เด็กขึ้นเครื่องบิน พ่อแม่ต้องเตรียมอะไรบ้าง ? รวมเรื่องต้องรู้ก่อนพาลูกขึ้นเครื่องบิน

โดยส่วนใหญ่แล้ว หากต้องการพาทารก ขึ้นเครื่องบิน เพื่อความปลอดภัยคุณพ่อคุณแม่ควรพาไปเมื่อทารกอายุ 4-8 สัปดาห์ขึ้นไปค่ะ เนื่องจากว่าทารกมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการเดินทางได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรงมากพอ อีกทั้งสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยๆ บนเครื่องบินยังทำให้ทารกเกิดความเครียดได้ง่าย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในหลายๆ สายการบินมีการอนุญาติให้ขึ้นได้ตั้งแต่อายุ 7 วัน และในบทความนี้ BabyGift จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปทำความเข้าใจเรื่องราวของการพาเด็ก ขึ้นเครื่องบินอย่างปลอดภัย พร้อมคำแนะนำต่างๆ ก่อนการพาลูกขึ้นเครื่องบินีกันค่ะ 

ชวนเตรียมพร้อมก่อนพา เด็ก ขึ้นเครื่องบิน ต้องเตรียมอะไร ? ต้องรู้อะไรบ้าง ? 

ในแต่ละสายการบินมักจะมีข้อกำหนดที่แตกต่างกันในการพาทารก ขึ้นเครื่องบินค่ะ บางที่ก็อนุญาติให้โดยสารได้ตั้งแต่ 7 วัน แต่บางที่ก็ต้องอายุ 14 วันก่อนถึงจะอนุญาติให้เดินทางได้ ซึ่งเอกสารที่ใช้สำหรับการเดินทางหลักๆ ก็จะเป็นใบสูติบัตร กับพาสปอร์ตนั่นเองค่ะ ซึ่งหากมีเด็กโดยสารไปด้วย ผู้ปกครองจำเป็นต้องติดต่อสายการบิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลในวันเดินทางได้นั่นเอง ซึ่ง BabyGift ได้เช็กข้อมูลกับสายการบินที่อนุญาติให้ทารกเดินทางมาให้ประมาณ 3 สายการบิน พร้อมคำแนะนำต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูล เป็นไอเดียให้คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการพาเจ้าตัวจิ๋วขึ้นเครื่องบิน ดังนี้ค่ะ

พาเด็ก ขึ้นเครื่องบิน การบินไทย 

การบินไทยอนุญาติให้ทารก ขึ้นเครื่องบินได้ตั้งแต่อายุ 7 วันขึ้นไป และไม่เกิน 2 ปี ค่ะ  ซึ่งหากต้องการเปลสำหรับเด็กทารกจะต้องซื้อที่นั่งแถวหน้าเพิ่ม (Preferred Seat) ซึ่งจะมีค่าบริการเพิ่มเติม และต้องแจ้งกับเจ้าหน้าที่สำรองที่นั่งว่าต้องการ Baby Bassinnet ซึ่งทารกที่จะสามารถขอติดเปลได้จะต้องมีอายุไม่เกิน 6 เดือน และมีน้ำหนักน้อยกว่า 10 กิโลกรัม และสูงไม่เกิน 67 เซนติเมตรค่ะ และหากสนใจจะติดเปลเพิ่ม ผู้ปกครองต้องแจ้งข้อมูลรหัสการจอง, หมายเลขบัตรโดยสาร, น้ำหนักส่วนสูงของทารก และวันเดือนปีเกิดของทารกเพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการซื้อที่นั่งด้านหน้าหรือ Preferred Seat ให้ได้ค่ะ โดยค่าตั๋วเครื่องบินทารกจะคิดอยู่ที่ 25% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่ สำหรับรถเข็นเด็กจะไม่สามารถหิ้วขึ้นเครื่องได้ ต้องโหลดใต้ท้องเครื่องเท่านั้น และไม่ได้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับรถเข็น 1 คัน ผู้ปกครองที่สนใจสามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ตอนเช็กอินได้เลยค่ะ 

พาทารก ขึ้นเครื่องบิน บางกอกแอร์เวย์ส 

สำหรับการพาเด็ก ขึ้นเครื่องบินกับสายการบินบางกอก แอร์เวย์สนั้น กรณีผู้โดยสารอายุต่ำกว่า 2 ปี จะเป็นการนั่งตักผู้ปกครอง ซึ่งมีค่าตั๋วโดยสารคิดเป็น 25% ของราคาตั๋วผู้ใหญ่ การขอใช้เปลเด็กจะไม่ได้มีการคิดค่าบริการ สามารถขอจากเจ้าหน้าที่ได้ แต่ต้องแจ้งขอรับบริการล่วงหน้า 24 ชั่วโมงก่อนเวลาออกเดินทาง ซึ่งการให้บริการเปลเด็กจะให้บริการโดย PG บนเครื่องบิน A319 และ A320 ในเส้นทางระหว่างประเทศ (เวลาบินมากกว่า 2.5ชั่วโมง) เท่านั้น และ รับน้ำหนักเด็กได้สูงสุด 11 กิโลกรัม และส่วนสูงได้สูงสุด 70 เซนติเมตร ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเครื่องบิน PG ทุกลำจะมีให้บริการในส่วนของเปล ยังไงก็ตาม แนะนำว่าให้คุณพ่อคุณแม่สอบถามกับเจ้าหน้าที่อีกครั้งก่อนทำการจองได้เลยค่ะ  

