม่ใช่พวกอาหารปั่น อาหารบด แต่เป็นอาหารที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ มีความนุ่ม และหยิบจับได้ วิธีการนี้จะทำให้ลูกได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาหารที่เป็นของแข็งมากยิ่งขึ้น โดยวิธีนี้เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และสามารถนั่งได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีคนช่วย ฝึกลูกกินข้าวเอง มีประโยชน์อย่างไร           การให้ลูกกินข้าวเองนั้น นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้จักอาหารที่เป็นของแข็งมากขึ้นแล้ว ยังมีส่วนในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย และด้านความคิดอีกด้วย 1. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการกินของลูก            ฝึกให้ลูกกินข้าวเอง ช่วยให้ลูกมีความสุขกับการทานอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะลูกได้สนุกกับการกิน สนุกกับการเลียนแบบท่าทางระหว่างการกินอาหาร ทำให้ไม่ต้องคอยหลอกล่อให้ลูกกินข้าว 2. ฝึกพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือ           การให้ลูกได้หยิบจับอาหาร ทำให้ได้ฝึกการใช้แรงของมือ แรกๆอาหารอาจจะมีร่วงหล่นจากมือบ้าง หรืออาหารเละคามือบ้าง แต่ก็เป็นการให้ลูกได้ฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมือและน้ำหนักของมือ 3. ฝึกพัฒนาการการเคี้ยวและความคิด       […]

                      หากคุณแม่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากจะรู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของร่างกายมากมาย จนตัวเองเปลี่ยนไปเป็นคุณแม่ท้องโตใหญ่อุ้ยอ้ายแล้ว ยังมีอาการต่างๆ ที่ทำให้คุณแม่รู้สึกไม่สบายตัวอื่นๆ อีก ซึ่งคุณแม่หลายท่านอาจจะคิดว่าอาการไม่สบาย ปวดโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา                 แต่ทว่า…อาการปวดในบางอย่างนั้น อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่บอกถึงภาวะเสี่ยงและโรคแทรกซ้อนในระหว่างตั้งครรภ์ได้ โดยเฉพาะอาการปวดท้องผิดปกติ เราจึงชวนคุณแม่มาเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ที่ชวนน่าสงสัย เพื่อให้คุณแม่รู้ว่าอาการแบบไหนที่ผิดปกติ จะได้สังเกตและรู้ทันอันตราย รีบไปพบแพทย์ก่อนอาการจะรุนแรงลุกลามบานปลายจนเกิดการสูญเสียขึ้นได้ค่ะ สังเกตอาการปวดท้องขณะตั้งครรภ์ มาดูกันว่าอาการปวดท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่ เกิดจากอะไรกันบ้าง 1. ปวดท้อง แน่นท้อง จุกเสียดกลางอก อาจเป็นอาการของ กรดไหลย้อน หรือกระเพาะอาหารอักเสบ มีสาเหตุเกิดจากการมีกรดในกระเพาะอาหารมาก อาหารไม่ย่อย ทำให้มีอาการแน่นท้อง  หรือมีกรดไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหาร โดยมีอาการร่วมต่างๆ เช่น แสบร้อนกลางอก ลิ้นปี่ ลำคอ มีอาการคลื่นไส้ เรอ แน่นหน้าอก  ที่มักเกิดขึ้นหลังจากทานอาหาร หรือในช่วงเวลากลางคืน สาเหตุของอาการจุกเสียดแน่นท้องของคุณแม่ตั้งครรภ์ เกิดได้ทั้งจากการกินอาหารมากเกินไป กินอาหารรสจัด รสเปรี้ยว รสเผ็ด  กินผลไม้ที่มีกรด เช่น มะนาว กินอาหารที่ไขมันสูงทำให้ย่อยยาก   สาเหตุจากฮอร์โมนขณะตั้งครรภ์ที่เปลี่ยนแปลงทำให้กล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างหลอดอาหารและกระเพาะอาหารเกิดการคลายตัว รวมถึงลูกในท้องที่ใหญ่ขึ้นไปดันท้องคุณแม่ทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้น ป้องกันดูแลได้ : ด้วยการกินอาหารทีละน้อยๆ แต่บ่อยมื้อ เลี่ยงอาหารรสเผ็ด […]

