BLW คืออะไร ? คู่มือเริ่มต้นให้ลูกกินอาหารด้วยตัวเอง

หากคุณพ่อคุณแม่กำลังศึกษาวิธีเริ่มอาหารเสริมให้ลูก อาจเคยได้ยินคำว่า “BLW” หรือ Baby-Led Weaning ผ่านกลุ่มคุณแม่ รีวิวในโซเชียล หรือคำแนะนำจากคนรอบตัว

หลายคนสนใจวิธีนี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การกินอาหารด้วยตัวเองตั้งแต่เล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีคำถามตามมา เช่น

  • BLW คืออะไร?
  • ลูกต้องอายุเท่าไหร่ถึงเริ่มได้?
  • ลูกจะสำลักไหม?
  • จำเป็นต้องทำหรือไม่?

บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจ BLW แบบง่าย ๆ พร้อมแนวทางเริ่มต้นอย่างปลอดภัยสำหรับลูกน้อย

BLW คืออะไร?

BLW หรือ Baby-Led Weaning คือ แนวทางการให้อาหารเสริมที่เปิดโอกาสให้ลูกหยิบอาหารและเรียนรู้การกินด้วยตัวเอง แทนการป้อนอาหารบดผ่านช้อนในทุกมื้อ เด็กจะได้สัมผัสรูปทรงของอาหาร เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย กลิ่นและรสชาติของอาหาร รวมถึงการหยิบจับและประสานการทำงานของมือกับสายตา

แนวคิดสำคัญของ BLW คือ “ให้ลูกเป็นผู้นำการเรียนรู้เรื่องอาหารด้วยตัวเอง”

ลูกควรเริ่ม BLW เมื่อไหร่?

แม้อายุ 6 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มอาหารเสริมได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความพร้อมของลูก”

โดยทั่วไป ควรสังเกตสัญญาณดังนี้

  • นั่งได้ค่อนข้างมั่นคง
  • คอตั้งและควบคุมศีรษะได้ดี
  • สามารถหยิบจับสิ่งของเข้าปากเองได้
  • แสดงความสนใจอาหารของคนในครอบครัว

หากลูกมีสัญญาณเหล่านี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่ม BLW

BLW แตกต่างจากการป้อนอาหารแบบดั้งเดิมอย่างไร?

การป้อนอาหารแบบดั้งเดิม

  • เริ่มจากอาหารบดละเอียด
  • ผู้ใหญ่เป็นคนป้อน
  • ค่อย ๆ ปรับเนื้อสัมผัสเมื่อเด็กโตขึ้น

การกินแบบ BLW

  • เด็กหยิบอาหารด้วยตัวเอง
  • เรียนรู้การกัด เคี้ยว และกลืนตามพัฒนาการ
  • ได้ฝึกทักษะการใช้มือควบคู่ไปกับการกิน

ทั้งสองวิธีสามารถช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารตามวัยได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะกับลูกและครอบครัวได้

BLW ปลอดภัยไหม?

นี่เป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่กังวลมากที่สุด

ความจริงคือ BLW สามารถทำได้อย่างปลอดภัย หากเลือกอาหารและจัดสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม

สิ่งสำคัญที่ควรทำคือ

  • ให้ลูกนั่งตัวตรงระหว่างกินอาหาร
  • เลือกอาหารที่มีความนุ่มและเหมาะกับวัย
  • หลีกเลี่ยงอาหารชิ้นเล็ก แข็ง หรือกลมที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดคอ
  • ดูแลลูกอย่างใกล้ชิดตลอดมื้ออาหาร

ปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่มักเจอเมื่อเริ่ม BLW

“ลูกโยนอาหารตลอด”

เป็นเรื่องปกติ เพราะเด็กกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารและสิ่งรอบตัว

“ลูกกินน้อยมาก”

ช่วงแรกเด็กอาจยังไม่ได้กินอาหารในปริมาณมาก เพราะกำลังเรียนรู้มากกว่ามุ่งเน้นการรับสารอาหารจากอาหารเสริมเพียงอย่างเดียว