สำหรับส่วนของรถเข็นเด็กนั้นจะต้องเป็นแบบพับได้ โดยหากมีผู้โดยสารเด็กร่วมเดินทางด้วยผู้โดยสารสามารถนำไปได้ฟรี โดยไม่รวมกับน้ำหนักสัมภาระ โดยในกรณีถือขึ้นเครื่องจะต้องสามารถพับจัดเก็บในช่องใส่สัมภาระภายในห้องผู้โดยสารได้โดยขนาดจะต้องไม่เกิน สัมภาระถือขึ้นเครื่อง ซึ่งเครื่องบินของ Bangkok Airways ที่ให้บริการจะมี 2 ประเภทคือ ATR เครื่องบินใบพัด และ AIRBUS ลองมาดูขนาดที่สายการบินระบุกันต่อค่ะ 

  • ขนาดสำหรับถือขึ้นเครื่อง : ATR: 50 x 36 x 23 เซนติเมตร | AIRBUS: 56 x 36 x 23 เซนติเมตร 
  • ขนาดสำหรับโหลดใต้เครื่อง : ATR: 50 x 100 x 50 เซนติเมตร | AIRBUS: 145 x 160 x 110 เซนติเมตร 

แต่หากเกิดกรณีที่ช่องใส่สัมภาระภายในห้องผู้โดยสารไม่สามารถจัดเก็บรถเข็นเด็กได้ เจ้าหน้าที่จะจัดเก็บรถเข็นเด็กในบริเวณช่องเก็บสัมภาระใต้เครื่อง ทั้งนี้เมื่อถึงปลายทางผู้โดยสารสามารถแจ้งพนักงานเพื่อขอรับรถเข็นเด็กได้ที่บริเวณหน้าประตูเครื่อง ซึ่งในกรณีโหลดรถเข็นจะต้องไม่มีแบตเตอรี่ในตัว ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ภาคพื้นที่จะพิจารณาดำเนินการเพื่อความเหมาะสมอีกครั้งค่ะ ยังไงก็แนะนำว่าให้สอบถามเพื่อความชัวร์กับเจ้าหน้าที่อีกครั้งก่อนเดินทางค่ะ 

พาเด็ก ขึ้นเครื่องบิน แอร์เอเชีย  

สำหรับรายละเอียดการให้บริการสำหรับทารก ขึ้นเครื่องบิน ของ Air Asia นั้น หากเป็นเด็กที่มีอายุ 9 วัน – 24 เดือนจะถือว่าเป็นทารก ซึ่งจะอนุญาตให้เดินทางได้สำหรับผู้ใหญ่ 1 คนต่อทารก 1 คนเท่านั้น ซึ่งทารกจะต้องนั่งบนตักของผู้ใหญ่ ส่วนเด็กที่มีอายุมากกว่านั้นจะต้องซื้อบัตรโดยสารในราคาเด็กเพื่อเดินทางค่ะ สำหรับรายละเอียดค่าโดยสารสำหรับเด็กนั้นสามารถดูเพิ่มเติมได้ที่เว็บของสายการบิน หรือติดต่อสอบถามได้โดยตรงค่ะ  

ในส่วนของการใช้รถเข็นเด็กนั้น ผู้โดยสารสามารถใช้รถเข็นเด็กได้จนถึงประตูขึ้นเครื่อง จากนั้นต้องนำไปโหลดเป็นสัมภาระใต้ท้องเครื่อง  ทั้งนี้ ผู้โดยสารสามารถใช้รถเข็นเด็กได้ที่บันไดขั้นสุดท้าย ภายนอกประตูเครื่องบิน หรือบริเวณสายพานลำเลียงกระเป๋าได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของสนามบินปลายทางในแต่ละเที่ยวบิน  

สำหรับการนำรถเข็นเด็กขึ้นเครื่องนั้นต้องเป็นแบบพับได้ โดยต้องมีน้ำหนักไม่เกินที่กำหนดซึ่งก็คือต้องไม่เกิน 56 ซม. x 36 ซม. x 23 ซม รวมถึงที่จับ, ล้อและกระเป๋าด้านข้าง โดยจะต้องสามารถใส่ในช่องเหนือศีรษะในห้องโดยสารเครื่องบินได้เหมือนกับสัมภาระปกตินั่นเองค่ะ ซึ่งผู้โดยสารที่เดินทางมากับทารกและเด็กเป็นครอบครัวทางแอร์เอเชียจะให้สิทธิ์ขึ้นเครื่องก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการจัดเก็บสัมภาระ และดูแลให้เด็กให้พร้อมสำหรับการเดินทางนั่นเองค่ะ 

Checklist ต้องรู้ก่อนพาเด็ก ขึ้นเครื่องบิน 

  1. เช็กข้อมูลกับสายการบินที่เดินทางว่ากฎระเบียบในการพาทารก ขึ้นเครื่องบินมีอะไรบ้าง 
  2. เตรียมเอกสารใบสูติบัตร และพาสปอร์ตเพื่อจองตั๋วโดยสาร 
  3. เลือกที่นั่งที่มีบริเวณกว้าง สะดวก กับการดูแลเด็ก (ซึ่งสามารถปรึกษากับเจ้าหน้าที่ที่ทำการจองให้เราได้เลยค่ะ) 
  4. เตรียมอุปกรณ์ ของใช้ที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยของเรา เช่น รถเข็นเด็ก, เป้อุ้มเด็ก, ทิชชู่เปียก, ผ้าอ้อม, อุปกรณ์การกิน และอื่นๆ ที่จำเป็นกับลูกของเรา 
  5. แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าเรามีเด็กทารกมาด้วย และสอบถามสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม เช่น เปลเด็กบนเครื่องบิน เป็นต้น 

BabyGift แนะนำ ตัวช่วยสำคัญให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลเด็ก ขึ้นเครื่องบิน ได้สะดวกขึ้น! 

1. รถเข็นเด็กพับได้ KINDERKRAFT รุ่น NUBI 2 

รถเข็นเด็กแรกเกิด Kinderkraft รุ่น NUBI 2 เป็นแบรน์คุณภาพจากประเทศเยอรมันนี สามารถปรับเอนนอนราบได้ พับ-กาง ได้ง่าย เข็นลื่นคล่องตัวทุกการเดินทาง มาพร้อมหลังคาขนาดใหญ่ ป้องกัน UPF50+ และกันน้ำได้ มี Head Room ช่วยป้องกันแสงแดดได้แบบรอบด้าน มีมุ้งกันยุง กันแมลง ในกระเป๋าใต้ที่วางเท้า สามารถพับเก็บและกางออกได้ ใช้งานสะดวก สามารถถือขึ้น-ลงบันได ขึ้นรถได้สะดวก เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด ถึง 4 ปี หรือ น้ำหนักไม่เกิน 22 กิโลกรัม 

จุดเด่น  

  • โครงสร้าง Aluminium เสริม Nylon แข็งเเรงมั่นคง ช่วยรองรับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย  
  • ปรับนอนราบได้ 165 องศา ทารกแรกเกิดนอนสบาย หายใจสะดวก รถเข็นพับ-กางได้ง่าย วางตั้งได้  
  • มีล้อด้านหน้าหมุนได้ 360 องศา ทำให้เข็นได้คล่องตัว เลี้ยวง่ายในที่แคบ  
  • Kinderkraft Select เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์แนะนำ ที่ออกแบบดีเยี่ยม มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง   
  • มีเบรกขั้นตอนเดียว เสมือนระบบรักษาความปลอดภัย มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด ปลอดภัยสูง ลดความเสี่ยงในการตกจากเบาะ มีบาร์กันตกถอดออกได้ พาลูกน้อยเข้า-ออกจากรถเข็นได้สะดวก พร้อม ที่วางขาปรับระดับได้ ตามท่านั่งและสรีระของลูกน้อย  

2. รถเข็นเด็กแรกเกิด APRICA รุ่น Optia Cushion Grace

รุ่นนี้เป็นรถเข็นเด็กที่คิดค้นวิจัยโดยกุมารแพทย์ จากประเทศญี่ปุ่น ค่ะ ออกแบบถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ รองรับการเจริญเติบโตในแต่ละวัย นอนสบาย ปลอดภัยสูงสุด ตัวเบาะนั่งถักถอพิเศษแบบ 3D ป้องกันการลื่นไถล มีโครงสร้างพิเศษ ออกแบบลดรอยต่อ แข็งเเรงมั่นคง ช่วยรองรับน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย พับแล้ววางตั้งได้ พับกางง่ายด้วยมือเดียว ไม่ต้องใช้แรงเยอะ เหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด จนถึง น้ำหนัก 18 กิโลกรัม 

 จุดเด่น 

  • Ergonomic Design เบาะรองรับการเจริญเติบโตเด็กแต่ละวัย ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ พร้อมเสริมนวมปลายเท้า กันกระแทกรอบด้าน 360 องศา ทารกนอนสบาย อบอุ่น และปลอดภัยมากขึ้น ด้วยผ้า Mesh เทคโนโลยี Silky Air ถักถอพิเศษมากขึ้น สัมผัสนุ่มสบาย ระบายความร้อนได้รวดเร็วกว่า  
  • ป้องกันทารกเกิดภาวะ Baby Shaken Syndrome ด้วย Omega Cushion สปริงรูปตัว M ใต้เบาะ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 36 % ลดแรงกระแทกได้ดีกว่าเบาะรถเข็นเด็กทั่วไป แถมโช้คใต้เบาะ ยังดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 3 เท่าซึ่งเป็นเอกลักษณ์รุ่น Optia  
  • ล้อหมุนอัตโนมัติ 360 องศา ทั้ง 4 ล้อ บังคับทิศทางได้ง่าย เลี้ยวง่ายในทางแคบ 
  • หมอนทารก Mamoru Support ประคองศีรษะและลำคอ ป้องกันเด็กคอพับ โค้งรับศีรษะให้หัวทุยได้ นอกจากนี้ยังมีหมอนรองสะโพก Mamoru Support ช่วยประคองสะโพก ให้กระดูกสันหลังตั้งตรง นอนอยู่ในท่าที่ถูกต้อง  
  • พนักพิงด้านหลังและด้านข้าง มีฉนวนสะท้อนความร้อนพร้อมช่องระบายอากาศ ป้องกันแสง ความร้อน ซึ่งจดสิทธิบัตรเฉพาะแบรนด์ APRICA เท่านั้น  

