BLW ฝึกลูกกินข้าวเอง ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

 ฝึกลูกกินข้าวเอง หรือคำที่คุ้นหูกันในปัจจุบันอย่าง BLW (Baby Led Weaning) คือวิธีการที่ให้ลูกรู้จักหยิบอาหารกินเอง โดยอาหารจะไม่ใช่พวกอาหารปั่น อาหารบด แต่เป็นอาหารที่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ มีความนุ่ม และหยิบจับได้ วิธีการนี้จะทำให้ลูกได้รู้จักและคุ้นเคยกับอาหารที่เป็นของแข็งมากยิ่งขึ้น โดยวิธีนี้เหมาะกับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป และสามารถนั่งได้เอง โดยที่ไม่ต้องมีคนช่วย

ฝึกลูกกินข้าวเอง มีประโยชน์อย่างไร

          การให้ลูกกินข้าวเองนั้น นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้จักอาหารที่เป็นของแข็งมากขึ้นแล้ว ยังมีส่วนในการช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย และด้านความคิดอีกด้วย

1. สร้างทัศนคติที่ดีต่อการกินของลูก 

          ฝึกให้ลูกกินข้าวเอง ช่วยให้ลูกมีความสุขกับการทานอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะลูกได้สนุกกับการกิน สนุกกับการเลียนแบบท่าทางระหว่างการกินอาหาร ทำให้ไม่ต้องคอยหลอกล่อให้ลูกกินข้าว

2. ฝึกพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมือ

          การให้ลูกได้หยิบจับอาหาร ทำให้ได้ฝึกการใช้แรงของมือ แรกๆอาหารอาจจะมีร่วงหล่นจากมือบ้าง หรืออาหารเละคามือบ้าง แต่ก็เป็นการให้ลูกได้ฝึกการควบคุมกล้ามเนื้อมือและน้ำหนักของมือ

3. ฝึกพัฒนาการการเคี้ยวและความคิด

          เมื่อลูกหยิบจับอาหารเป็นชิ้นเป็นอัน กะน้ำหนักแรงมือได้แล้ว ลูกจะต้องนำอาหารเข้าปาก แรกๆลูกอาจจะกะขนาดของอาหารที่นำเข้าปากไม่ได้ อาจมีบางครั้งที่ชิ้นใหญ่เกินไป หรือเข้าปากแล้วเคี้ยวไม่ละเอียดจนทำให้สำลักได้ แต่ก็เป็นการฝึกลูกให้รู้จักคิดเป็น ไตร่ตรองจากประสบการณ์จริง มีการเรียงลำดับของเหตุการณ์เป็นขั้นตอน ทำให้ส่งเสริมพัฒนาการความคิดมากขึ้น

4. ลูกช่วยเหลือตัวเองได้เร็วขึ้น เป็นการฝึกการรับผิดชอบต่อตัวเองในเบื้องต้น

          ฝึกให้ลูกกินข้าวเอง โดยไม่มีคนมาคอยป้อน ทำให้ลูกต้องทานข้าวเอง ต้องหยิบอาหารเข้าปากเอง ทำให้รู้จักเวลาในการทานอาหารมากขึ้น รับผิดชอบกับอาหารที่อยู่ตรงหน้า รับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง และช่วยเหลือตัวเองได้เร็วขึ้น

5. สร้างการประสานงานของมือและสายตา

          เมื่อลูกตักอาหารขึ้นมา ต้องใช้ทั้งมือและสายตาร่วมกัน จึงเกิดกระบวนการเรียนรู้ให้มือกับตาทำงานสอดคล้องกัน เพื่อที่จะสามารถทานอาหารได้โดยไม่ตกหล่น

เคล็ดลับการฝึกลูกกินข้าวได้เอง 

  • ควรให้ลูกใช้เวลาในการทานอาหารจำกัดเวลาการกินเพียง 15 – 45 นาทีเท่านั้น เพื่อฝึกให้ลูกทานอาหารเป็นเวลา
  • อย่าคาดหวังมากเกินไป ว่าวิธีนี้จะเหมาะสมสําหรับเด็กทุกคน เพราะเด็กบางคนที่พัฒนาการช้ากว่าก็สามารถให้อาหารเหลวแบบดั้งเดิมไปก่อน ไม่ต้องสร้างความคาดหวังขึ้นมาและเร่งรัดลูก
  • อย่าเปลี่ยนอาหารใหม่ๆมากเกินไป ให้ลูกได้เรียนรู้กับอาหารใหม่ๆทุก 4 วันก็เพียงพอ เพื่อจะได้สังเกตว่าลูกแพ้อาหาหรือไม่
  • ลูกอาจจะมีอาหารสำรักหรือสำรอก เพราะนี่คือปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของเด็กที่ปฏิเสธอาหารที่ไม่คุ้นเคย และไม่มีอะไรที่เป็นอันตราย ถ้าคุณแม่ตกใจเด็กก็จะยิ่งตกใจไปด้วย 
  • อย่าโมโห การให้ลูกหยิบอาหารกินเองควรเป็นไปอย่างธรรมชาติที่สุด 
  • ห้ามป้อนอาหารเด็ดขาด เพราะการป้อนอาหารจะทำให้ลูกไม่ยอมกินอาหารด้วยตัวเอง วิธีการ BLW ก็จะไม่เกิดผล เด็กบางคนอาจจะชอบอาหารเหลวมากกว่าในช่วงแรก เขาจึงจะเรียนรู้ที่จะหยิบอาหารเข้าปากตัวเองได้เล็ก อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าลูกเราคงไม่เหมาะกับวิธีการนี้แล้ว ล้มเลิกไปเสียกลางคัน ต้องให้เวลาเขาได้เรียนรู้
  • ห้ามปล่อยลูกไว้คนเดียวตอนกินอาหารเด็ดขาด ต้องมีผู้ใหญ่ที่เข้าใจวิธีการเหล่านี้คอยดูแลอยู่ตลอด เพราะบางกรณีลูกทานอาหารคำใหญ่เกินไป ทำให้เป็นอันตราย จึงต้องมีคนคอยดูแลอยู่ตลอด
  • ไม่เชียร์อัพ ไม่ปรบมือ เพราะอาจจะสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้กับเด็กได้ เพราะถ้าไม่มีพ่อแม่ปลอบ หรือคอยเชียร์เด็กก็ไม่ยอมทานอาหาร และอาจทำให้เด็กไม่สนใจกับการกินอาหาร หรือจดจ่ออยู่กับอาหารตรงหน้า

อาหารติดคอ ปฐมพยาบาลอย่างไร ?

          ในกรณีที่ลูกทานอาหารแล้วเกิดอาการอาหารติดคอผู้ปกครองต้องอย่าตกใจ และตั้งสติให้ดี  หลังจากนั้นทำการปฐมพยาบาลเบื่องต้น โดยใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำและตบแรงๆ บริเวณทรวงอกด้านหลังระหว่างกระดูกสะบัก จนอาหารกระเด็นหลุดออกมา ห้ามใช้นิ้วมือล้วงเข้าไปในปากเด็กหรือจับเด็กห้อยศีรษะและตบหลังเป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เศษอาหารตกมาอุดที่กล่องเสียงจนขาดอากาศหายใจได้

ขอบคุณข้อมูลจาก : Mahidol Channel มหิดล แชนแนล

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับการฝึกให้ลูกกินข้าวเอง

  1. เก้าอี้กินข้าวเด็ก เก้าอี้กินข้าวควรเป็นแบบมีพนักพิงหลัง และควรเป็นแบบสูง การใช้เก้าอี้กินข้าวเด็กจะทำให้ลูกนั่งกินอย่างเป็นที่เป็นทาง และทำให้เขาจดจ่อกับการกินที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่วิ่งไปวิ่งมาเพื่อที่จะมากินข้าว หรือไปเล่นของเล่น รวมไปถึงระหว่างกินข้าวไม่ควรให้ลูกดูโทรทัศน์หรือโทรศัพท์มือถือ เพราะจะทำให้ลูกสนใจแต่จอ ไม่ยอมกินข้าว
  2. ผ้าพลาสติกปูรองใต้โต๊ะ เพราะการกินอาหารของลูก รับประกันได้เลยว่ามีความเลอะเทอะแน่นอน การมีผ้าพลาสติกปูรองใต้โต๊ะจะทำให้สามารถทำความสะอาดหลังลูกกินข้าวเสร็จได้ง่ายขึ้น
  3. ชุดกินข้าวของเด็ก มีสีสันสดใส การใช้ชุดกินข้าวที่เป็นของเด็กโดยเฉพาะจะทำให้การทานอาหารของลูกมีความปลอดภัยมากขึ้น เพราะอุปกรณ์พวกนี้จะถูกออกแบบมาให้แตกหักยาก และปลอดสารพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อลูก นอกจากนี้การเลือกชุดถ้วยที่สีสันสดใสจะช่วยทำให้เด็กจดจ่อกับอาหาร และของที่อยู่ตรงหน้ามากยิ่งขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก :  today.line.me,parentsone.com,paolohospital.com

สนใจเลือกซื้อ อุปกรณ์ช่วยฝึกลูกกินข้าวเอง ได้อย่างปลอดภัยปรึกษาพนักงาน Baby Gift ทุกท่าน ยินดีให้คำแนะนำค่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

การดูแลตัวเองในช่วงให้นมเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้แม่มีสุขภาพแข็งแรง สามารถสร้างน้ำนมได้อย่างเพียงพอ ซึ่งนอกจากวิธีต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่แล้ว การดูแลตนเองอย่างเหมาะสมด้วยอาหารการกินก็จะทำให้แม่มีสุขภาพที่แข็งแรง สามารถให้นมลูกได้อย่างปลอดภัยและเต็มที่อีกด้วย ดังนั้นในบทความนี้ BabyGift จะชวนคุณแม่มาดูแลตัวเองในช่วงให้น้ำนม ตามมาดูกันค่ะ ว่าคุณแม่ให้นมควรกิน หรือไม่ควรกินอะไรบ้าง  เช็กลิสต์ให้นมลูก ห้ามกินอะไรบ้าง ? ชวนคุณแม่เช็กกินอะไรได้บ้าง ช่วงให้นม !  นอกจากการดูแลตัวเองแบบพื้นฐาน เช่น การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายที่ไม่หนัก เช่น เดิน โยคะ ว่ายน้ำ ดูแลจิตใจให้ไม่เครียด รวมถึงการเลี่ยงสารเสพติดทุกชนิดแล้วนั้น คุณแม่ที่ให้นมลูก ห้ามกินอะไรอีกบ้าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่ม ลองมาดูรายละเอียดกันต่อดีกว่าค่ะ  ให้นมลูก ห้ามกินอะไรบ้าง ?  อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงให้นมมีอะไรกันบ้าง BabyGift เตรียมข้อมูลมาให้ด้วยกัน 7 ข้อ แต่ละข้อมีรายละเอียดยังไงมาดูกันค่ะ  แล้วให้นมลูก ควรกินอะไร ?  สำหรับคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกนั้น นอกจากการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มพวกโปรตีน ธัญพืช แป้งไม่ขัดสี กินผลไม้ และดื่มน้ำให้มากพอแล้วนั้น […]

หลังจากเห็นขีดสองขีดและรู้ว่ามีสมาชิกตัวน้อยกำลังเติบโตอยู่ในท้อง หนึ่งในคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักอดสงสัยไม่ได้ก็คือ “ลูกของเราจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายนะ” ถึงจะยังไม่ถึงวันที่คุณหมอนัดอัลตราซาวด์ หลายบ้านก็เริ่มชวนกันสังเกตทรงท้อง ดูอาการแพ้ท้อง หรือถามคุณยายว่ามีวิธีทายเพศลูกแบบโบราณอะไรให้ลองบ้าง บางวิธีฟังแล้วน่าเชื่อ บางวิธีก็น่ารักจนอยากลองทำเล่นกับคนในครอบครัว อย่างไรก็ตาม วิธีทั้งหมดในบทความนี้เป็นเพียงความเชื่อที่เล่าต่อกันมา ยังไม่สามารถใช้ยืนยันเพศของทารกได้ คุณแม่ลองเล่นได้เพื่อสร้างสีสันระหว่างตั้งครรภ์ แต่อย่าใช้ผลที่ได้แทนการตรวจหรือคำแนะนำจากแพทย์นะคะ วิธีทายเพศลูกแบบโบราณเชื่อได้แค่ไหน วิธีทายเพศลูกจากทรงท้อง อาหารที่อยากกิน ผิวพรรณ หรืออาการแพ้ท้อง ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์เพียงพอที่จะนำมาใช้ระบุเพศของทารกได้อย่างน่าเชื่อถือ หลายอาการเกิดจากฮอร์โมน ร่างกายของคุณแม่ ตำแหน่งของลูก และปัจจัยเฉพาะบุคคลมากกว่า มองวิธีเหล่านี้เป็นกิจกรรมสนุก ๆ ระหว่างรอเจอลูกผ่านหน้าจออัลตราซาวด์จะเหมาะที่สุด ไม่ว่าผลทายจะออกมาเป็นลูกสาวหรือลูกชาย โอกาสทายถูกก็ยังใกล้เคียงกับการเดานั่นเอง 1. ทายเพศลูกจากอาหารที่คุณแม่อยากกิน คนโบราณเชื่อว่า หากคุณแม่อยากกินของหวาน อาจได้ลูกสาว แต่ถ้าชอบของเค็ม ของคาว หรืออาหารรสจัด อาจได้ลูกชาย อย่างไรก็ตาม ความอยากอาหารระหว่างตั้งครรภ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและฮอร์โมน จึงใช้ทายเพศลูกได้เพียงสนุก ๆ เท่านั้น 2. ทายจากผิวพรรณของคุณแม่ มีความเชื่อว่า คุณแม่ที่ผิวเปล่งปลั่ง หน้าตาสดใส มักได้ลูกชาย ส่วนคุณแม่ที่เป็นสิวหรือผิวหมองอาจได้ลูกสาว แต่ความเปลี่ยนแปลงของผิวส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน การพักผ่อน และสภาพผิวของแต่ละคนมากกว่า 3. ทายเพศลูกจากความฝัน […]

หลายวันมานี้เราท่องโลกอินเทอร์เน็ตหนักมาก เพราะอยากรู้ว่าแม่ยุคใหม่เขาชอบอะไร ไอเทมไหนกำลังเป็นที่พูดถึงในกลุ่มแม่ๆ มากที่สุด จากการส่องพบว่าท็อปปิคที่ถูกพูดถึงมาก แต่ยังมีข้อมูลน้อยคือ “รถเข็นเด็ก” ไอเทมใหม่สำหรับแม่ลูกเล็กในยุคนี้นั่นเอง เราจึงไม่รอช้ารีบหาข้อมูลว่าคุณแม่ต้องการรถเข็นแบบไหนและพอจะสรุปได้ว่า คุณแม่ส่วนใหญ่ต้องการรถเข็นเด็กที่น้ำหนักเบา พับเก็บมือเดียวได้ เพราะส่วนมากไปกันสองคนแม่ลูก ต้องการระบบล้อที่ดี เข็นลื่นไหลไม่ต้องออกแรงมากส่วนใหญ่จะเข็นในสวนสาธารณะและทางเท้าซึ่งพื้นค่อนข้างขรุขระ สามารถปรับเอนได้เพราะลูกมักหลับตอนพาเที่ยว  วันนี้เลยไปคว้า รถเข็นเด็ก Aprica รุ่น LUXUNA CTS มารีวิวเผื่อคุณพ่อคุณแม่จะเก็บไว้เป็นตัวเลือกเวลาต้องออกไปด้านนอกกับเจ้าตัวเล็กเพียงลำพัง รีวิวรถเข็นเด็ก Aprica” รุ่น LUXUNA CTS เห็นรูปลักษณ์ทะมัดทะแมงอย่างนี้แต่น้ำหนักเบานะจ๊ะ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานมากๆ มาสำรวจสิว่าอะไรเป็นอะไร พอใช้งานจริงจะได้ไม่ยืนงง เริ่มต้นที่ด้ามจับเลยล่ะกัน เราว่าตอบโจทย์มากนะ เพราะสามารถปรับที่จับให้อยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังลูกก็ได้ คุณแม่ที่กังวลว่าจะไม่มีปฎิสัมพันธ์กับลูกสบายใจเรื่องนี้ได้เลยและเลิศได้อีกกับล้อแบบ Auto 4 wheels ที่จะล๊อคล้อและคลายล๊อคล้อแบบอัตโนมัติในเวลาเราเปลี่ยนที่จับให้มาอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ ถ้าใครเคยเข็นลูกแบบแม่อยู่ด้านหน้าจะนึกออกเลยว่าเวลาเราเข็นแบบนี้แล้วถ้าล้อหลังหมุนไม่ได้ พอจะเลี้ยวซ้ายที เลี้ยวขวาทีก็ต้องตีวงอ้อมกว้างไปอีก บังคับทิศทางก็ยากมาก มาเจอล้อแบบ Auto 4 Wheels สบายเลยขนาดเราลองเข็นในที่แคบ ๆ ก็ยังเข็นง่ายเรียกว่าโดนใจสุดๆ การปรับก้านเข็นไปด้านหลัง ช่วยให้เข็นได้ง่าย ปรับเอนนอนได้ 170 องศา เมื่อปรับก้านเข็นมาด้านหน้า ระบบล้อจะถูกปรับเปลี่ยนการล๊อคได้แบบอัตโนมัติ นอกจากเรื่องปรับล้อหมุนแบบ 360 องศา Auto 4 Wheels เรื่องรองรับแรงกระแทกที่ล้อก็โอเคเลย […]

ขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ตั้งครรภ์ทุกท่าน ที่กำลังนับวันรอคอยได้เห็นหน้าลูกน้อย เชื่อว่าคุณแม่คงจะวางแผนและตั้งใจจะให้นมแม่แก่ลูกน้อยทันทีหลังคลอดทุกคน และน่าจะเตรียมของใช้สำหรับการเลี้ยงลูกน้อย บางคนอาจจะมองหาเครื่องปั๊มนม และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในการให้นมแม่กันบ้างแล้วด้วย…จริงไหมคะ? แต่นอกจากการเตรียมของใช้เพื่อให้นมแม่แล้ว  คุณแม่ต้องไม่ลืมหันกลับมาสำรวจร่างกาย ด้วยการเช็กสุขภาพเต้านมและหัวนม ว่าพร้อมให้นมแม่ได้ทันทีหลังคลอดหรือไม่? มีส่วนไหนผิดปกติหรือมีปัญหาจนเป็นอุปสรรคในการให้นมแม่หรือเปล่า?  เราจึงชวนคุณแม่ตั้งครรภ์มาเรียนรู้วิธีตรวจเช็กหัวนมและเต้านม พร้อมแนะนำข้อมูลในการแก้ไขปัญหาเพื่อให้คุณแม่พร้อมให้นมลูกน้อยได้เต็มที่ทันทีหลังคลอดค่ะ ชวนแม่ท้อง…ตรวจหัวนมและเต้านมด้วยตัวเอง คุณแม่ตั้งครรภ์ควรตรวจลักษณะของเต้านมและหัวนมของตัวเอง เพื่อเช็กความผิดปกติของหัวนม ซึ่งบางครั้งคุณแม่อาจจะไม่ได้เคยสังเกตหรือรู้ว่าก่อนว่าลักษณะหัวนมของตัวเอง อาจมีปัญหาที่ส่งผลต่อการให้นมลูกน้อยได้ เช่น  หัวนมบอด หัวนมสั้น  หัวนมแบน หัวนมบุ๋ม รวมถึงหัวนมใหญ่ ซึ่งลักษณะหัวนมเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ และยิ่งคุณแม่แก้ไขได้เร็วเท่าไร ลูกน้อยก็จะได้รับคุณค่าจากนมแม่ได้เร็วมากขึ้นเท่านั้น  ฉะนั้นมาสังเกตดูกันว่า หัวนมของคุณแม่เป็นแบบไหน และแบบไหนที่ผิดปกติ รู้ได้อย่างไรว่าหัวนมผิดปกติ คุณแม่สามารถตรวจสอบและสังเกตหัวนมได้ด้วยตัวเองว่าปกติหรือไม่  แบบไหนหัวนมสั้น หัวนมบอด เพื่อการแก้ไขปัญหาที่มีให้ได้ก่อนคลอดลูกน้อย  ด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ 1. ดูขนาดของหัวนมและเต้านม โดยมองด้วยตาเปล่าและสัมผัสคลำเพื่อสำรวจว่า มีก้อนผิดปกติในเต้านมหรือไม่ เต้านมดูไม่บิดเบี้ยว หัวนมไม่แตกเป็นรอยแยก มีหัวนมแบนราบหรือบุ๋มลงไปหรือเปล่า 2. Pinch Test คือการวางหัวแม่มือและนิ้วชี้ของคุณแม่ไว้ที่ฐานของหัวนมใกล้กับขอบลานนม จากนั้นค่อยๆ กดนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้เข้าหากันเพื่อบีบหัวนมเบาๆ 2.1 Waller’s Test การวางมือบนเต้านมให้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คุณแม่ วางราบไปกับผิวหนัง […]

เริ่มต้นอย่างไรดี? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มให้นมลูก การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เพราะน้ำนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน พัฒนาสมอง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ – ลูก แต่สำหรับ คุณแม่มือใหม่ สิ่งนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เช่น ก่อนเริ่มปั๊มนมหรือให้นม ควรรู้พื้นฐานดังนี้: ✔ ร่างกายผลิตน้ำนมตาม “ความต้องการ”ยิ่งลูกดูดหรือแม่ปั๊มบ่อย → ยิ่งมีน้ำนมมา (หลักการ Supply & Demand) ✔ 3–5 วันแรกเป็น “น้ำนมเหลือง (Colostrum)”อุดมด้วยภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีมากที่สุด ✔ ช่วงแรกอาจมีเจ็บหัวนม ตึงเต้า หรือกังวลเรื่องน้ำนมถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถแก้ไขได้ เช่น คุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? (สำคัญมาก) ต่อไปนี้คือ “ชุดอุปกรณ์จำเป็น” ที่แนะนำให้มีตั้งแต่วันแรก: 1. เครื่องปั๊มนม (สำคัญที่สุด) ช่วยในการ 2. ถุงเก็บน้ำนม / ขวดเก็บน้ำนม 3. กรวยปั๊มนม “ต้องพอดี” 4. ผ้าคลุมให้นม / เสื้อปั๊มนม 5. […]

เพราะความปลอดภัยคือเหตุผลอันดับ 1 ที่พ่อแม่ต้องควักเงินซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย ก็เพื่อปกป้องลูกจากการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัจจัยที่รองลงมาคือ ลูกนอนสบาย ใช้งานง่าย และงบประมาณ มาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีท จริงๆแล้ววัดจากอะไร ก็ต้องเป็นวัสดุที่รองรับแรงกระแทกด้านใน ซึ่งคาร์ซีทแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อใช้วัสดุภายในที่ไม่เหมือนกัน แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ดังนี้ 1. EPS Foam และ EPP Foam EPS Foam (Polystyrene Foam)  เป็นวัสดุที่ช่วยลดแรงกระแทก ที่ใช้ใน หมวกกันน๊อค ช่วยปกป้องชีวิต ผู้สวมใส่ โฟมชนิดนึ้จึงถูกนำไว้ในคาร์ซีท ใช้รองรับแรงกระแทกสำหรับศีรษะและส่วนบนของร่างกายเด็ก ในกรณีที่เกิดการกระแทกโฟมจะแตกและจะกระจายแรงกระแทกออกไปโดยแทบไม่มีแรงสะท้อนกลับ จึงทำให้ได้เด็กปลอดภัย ดังนั้นผู้ผลิตคาร์ซีทระดับมาตรฐานสากลส่วนใหญ่ จึงนำโฟมชนิดนี้มาใช้ในคาร์ซีทเพื่อรองรับแรงกระแทกโดยเฉพาะ ส่วน EPP Foam (Polypropylene Foam) เป็นวัสดุที่คล้ายกับ EPS Foam แต่มีความยืดหยุ่น ไม่แตกหักง่าย และทนความร้อนดีกว่า  จึงนำไปผลิตเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ที่สามารถเข้าไมโครเวฟได้ ข้อมูลอ้างอิงจาก http://www.carseatsite.com/FAQ.htm 2. Urethane […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event