“บ้านเลอะทุกมื้อ”

BLW มักมาพร้อมเศษอาหารบนพื้น โต๊ะ และเสื้อผ้า ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้

“ลูกไม่ยอมหยิบอาหาร”

เด็กแต่ละคนมีจังหวะการเรียนรู้ต่างกัน บางคนอาจใช้เวลาในการปรับตัวมากกว่าคนอื่น

อุปกรณ์ที่ช่วยให้การเริ่ม BLW ง่ายขึ้น

การเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสม จะช่วยให้มื้ออาหารเป็นเรื่องสนุกและสะดวกมากขึ้นสำหรับทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่

เก้าอี้เด็กพกพา รุ่น GoUp – PRINCE & PRINCESS

เก้าอี้กินข้าวเด็กที่ช่วยให้ลูกนั่งในท่าที่เหมาะสมสำหรับมื้ออาหาร

  • รองรับการนั่งได้อย่างมั่นคง
  • ช่วยสร้างกิจวัตรการกินอาหารที่ดี
  • ปรับใช้งานได้ตามช่วงวัย

เหมาะสำหรับเด็กที่เริ่มอาหารเสริมและฝึกกินอาหารด้วยตัวเอง

แผ่นรองกันเปื้อน แบบใช้แล้วทิ้ง Prince & Princess

แผ่นรองสำหรับกิจกรรม BLW ช่วยลดความกังวลเรื่องความเลอะเทอะ

  • รองรับเศษอาหารและคราบเปื้อนระหว่างมื้ออาหาร
  • ทำความสะอาดง่าย
  • เหมาะสำหรับเด็กที่กำลังเรียนรู้การหยิบจับอาหาร

ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำความสะอาดมากเกินไป

HUGPAPA​ – Baby Chair Booster รุ่น Dial-Fit 2in1

เบาะเสริมเก้าอี้สำหรับเด็ก ช่วยให้ลูกนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับครอบครัวได้สะดวกยิ่งขึ้น

  • น้ำหนักเบา พกพาง่าย
  • ติดตั้งกับเก้าอี้ทั่วไปได้
  • ช่วยให้ลูกมีส่วนร่วมในมื้ออาหารของครอบครัว

เหมาะสำหรับครอบครัวที่เดินทางบ่อย หรือรับประทานอาหารนอกบ้านเป็นประจำ

GRANNY BEN ผ้ากันเปื้อนใยเทนเซล 3in1

ผ้ากันเปื้อนพร้อมถาดรองเศษอาหาร ช่วยลดความเลอะเทอะระหว่างมื้ออาหาร

  • รองรับเศษอาหารที่หล่นระหว่างกิน
  • น้ำหนักเบา ใส่สบาย
  • เช็ดทำความสะอาดได้ง่าย

ตัวช่วยยอดนิยมสำหรับบ้านที่เริ่มฝึก BLW เพราะช่วยให้เก็บกวาดหลังมื้ออาหารได้ง่ายขึ้น

MR.FOX ช้อนซิลิโคนแบบมีกล่องเก็บ

ช้อนซิลิโคนสำหรับเด็กเล็ก ออกแบบให้เหมาะกับการเริ่มเรียนรู้การกินอาหาร

  • ปลายช้อนนุ่ม อ่อนโยนต่อเหงือก
  • จับถนัดมือ
  • เหมาะสำหรับฝึกตักอาหารและเรียนรู้การใช้ช้อนด้วยตัวเอง

เหมาะสำหรับครอบครัวที่ทำ BLW ควบคู่กับการป้อนอาหารในบางมื้อ

BLW เหมาะกับลูกทุกคนหรือไม่?