                      เมื่อลูกน้อยอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกออกจากบ้านไปทำธุระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาหมอ หรือ พาไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้รถเข็นเด็กเพื่อความสะดวกสบายของคุณพ่อคุณแม่แล้วนั้น ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่มักจะเป็นตัวเลือกของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เป้อุ้มเด็ก เพราะสามารถพาลูกน้อยไปได้ทุกที่ เรียกว่าเป็นตัวช่วยทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกำลังกังวลว่า เป้อุ้มลูกนั้น จะทำให้ เด็กขาโก่ง หรือเปล่า มีความปลอดภัยขนาดไหน ควรเลือกอย่างไรดี ในบทความนี้ BabyGift มีข้อมูลดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ   ตอบข้อสงสัย เป้อุ้มลูก ใช้แล้วเด็กขาโก่งไหม ? พร้อม 3 ยี่ห้อแนะนำ เป้อุ้มทารก จำเป็นหรือไม่ มีประโยชน์อย่างไร ?   เป้สำหรับอุ้มเด็ก เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงกายในการอุ้มลูกน้อยวัยทารก เพราะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกน้อยด้วยมือตัวเองตลอดเวลา และไม่ต้องหาคนช่วยอุ้ม ด้วยเพราะลูกยังเล็ก ยังเดินไม่ได้ ดังนั้นการทำกิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ของคุณแม่จึงจำเป็นต้องอุ้มลูกไว้บ่อย ๆ ทั้งการอุ้มไล่ลม อุ้มกล่อมนอน อุ้มปลอบโยน อุ้มเดินเล่น อุ้มขณะออกไปทำธุระนอกบ้าน ซึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แถมยังต้องอุ้มลูกตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยทารกไปจนถึงวัยประมาณเกือบ 2 ขวบ จนเมื่อลูกเดินได้เก่ง  ดังนั้นการใช้เป้อุ้มลูกก็จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้มาก ทำให้สามารถพาลูกน้อยไปกับเราได้ทุกที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ […]

                      ช่วงเวลา ใกล้คลอด ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ยิ่งใกล้ถึงเวลาคลอดเท่าไร คุณแม่ควรสังเกตอาการของตัวเองมากยิ่งขึ้น วันนี้ Baby Gift มีสัญญาณเตือนใกล้คลอดมาให้คุณแม่ศึกษาและเตรียมพร้อมรับมือ ซึ่งจะมีสัญญาณเตือนใกล้คลอดอะไรบ้าง? ตามมาดูกันเลย เช็คด่วน! 6 สัญญาณเตือน ใกล้คลอด 1. ท้องเคลื่อนลงต่ำอย่างเห็นได้ชัด เมื่อถึงช่วงใกล้คลอด ทารกจะเริ่มเคลื่อนตัวลงมาด้านล่าง ทำให้ท้องคุณแม่เคลื่อนต่ำลงจนเห็นได้ชัดเจน สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่า เป็นสัญญาณเตือนว่าใกล้คลอดแล้ว 2. มดลูกหดตัวอย่างรุนแรง คุณแม่ช่วงท้องแก่ใกล้คลอดมักจะรู้สึกเจ็บหลังส่วนล่างอยู่ตลอดเวลา เพราะมดลูกเริ่มหดตัวเป็นระยะๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลักดันทารกออกสู่โลกภายนอก ยิ่งเมื่อถึงกำหนดคลอดแล้ว มดลูกก็จะยิ่งหดตัวอย่างรุนแรงและถี่มากขึ้นเรื่อยๆ 3. ถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ การที่คุณแม่มีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยๆนั้น ไม่ต้องกังวล เพราะร่างกายเพียงต้องการขับถ่ายของเสียออกมา เพื่อเตรียมสำหรับการคลอดลูกน้อยเป็นลำดับต่อไป โดยคุณแม่บางคนอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย 4. มีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอด สัญญาณเตือนใกล้คลอดระยะสุดท้าย คุณแม่จะมีเลือดไหลออกมาทางช่องคลอดลักษณะเป็นมูกเหนียวๆ แสดงว่ามดลูกเริ่มมีการขยายแล้ว หากคุณแม่มีอาการแบบนี้ ไม่ต้องตกใจ นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณแม่ต้องรีบไปโรงพยาบาลพบคุณหมอทันที เพื่อเตรียมตัวสำหรับการคลอดลูกน้อย 5. น้ำคร่ำแตก สัญญาณเตือนใกล้คลอดที่สำคัญที่สุด เมื่อใดก็ตามที่มีอาการน้ำคร่ำแตก คุณแม่ควรรีบเดินทางไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะทารกที่ไม่มีน้ำคร่ำโอบล้อมร่างกายในขณะที่ยังอยู่ในครรภ์นั้น อาจทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ ดังนั้น คุณหมอจึงจำเป็นต้องทำคลอดให้คุณแม่หลังจากที่น้ำคร่ำแตกภายใน 1-2 […]