3. รถเข็นเด็กแรกเกิด APRICA รุ่น Karoon Air Mesh สี Navy

อีกหนึ่งรถเข็นเด็กน้ำหนักเบาที่พับแล้ววางตั้งได้ พับกางง่ายด้วยมือเดียว ไม่ต้องใช้แรงเยอะ จาก APRICA ที่คิดค้นวิจัยโดยกุมารแพทย์ จากประเทศญี่ปุ่น ใช้ได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิด จนถึงน้ำหนัก 18 กิโลกรัม High Seat เบาะนั่งสูงจากพื้น 51 เซนติเมตร ป้องกันฝุ่นและความร้อนจากพื้น ด้านหลังพนักพิงมีฉนวนสะท้อนความร้อนพร้อมช่องระบายอากาศ ป้องกันแสง ความร้อน ซึ่งจดสิทธิบัตรเฉพาะแบรนด์ APRICA เท่านั้น   

จุดเด่น 

  • เบาะกว้าง เสริมนวมด้านข้างกันกระแทกรอบด้าน ทารกปลอดภัยมากขึ้น พร้อมปรับนอนราบได้ 170 องศา ทารกหายใจสะดวก ป้องกันโรค SIDS 
  • โครงสร้างพิเศษ ออกแบบลดรอยต่อ แข็งเเรงมั่นคง ช่วยรองรับน้ำหนักได้ปลอดภัย ล้อหน้าหมุนลื่น เข็นง่าย ลดการใช้แรง มีเข็มขัดนิรภัย 5 จุด ลดความเสี่ยงในการตกจากเบาะ  
  • มีหลังคากันแดดขนาดใหญ่ ปกป้องดวงตาทารก พร้อมช่องตาข่ายด้านบน มาพร้อมตะกร้าเก็บของเปิดด้านหน้า ใส่ของได้มากถึง 5 กิโลกรัม

4. รถเข็นเด็กแรกเกิด APRICA รุ่น Luxuna Cushion 

รถเข็นเด็กพับได้อีกหนึ่งรุ่นจาก APRICA ที่ออกแบบโดยหมอเด็กจากประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน รุ่นนี้ ป้องกันทารกเกิดภาวะ Baby Shaken Syndrome ด้วย Omega Cushion สปริงรูปตัว M ใต้เบาะ ดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 36 % ลดแรงกระแทกได้ดีกว่าเบาะรถเข็นเด็กทั่วไป ปรับนอนราบได้ 165 องศา ทารกปลอดภัยหายใจสะดวก พับแล้ววางตั้งได้ พับกางง่ายด้วยมือเดียว ไม่ต้องใช้แรงเยอะ ใช่ได้ตั้งแต่แรกเกิด จนถึง น้ำหนัก 18 กิโลกรัม 

 จุดเด่น  

  • เบาะกว้าง เสริมนวมด้านข้าง กันกระแทกรอบด้าน ทารกปลอดภัยมากขึ้น เข็นบนทางขรุขระได้อย่างนิ่มนวล ด้วยโช้ค 4 ล้อ ลดแรงสั่นสะเทือนได้มากที่สุด  
  • ผ้า Mesh เทคโนโลยี Silky Air สัมผัสนุ่มสบาย ระบายความร้อนได้รวดเร็วกว่า พนักพิงด้านหลังมีช่องระบายอากาศ อากาศถ่ายเทดีขึ้น  
  • ล้อหมุนอัตโนมัติ 360 องศา ทั้ง 4 ล้อ บังคับทิศทางได้ง่าย เลี้ยวง่ายแม้ในทางแคบ ด้ามจับแบบหนัง สัมผัสนุ่ม กันลื่น เข็นได้อย่างปลอดภัย และปรับด้ามเข็น 2 ทิศทาง กลับด้านเข็นได้ โดยไม่ต้องยกเบาะนั่งออก

5. เป้อุ้ม Hugpapa รุ่น Dial-Fit Pro (3in1 Hip Seat Carrier)  

เป้อุ้มทารกยี่ห้อไหนดี ? ที่มีเทคโนโลยีใหม่ BOA ปรับกระชับตัวง่ายขึ้น ง่าย สะดวก รวดเร็ว ปรับได้พอดีกับสรีระทุกคน เพียงแค่หมุน ต้อง Hugpapa รุ่นนี้เลยค่ะ รุ่นนี้เป็นแบบ 3 in 1 คือมี Hipseat ที่ใช้ได้ตั้งแต่แรกเกินจนถึง 36 เดือน Carrier ใช้ได้ตั้งแต่ 2 – 36 เดือน และ Hipseat Carrier ที่ใช้ได้ตั้งแต่ 3-36 เดือน ซึ่งเป้อุ้มของ Hugpapa เค้าใส่ใจในรายละเอียดของกับทั้งคุณแม่ และคุณลูก ได้รับการรับรองจากสถาบัน IHDI ลูกนั่งสบายอย่างปลอดภัย ไม่ทำให้ขาโก่ง หลังงอ  

 จุดเด่น 

  • ฮิปซีทที่นั่งเอียง 23 องศา ช่วยให้ลูกนั่งสบายมากขึ้น  
  • ฮิปซีทเว้าโค้งช่วยให้เข่าและสะโพกเด็ก อยู่ในระดับเดียวกัน และโค้งรับหน้าท้องไม่กดแผลผ่าคลอด 
  • ฮิปซีท M-Shape ปกป้องข้อต่อสะโพกลูกให้ปลอดภัย  
  • มีหมวกกันแดด ผ้าเช็ดน้ำลาย แผ่นพยุงศีรษะ ช่องตาข่ายระบายอากาศ เปิดระบายเหงื่อและความร้อนให้กับลูกน้อย  
  • สำหรับคุณแม่ก็มีการออกแบบให้ปรับระดับสายรัดด้านหลังได้ หมดปัญหาสายไม่พอดีกับผู้อุ้ม ที่ติดด้านหลังเป็นแม่เหล็ก ติดได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้คนอื่นช่วย   กระเป๋าด้านข้างขนาดใหญ่ ใส่โทรศัพท์ได้ หยิบใช้งานสะดวก

6. เป้อุ้มเด็ก HAENIM 9 Plus (Hipseat Carrier)  

เป้อุ้มเด็กเพื่อสุขภาพ อุ้มสบายไม่ปวดหลัง ใช้ได้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 36 เดือน มาพร้อมฐานนั่ง M-Shaped ซัพพอร์ตไหล้และหลัง รุ่นนี้มี Newborn support ออกแบบบตามสรีรศาสตร์ทารก อุ้มเด็กจิ๋วได้อย่างปลอดภัย แถมดีต่อสุขภาพคุณแม่ไม่ปวดหลัง เรียกว่าซัพพอร์ตทั้งแม่ และลูกได้อย่างดีเยี่ยมเลยหล่ะค่ะ 

 จุดเด่น 

  • เป้อุ้มเด็กมีฐานนั่ง M-Shaped ช้วยให้ลูกได้นั่งท่าถูกสรีระ ป้องกันข้อต่อสะโพกอักเสบ  
  • มีแผ่นพยุงศีรษะ ป้องกันลูกคอพับและกระดูกคอเคลื่อน มาพร้อมผ้าซับน้ำลาย Organic ไม่ระคายเคืองผิวลูก ถอดซักได้ หมวกคลุมศีรษะ ปกป้องแสงแดดให้ลูก ถอดได้ ตัวเป้ระบายอากาศดี ไม่ร้อนทั้งลูกน้อยและคนอุ้ม 
  • ซัพพอร์ตสุขภาพแม่ด้วยสายสะพายใหญ่ หนานุ่ม กระจายน้ำหนักได้ดี ไม่เมื่อยไหล่ มีสายคาดเอวขนาดใหญ่ ช่วยอุ้มลูกสบายขึ้น ไม่ปวดหลัง ส่วนฐานนั่ง Hipseat ก็โค้งรับกับช่วงท้อง สะพายแล้วไม่อึดอัด ไม่กดแผลผ่าคลอด 

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่วางแผนกำลังจะพาทารก ขึ้นเครื่องบินก็คงจะได้ไอเดีย ได้คำตอบกันบ้างแล้วนะคะ หัวใจหลักของการพาเด็ก ขึ้นเครื่องบินก็คือการแจ้งเจ้าหน้าที่ตอนที่เราทำการจองตั๋วเครื่องบินเพื่อให้เค้าสามารถซัพพอร์ตเราได้อย่างเต็มที่ และหากใครสนใจผลิตภัณฑ์สำหรับซัพพอร์ตการเดินทาง อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า รถเข็นเด็ก ยี่ห้อไหนดี ? หรือว่าสนใจเป้อุ้มเด็ก หรือสินค้าแม่ และเด็กอื่นๆ ก็สามารถมาเยี่ยมชมสินค้าหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift ร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี คุณพ่อคุณแม่สามารถมาเยี่ยมมสินค้าได้ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ร้านเบบี้กิ๊ฟ ทั้ง 5 สาขา ใกล้บ้าน หรือ สอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ 

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เพราะลูกน้อยคือที่สุดของความรักจากใจแม่ไม่มีอะไรเทียบได้ คุณแม่ทุกท่านจึงต้องเลือกและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเสมอ และ “น้ำนมแม่” คือหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด และดีที่สุดต่อลูกน้อย เป็นอาหารที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ด้วยเพราะน้ำนมนั้นกลั่นมาจากอกจากธรรมชาติในร่างกายแม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างครบถ้วน ซึ่งการให้นมแม่ได้ยาวนานที่สุด และเต็มที่ที่สุดแก่ลูกน้อย  นอกจากจะส่งผลดีเยี่ยมต่อพัฒนาการในทุกด้าน สร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้ลูกกินนมแม่ไม่ป่วยง่าย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย รวมถึงการให้นมแม่ยังดีต่อสุขภาพแม่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว มีส่วนช่วยคุมกำเนิดได้ในช่วงหนึ่ง  พร้อมกับทำให้สุขภาพและรูปร่างของคุณแม่กลับคืนมาหุ่นดีได้เร็วและง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับพลังคุณค่าสารอาหารจากน้ำนมนมแม่ให้ยาวนานเต็มที่ คุณแม่ทุกท่านจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสต๊อกน้ำนมสะสมไว้ให้ลูกมากๆ  และหลายๆ ท่านก็เป็นคุณแม่นักปั๊มได้สำเร็จ มีน้ำนมแม่ให้ลูกเต็มที่ เต็มตู้แช่  แต่ทว่าปัญหาที่คุณแม่กลับต้องพบเจอ คือ ลูกไม่กินนมสต๊อก ที่ทำไว้  จึงมีคำถามมากมายว่าทำไม? ลูกจึงไม่ยอมกิน เพราะเป็นนมแม่เหมือนกัน เราจึงชวนมาดูสาเหตุที่ลูกน้อยไม่ยอมกินนมสต๊อก พร้อมกับวิธีการฝึกลูกน้อยกินนมแม่จากสต๊อกว่าต้องทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ให้ลูกน้อยกินนมได้แม่ยาวนาน ได้รับที่สุดของโภชนาการนมแม่นี้อย่างเต็มที่ไปจนโตค่ะ สาเหตุที่ ลูกไม่กินนมสต๊อก วิธีฝึกลูกน้อยกินนมสต๊อก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกน้อยไม่กินนมสต๊อก คุณแม่จะต้องเตรียมตัวหรือฝึกลูกน้อยให้กินนมแม่สต๊อกจากขวดล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ เมื่อคุณแม่รู้สาเหตุของการปฏิเสธนมสต๊อกของลูกแล้ว ก็สามารถแก้ไขและฝึกลูกได้ โดยขอเพียงหมั่นฝึกฝนตามวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ พร้อมกับใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น เครื่องอุ่นนม จุกนมที่ดี  ร่วมกับการละลายนมสต๊อกที่ถูกต้อง และเทคนิคอื่นๆ โดยที่ไม่ให้ลูกกินนมอื่นๆ เด็ดขาด ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะยอมกินนมแม่ที่สต๊อกไว้ได้ต่อเนื่อง  เติบโตแข็งแรงด้วยพลังคุณค่าจากน้ำนมแม่ยาวนานแน่นอนค่ะ