BLW ไม่ใช่การแข่งขัน และไม่จำเป็นต้องเป็นทางเลือกเดียว เด็กแต่ละคนมีพัฒนาการ ความพร้อม และนิสัยการกินที่แตกต่างกัน บางครอบครัวอาจเลือกใช้ BLW ควบคู่กับการป้อนอาหารแบบดั้งเดิม (Mixed Feeding) ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางที่ได้รับความนิยมเช่นกัน

สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับอาหาร และให้ลูกได้เรียนรู้ตามจังหวะของตัวเอง

สรุป

BLW คือแนวทางการให้อาหารเสริมที่เปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การกินด้วยตัวเอง ผ่านการหยิบจับ สัมผัส และสำรวจอาหารอย่างเป็นธรรมชาติ แม้อาจมีความเลอะเทอะหรือความท้าทายในช่วงเริ่มต้น แต่สำหรับหลายครอบครัว BLW ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และสร้างความสุขในมื้ออาหารของลูกน้อย

💛 หากกำลังมองหาอุปกรณ์สำหรับเริ่มอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้กินข้าว ผ้ากันเปื้อน หรืออุปกรณ์สำหรับการฝึกกินอาหารด้วยตัวเอง สามารถเข้ามาเลือกชมสินค้าจริงได้ที่ BabyGift ทุกสาขา หรือช้อปออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมคำแนะนำจากทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อลูกน้อยอายุประมาณ 5 เดือนขึ้นไป ฟันซี่แรกก็จะเริ่มขึ้น ฟันจะค่อย ๆ ดันเหงือกขึ้นมา ทำให้ลูกเริ่มมีอาการคันเหงือก เจ็บเหงือก ลูกเลยชอบที่จะหยิบของเล่นเข้าปากเพื่อกัดเล่น เคี้ยวเล่น ให้ผ่อนคลายอาการคันเหงือกนี้ แต่เพื่อความสะอาด เพื่อความปลอดภัยกับเหงือกและฟันซี่แรกของลูกน้อย คุณพ่อคุณแม่จึงมักจะมองหายางกัดมาให้ลูกน้อยได้กัดเล่น แต่ยางกัดเด็ก ไม่ใช่อะไรก็ได้นะคะ คุณพ่อคุณแม่ต้องมั่นใจด้วยว่า วัสดุไร้สารเคมี นุ่มอ่อนโยนสำหรับเด็ก รูปทรงไม่เป็นอันตราย และไม่ทำให้เหงือกและฟันของลูกน้อยบาดเจ็บ แล้วแบบนี้จะเลือกยางกัดเด็กอย่างไรดี เด็กแรกเกิดใช้ยางกัดได้ไหม เรามีคำตอบมาให้ในบทความนี้ค่ะ ยางกัดเด็ก ลดคันเหงือก แบบไหนดี ? ลูกควรใช้ได้ตอนอายุเท่าไหร่ สามารถเริ่มเล่นยางกัดได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือน ขึ้นไป เนื่องจากยางกัดเด็กสามารถเป็นของเล่นเสริมพัฒนาการได้ หรือ เมื่อลูกอายุประมาณ 5 เดือน ให้คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตอาการลูก ว่ามักจะหยิบของเล่นทุกอย่างมากัดเล่นหรือเปล่า พอกัดไม่ได้เนื่องจากของเล่นนั้นแข็งเกินไป ระคายช่องปาก ก็จะทำให้ลูกร้องไห้งอแง เริ่มมีน้ำลายไหลมากขึ้นด้วย อาการเหล่านี้บ่งบอกว่าลูกอยากหาอะไรกัดเคี้ยวเล่นเพื่อบรรเทาอาการคันเหงือก ก็สามารถเริ่มใช้ยางกัดเด็กได้แล้วค่ะ ยางกัดเด็กมีกี่ประเภท พร้อมวิธีการเลือกยางกัดที่พ่อแม่ต้องรู้ ! 1. ยางกัดเด็กแบบซิลิโคน ยางกัดเด็กแบบซิลิโคน จะผลิตจากซิลิโคนฟู้ดส์เกรด BPA Free100% […]

เพราะคุณค่าจากน้ำนมแม่ที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์สารอาหารที่มีครบถ้วน เพื่อพัฒนาลูกน้อยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านความฉลาด การเติบโตแข็งแรง อารมณ์ดีมีความสุข ขับถ่ายง่าย แถมนมแม่ยังมีสารสร้างภูมิคุ้มกันมากมาย ทำให้ลูกน้อยไม่เจ็บป่วยง่ายอีกด้วย ด้วยเหตุนี้คุณแม่ทุกท่านจึงปรารถนาจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าอันมหัศจรรย์จากน้ำนมแม่อย่างเต็มที่ไปจนโต หรือให้นมลูกได้นานที่สุด  โดยคุณแม่หลังคลอดส่วนใหญ่ นอกจากจะให้นมแม่จากเต้าโดยตรงกับลูกน้อยแล้ว เชื่อว่าเกือบทุกคน โดยเฉพาะคุณแม่เวิร์กกิ้งมัม จะต้องทำสต๊อกน้ำนมแม่เก็บแช่แข็งหรือแช่เย็นไว้ เพื่อให้ลูกรักยังได้กินนมแม่ตลอดเวลา แม้จะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน แต่มีคุณแม่มือใหม่หลายท่านที่ยังไม่มั่นใจหรือกังวล กับการละลายนมแม่ที่แช่แข็งมาใช้ เพราะไม่แน่ใจว่าวิธีการไหนจะสะดวก สะอาด ปลอดภัย แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียอย่างไร และทำแบบไหนจะไม่เสียคุณค่าน้ำนมแม่  ดังนั้นอยากรู้ว่าแต่ละ วิธีละลายน้ำนมแม่ แตกต่างกันอย่างไรไปดูกันค่ะ ก่อนอื่น ให้เปลี่ยนช่องแช่ เพื่อละลายนมแม่ก่อน หากคุณแม่เก็บน้ำนมแม่ไว้ในช่องแช่แข็ง จำเป็นต้องนำนมแม่เปลี่ยนมาแช่ที่ช่องแช่เย็นธรรมดาด้านล่างก่อนประมาณ 1 วันหรือ 1 คืน เพื่อให้นมแม่ค่อยๆ ละลาย  ควรนำนมเก่าที่แช่แข็งไว้ตามวันเวลาที่เก็บสต๊อกไว้นานที่สุดก่อน  เพื่อไม่ให้นมเก่า เก็บไว้นานเกินไป  แล้วจึงทยอยนำนมใหม่มาใช้ไล่ตามเวลาไปเรื่อยๆ เมื่อนมแม่ละลายแล้ว  คุณแม่ควรแบ่งนมแม่จากถุงเก็บน้ำนมใส่ขวดนม แบ่งปริมาณที่ลูกกินเฉพาะมื้อนั้นๆ แล้วจึงนำมาอุ่นหรือละลายก่อนให้ลูกกิน   ซึ่งนมที่เหลือในถุงเก็บน้ำนมสามารถแช่ในตู้เย็นช่องธรรมดาให้ลูกกินให้หมดภายใน 2-3 วัน เท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่คุณแม่มักจะนำมาอุ่นหรือละลายให้ลูกกินในมื้อถัดไปภายในวันเดียว หรือ 24 ชั่วโมง วิธีละลายน้ำนมแม่ […]