                      หากคุณแม่มือใหม่ที่กำลังตั้งครรภ์และกังวลว่าของเตรียมคลอดมีอะไรบ้าง หรือจะต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะมาถึง การรู้ว่าเตรียมของใช้ทารกแรกเกิดมีอะไรบ้างจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่วางแผนได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเร่งรีบหาซื้อของใช้ในวินาทีสุดท้าย การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าจะทำให้การต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น 20 เช็กลิสต์สำคัญ เตรียมของใช้ทารกแรกเกิดมีอะไรบ้าง ของใช้เด็กแรกเกิดมีอะไรบ้างที่ต้องเตรียมก่อนวันคลอดถึงจะไม่เป็นกังวล เราได้รวบรวมรายการสำคัญ 20 อย่างที่ทุกครอบครัวควรมี การเตรียมของใช้เด็กทารกอย่างครบถ้วนจะช่วยให้การดูแลลูกน้อยเป็นไปอย่างราบรื่น 1. ครีมทาผื่นผ้าอ้อม ผิวของทารกยังบอบบางและแพ้ง่าย การอยู่กับผ้าอ้อมเปียกนานอาจทำให้เกิดผื่นแดงได้ ครีมทาผื่นผ้าอ้อมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการระคายเคืองบริเวณก้น ควรเลือกสูตรที่มีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการผดผื่นคัน ลดการอักเสบ และปกป้องผิวจากความเปียกชื้นเป็นส่วนผสม 2. เครื่องปั๊มนม เครื่องปั๊มนมช่วยให้คุณแม่สามารถเก็บนมแม่ไว้ล่วงหน้า สะดวกต่อการให้นมเมื่อต้องออกจากบ้าน หรือเมื่อต้องกลับไปทำงาน การมีนมแม่สำรองจะช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารครบถ้วนตลอดเวลา ควรเลือกแบบไฟฟ้าที่ปรับระดับแรงดูดได้ตามความต้องการของคุณแม่ได้อย่างอิสระ 3. อุปกรณ์สำหรับให้นมลูก ขวดนม จุกนม และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เป็นของใช้เด็กทารกที่ใช้บ่อยมาก ควรเตรียมไว้หลายชุดเพื่อสลับใช้ หมอนรองให้นมจะช่วยพยุงแขนของคุณแม่ให้สบายขณะให้นม จุกนมหลอกก็เป็นตัวช่วยปลอบใจลูกในยามหิวหรือเหงา 4. เครื่องวัดอุณหภูมิทารก เทอร์โมมิเตอร์สำหรับเด็กเป็นอุปกรณ์สำคัญในการดูแลสุขภาพ ทารกอาจมีไข้หรือไม่สบายได้ง่าย การสามารถวัดอุณหภูมิได้อย่างแม่นยำจะช่วยให้พ่อแม่ตัดสินใจได้ว่าควรพาไปหาหมอหรือดูแลเองที่บ้าน ควรเลือกแบบดิจิตอลที่อ่านค่าได้รวดเร็ว 5. เครื่องนอนสำหรับเด็ก ชุดเครื่องนอนเด็กประกอบด้วยฟูก หมอน และผ้าห่มที่เหมาะกับทารก เนื้อผ้าต้องอ่อนนุ่มและระบายอากาศได้ดี การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อย ควรเลือกผ้าฝ้าย 100% ที่ไม่ระคายผิว 6. เตียงเด็ก […]

                      All Categories

                      All Categories
                      All Brands
                      All Ages

                      Kid

                      Menu
                      All Categories
                      All Brands
                      All Ages
                      BabyGift Care
                      News & Event