ไม่ว่าแม่ท้องท่านไหนก็ไม่มีใครอยากจะอยู่ในภาวะครรภ์เสี่ยงกันทั้งนั้นแหละใช่มั้ยคะ คุณแม่บางท่านอาจจะเคยได้ยินเรื่องภาวะครรภ์เสี่ยงมาบ้างแต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการแบบไหนกันแน่ วันนี้เราจะนำเรื่องเกี่ยวกับภาวะครรภ์เสี่ยงมาฝากคุณแม่กันค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงก็คือการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบทั้งต่อตัวคุณแม่เองและลูกในท้อง ซึ่งภาวะนี้อาจทำให้ลูกเสียชีวิตตั้งแต่ยังไม่คลอด ในขณะคลอด หรือหลังคลอดได้ค่ะ ภาวะครรภ์เสี่ยงมักจะเกิดกับคุณแม่ที่เคยแท้งมาก่อน หรือเคยคลอดก่อนกำหนด คุณแม่ที่มีโรคประจำตัวต่างๆ หรือตั้งครรภ์ในขณะที่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หรือมากกว่า 40 ปี นอกจากนี้อาจจะมีสาเหตุมาจากเนื้องอกในมดลูก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นในช่วงที่คุณแม่ท้อง การท้องลูกแฝดหรือแม้แต่การที่ลูกในท้องอยู่ในท่าที่ไม่ปกติ มีข้อไหนที่ตรงกับคุณแม่บ้างมั้ยคะ ถ้ามีคุณแม่รีบปรึกษาคุณหมอแล้วก็เข้ารับการตรวจตามกำหนดและปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดนะคะ เพราะคุณแม่ที่มีภาวะเสี่ยงจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด แล้วก็คุณแม่จะต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างน้อยหนึ่งอย่างโดยคุณหมอตามด้านล่างนี้ด้วยค่ะ การตรวจประเมินภาวะครรภ์เสี่ยงโดยคุณหมอ 1. อัลตราซาวด์ (Ultrasound) การตรวจแบบอัลตราซาวด์ก็คือการตรวจโดยใช้คลื่นความถี่สูงเพื่อตรวจหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตอนตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นความผิดปกติของรกหรือของลูกน้อยในท้องค่ะ นอกจากนี้ การตรวจอัลตราซาวด์ยังสามารถบอกปริมาณน้ำคร่ำ รูปร่างของมดลูกและอัตราการเต้นของหัวใจทารกได้ด้วยนะ 2. การตรวจกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์  กลุ่มอาการดาวน์ก็คือดาวน์ซินโดรมที่เราเรียกกันโดยทั่วไปนี่แหละค่ะ สำหรับการตรวจหากลุ่มดาวน์นี้จะสามารถทำได้หลายวิธี เช่น 3. การเจาะน้ำคร่ำ การตรวจโดยเจาะน้ำคร่ำนี้จะทำเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ระหว่าง 18-20 สัปดาห์ค่ะ เอาตรงๆ การเจาะน้ำคร่ำนี่เจ็บมาก แต่ก็ต้องทนอ่ะเนอะเพื่อความปลอดภัยของลูกเรา คุณหมอจะเจาะน้ำคร่ำเพื่อนำเซลล์ของลูกมาใช้ตรวจวิเคราะห์หาโรคและความผิดปกติต่างๆ เช่นพวกโรคธาลัสซีเมีย โครโมโซมผิดปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมอื่นๆ ค่ะ 4. การตรวจอื่นๆ ตามความเห็นของแพทย์ ยกตัวอย่างเช่น การเจาะเลือดจากสายสะดือ การตรวจการทำงานของหัวใจทารกในครรภ์ (Non-Stress […]

คุณแม่ท้อง..เคยมีผู้ใหญ่หรือคนรู้จักทักหรือเตือนเรื่องความเชื่อต่างๆ บ้างไหม? เราเชื่อค่ะว่าคุณแม่ท้องหลายๆ ท่านจะต้องเคยได้ยินได้ฟังความเชื่อต่างๆ ที่เคยบอกกันมาระหว่างท้องแน่นอน ซึ่งความเชื่อที่มีมาช้านานในบางสิ่งก็เป็นเรื่องกุศโลบายที่ดีและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดอันตรายหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ความเชื่อบางอย่างก็ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในปัจจุบันกันแล้ว ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำว่าความเชื่อแบบไหนที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ และไม่น่าจะนำมาปฏิบัติกันแล้ว เพื่อให้คุณแม่ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องนำมาคิดให้เป็นกังวลกันต่อไปค่ะ เชื่อแบบนี้ …ไม่ดีแน่ มาดูความเชื่อที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยและข้อมูลความเป็นจริงในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง ห้ามแม่ท้องเตรียมของใช้ไว้ให้ลูกก่อน เพราะแต่เดิมการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเท่าตอนนี้ การตั้งครรภ์และคลอดลูกน้อยสมัยก่อนจึงยังไม่ค่อยมีความปลอดภัยมากนัก  หลายบ้านจึงมีความเชื่อว่าการเตรียมของใช้เด็กอ่อนไว้ล่วงหน้า  อาจจะทำให้ลูกไม่ได้เกิดมาหรือมีเหตุบางอย่างทำให้คุณแม่เป็นอันตราย แต่ยุคสมัยและความเจริญทางการแพทย์เปลี่ยนไป แม่ตั้งครรภ์ยุคใหม่เกือบทุกคนมักคลอดได้อย่างเรียบร้อยดี และลูกน้อยก็ออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากมีการฝากครรภ์ การตรวจและดูแลครรภ์ตลอด 9 เดือนจากแพทย์  จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องงดการซื้อของใช้เพื่อการเลี้ยงลูกไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ซึ่งหากคุณแม่ยังมีความเชื่อแบบนี้ โดยไม่ได้เตรียมของใช้ให้ลูกไว้ ในช่วงหลังคลอดทั้งคุณแม่คุณพ่อและครอบครัวอาจเกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อม อุปกรณ์ทำความสะอาด ใช้อาบน้ำสระผมลูก เครื่องปั๊มนม คาร์ซีทที่ควรต้องใช้ติดรถไว้เพื่อพาลูกน้อยกลับบ้านทันทีหลังคลอด  และอื่นๆ หากไม่มีก็จะต้องรีบไปซื้อหามาอย่างฉุกละหุก จนเกิดความวุ่นวายหลังคลอดได้นั่นเอง  ดังนั้นหากคุณแม่ได้เตรียมของใช้ไว้พร้อมทุกอย่างก่อนตั้งครรภ์ หลังคลอดก็สามารถหยิบจับมาดูแลลูกได้ทั้นที เรียกว่าเตรียมมีไว้ใช้อย่างสะดวกดีที่สุดค่ะ คนท้องห้ามกินของดำ  จากความเชื่อเดิมที่มีหลายคนบอกว่า แม่ท้องห้ามดื่มกินอาหารที่มีสีดำ เช่น เฉาก๊วย โอเลี้ยง ซีอิ๊ว กาละแม และอื่นๆ เพราะจะทำให้ลูกน้อยที่คลอดออกมาผิวดำนั้น  ทุกวันนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้รู้กันแล้วว่า […]

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

ท้องทีต้องมานั่งกังวลเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด นอกจากจะกังวลเรื่องการกินกับการเดินแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นสิ่งที่แม่ท้องหลายๆ คนสงสัยว่าควรจะนอนท่าไหนกันแน่ บางคนก็บอกว่าให้นอนท่าที่สบายที่สุด บางคนก็บอกว่าให้นอนตะแคงข้างไหนก็ได้ ส่วนบางคนก็เจาะจงให้นอนตะแคงซ้าย ตกลงยังไงกันแน่นะ? แต่แน่นอนว่าท่านอนมีผลต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่แล้วก็คุณลูก วันนี้เราลองมาดูคำตอบไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่ะ ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 16 สัปดาห์ขึ้นไปคือ “ท่านอนตะแคงซ้าย” ค่ะ เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้มดลูกของคุณแม่ไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ค่อนไปทางขวาและท่านี้ยังจะช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วยนะคะ เพราะพอเส้นเลือดดำไม่ถูกกดทับแล้ว เลือดก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ดี แถมยังทำให้อาหารย่อยง่ายอีกด้วยนะ ถ้าคุณแม่นอนตะแคงขวา หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น แต่เอาจริงถ้าจะให้นอนตะแคงซ้ายทั้งคืนก็คงไม่ไหว คุณแม่ก็อาจจะตะแคงซ้ายขวาสลับกันก็ได้นะ แต่เน้นไปที่ด้านซ้ายให้เยอะกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ที่ท้องใหญ่มากๆ คุณแม่อาจจะหาหมอนมารองใต้ท้องเพื่อช่วยพยุงท้องเอาไว้ จะได้นอนหลับสบายๆ ยาวๆ ถึงเช้าไปเลยเนอะ ท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับคุณแม่ เดาได้ง่ายมาก ก็คือท่านอนคว่ำน่ะสิ อันนี้มันก็แน่อยู่แล้วแหละนะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวันทุกวันจะให้นอนคว่ำได้ยังไงไหว แต่อีกท่านึงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือท่านอนหงายค่ะ อ๊ะๆ คิดไม่ถึงกันใช่ไหมล่ะคะ ที่ท่านี้ควรหลีกเลี่ยงก็เพราะมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวได้ค่ะ พอทับไปแล้วคุณแม่ก็จะมีอาการเท้าบวม เป็นริดสีดวงทวาร หนักๆ หน่อยก็อาจทำให้วิงเวียนศีรษะจนถึงขั้นเป็นลมได้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่ปวดหลังสุดๆ เพราะเหมือนกับต้องแบกรับน้ำหนักร่วมสิบโลไว้ทั้งคืน วิธีจัดท่านอน ไม่ใช่ว่าคุณแม่เดินมาถึงเตียงก็ล้มตึงลงไปนอนตะแคงได้เหมือนตอนไม่ท้องเลยนะ ตอนนี้เรามีลูกน้อยอยู่ในท้องแล้วก็ต้องคอยทำอะไรให้ช้าลง วิธีข้างล่างจะช่วยให้คุณแม่จัดท่านอนได้ถูกต้องแล้วก็จะช่วยลดอาการปวดหลังด้วยนะคะ เวลาจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า คุณแม่ควรจะค่อยๆ พลิก […]

คุณแม่มือใหม่กำลังคิดว่าจำเป็นต้องมีเครื่องปั๊มนมไว้ใช้หรือไม่? หรือกำลังสงสัยว่าควรเลือกแบบไหนดี? วันนี้เรามาตอบทุกคำถามเกี่ยวกับเครื่องปั๊มนมกันอย่างครบถ้วน เพื่อให้คุณแม่เตรียมตัวได้อย่างมั่นใจและเลือกซื้ออุปกรณ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตัวเอง ประโยชน์ของเครื่องปั๊มนม เครื่องปั๊มนมเป็นผู้ช่วยสำคัญที่ช่วยให้คุณแม่สามารถเก็บนมแม่ไว้ล่วงหน้าได้ ช่วยแก้ปัญหาเมื่อต้องออกไปทำงานหรือมีธุระนอกบ้าน ลดความกังวลเรื่องลูกหิวนม นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการผลิตนมแม่ให้ต่อเนื่อง และบรรเทาอาการเต้านมตึงเมื่อมีนมมากเกินไป เครื่องปั๊มนมมีกี่ประเภท เครื่องปั๊มนมมีให้เลือกหลากหลายประเภทตามความต้องการ แต่ละแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง เครื่องปั๊มนมแบบใช้มือ ที่ปั๊มนมแบบใช้มือเป็นตัวเลือกพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ไม่ได้ปั๊มนมบ่อย ใช้งานได้ทุกที่โดยไม่ต้องพึ่งกระแสไฟฟ้า ราคาไม่แพง และเก็บรักษาง่าย แต่อาจต้องใช้เวลานานกว่าและอาจเมื่อยมือในการใช้งาน เครื่องปั๊มนมแบบไฟฟ้าเดี่ยว เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบเดี่ยวใช้ปั๊มทีละข้าง ทำงานอัตโนมัติช่วยประหยัดแรงคุณแม่ เหมาะสำหรับการใช้งานเป็นครั้งคราว สะดวกกว่าแบบใช้มือและมีราคาที่เหมาะสม แต่ใช้เวลานานกว่าแบบปั๊มคู่เมื่อต้องปั๊มทั้งสองข้าง เครื่องปั๊มนมแบบไฟฟ้าคู่ เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าแบบคู่สามารถปั๊มทั้งสองข้างพร้อมกัน ประหยัดเวลาได้มาก เหมาะสำหรับคุณแม่ที่ต้องปั๊มนมเป็นประจำหรือต้องทำงานนอกบ้าน ช่วยกระตุ้นการผลิตนมได้ดีกว่า แต่ราคาสูงกว่าและต้องใช้พลังงานไฟฟ้า เครื่องปั้มนมแฮนด์ฟรี เครื่องปั๊มนมแฮนด์ฟรี (Hands-free Breast Pump) คือ อุปกรณ์ปั๊มนมแบบไร้สายที่ออกแบบให้มีขนาดเล็กและสามารถสวมใส่ใต้เสื้อชั้นในได้เลย ทำให้คุณแม่มีอิสระในการทำกิจกรรมอื่น ๆ เช่น การเลี้ยงลูก การทำงาน หรือการทำกิจกรรมประจำวัน โดยที่ไม่ต้องใช้มือจับกรวยปั๊ม ทำให้ชีวิตสะดวกสบายและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เครื่องปั๊มนมสำหรับใช้ในโรงพยาบาล เครื่องปั๊มนมระดับโรงพยาบาลมีขนาดใหญ่และประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับกรณีที่ลูกต้องเข้ารับการดูแลพิเศษในไอซียู หรือคุณแม่ที่มีปัญหาเรื่องการให้นม สามารถใช้ร่วมกันได้หลายคนโดยมีอุปกรณ์ส่วนตัวแยกกัน วิธีการใช้เครื่องปั๊มนมที่ถูกต้อง การใช้เครื่องปั๊มนมอย่างถูกต้องจะช่วยให้ได้นมมากขึ้นและปลอดภัย มีขั้นตอนดังนี้ […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid