แชร์วิธีห่อตัวเด็กทารก ทำตามง่าย ลูกน้อยหลับสบาย ลดสะดุ้ง !

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ

แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง

นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ 

ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ?

การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ 

วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?  

ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู โดยแนะนำให้เลือกเป็นผ้าที่มีผิวสัมผัสนุ่มละมุน ทำให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว ส่วนความหนาของผ้านั้น ควรเลือกให้เหมาะกับสภาพอากาศ มีขนาดที่ใหญ่พอดีจนสามารถห่อตัวเด็กเล็กได้ และเมื่อห่อตัวเรียบร้อยแล้วจะต้องมีความกระชับ ไม่เลื่อนหลุดขณะลูกดิ้นหรือขยับตัว เตรียมผ้ากันเรียบร้อยแล้วหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วก็มาดูขั้นตอนการห่อตัวเด็กพร้อม ๆ กันเลยค่ะ 

1. ห่อตัวแบบคลุมศีรษะ 

วิธีห่อตัวเด็กแบบคลุมศีรษะ เหมาะสำหรับการพาลูกน้อยออกไปนอกสถานที่ เช่น ไปโรงพยาบาล หรือไปทำธุระนอกบ้าน จะช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่นปลอดภัยได้มากขึ้น ทำได้ดังนี้ค่ะ 

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงกับเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าขอบชายผ้าเล็กน้อย 
  • นำผ้ามาคลุมศีรษะลูกให้แนบไปตามลำตัว และจัดแขนของลูกข้างใดข้างหนึ่งให้แนบลำตัว 
  • พับชายผ้าให้มาอีกฝั่ง โดยให้ผ้าห่มทับลำตัวของลูกน้อย และเหน็บชายผ้าไว้ใต้รักแร้ของลูก กระชับผ้าให้พอดี 
  • ทำอีกด้านให้เหมือนกัน โดยเหน็บผ้าไว้ใต้ลำตัวของลูกน้อย 
  • จับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

2. ห่อตัวแบบเปิดศีรษะ

วิธีห่อตัวทารกแบบเปิดศีรษะ ใช้สำหรับการพาลูกน้อยออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด หรือเวลาห่อตัวอยู่บ้าน เป็นต้น

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงบนเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยลงบนผ้า โดยให้ชายผ้าอยู่ในระดับไหล่ของลูก 
  • ให้แขนของลูกน้อยอยู่แนบลำตัว และพับผ้ามาอีกฝั่ง จากนั้นนำแขนอีกหนึ่งข้างทับผ้าไว้  
  • พับผ้าอีกด้านให้ทาบตัวของลูกน้อย เก็บชายผ้าโดยการสอดใต้ลำตัวของลูก 
  • จับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

3. ห่อตัวแบบเปิดแขนข้างใดข้างหนึ่ง 

วิธีห่อตัวเด็กแบบนี้ เหมาะสำหรับการเจาะสายน้ำเกลือ ฉีดยา หรือจำเป็นต้องตัดเล็บ ซึ่งเป็นการเปิดแขนออกมาจากผ้า 1 ด้าน เพื่อสร้างความสะดวกสบายในการทำหัตถการทางการแพทย์ วิธีการคล้ายๆ แบบที่ 2 แต่ต่างกันเล็กน้อยทำได้ดังนี้ค่ะ  

  • ขั้นตอนแรก วางผ้าลงบนเตียงหรือเบาะนอนโดยให้มุมผ้าชี้ขึ้นด้านบน แล้วพับมุมผ้าลงให้เป็นรูปสามเหลี่ยม 
  • วางตัวลูกน้อยลงบนผ้า โดยให้ชายผ้าอยู่ในระดับไหล่ของลูก 
  • จับแขนของลูก 1 ข้างให้แนบชิดลำตัว และจับชายผ้าพาดมาอีกฝั่งหนึ่งให้อยู่ใต้รักแร้ของลูกพอดี และจับแขนของลูกทับผ้าไว้  
  • พับผ้ามาอีกฝั่ง โดยให้ผ้าสอดไว้ที่ใต้แขนของลูก เพื่อให้แขนอีกด้านสามารถอยู่นอกผ้าห่อตัวได้ 
  •  เก็บชายผ้าโดยการสอดใต้ลำตัวของลูก และจับชายผ้าด้านล่างมัดขมวดเป็นปม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย 

แล้วพ่อแม่ควรห่อตัวเด็กเล็กจนถึงกี่เดือน ?  