คุณแม่ท้อง..เคยมีผู้ใหญ่หรือคนรู้จักทักหรือเตือนเรื่องความเชื่อต่างๆ บ้างไหม? เราเชื่อค่ะว่าคุณแม่ท้องหลายๆ ท่านจะต้องเคยได้ยินได้ฟังความเชื่อต่างๆ ที่เคยบอกกันมาระหว่างท้องแน่นอน ซึ่งความเชื่อที่มีมาช้านานในบางสิ่งก็เป็นเรื่องกุศโลบายที่ดีและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดอันตรายหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ความเชื่อบางอย่างก็ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในปัจจุบันกันแล้ว ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำว่าความเชื่อแบบไหนที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ และไม่น่าจะนำมาปฏิบัติกันแล้ว เพื่อให้คุณแม่ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องนำมาคิดให้เป็นกังวลกันต่อไปค่ะ เชื่อแบบนี้ …ไม่ดีแน่ มาดูความเชื่อที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยและข้อมูลความเป็นจริงในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง ห้ามแม่ท้องเตรียมของใช้ไว้ให้ลูกก่อน เพราะแต่เดิมการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเท่าตอนนี้ การตั้งครรภ์และคลอดลูกน้อยสมัยก่อนจึงยังไม่ค่อยมีความปลอดภัยมากนัก  หลายบ้านจึงมีความเชื่อว่าการเตรียมของใช้เด็กอ่อนไว้ล่วงหน้า  อาจจะทำให้ลูกไม่ได้เกิดมาหรือมีเหตุบางอย่างทำให้คุณแม่เป็นอันตราย แต่ยุคสมัยและความเจริญทางการแพทย์เปลี่ยนไป แม่ตั้งครรภ์ยุคใหม่เกือบทุกคนมักคลอดได้อย่างเรียบร้อยดี และลูกน้อยก็ออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากมีการฝากครรภ์ การตรวจและดูแลครรภ์ตลอด 9 เดือนจากแพทย์  จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องงดการซื้อของใช้เพื่อการเลี้ยงลูกไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ซึ่งหากคุณแม่ยังมีความเชื่อแบบนี้ โดยไม่ได้เตรียมของใช้ให้ลูกไว้ ในช่วงหลังคลอดทั้งคุณแม่คุณพ่อและครอบครัวอาจเกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อม อุปกรณ์ทำความสะอาด ใช้อาบน้ำสระผมลูก เครื่องปั๊มนม คาร์ซีทที่ควรต้องใช้ติดรถไว้เพื่อพาลูกน้อยกลับบ้านทันทีหลังคลอด  และอื่นๆ หากไม่มีก็จะต้องรีบไปซื้อหามาอย่างฉุกละหุก จนเกิดความวุ่นวายหลังคลอดได้นั่นเอง  ดังนั้นหากคุณแม่ได้เตรียมของใช้ไว้พร้อมทุกอย่างก่อนตั้งครรภ์ หลังคลอดก็สามารถหยิบจับมาดูแลลูกได้ทั้นที เรียกว่าเตรียมมีไว้ใช้อย่างสะดวกดีที่สุดค่ะ คนท้องห้ามกินของดำ  จากความเชื่อเดิมที่มีหลายคนบอกว่า แม่ท้องห้ามดื่มกินอาหารที่มีสีดำ เช่น เฉาก๊วย โอเลี้ยง ซีอิ๊ว กาละแม และอื่นๆ เพราะจะทำให้ลูกน้อยที่คลอดออกมาผิวดำนั้น  ทุกวันนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้รู้กันแล้วว่า […]

อายุครรภ์คืออะไรกันนะ? เมื่อตั้งท้อง สิ่งหนึ่งที่เป็นคำถามยอดฮิตเลยก็คือ “ท้องกี่เดือน” หรือ “คลอดเมื่อไหร่” การที่เราจะตอบคำถามพวกนี้ได้นั้นเราจะต้องทราบอายุครรภ์ของเราก่อนค่ะ พูดง่าย ๆ อายุครรภ์ก็คือระยะเวลาที่ลูกของเราได้อยู่ในท้องของเรามา แต่ถ้าหากจะพูดให้ดูมีหลักการหน่อยแล้ว อายุครรภ์ก็คือระยะเวลาที่นับตั้งแต่วันแรกของรอบเดือนล่าสุดของเรามาจนถึงปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วนั้น อายุครรภ์ที่นับจนถึงกำหนดคลอดควรจะเท่ากับ 40 สัปดาห์โดยประมาณค่ะ เราจะรู้อายุครรภ์ของเราได้อย่างไร? 1. การตรวจภายในโดยวัดขนาดของมดลูก ฟังดูน่ากลัวนิดนึงใช่มั้ยคะ วิธีนี้สามารถกะอายุครรภ์โดยประมาณของคุณแม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แม่นยำเท่าไหร่หรอกนะ เพราะว่าเด็กแต่ละคนตัวใหญ่เล็กไม่เท่ากัน อาจมีคลาดเคลื่อนบ้าง 2. การอัลตราซาวด์ วิธีการตรวจแบบนี้จะตรวจได้เมื่อตอนอายุครรภ์สัก 5-6 สัปดาห์ขึ้นไป ส่วนถ้าอยากได้ผลแม่น ๆ หน่อยก็อาจจะมาตรวจช่วง 8-18 สัปดาห์ก็ได้นะ สำหรับวิธีนี้คุณหมอก็จะใช้วิธีการวัดขนาดของมดลูกเช่นกัน แต่จะเป็นการวัดผ่านการทำอัลตราซาวด์ แม้จะไม่ได้ตรงเป๊ะแบบ 100% แต่ก็ไม่คลาดเคลื่อนมากค่ะ 3. การนับรอบเดือน การนับรอบเดือนจะสามารถใช้ได้กับคุณแม่ที่มีรอบเดือนแบบมาสม่ำเสมอ ตรงกันทุกเดือน สามารถนับได้โดยการนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด ให้ถือว่าวันนั้นเป็นวันแรกของการตั้งครรภ์ค่ะ วันนี้คุณแม่ไปพบคุณหมอครั้งแรก คุณหมอจะประเมินวันคลอดคร่าว ๆ ด้วยการนับรอบเดือนแบบนี้แหละ เพราะงั้นทางที่ดี เราควรจะจดรอบเดือนของเราทุกเดือนนะ เราทราบอายุครรภ์กันเพื่ออะไร? การทราบอายุครรภ์นั้นมีประโยชน์แน่นอนค่ะ อย่างแรกคือเราก็จะทราบได้ว่าเราจะคลอดเมื่อไหร่หรือประมาณช่วงไหน จะได้เตรียมตัวได้ถูก […]

ต้องบอกว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่นั้นโชคดีมากมาย เพราะการเลี้ยงลูกสมัยนี้มีเครื่องอำนวยความสะดวกที่ช่วยทุ่นแรง ช่วยประหยัดเวลา และช่วยทำความสะอาดฆ่าเชื้อ ช่วยให้นมแม่ เรียกว่ามีสารพัดตั้งแต่ช่วยให้นม ทำความสะอาด ช่วยเตรียมอาหาร ครบถ้วนทั้งอุปกรณ์การนอน การกิน การอยู่สำหรับคุณแม่และลูกน้อย และสิ่งหนึ่งที่หลายๆ บ้านขาดไม่ได้ และคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กำลังมองหา เพราะเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงกายในการอุ้มลูกน้อยวัยทารก นั่นคือ เป้อุ้มเด็ก เครื่องทุ่นแรงสำคัญที่มีประโยชน์มาก เพราะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกน้อยด้วยมือตัวเองตลอดเวลา  และไม่ต้องหาคนช่วยอุ้ม เพราะลูกเบบี๋ยังเดินไม่ได้ การกิจวัตรการดูแลลุกส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องอุ้มลูกไว้บ่อยๆ ทั้งการอุ้มไล่ลม อุ้มกล่อมนอน อุ้มปลอบโยน อุ้มเดินเล่น หลายชั่วดมงต่อวัน  แถมยังต้องอุ้มลูกนานตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยทารกไปจนถึงวัยประมาณเกือบ 2 ขวบ จนเมื่อลูกเดินได้เก่ง   ฉะนั้นเพื่อตอกย้ำถึงประโยชน์และความคุ้มค่าในการใช้เป้อุ้มเด็ก  ให้คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อเป้อุ้มให้ลูกดีหรือไม่  ได้เห็นถึงข้อดีว่ามีแค่ไหน…เชื่อว่าเมื่อรู้แล้วทุกท่านจะสามารถเลือกซื้อใช้กันได้มั่นใจยิ่งขึ้น 10 ข้อดี ที่ต้องมี เป้อุ้มเด็ก 1. ประหยัดแรงกาย ประหยัดแรงคน เพราะเป้อุ้มเด็ก จะช่วยทุ่นแรงคุณแม่ไม่ต้องเดินอุ้มลูก ใช้กำลังแขนกำลังมืออุ้มลูกบ่อยๆ ประหยัดแรงกาย ช่วยให้คุณแม่ไม่เมื่อยล้า แต่เป้จะช่วยรองรับน้ำหนักตัวของลูกน้อยด้วยเป้และสายรัดให้อยู่กับตัวคุณแม่ ประหยัดแรงคนไม่ต้องหาคนมาช่วยอุ้มลูกเวลาที่คุณแม่จะต้องทำงาน เดินซื้อของ หรือทำธุระอื่นๆ 2. ลูกปลอดภัย นั่งและนอนได้สบาย เมื่อลูกน้อยอยู่ในเป้อุ้มเด็กจะปลอดภัย เพราะตัวคุณแม่และเป้จะประคองลูกตลอดเวลา ซึ่งเป้อุ้มเด็กส่วนใหญ่จะผลิตจากวัสดุที่ทำด้วยผ้าหนานุ่ม […]

เมื่อเริ่มตังครรภ์ มีเจ้าตัวเล็กเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย คุณแม่ทุกคนก็ต้องตื่นเต้นอยากเจอหน้าลูกและสงสัยว่า พัฒนาการทารกในครรภ์ ไปถึงไหนแล้วใช่ไหมคะ เราจึงนำพัฒนาการของลูกน้อยตลอดเก้าเดือนที่อยู่ในท้องของคุณแม่มาให้ชมกัน เบบี้กิ๊ฟขอแสดงความยินดีกับคุณแม่ทุกท่านด้วยนะคะ ลูกน้อยตัวโตแค่ไหนแล้ว เราลองเทียบกับผลไม้ให้ดูค่ะ พัฒนาการทารกในครรภ์ ที่คุณแม่มือใหม่ต้องรู้ พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 1 พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 1 คุณแม่ส่วนใหญ่จะรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ก็เข้าเดือนที่สองไปแล้ว เพราะว่าในเดือนแรกนี้จะเป็นช่วงที่ไข่กับอสุจิเข้าผสมกัน มีการแบ่งเซลล์แล้วก็ฝังตัวของเอ็มบริโอ ซึ่งในระยะนี้เจ้าหนูน้อยก็จะเล็กจิ๋วมาก ๆ เลยล่ะค่ะ มีขนาดไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตรเท่านั้นเอง ส่วนการพัฒนาหลัก ๆ ก็จะเป็นการพัฒนาในส่วนของรก เพื่อเตรียมพร้อมรอรับสารอาหารจากคุณแม่ พัฒนาการทารกในครรภ์ เดือนที่ 2  พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 2 เดือนนี้แหละที่คุณแม่หลาย ๆ ท่านจะเริ่มรู้ตัว มีอาการแพ้ท้อง แล้วก็ไปหาคุณหมอเพื่อการฝากครรภ์กันแล้ว ในช่วงเดือนนี้ลูกน้อยจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ประมาณ 2-3 เซนติเมตร แต่ก็จะยังไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของรูปร่างอะไรมากมาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการพัฒนาของระบบประสาท เนื้อเยื่อเส้นใยประสาท แล้วก็ไขสันหลัง คุณแม่สามารถทำอัลตราซาวด์เพื่อฟังเสียงหัวใจของลูกน้อยเต้นได้แล้วนะคะ พัฒนาการทารกในครรภ์เดือนที่ 3 ทารกในครรภ์จะมีน้ำหนักประมาณ 28 กรัม และมีความยาวประมาณ 7.6 ซ.ม. แล้วค่ะ […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event