โดยปกติแล้ว สามารถห่อตัวลูกน้อยของเราได้ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุไม่เกิน 3 สัปดาห์ เพราะถ้าเริ่มโตขึ้นก็จะขยับเคลื่อนไหวตัวมากขึ้น และอาจจะเริ่มพลิกตะแคง พลิกคว่ำ ซึ่งถ้าหากห่อตัวในช่วงที่เด็กสามารถพลิกตัวหรือคว่ำเองได้แล้ว อาจเสี่ยงต่อการหลับไหลตาย (Sudden Infant Death Syndrome : SIDS) เพราะการคว่ำทำให้หน้าจมลงที่นอน ส่งผลให้ทารกหายใจไม่ออก ทั้งยังไม่สามารถพลิกกลับมานอนหงายได้เอง และการพันผ้าห่อตัวลูกน้อยก็อาจทำให้ถูกรัดแน่น ขยับดิ้นไม่ได้ ทำให้ขาดอากาศหายใจและเสียชีวิตได้ค่ะ ดังนั้นแล้ว ถ้าสังเกตว่าลูกเริ่มขยับมากขึ้นหรือพลิกตะแคง พลิกคว่ำได้เองแล้ว ควรเลิกห่อผ้าให้ลูกน้อย เพื่อเป็นการป้องกันเหตุไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้  

แจกเคล็ดลับดีๆ วิธีห่อตัวเด็ก ให้ปลอดภัย  

  1. ควรให้ลูกน้อยนอนหลับในท่านอนหงาย เฝ้าดูลูกเป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าลูกไม่พลิกตัวนอนคว่ำหรือนอนตะแคงข้างในระหว่างที่ถูกห่อตัวขณะนอนหลับ 
  2. จัดผ้าปูที่นอน และผ้ารองนอนบนเตียงให้ตึงอยู่เสมอ เพราะผ้าปูที่นอนหรือผ้ารองนอนที่ย่น รวมถึงผ้าห่อตัวเด็กที่พันไว้อย่างหลวมๆ อาจหลุดออกและไปอุดปากอุดจมูกของเด็ก ซึ่งอาจทำให้ขาดอากาศหายใจได้  
  3. วัสดุรองนอนของลูกไม่ควรนิ่มจนบุ๋มเป็นแอ่ง เพราะอาจทำให้หายใจไม่สะดวก ทั้งนี้ ควรแยกที่นอนของลูกน้อยออกจากเตียงของพ่อแม่ เพื่อป้องกันการนอนทับลูก หรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ ที่ไม่คาดคิด 
  4. ควรสังเกตลูกน้อยในระหว่างที่ห่อตัวนอนหลับอย่างสม่ำเสมอ เพราะการห่อตัวอาจทำให้อุณหภูมิร่างกายของลูกสูงกว่าปกติ หากลูกมีเหงื่อออกตามตัว ผมเปียกชื้น แก้มแดงกว่าปกติ มีผื่นขึ้นเพราะอากาศร้อน ควรคลายผ้าห่อตัวออก เพราะอาจทำให้เด็กไม่สบายตัวได้  

BabyGift แนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดี ให้ลูกน้อยหลับสบาย 

1. ผ้าห่อตัวใยเทนเซล GRANNY BEN 

ผ้าห่อตัวใยเทนเซล (Tencel Muslin Swaddle Cloth) เป็นผ้าห่อตัวอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ มีขนาด 47 x 47 นิ้ว ใช้งานได้อย่างหลากหลาย พร้อมหูคล้องสองด้านสำหรับแขวนกันตกหรือตากแห้ง ใช้ห่อตัวเด็กเพื่อกันสะดุ้ง คลุมให้นม เช็ดตัวหลังอาบน้ำ ใช้ห่มนอน ปูรองนอน คลุมกันแดด รองนั่งรถเข็น หรือคาร์ซีท นำมาใช้ได้สารพัดประโยชน์ ตอบโจทย์การใช้งานทุกรูปแบบ

2. ผ้าห่อตัวเด็ก BABY & CO. 

นอกกจากจะต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องแล้ว การเลือกใช้ผ้าห่อตัวที่นุ่มสบายและมีคุณภาพดีก็สำคัญต่อลูกน้อยเช่นกัน หากคุณแม่ท่านใดอยากได้ผ้ามัสลินสำหรับห่อตัวเด็กแรกเกิด ขอแนะนำอีกหนึ่งยี่ห้อของ BABY & CO. เนื้อผ้าเนียนนุ่มให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัว ซึมซับรวดเร็ว แห้งไว นอกจากนี้ ยังมีขนาดใหญ่ถึง 47 นิ้ว ครอบคลุมทุกการใช้งานทั้งคุณแม่และลูกน้อย

3. ผ้าห่อตัวสาลูใยไผ่ NAPPI

ผ้าห่อตัวสาลูใยไผ่จาก NAPPI ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกน้อยหลับง่าย ลดการร้องไห้และผวาตื่น ให้สัมผัสนุ่มสบายกว่าผ้าสาลูทั่วไป ระบายอากาศดีมาก ดูดซับความชื้น เหงื่อ และซับน้ำได้ดี ช่วยให้ลูกน้อยแห้งสบายตัว เหมาะสำหรับลูกน้อยที่มีผิวบอบบาง มีขนาดใหญ่ 47 X 47 นิ้ว ใช้ได้สารพัดประโยชน์ทั้งห่อตัว ห่ม ปูรองนอน เช็ดตัว คลุมให้นม พิมพ์ด้วยสี Non-Toxic ปราศจาก AZO-DYE ไม่มีสาร Phthalate ฟอร์มาลดีไฮด์ และสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย

วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องนั้น จะช่วยให้ลูกน้อยหลับสบายได้มากขึ้น ลดอาการสะดุ้งและอาการผวาขณะนอนหลับได้ เพราะการห่อตัวทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย คล้ายกับการอยู่ในครรภ์คุณแม่ อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกน้อยโตขึ้นจนไม่สามารถห่อตัวได้แล้ว หากอยากให้ลูกน้อยนอนหลับได้ง่ายขึ้นและหลับได้ยาวนานขึ้น การใช้เปลไกวทารกก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำหรับการกล่อมลูกนอนค่ะ สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังชั่งใจว่าจะเลือกเปลไกวแบบหน้า-หลัง หรือไกวแบบซ้าย-ขวา เลือกแบบไหนดี ? BabyGift มีเขียนบทความเรื่องนี้เอาไว้ อ่านเพิ่มเติมได้เลยนะคะ หรือหากต้องการอุปกรณ์ของใช้เด็กอ่อนอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถเข้ามาเยี่ยมชมสินค้าได้ที่ร้าน BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ซึ่งสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟทั้ง 4 สาขาใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ  

อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก :  https://www.youtube.com/watch?v=ZySzj_w2rd0
 คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เค้าว่ากันว่าท้องอ่อนเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการแท้งมากที่สุด เพราะฉะนั้นคุณแม่ส่วนใหญ่จึงกลัวที่จะออกกำลังกายมากโดยเฉพาะการวิ่ง อันที่จริงแล้ว การแท้งส่วนใหญ่นั้นจะเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนที่มีอายุมาก โดยจะมีอัตราความเสี่ยงที่สูงกว่าคุณแม่ที่มีอายุน้อยค่ะ สาเหตุของการแท้งส่วนใหญ่มาจากความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือความผิดปกติของตัวคุณแม่เอง อย่างผู้ที่มีภาวะรกเกาะต่ำ หรือมีโรคประจำตัว นอกจากนี้ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีนมากเกินไป หรือแม้แต่การใช้สารเสพติดก็นำไปสู่การแท้งได้เช่นเดียวกัน ส่วนคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อนหน้านี้ ก็มีโอกาสแท้งซ้ำได้สูงมากเหมือนกันเลยล่ะค่ะ เอาล่ะ มาเข้าเรื่องของการออกกำลังกายกันดีกว่าค่ะ จากที่เล่าไปก่อนหน้านี้ การออกกำลังกายไม่ได้เป็นหนึ่งในสาเหตุของการแท้งที่สำคัญ ถ้าการออกกำลังกายนั้นไม่ใช่การออกกำลังกายที่ต้องใช้แรงมากเกินไป เราลองมาดูกันค่ะว่าการออกกำลังกายที่เหมาะกับคุณแม่ท้องอ่อนนั้นได้แก่อะไรบ้าง 1. การเดิน การออกกำลังกายด้วยการเดินเป็นอะไรที่ง่ายที่สุดแล้วเนอะ แต่การเดินที่ถูกต้องนั้นควรจะเป็นการเดินที่ไม่เร็วจนเกินไป ไม่ลงน้ำหนักที่ส้นเท้ามากเกินไป และไม่เดินต่อเนื่องกันเป็นเวลานานมากเกินไปนะคะ นอกจากนี้ คุณแม่ยังควรที่จะต้องเดินในสถานที่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง เพราะอากาศที่ปลอดโปร่งจะทำให้คุณแม่หายใจสะดวกขึ้น 2. โยคะ โยคะเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคนท้องเป็นอย่างยิ่งค่ะ เพราะโยคะนั้นเป็นการออกกำลังกายที่ค่อยเป็นค่อยไป ไม่หักโหม หากคุณแม่เล่นท่าที่ถูกต้องและหายใจเข้าออกอย่างถูกวิธี นอกจากจะช่วยให้คุณแม่แข็งแรงแล้ว ยังเป็นการช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อนคลายอีกด้วยค่ะ 3. ว่ายน้ำ การออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่แนะนำมากๆ เลยค่ะ เพราะในการว่ายน้ำนั้น คุณแม่จะมีตัวช่วยพยุงเป็นน้ำนั่นเองค่ะ นอกจากนี้ การว่ายน้ำยังเป็นการออกกำลังกายอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณแม่ได้ใช้ร่างกายทุกส่วนอีกด้วยนะ 4. การเต้นแอโรบิก การเต้นแอโรบิกที่ไม่หักโหมมากเกินไปนั้นเป็นการออกกำลังกายที่เราแนะนำสำหรับคุณแม่ท้องอ่อนเลยค่ะ แต่คุณแม่ก็ควรจะเลือกจังหวะเพลงที่ไม่เร็วเกินไป และไม่ควรออกท่าที่มีการกระโดด หรือมีการกระทบกระเทือนด้วยนะคะ ประโยชน์ของการออกกำลังกาย คุณแม่ท่านไหนที่กำลังกลัวการออกกำลังกายอยู่ก็อย่าเพิ่งกลัวไปนะคะ เพราะการออกกำลังกายที่ถูกต้องนั้นมีประโยชน์กับคุณแม่มากๆ เลย […]

…แต่ก็ไม่ง่ายเลย ให้คาร์ซีทเป็นเก้าอี้วิเศษของเด็กๆ ประสบการณ์จากคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่อยากแชร์ให้ทุกๆบ้านฝึกลูกนั่งคาร์ซีทเพื่อความปลอดภัยของลูกๆ วิธีนี้พิสูจน์แล้วได้ผลแน่นอนค่ะ แต่ช่วงแรกคุณพ่อคุณแม่ต้องใจแข็งหน่อยนะคะ อ่านจบแล้วนำไปฝึกกับลูกๆเราได้เลยค่ะ ไม่นานมานี้ดิฉันเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกับลูกๆทั้งสนุกสนานและปลอดภัยตั้งแต่ออกเดินทางจนถึงจุดมุ่งหมายเลยค่ะรู้สึกขอบใจตัวเองที่กัดฟันให้ลูกนั่งคาร์ซีท ตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ทำให้ขับรถได้อย่างมีสมาธิ แต่กว่าจะถึงวันนี้ลูกก็เคยร้องไห้ประท้วงจนแหวะใส่เก้าอี้ตัวเองมาแล้ว ดิฉันใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหวร้องได้ร้องไป แค่ 15 นาทีเท่านั้น คลื่นลมก็สงบ ตั้งแต่นั้นมาลูกๆ เรียนรู้เลยว่า เวลาขึ้นรถต้องไปนั่งที่ “เก้าอี้วิเศษ”  คาร์ซีทของตัวเองและนั่งทุกครั้งแม้ระยะทางจะใกล้หรือไกลเพราะอุบัติเหตุอาจเกิดจากภัยในรถ เช่น ลูกทะเลาะกันที่เบาะหลัง (เจอมาแล้ว) หรือปีนป่ายจนได้รับอันตราย คุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่มั่นใจในคาร์ซีท carseat ว่าจะช่วยวันยุ่งๆของคุณแม่ได้มากน้อยแค่ไหน ลองเคล็ดลับต่อไปนี้ดูสิคะ แล้วลูกคุณจะรัก “เก้าอี้วิเศษ” ของตัวเองขึ้นเยอะเลย 1. สร้างความผูกพันกับคาร์ซีท อนุญาตให้ลูกเอาสติ๊กเกอร์มาตกแต่งคาร์ซีทของตัวเองได้ เอาให้ถูกใจเลยเพราะต้องนั่งไปอีกนาน 2. มอบรางวัล บอกลูกว่า เราจะออกเดินทางได้ก็ต่อเมื่อล็อกสายรัดนิรภัยเรียบร้อย แล้วลูกจะรีบทำตัวน่ารักเพราะอยากไปเที่ยว แต่ถ้ากำลังพาไปหาหมอ อาจให้ขนมเป็นรางวัลได้ 3. เบี่ยงเบนความสนใจ ถ้าโยเยนัก ชวนคุยเรื่องการ์ตูนที่ลูกกำลังอินดีกว่า แค่นี้ก็เผลอจดจ่อกับการโม้เรื่องเจ้าหญิงกับฮีโร่ จนไม่ทันสังเกตว่า ตัวเองถูกจับนั่งคาร์ซีทเรียบร้อยแล้ว (มุกนี้ไม่เหนื่อย แถมสนุกดีด้วย) 4. เตรียมของเล่นแก้เบื่อ ควรมีของเล่นชิ้นโปรดอยู่ในรถ แนะนำว่าควรเป็นของเบาๆ และไม่แข็ง เช่น หนังสือผ้า เพราะคุณอาจโดนลูกเอาของในมือปาใส่ขณะขับรถ […]

วิตามินมีความสำคัญต่อร่างกายของเราเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะตอนท้อง เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่วิตามินที่เราได้รับเป็นปกตินั้นจะต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับเราเอง และอีกส่วนหนึ่งสำหรับลูกน้อย วิตามินส่วนใหญ่ก็จะสามารถพบได้ในอาหารทั่วไปเลยนะคะ หรือคุณแม่บางท่านอาจจะเลือกที่จะเสริมวิตามินเพิ่มเติมก็ได้อยู่ แต่ก่อนที่เราจะมองหาอาหารที่อุดมด้วยวิตามินมาทานนั้น เรามาดูกันก่อนดีกว่าว่าแม่ท้องควรจะเน้นวิตามินตัวไหนเป็นพิเศษกันบ้าง 1. วิตามินบี 1 วิตามินบี 1 เป็นวิตามินที่จะช่วยไม่ให้คุณแม่เกิดอาการเหน็บชา และมีความจำเป็นต่อร่างกายในการสร้างและการทำงานของเนื้อเยื่อ นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการพัฒนาระบบประสาทต่างๆ ของทารก สำหรับคุณแม่ที่ได้รับวิตามินตัวนี้น้อยเกินไปก็อาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อหัวใจและปอดของลูกน้อยได้ค่ะ อาหารที่มีวิตามินบี 1 ไข่ไก่ ข้าวซ้อมมือ แป้งสาลี 2. วิตามินบี 2 และบี 6 สำหรับวิตามินตัวนี้นั้นจะมีประโยชน์ต่อการพัฒนาสมองรวมถึงระบบประสาทของทารกเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าได้รับวิตามินตัวนี้น้อยเกินไป ก็อาจจะทำให้สมองของลูกน้อยพัฒนาได้อย่างไม่เต็มที่นะคะ อาหารที่มีวิตามินบี 2 และบี 6 เช่น ตับและไข่แดง 3. กรดโฟลิก กรดโฟลิกเป็นวิตามินที่ช่วยเรื่องของการสร้างอวัยวะให้แก่ลูกน้อย ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในเรื่องของสมองพิการและความพิการของร่างกายส่วนอื่น ๆ อาหารที่มีกรดโฟลิก เช่น ผักโขม อาโวคาโด ข้าวโพด 4. วิตามินบี 12 วิตามินบี 12 ก็เป็นวิตามินที่ช่วยในเรื่องของการทำงานระบบประสาทเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีส่วนในเรื่องของการช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงอีกด้วยนะ และเม็ดเลือดแดงก็มีความสำคัญในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองของลูกน้อยของเรานั่นเอง อาหารที่มีวิตามินบี 12 เช่น ไข่ ตับ และผลิตภัณฑ์จากนม 5. วิตามินซี วิตามินซีจะมาช่วยคุณแม่ในเรื่องของภูมิคุ้มกัน […]

การเป็นแม่มือใหม่คือการเผชิญหน้ากับโลกใหม่ที่เต็มไปด้วยการเรียนรู้และความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงการดูแลสุขภาพของลูกน้อย เพราะสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเติบโตและพัฒนาการของเด็กๆ ในวัยเด็กแรกเกิด ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่ดูยากในตอนเริ่มต้น แต่แม่มือใหม่สามารถเริ่มต้นด้วยเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพดีได้ มาดูกันว่า 10 เคล็ดลับที่จะช่วยเลี้ยงลูกให้สุขภาพดีมีอะไรบ้างค่ะ 1. ให้นมแม่เป็นหลัก การให้นมแม่เป็นการมอบสารอาหารที่ดีที่สุดแก่ลูกในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต นมแม่มีทั้งสารอาหารที่ครบถ้วนและภูมิคุ้มกันที่ช่วยป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก เคล็ดลับ: 2. เริ่มอาหารเสริมเมื่อถึงเวลา เมื่อเด็กครบ 6 เดือน ควรเริ่มให้อาหารเสริมเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต การเลือกอาหารที่เหมาะสมจะช่วยพัฒนาร่างกายและสมองของลูกได้อย่างดี เคล็ดลับ: 3. ส่งเสริมการนอนหลับที่เพียงพอ การนอนหลับที่เพียงพอช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็กและช่วยพัฒนาสมอง เด็กเล็กต้องการการนอนหลับมากในแต่ละวัน เคล็ดลับ: 4. ฉีดวัคซีนตามกำหนด การฉีดวัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคร้ายแรง เช่น โรคหัด คอตีบ หรือบาดทะยัก ซึ่งเป็นสิ่งที่แม่มือใหม่ไม่ควรมองข้าม เคล็ดลับ: 5. ให้ลูกได้รับการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพัฒนาการร่างกายและสมองของลูก การให้ลูกมีโอกาสเคลื่อนไหวตามวัย เช่น การคลาน การนั่ง หรือการยืน ช่วยเสริมพัฒนาการให้ดีขึ้น เคล็ดลับ: 6. รักษาความสะอาดและสุขอนามัย การรักษาความสะอาดทั้งร่างกายและสิ่งแวดล้อมช่วยป้องกันโรคต่างๆ เช่น การติดเชื้อในช่องปากหรือผิวหนัง […]

อุ้มลูกบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่า “ลูกติดมือ”          ลูกติดมือ พฤติกรรมแบบนี้เกิดจากการอุ้มลูกบ่อย แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเด็กถึงอยากให้อุ้ม เด็กแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ช่วงนี้เด็กจะยังชินกับการอยู่ในท้องของคุณแม่ที่เคลื่อนไหวตลอด มีความอบอุ่น และได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ตลอดเวลา การอุ้ม การสัมผัส จะช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หลังจากออกมาจากครรภ์ของแม่ เพราะการอุ้มเป็นการทำให้เค้ากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงเหมือนอยู่ในครรภ์ของแม่ ทำให้เค้าหยุดร้องไห้ รู้สึกปลอดภัยจากการได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกพ่อแม่ จึงทำให้เด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่บ่อยๆ           ซึ่งจากบทความของโรงพยาบาลเปาโลได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “ ช่วงเด็กทารกวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน จะเป็นวัยที่หากเขาต้องการสื่อสารอะไรกับคนอื่นก็จะใช้วิธีการร้องไห้เท่านั้น ซึ่งเมื่อร้องไห้คุณแม่หรือคนเลี้ยงส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าไปอุ้ม ซึ่งจริง ๆ การอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่เป็นการตามใจจนทำให้เขาติดมือได้ แต่ความจริงการอุ้มยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เด็กรู้สึกผูกพันกับคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่ามีคนคอยดูแลเขา ทำให้เขาหายกลัวหายกังวล และเมื่อเขารู้สึกเช่นนี้พออายุมากขึ้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และทำให้เขาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีไม่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงจนเกินไป เพราะฉะนั้นการอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่ทำให้เกิดอาการติดมือ “           เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนแรก […]

ผิวของทารกนั้นมีความบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า การเลือกครีมอาบน้ำเด็กจึงเป็นเรื่องที่คุณแม่ต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ต้องทำหน้าที่มากกว่าแค่ทำความสะอาด แต่ต้องช่วยรักษาความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันผิว และที่สำคัญที่สุดคือต้องไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคือง เพื่อให้ทุกช่วงเวลาการอาบน้ำเป็นเวลาแห่งความสุขและปลอดภัยของลูกรักอย่างแท้จริง วิธีเลือกครีมอาบน้ำเด็ก ให้เหมาะสมกับผิวที่บอบบางของลูกน้อย ก่อนจะตัดสินใจว่าเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี คุณแม่ควรมีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจนเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับสรีระที่บอบบางของเด็กเล็ก ดังนี้ แนะนำ 10 ครีมอาบน้ำเด็ก ยี่ห้อไหนดี อัปเดตล่าสุด 2026 หากคุณแม่ยังลังเลว่าควรเลือกครีมอาบน้ำเด็กยี่ห้อไหนดี ในปี 2026 นี้ ได้รวบรวม 10 แบรนด์ยอดนิยมที่ผ่านการยอมรับเรื่องความอ่อนโยนและประสิทธิภาพในการดูแลผิวลูกน้อยมาฝากกัน 1. Enfant Organic Moisture Baby Wash แบรนด์ที่อยู่คู่คุณแม่ไทยมานาน ตัวนี้เป็นสูตรออร์แกนิกที่ทำความสะอาดได้ทั้งผิวและผมในขวดเดียว จุดเด่นอยู่ที่ฟองนุ่มลื่นล้างออกง่าย มีส่วนผสมจากข้าวโอ๊ต น้ำมันมะกอก และ Argan Oil ออร์แกนิก ช่วยคงสมดุล pH Balance ให้ผิวลูกนุ่มชุ่มชื้นหลังอาบเสร็จทันที 2. D-nee Organic For Newborn Head & Body Baby Bath หนึ่งในครีมอาบน้ำเด็กยอดฮิตที่โดดเด่นเรื่องกลิ่นหอมละมุนสูตรออร์แกนิก ปลอดภัยจากสารเคมีรุนแรงอย่าง SLS และซิลิโคน […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid