เลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? เลือกยังไงให้เหมาะกับลูก แนะนำ 10 รุ่น คาร์ซีทเด็กแรกเกิดน่าใช้ อัปเดตปี 2024 

คาร์ซีทเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีสำหรับลูกน้อยของเราตั้งแต่ช่วงแรกเกิดไปจนถึงอายุ 6 ปี เพื่อความปลอดภัยขณะนั่งรถยนต์ ประกอบกับมีการออกกฏหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 ให้ใช้คาร์ซีทในเด็กที่อายุไม่เกิน 6 ปี ยกเว้นรถรับจ้างหรือรถสาธารณะ ดังนั้นทุกบ้านควรจะต้องเตรียมคาร์ซีทให้พร้อมตั้งแต่ก่อนคลอด เพราะต้องให้ลูกน้อยนั่งตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล ปัจจุบันคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกแบบไหนดี หรือจะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ที่มีคุณภาพดี ปลอดภัยได้มาตรฐาน และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในบทความนี้ BabyGift มีมาแนะนำแล้วค่ะ  

จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? แนะนำวิธีเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิด มั่นใจได้ในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย     

ผู้ปกครองบางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมต้องใช้คาร์ซีทสำหรับลูกน้อย ขอบอกว่า คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ ค่ะ คาร์ซีทเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งในรถยนต์ของคุณพ่อคุณแม่เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเด็กๆ ในขณะที่นั่งรถยนต์ เพื่อป้องกันหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด คาร์ซีทจะช่วยลดโอกาสบาดเจ็บรุนแรง หรือลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้ ซึ่งคาร์ซีทก็มีหลายแบบมาก มีตั้งแต่คาร์ซีทเด็กแรกเกิด คาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทสำหรับเด็กเล็ก และคาร์ซีทสำหรับเด็กโต นอกจากจะมีหลากหลายแบบแล้วก็ยังมีหลายยี่ห้อด้วย แล้วจะเลือกอย่างไรดี จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? ให้กับลูกรักของเรา มารู้จักกับแต่ละประเภทของคาร์ซีทให้มากขึ้นก่อน ไปดูยี่ห้อที่ BabyGift แนะนำกันค่ะ 

คาร์ซีทเด็กแรกเกิด มีกี่ประเภท ?   

ก่อนจะไปดูสินค้า คาร์ซีทแรกเกิด ยี่ห้อไหนดี ? ขอแนะนำแนวทางการเลือกคาร์ซีทสักนิดค่ะ สำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงเด็กอายุ 2 ปี แนะนำให้ใช้คาร์ชีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถ (Rear-Facing) เพราะช่วยปกป้องร่างกายที่บอบบางของเด็กแรกเกิดได้เป็นอย่างดี พร้อมช่วยลดแรงกระแทกได้ดีที่สุด ซึ่งคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.คาร์ซีทกระเช้า  

คาร์ซีทแบบกระเช้า จะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา สามารถถอดออก และถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ สะดวกกับคุณพ่อคุณแม่ในการถอดหิ้วใส่รถเข็นเด็กได้โดยไม่ต้องปลุกลูก แต่จะใช้ได้กับเด็กที่ไม่เกิน 18 เดือน เนื่องจากโครงสร้างที่บอบบางกว่าคาร์ซีทประเภทอื่น จึงไม่เหมาะกับเด็กที่สูงขึ้น หรือน้ำหนักตัวมากขึ้น 

ข้อดีของคาร์ซีทแบบกระเช้า  

  • มีน้ำหนักเบา ทำให้เคลื่อนย้ายได้ง่ายสะดวก 
  • เวลาที่ลูกนอนหลับไม่ต้องปลุกลูก หรืออุ้มลูกออกจากคาร์ซีท คุณพ่อคุณแม่สามารถถอดคาร์ซีทออกมาเดินถือได้เลย ทำให้ลูกนอนหลับได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกล่อมลูกหลับใหม่ 
  • ปรับใช้งานได้หลายแบบ เช่น ในบางรุ่นสามารถใช้งานกับรถเข็นได้เลย หรือบางรุ่นปรับเป็นเปลนอนได้ด้วย ทำให้สะดวกมากขึ้น   

ข้อเสียของคาร์ซีทแบบกระเช้า  

  • ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าข้อดีของคาร์ซีทแบบกระเช้าจะมีน้ำหนักที่เบา และรูปทรงที่เล็ก แต่ข้อด้อยก็คือโครงสร้างของคาร์ซีทแบบกระเช้ามีความบอบบางกว่าคาร์ซีทประเภทอื่นด้วย   
  • ตัวเบาะ Support เด็กแรกเกิด จะมีชิ้นเล็ก และบอบบางกว่าคาร์ซีทแบบอื่นๆ  
  • ด้วยความที่โครงสร้างที่เล็ก จึงใส่วัสดุรองรับแรงกระแทกได้ไม่เยอะเท่าแบบอื่นๆ  
  • ระยะเวลาการใช้งานสั้น สามารถใช้งานได้กับเด็กอายุไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากโครงสร้างที่เล็ก รับน้ำหนักไม่ไม่เยอะ จึงไม่เหมาะกับเด็กที่มีน้ำหนักตัวมากขึ้น และความสูงเพิ่มขึ้น  

2. คาร์ซีทแบบ Convertible  

คาร์ซีทแบบ Convertible คือคาร์ซีทที่สามารถใช้ได้กับเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเด็กโต มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยมากขึ้น โครงใหญ่ขึ้น สามารถปรับการใช้งานได้ 2 รูปแบบทั้ง ปรับคาร์ซีทหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) สำหรับเด็กแรกเกิด และปรับหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) สำหรับเด็กโต จึงทำให้เป็นที่นิยม ทั้งนี้ คาร์ซีทแบบ Convertible สามารถแบ่งแยกย่อยได้อีก 3 ประเภทคือ  

คาร์ซีทแบบหมุนได้  

สามารถหมุนได้ 360 องศา ส่วนใหญ่จะใช้กับเด็กแรกเกิด เพราะเด็กแรกเป็นวัยที่ต้องอาศัยความระมัดระวังสูงไม่ว่าจะเป็นการอุ้มเข้าหรือออกจากคาร์ซีท ดังนั้นการหมุนหันเข้าหาคุณแม่ จะช่วยให้คุณแม่อุ้มลูกขึ้นลงรถได้สะดวกมากขึ้น อีกทั้งไม่เสี่ยงเกิดจากหกล้ม แม้อยู่ในลานจอดรถที่แคบ นอกจากนี้ ยังติดตั้งครั้งเดียวจบ สามารถปรับใช้งานได้ทั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) และหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing)  

คาร์ซีทแบบหมุนไม่ได้   

ส่วนใหญ่จะออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานของเด็กโตด้วย จึงไม่มีฟังก์ชั่นการหมุนมาให้ และจะต้องติดตั้งใหม่ จากการนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rear-Facing) ไปเป็นการนั่งหันหน้าไปหน้ารถ (Forward facing) แต่ข้อดีของคาร์ซีทแบบนี้คือ อายุการใช้งานจะใช้ได้นานขึ้นกว่าแบบที่หมุนได้ บางรุ่นใช้ได้ถึง 12 ปี เลยทีเดียว

คาร์ซีทแบบปรับนอนราบได้ และหมุนได้   

คาร์ซีทแบบนี้เหมาะกับเด็กแรกเกิดและเด็กเล็กที่ต้องเดินทางบ่อยค่ะ มีความพิเศษกว่าแบบอื่นๆ เนื่องจากปรับนอนราบได้สูงสุด 170 องศา แถมยังหมุนได้ด้วย นอกจากนี้ ยังเหมาะกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนดอีกด้วย เพราะการปรับนอนราบจะช่วยทำให้เด็กนั่งคาร์ซีทได้สบายขึ้น และหายใจได้สะดวกมากขึ้น 

ข้อดีของคาร์ซีทแบบ Convertible 

  • ไม่ต้องเปลี่ยนคาร์ซีทบ่อยๆ เนื่องจากสามารถใช้งานได้ยาวนานกว่าแบบกระเช้า เช่น 0-4 ปี, 0- 9 ปี , 0-12 ปี 
  • มีโครงสร้างที่ใหญ่ และตัวเบาะที่กว้างกว่าแบบกระเช้าทำให้มีการใส่วัสดุรองรับแรงกระแทกได้มากกว่า 
  • มีเทคโนโลยีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ทำให้มีความปลอดภัยสูงมากขึ้น  
  • มีฟังก์ชั่นหลากหลาย เช่น มีขาค้ำยัน, ช่องระบายอากาศ, หมุนได้ 360 องศา , มีที่พักเท้า, มีที่วางแก้ว เป็นต้น ทำให้มีความปลอดภัย และความสะดวกสบายมากขึ้น 

 ข้อเสียของคาร์ซีทแบบ Convertible 

  • โครงคาร์ซีทใหญ่ ต้องใช้พื้นที่ในการติดตั้ง 
  • คาร์ซีทมีน้ำหนักเยอะ ไม่สามารถถอดออกแล้วเดินถือได้เหมือนคาร์ซีทแบบกระเช้า 
  • มีราคาสูงกว่าคาร์ซีทแบบกระเช้า 

เลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิดอย่างไรดี ?

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ท่านไหนที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิดให้ลูกแบบไหนดี ตอนนี้ก็น่าจะได้ไอเดียกันไปบ้างแล้วนะคะ ซึ่งวิธีการเลือกคาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ถูกต้องนั้น มีสิ่งที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมดังนี้ค่ะ 

1. เลือกจากระบบการติดตั้ง

      ปัจจุบันจะมีอยู่ 2 ระบบ ได้แก่ ระบบ Belt (ติดตั้งด้วยเข็มขัดนิรภัยของตัวรถยนต์) โดยสามารถติดตั้งคาร์ซีทได้กับรถยนต์ทุกรุ่น ทุกคัน และระบบ ISOFIX หรือระบบการติดตั้งตามมาตรฐานยุโรป โดยส่วนใหญ่จะมีในรถยนต์ที่ผลิตในปี 2014 ขึ้นไป หากยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกคาร์ซีทแบบไหนที่เหมาะกับรถยนต์ของเรา อาจสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์เพิ่มเติม จะได้เลือกอย่างถูกต้องค่ะ

      2. เลือกจากรูปแบบ และขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน  

        ต้องพิจารณาว่า ต้องการการใช้งานนานแค่ไหน หากไม่อยากเปลี่ยนบ่อยๆ ก็อาจจะเลือกเป็นแบบ Convertible ที่ใช้งานได้ยาวนาน หรือถ้าต้องการความสะดวกสบาย สามารถหิ้วถือได้ ก็อาจจะเลือกคาร์ซีทแบบกระเช้า และควรเลือกเป็นแบบที่ทำความสะอาดได้ง่าย ระบายอากาศดี และซับพอร์ตกับสรีระของเด็กเล็ก ทั้งนี้ ควรเลือกขนาดคาร์ซีทให้มีความเหมาะสมกับขนาดเบาะรถของเราด้วย เพื่อที่จะได้ติดตั้งได้อย่างพอดีและมีความมั่นคงแน่นหนา เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของลูกน้อยค่ะ  

        3. เลือกจากฟังก์ชั่นการใช้งาน

        ฟังก์ชั่นการใช้งานมีอยู่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ฟังก์ชั่นการหมุนได้ 360 องศา ฟังก์ปรับชั่นเอนนอนได้ ฯลฯ รวมถึงเลือกจากเทคโนโลยีความปลอดภัยซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เช่น ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ Side impact ป้องกันการชนด้านข้างที่ช่วยลดแรงกระแทก ทำให้เด็กปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฯลฯ

        4. เลือกที่มีการการรับประกันคาร์ซีท  

            ควรเลือกซื้อคาร์ซีทกับตัวแทนนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และมีความน่าเชื่อถือ ถ้าหากมีการชำรุดก็สามารถส่งซ่อมกับผู้เชี่ยวชาญ มีอะไหล่แท้ให้เปลี่ยน นอกจากนี้ บางแบรนด์ยังมีการรับประกันอุบัติเหตุควบคู่ไปด้วย สามารถเปลี่ยนคาร์ซีทตัวใหม่ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุรุนแรง

            5. เลือกที่มีสัญลักษณ์รับประกันความปลอดภัย 

              ให้เลือกคาร์ซีทที่มีตราสัญลักษณ์มาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรฐานของยุโรป ECE R44/04 หรือ ECE R129 (i – Size) อันเป็นมาตรฐานใหม่ล่าสุดสำหรับคาร์ซีทของสหภาพยุโรปในการใช้ควบคุมการผลิตคาร์ซีทสำหรับเด็กเล็กให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่มีการประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2556 โดยเป็นมาตรฐานที่มีการทดสอบความปลอดภัยของคาร์ซีทอย่างเข้มงวด และได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วย ส่วนสัญลักษณ์ของประเทศอื่นๆ ก็มีความปลอดภัย เช่น มาตรฐาน  FMVSS 213 ของอเมริกา หรือ AS/NZS 1754 ของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เป็นต้น  

              เลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ?  บอกต่อคาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ BabyGift แนะนำ! 

              1. Ailebebe รุ่น Kurutto R The First 

              จะเลือกคาร์ซีทแรกเกิด ยี่ห้อไหนดี ? ตัวแรกขอแนะนำเป็นคาร์ซีทรุ่นใหม่ของแบรนด์ Ailebebe ที่ได้รับความนิยมจากคุณพ่อคุณแม่และดาราเซเลปมากมาย แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็เป็นคาร์ซีทที่โดดเด่นเรื่องนวัตกรรมความปลอดภัย เรียกว่าล้ำกว่าทุกรุ่น เป็นคาร์ซีทที่มีความพิเศษเฉพาะ หากใครกำลังมองหาคาร์ซีทที่มีความปลอดภัยแบบสุดๆ รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์มากค่ะ   

                จุดเด่น  

                • เป็นคาร์ซีททรงไข่ Egg – Shell Protection ออกแบบตามสรีรศาสตร์ของทารก เพื่อเด็กแรกเกิดอย่างแท้จริง 
                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
                • ซัพพอร์ตข้างศีรษะหนาที่สุด 100 มิลลิเมตร ปกป้องทารกได้อย่างปลอดภัยระดับสูง  
                • ผ้า AG Pure ต้านแบคทีเรีย 99% อ่อนโยนต่อลูกน้อย  
                • ผ้าตาข่าย W Russell ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี ไม่ร้อน ไม่อับชื้น  
                • ช่องระบายอากาศด้านหลัง 1,695 ช่อง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อน หลังไม่เปียก  
                • หมุนได้ 360 องศา ด้วยมือเดียว หมุนลื่น ไม่ทำให้เด็กตกใจ  
                • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมระบบ Jumping Harness พาลูกนั่งหรือออกจากคาร์ซีทได้รวดเร็วมาก  
                • ขาค้ำยัน มีระบบ Sensor เสียงแจ้งเตือน หากติดตั้งไม่ถูกวิธี  
                • เทคโนโลยีความปลอดภัย Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ ลดการกระแทกและป้องกันการกระแทกซ้ำๆ ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ  

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40 -100 เซ็นติเมตร หรือ อายุ 0- 4 ปี  

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น  

                2. Ailebebe รุ่น Kurutto R Grance 

                คาร์ซีทเฉพาะทางเพื่อเด็กแรกเกิดอย่างแท้จริง เป็นคอนเซปต์ของคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดรุ่นนี้ เป็นรุ่นขายดีทั้งในญี่ปุ่นและไทย มีเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครัน ตรงคอนเซ็ปต์ที่คุณพ่อคุณแม่นิยมใช้และให้ความสนใจมาก ๆ 

                จุดเด่น  

                • เป็นคาร์ซีททรงไข่ Egg – Shell Protection ออกแบบตามสรีรศาสตร์ของทารก เพื่อเด็กแรกเกิดอย่างแท้จริง 
                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
                • ซัพพอร์ตข้างศีรษะหนาที่สุด 100 มิลลิเมตร ปกป้องทารกได้อย่างปลอดภัยระดับสูง  
                • ผ้าตาข่าย W Russell ตลอดช่วงตัว ระบายอากาศดี ไม่ร้อน ไม่อับชื้น  
                • ช่องระบายอากาศด้านหลัง 1,695 ช่อง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อน หลังไม่เปียก  
                • หมุนได้ 360 องศา ด้วยมือเดียว หมุนลื่น ไม่ทำให้เด็กตกใจ  
                • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมระบบ Jumping Harness พาลูกนั่งหรือออกจากคาร์ซีทได้รวดเร็วมาก  
                • ขาค้ำยัน มีระบบ Sensor เสียงแจ้งเตือน หากติดตั้งไม่ถูกวิธี  
                • เทคโนโลยีความปลอดภัย Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ ลดการกระแทกและป้องกันการกระแทกซ้ำๆ ในขณะที่เกิดอุบัติเหตุ 

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 4 ปี หรือ น้ำหนัก 0 -18 กิโลกรัม 

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น  

                3. APRICA รุ่น Fladea Grow Safety Plus 

                จะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี ? ตัวนี้เป็นคาร์ซีทโด่งดังจากญี่ปุ่น เด่นเรื่องการปรับนอนราบได้ถึง 170 องศา ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องเดินทางไกลหรือเดินทางบ่อย เป็นคาร์ซีทที่ทำให้เพื่อให้เด็กแรกเกิดนอนได้สบาย อีกทั้งฟังก์ชั่นต่างๆ ที่มีก็ได้รับการคิดค้นวิจัยโดยกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น เชื่อถือได้เลยว่านั่งสบายและปลอดภัยสูงสุดทุกการเดินทาง  

                จุดเด่น  

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
                • ปรับคาร์ซีทให้นอนราบได้ ถึง 170 องศา ให้ทารกนอนหงายอยู่ในท่าที่ถูกต้องตามหลักสรีรศาสตร์ ท้องไม่งอ คอไม่พับ หายใจสะดวก ป้องกันภาวะ Baby Shaken Syndrome ได้อย่างอุ่นใจ  
                • เด็กคลอดก่อนกำหนดสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย การนอนราบทำให้หายใจสะดวกมากขึ้น 
                • มีหลังคาขนาดใหญ่ กันความร้อน กันแดด UV Protection 99% ปกป้องดวงตาทารก พร้อมช่องระบายอากาศ 2 ช่อง อากาศถ่ายเทได้ดี 
                • หมุนได้ 360 องศา พร้อมล็อค 4 ทิศทาง พาลูกขึ้น-ลงรถได้อย่างสะดวก  
                • มี Head Support หนา 3 ชั้น ปกป้องศีรษะและลำคอทารกได้อย่างแน่นหนา  
                • มี Side Protection ป้องกันการกระแทกด้านข้างได้อย่างปลอดภัยตามมาตรฐานสากล  

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40-100 เซนติเมตร หรือ อายุ 0 – 4 ปี  

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศญี่ปุ่น  

                4. Renolux รุ่น Gaia  

                ตัวนี้เป็นคาร์ซีทจากฝรั่งเศสที่โดดเด่นในเรื่องเบาะที่กว้าง และมีความนุ่มเป็นพิเศษ รุ่นนี้ใช้เทคโนโลยี Softness Cushion เป็นแบรนด์เดียวในโลกที่ทำได้ ทำให้ลูกน้อยนั่งคาร์ซีทได้อย่างสบายตัว ส่วนเรื่องเทคโนโลยีความปลอดภัยก็จัดเต็ม เป็นสิทธิบัตรความปลอดภัยเฉพาะแบรนด์ RENOLUX เลยทีเดียวค่ะ หากกำลังมองหาคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดีที่นั่งสบาย มีความนุ่มพิเศษก็ต้องเป็น Renolux รุ่น Gaia ตัวนี้เลย 

                จุดเด่น  

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจาก ADAC เยอรมัน และ TCS สวิตเซอร์แลนด์  
                • เทคโนโลยี Softness Cushion ใช้โครงเหล็กทั้งตัว หุ้มด้วยโฟมพิเศษ ทำให้เบาะนุ่มพิเศษ นั่งสบายเหมือนโซฟา ดูดซับแรงกระแทกได้มากกว่าคาร์ซีททั่วไปถึง 40 เปอร์เซ็นต์  
                • ปรับเลื่อนระดับเพิ่มพื้นที่วางขาได้ ให้ลูกนั่งหันหน้าเข้าเบาะได้นานที่สุด 4 ปี หรือจนกว่าจะมีส่วนสูง 105 เซนติเมตร  
                • หมุนง่ายได้ถึง 360 องศา สะดวกสบาย ช่วยอุ้มลูกเข้าหรือออกคาร์ซีทได้ง่ายขึ้น  
                • ผ้า Cool Soft สัมผัสเย็น ถักทอพิเศษแบบ Topstiches นั่งแล้วไม่เกิดการกดทับ  
                • มี Side Protection ป้องกันการชนด้านข้าง รองรับแรงกระแทกได้ดี  

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40 – 105 เซ็นติเมตร หรือ อายุ 0 – 4 ปี  

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศฝรั่งเศส 

                5. คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I – CARE

                สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหาคาร์ซีทแรกเกิด ยี่ห้อไหนดีที่เป็นคาร์ซีทแบบกระเช้า รุ่นนี้ก็น่าสนใจค่ะ เป็นคาร์ซีทกระเช้าเด็กแรกเกิดที่สามารถถอดและถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ เลย ติดตั้งกับรถเข็นเด็กได้ สะดวกสบายในการเดินทาง พร้อมจัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป R129 (i-Size) 

                จุดเด่น  

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
                • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ เช่น รถเข็นเด็ก รุ่น NEA 
                • ปรับพนักพิงศีรษะและเข็มขัดนิรภัยพร้อมกันได้ 4 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย  
                • น้ำหนักเบาเพียง 4.2 กิโลกรัม ถอดออก และถือหิ้วได้สะดวก  
                • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม สัมผัสสบาย 
                • พนักพิงแข็งแรง หนา 3 ชั้น ลดแรงกระแทกได้ดี 
                • มีฟังก์ชั่น Side Protect เสริมการ์ดป้องกันการกระแทกด้านข้าง 
                • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม สัมผัสสบาย มีความปลอดภัยสูง  

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ส่วนสูง 40 – 87 เซนติเมตร 

                การติดตั้ง : ระบบ Belt (ฐาน Isofix จำหน่ายแยก) 

                แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี 

                6. คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น MINK PRO 

                คาร์ซีทกระเช้าเด็กแรกเกิดจาก KINDERKRAFT  ที่มีน้ำหนักเบามาก ถอดและถือหิ้วเหมือนตะกร้าได้ เลย สามารถติดตั้งกับรถเข็นเด็กได้ สร้างความสะดวกสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ในการเดินทาง พร้อมจัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยยุโรป R129 (i-Size) 

                จุดเด่น  

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
                • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ เช่น รถเข็นเด็กรุ่น Apino และ รถเข็นรุ่น NEA  
                • ปรับพนักพิงศีรษะ และเข็มขัดนิรภัยพร้อมกันได้ 5 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย  
                • น้ำหนักเบาเพียง 3.5 กิโลกรัม ถอดออกและถือหิ้วได้สะดวกมาก  
                • ปรับพนักพิงศีรษะ และเข็มขัดนิรภัยพร้อมกันได้ 5 ระดับ ตามสรีระลูกน้อย 
                • มี Head Support หนา 3 ชั้น เสริม EPS โฟม ปกป้องศีรษะและลำคอได้อย่างแน่นหนา  
                • มี Side Protect เสริมการ์ดป้องกันการกระแทกด้านข้าง ปลอดภัยตามมาตรฐานสากล  

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ส่วนสูง 40 – 75 เซนติเมตร หรือน้ำหนัก 0 – 13 กิโลกรัม 

                การติดตั้ง : ระบบ Belt 

                แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี  

                7. คาร์ซีทแรกเกิด KINDERKRAFT รุ่น I – 360

                หากคุณพ่อคุณแม่คนไหนมองหาคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดีที่ใช้งานได้อย่างยาวนาน และนำเป็นตัวนี้เลยค่ะ คาร์ซีทที่ใช้งานได้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 12 ปี มาพร้อมฟังก์ชั่นหมุนได้ สะดวกสบายเวลาพาลูกน้อยเข้า – ออกคาร์ซีท และจัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 

                จุดเด่น  

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
                • ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX และ Support leg 
                • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา หมุ่นง่าย พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก แม้จอดรถในที่แคบ  
                • ปรับการใช้งานได้ 3 STEPs ติดตั้งได้ทั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) หันหน้าไปหน้ารถ (Forward Facing) และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทเด็กโต (Booster Seat)  
                • มี Head Support หนา 3 ชั้น ปกป้องศีรษะและลำคอทารกแรกเกิดได้อย่างแน่นหนา 
                • มี Side Protect เสริมการ์ดด้านข้าง ป้องกันการกระแทกได้อย่างปลอดภัย  
                • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ และปรับความสูงพนักพิงศีรษะได้ 12 ระดับ ตามสรีระลูกน้อยแต่ละวัยจนถึงส่วนสูง 150 เซนติเมตร 

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือ ความสูง 40 – 150 เซนติเมตร  

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี 

                8. คาร์ซีทแรกเกิด KINDERKRAFT รุ่น I-GROW  

                นี่ก็เป็นคาร์ซีทอีกรุ่นหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างยาวนานตั้งแต่แรกเกิดจนอายุ 12 ปี จัดเต็มเรื่องความปลอดภัย ระบบติดตั้งเสริม TOP TETHER ตะขอเกี่ยวเบาะรถยนต์ พร้อมหมุนได้ 360 องศา เพียงกดปุ่มก็พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก 

                จุดเด่น 

                • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
                • ติดตั้งปลอดภัยสูง ด้วยระบบ ISOFIX และ TOP TETHER ตะขอเกี่ยวเบาะรถยนต์ 
                • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา พาลูกน้อยเข้า-ออกคาร์ซีทได้สะดวก แม้จอดรถในที่แคบ  
                • ปรับการใช้งานได้ 3 STEP ติดตั้งได้ทั้งหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) หันหน้าไปหน้ารถ (Forward Facing) และปรับเป็นบูสเตอร์ซีทเด็กโต (Booster Seat)  
                • โครงคาร์ซีทใหญ่ แข็งแรง แตกหักยาก ดูดซับแรงกระแทกได้ดี  
                • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ และปรับความสูงพนักพิงศีรษะได้ 12 ระดับ ตามสรีระลูกน้อยแต่ละวัยจนถึงส่วนสูง 150 เซนติเมตร 

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือ ความสูง 40 – 150 เซนติเมตร  

                การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศเยอรมนี  

                9. Doona รุ่น 4 in 1 

                Doona car seat รุ่นนี้ เป็นมากกว่าคาร์ซีททั่วไป เพราะสามารถใช้งานได้ถึง 4in1 เป็นได้ทั้งคาร์ซีท รถเข็น เปลโยก และสามารถนำขึ้นเครื่องบินได้ด้วย ตอบทุกโจทย์การใช้งานของคุณแม่ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจากยุโรปและอเมริกา ปลอดภัยหายห่วงอย่างแน่นอน 

                จุดเด่น  

                • ได้รับการทดสอบจาก EU & US Aircraft Approval  
                • ติดตั้งได้ 2 แบบ ระบบเบลท์รถยนต์ และ Isofix base (ขายแยก) 
                • สามารถใช้งานได้ตั้งแต่แรกเกิด ถึงน้ำหนัก 15 กิโลกรัม หรือประมาณ 2 ขวบแล้วแต่สรีระของเด็ก 
                • ถอดคาร์ซีทออกมาเดินถือได้เลย ไม่ต้องปลุกลูกขณะนอนหลับ  
                • สามารถเปลี่ยนคาร์ซีทให้เป็นรถเข็นได้อย่างง่ายดาย  
                • เนื้อผ้าทำจากใยไผ่ ระบายอากาศได้ดี ไม่ร้อน 

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 2 ปี หรือ น้ำหนัก 0 -15 กิโลกรัม  

                การติดตั้ง : ระบบ Belt และ ISOFIX (ขายแยก)  

                แบรนด์ : ประเทศเนเธอแลนด์  

                10. NUNA รุ่น Reva 

                อีกหนึ่งคาร์ซีทที่จัดเต็มเรื่องความปลอดภัย แถมลูกน้อยยังนั่งสบาย เด็กนั่งแล้วขาไม่ห้อย เพราะมีที่พักเท้าให้ คุณพ่อคุณแม่ที่เดินทางไกลๆ อยากพาลูกไปด้วยก็สบายหายห่วง เบาะนั่งกว้าง โครงสร้างแข็งแรง สามารถปรับใช้งานได้ 3 รูปแบบตามช่วงวัยที่เหมาะสม 

                จุดเด่น  

                • มาตรฐานความปลอดภัยของอเมริกา FMVSS 213  
                • เบาะนั่งกว้าง ปรับใช้งานได้ 3 รูปแบบ ตามช่วงวัยที่เหมาะสม  
                • ปรับเอนนอนได้เยอะ ถึง 10 ตำแหน่ง  
                • รองรับการใช้งานในรถยนต์ทุกรุ่น ได้ทั้ง Belt 2 จุด และ 3 จุด 
                • เนื้อผ้าเส้นใย Lyocell ไม่ผสมสารเคมีและกันไฟลาม  
                • มี Side impact ป้องกันการชนด้านข้างได้อย่างปลอดภัย  
                • มีที่พักเท้า มีที่วางแก้วน้ำ สามารถวางขวดนมได้ 

                การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 9 ปี หรือ หรือมีน้ำหนัก 0 – 30 กิโลกรัม  

                การติดตั้ง : ระบบ Belt และ ISOFIX  

                แบรนด์ : ประเทศอเมริกา   

                สำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองท่านใดกำลังตัดสินใจว่าจะเลือกคาร์ซีท ยี่ห้อไหนดี หวังว่าข้อมูลในบทความนี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนะคะ หรือถ้าต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้า BabyGift เป็นร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็กระดับคุณภาพ มีประสบการณ์มากกว่า 15 ปี ในการคัดสรรคาร์ซีทที่ดีที่สุดสำหรับเด็กทุกช่วงวัย คุณพ่อคุณแม่สามารถพาลูกน้อยมาลองนั่งคาร์ซีทได้ทุกรุ่น หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ BabyGift Showroom ใกล้บ้าน หรือสอบถามผ่านช่องทาง Online ทีมงาน BabyGift ยินดีให้คำแนะนำค่ะ  

                อ้างอิงที่มาข้อมูลบางส่วนจาก :

                https://www.whattoexpect.com/first-year/safety-and-childproofing/infant-vs-convertible-car-seats

                https://www.thaipbs.or.th/news/content/330763

                สินค้าที่เกี่ยวข้อง

                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00
                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00
                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00
                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00
                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00
                คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

                สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

                7,700.00

                บทความแนะนำ

                ลูกควรเลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเมื่อไหร่? อยากฝึกให้ลูกนั่งกระโถน นั่งชักโครกขับถ่ายเองได้เริ่มเมื่อไหร่ดี? คงเป็นคำถามที่คุณพ่อคุณแม่มักสงสัยกันใช่ไหมคะ เพราะการฝึกลูกให้เลิกใส่ผ้าอ้อม ฝึกลูกนั่งกระโถน ไปจนฝึกให้เข้าห้องน้ำเองได้ก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมที่จะเลิกใส่ผ้าอ้อม พร้อมนั่งกระโถนแล้ว มาเช็กกันเลยค่ะ ทำไมต้องฝึกลูกเรื่องขับถ่าย  การฝึกลูกขับถ่ายให้เหมาะสม จะช่วยส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการทางร่างกาย อารมณ์ ที่เหมาะสมตามวัย รวมถึงเป็นการปลูกฝังด้านสุขอนามัย ความสะอาด รู้จักร่างกายตัวเอง และรู้จักการช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นได้ หากพ่อแม่ไม่สอนลูกเรื่องการขับถ่าย ปล่อยให้ขับถ่ายในผ้าอ้อมไปจนโต จะทำให้ลูกมีการขับถ่ายที่ไม่เหมาะสมตามวัย เมื่อลูกต้องไปโรงเรียน จะทำให้มีปัญหาในการดูแลความสะอาด อาจเกิดการขับถ่ายเล็ดราด หรือยังต้องใส่ผ้าอ้อมจนอึดอัด  ส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ ส่งผลต่อพัฒนาการตามวัยได้ ฝึกลูกนั่งชักโครก เลิกใส่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ตอนไหน? วัยที่มีพัฒนาการและพฤติกรรมพร้อมพี่จะเริ่มฝึกได้ ควรเริ่มเมื่ออายุ 1 ปี – 1 ปี 6 เดือน และมักจะทำได้ดีตอนอายุ 2 ปี หรือเด็กบางคนอาจจะมาฝึกตอนอายุ  2 ปี และนั่งกระโถนได้เองตอนอายุ 3 ปี หรือบางคนอาจทำได้เมื่อโตกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความพร้อมและสัญญาณต่าง ๆ ที่แสดงออกมาทั้งทางร่างกาย การสื่อสาร และความต้องการของลูก ไม่ควรเกิดจากการบังคับลูก 8 สัญญาณที่บอกว่าลูกพร้อมนั่งกระโถนเองได้แล้ว 7 เทคนิคฝึกลูกขับถ่าย […]

                ท้องทีต้องมานั่งกังวลเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด นอกจากจะกังวลเรื่องการกินกับการเดินแล้ว ท่านอนก็ยังเป็นสิ่งที่แม่ท้องหลายๆ คนสงสัยว่าควรจะนอนท่าไหนกันแน่ บางคนก็บอกว่าให้นอนท่าที่สบายที่สุด บางคนก็บอกว่าให้นอนตะแคงข้างไหนก็ได้ ส่วนบางคนก็เจาะจงให้นอนตะแคงซ้าย ตกลงยังไงกันแน่นะ? แต่แน่นอนว่าท่านอนมีผลต่อทั้งสุขภาพของคุณแม่แล้วก็คุณลูก วันนี้เราลองมาดูคำตอบไขข้อสงสัยไปพร้อมๆ กันค่ะ ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่ ท่านอนที่ดีที่สุดสำหรับแม่ท้องที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 16 สัปดาห์ขึ้นไปคือ “ท่านอนตะแคงซ้าย” ค่ะ เพราะว่าการนอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้มดลูกของคุณแม่ไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ที่อยู่ค่อนไปทางขวาและท่านี้ยังจะช่วยในเรื่องของระบบหมุนเวียนเลือดด้วยนะคะ เพราะพอเส้นเลือดดำไม่ถูกกดทับแล้ว เลือดก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงหัวใจได้ดี แถมยังทำให้อาหารย่อยง่ายอีกด้วยนะ ถ้าคุณแม่นอนตะแคงขวา หัวใจก็จะทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องใช้แรงสูบฉีดเลือดเพิ่มขึ้น แต่เอาจริงถ้าจะให้นอนตะแคงซ้ายทั้งคืนก็คงไม่ไหว คุณแม่ก็อาจจะตะแคงซ้ายขวาสลับกันก็ได้นะ แต่เน้นไปที่ด้านซ้ายให้เยอะกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ที่ท้องใหญ่มากๆ คุณแม่อาจจะหาหมอนมารองใต้ท้องเพื่อช่วยพยุงท้องเอาไว้ จะได้นอนหลับสบายๆ ยาวๆ ถึงเช้าไปเลยเนอะ ท่านอนที่ไม่เหมาะสมกับคุณแม่ เดาได้ง่ายมาก ก็คือท่านอนคว่ำน่ะสิ อันนี้มันก็แน่อยู่แล้วแหละนะ ท้องก็ใหญ่ขึ้นทุกวันทุกวันจะให้นอนคว่ำได้ยังไงไหว แต่อีกท่านึงที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงก็คือท่านอนหงายค่ะ อ๊ะๆ คิดไม่ถึงกันใช่ไหมล่ะคะ ที่ท่านี้ควรหลีกเลี่ยงก็เพราะมดลูกของคุณแม่นั้นจะมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จึงอาจจะไปกดทับเส้นเลือดใหญ่ที่อยู่ตรงบริเวณกลางลำตัวได้ค่ะ พอทับไปแล้วคุณแม่ก็จะมีอาการเท้าบวม เป็นริดสีดวงทวาร หนักๆ หน่อยก็อาจทำให้วิงเวียนศีรษะจนถึงขั้นเป็นลมได้เลยล่ะ นอกจากนี้ยังทำให้คุณแม่ปวดหลังสุดๆ เพราะเหมือนกับต้องแบกรับน้ำหนักร่วมสิบโลไว้ทั้งคืน วิธีจัดท่านอน ไม่ใช่ว่าคุณแม่เดินมาถึงเตียงก็ล้มตึงลงไปนอนตะแคงได้เหมือนตอนไม่ท้องเลยนะ ตอนนี้เรามีลูกน้อยอยู่ในท้องแล้วก็ต้องคอยทำอะไรให้ช้าลง วิธีข้างล่างจะช่วยให้คุณแม่จัดท่านอนได้ถูกต้องแล้วก็จะช่วยลดอาการปวดหลังด้วยนะคะ เวลาจะพลิกตัวเปลี่ยนท่า คุณแม่ควรจะค่อยๆ พลิก […]

                คุณแม่มือใหม่กับการเอาลูกน้อยเข้าเต้า ให้นมทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง ฟังดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมคะ เพราะการที่แขนของคุณแม่ต้องแบกรับน้ำหนักลูกและต้องก้มตัวให้นมลูกน้อยบ่อย ๆ อาจจะทำให้คุณแม่ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดแขน หรือ เมื่อยล้าได้สะสมจนส่งผลต่อสุขภาพระยะยาวได้ เพราะเห็นถึงปัญหาของคุณแม่หลังคลอด หมอนรองให้นม เบาะอุ้มให้นม จึงถูกออกแบบมาเพื่อคุณแม่ให้นมโดยเฉพาะเลยค่ะ หมอนออกแบบตามสรีระศาสตร์ทารก ช่วยประคองคอและหลังของลูกน้อย พร้อมช่วยลดอาการปวดเมื่อยของคุณพ่อคุณแม่เวลาอุ้มทารกได้ด้วยค่ะ หมอนรองให้นม เบาะอุ้มให้นม จำเป็นต้องมีไหม? คุณแม่ที่เชี่ยวชาญในการอุ้มทารกเป็นอย่างดี อุ้มลูกน้อยได้สบายหายห่วง เบาะอุ้มให้นมอาจจะดูไม่จำเป็นเท่าไหร่ค่ะ แต่สำหรับคุณแม่มือใหม่ที่เวลาให้นมลูกยังต้องเกร็งแขน จนต้องใช้วิธีเอาหมอนหนุนมาวางซ้อนกันหลาย ๆ ใบ เพื่อรองรับลูกน้อย ยกลูกให้ถึงเต้านม หมอนรองให้นมก็ถือว่าจำเป็นต้องมีค่ะ เพราะจะช่วยให้ลูกน้อยอยู่ในระดับที่ให้นมได้สะดวกมากขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยของคุณแม่ และที่สำคัญหมอนทั่วไปไม่เหมาะกับการให้ทารกนอนระหว่างให้นม เพราะหมอนไม่ได้โค้งกระชับรองรับสรีระทารกค่ะ วิธีเลือกซื้อหมอนรองให้นม 1. เลือกจากรูปทรงหมอนรองให้นมมีหลายรูปแบบ เช่น รูปตัวยู, เบาะตามสรีระทารก เป็นต้น คุณแม่ควรจะเลือกแบบที่ตัวเองถนัด ที่สำคัญคุณสมบัติหลักควรจะกระชับรองรับสรีระทารกได้เป็นอย่างดี 2. กระชับแนบตัวลูก หรือ ตัวคุณแม่หมอนรองให้นมควรจะแนบกระชับตัวลูกน้อย รองรับตามสรีระเด็กทารก เพื่อให้คุณแม่อุ้มได้ถูกท่า หากเป็นแบบหมอนรูปตัวยู ควรจะปรับสายได้เพื่อให้แนบกระชับกับเอวคุณแม่ ไม่ให้หมอนเลื่อนหลุดง่าย […]

                พอรู้ว่าตั้งท้อง สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักอยากจะทราบเป็นอันดับแรกก็คือเพศของลูกในท้องใช่มั้ยล่ะคะ วันนี้เราตั้งใจจะมาพูดถึงวิธีสนุกๆ ที่ไม่ต้องพึ่งวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีที่อิงความเชื่อล้วนๆ ฮิตกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ แม่นไม่แม่น ไม่รู้ แต่ก็สนุกดีค่ะ ถือว่าคลายเครียดกันเนอะ (เอ๊ะ หรือจะทำให้เครียดกว่าเดิม?) 9 วิธีสนุกๆ ทายเพศลูกน้อยตามแบบโบราณ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าวิธีเหล่านี้เป็นความเชื่อของคนสมัยโบราณที่ตอนนั้นวิทยาการก็ยังไม่ค่อยจะล้ำสมัยซักเท่าไหร่ ถือว่าทำเอาเล่นๆ ขำๆ ละกันนะคะ ถ้าคุณแม่อยากทราบเพศลูกที่ชัวร์ๆ ก็ลองปรึกษาขอ คุณหมอตรวจโครโมโซมหรือเจาะน้ำคร่ำดูก็ได้ค่ะ เพราะสองวิธีนี้ให้ผลแม่นยำถึง 99.4% เลยล่ะ แม่นยิ่งกว่าการบอกเพศจากการอัลตร้าซาวด์อีกนะ แต่ต่อให้ลูกจะคลอดออกมาเป็นเพศไหน เราก็มั่นใจว่าคุณแม่ทุกท่านจะรักลูกจนหมดหัวใจแน่นอน

                พอใกล้จะสิ้นปีคุณพ่อคุณแม่ก็เริ่มวางแพลนเที่ยวกันแล้วใช่มั้ยล่ะคะ ก่อนจะเริ่มจองที่พัก คุณแม่ก็คงจะฉุกคิดว่า เอ๊ะ คนท้องขึ้นเครื่องบินได้มั้ยนะ? แล้วขึ้นได้ถึงกี่เดือน? สองคำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับแม่ท้องทั้งหลายทุกช่วงวันหยุดยาวเลยค่ะ วันนี้เราก็มีคำตอบมาให้คุณแม่หายสงสัยกันนะคะ ขอบอกข่าวดี คุณแม่สามารถเดินทางโดยเครื่องบินได้นะ แต่จะขึ้นได้จนถึงอายุครรภ์ประมาณ 35-36 สัปดาห์เท่านั้นโดยขึ้นอยู่กับข้อบังคับของสายการบิน ความจริงแล้วการเดินทางโดยเครื่องบินก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อลูกน้อยในท้องของคุณแม่เลยค่ะ ถ้าคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรงแล้วก็ได้คอนเฟิร์มกับคุณหมอแล้วว่าไม่ได้มีภาวะเสี่ยงอะไร แต่สายการบินมักจะกลัวคุณแม่เจ็บท้องคลอดลูกบนเครื่องบินต่างหากล่ะ เพราะหากคุณแม่คลอดลูกบนเครื่องบินแล้วก็จะทำให้สายการบินมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แถมอาจจะยังไม่ค่อยสะดวกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าแม่ท้องทั้งหลายจะซื้อตั๋วแล้วก็เดินขึ้นเครื่องได้เลยนะ มีเอกสารนิดหน่อยที่คุณแม่จะต้องเตรียมแล้วก็แจ้งเจ้าหน้าที่ตามด้านล่างนี้เลยค่ะ สิ่งที่คุณแม่ต้องทำก่อนขึ้นเครื่อง 1. อย่าลืมพกใบรับรองแพทย์ คุณแม่ที่มีอายุครรภ์มากกว่า 27 สัปดาห์ ก่อนเดินทางคุณแม่อย่าลืมขอใบรับรองแพทย์ติดตัวไปด้วยนะคะ ใบรับรองแพทย์นี้จะเป็นสิ่งช่วยยืนยันว่าคุณแม่มีสุขภาพที่แข็งแรง คุณหมออนุญาตให้เดินทางได้ และคุณแม่มีอายุครรภ์ที่ไม่เกินจากที่ทางสายการบินกำหนด ดูดีๆ นะ ใบรับรองแพทย์อย่าให้เกิน 30 วันล่ะ ไม่งั้นอดขึ้นไม่รู้ด้วย 2. บอกเจ้าหน้าที่ว่าคุณแม่กำลังตั้งท้อง เมื่อเช็คอินที่เคาน์เตอร์ให้คุณแม่รีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่เลยค่ะว่าคุณแม่กำลังท้องอยู่ ทางเจ้าหน้าที่จะให้คุณแม่เซ็นเอกสารจำกัดขอบเขตความรับผิด พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเอกสารที่บอกว่าคุณแม่จะไม่เอาผิดกับสายการบินหากมีอะไรเกิดขึ้นกับคุณแม่และลูกในท้องนั่นแหละ เอกสารนี้จะต้องนำไปยื่นให้กับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินด้วยตัวคุณแม่เอง นอกจากนี้ หากคุณแม่ไปเช็คอินแต่เนิ่นๆ คุณแม่ก็อาจจะรีเควสขอที่นั่งดีๆ มีพื้นที่กว้างๆ ด้านหน้าให้คุณแม่ยืดขาคลายเมื่อยด้วยนะ 3. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ก่อนจะเดินทางคุณแม่อย่าลืมค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลในที่ที่คุณแม่จะไปนะคะ เผื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้นคุณแม่จะได้ถึงมือคุณหมอได้ทันเวลา นอกจากสถานพยาบาลแล้วคุณแม่ก็ควร จะหาข้อมูลเกี่ยวกับประกันการเดินทางที่ครอบคลุมการตั้งครรภ์ไว้ด้วยจะได้อุ่นใจขึ้นไปอีกระดับนึงค่ะ […]

                ก้าวแรกของการเป็นคุณแม่มือใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคำถามมากมาย โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหน้าท้อง หลายคนอาจสงสัยว่า ลักษณะท้องของคนท้องจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร จะเริ่มนูนเมื่อไหร่ และที่เห็นป่องออกมานั้นคือเจ้าตัวเล็กหรือแค่เรากินอิ่มกันแน่ xqบทความนี้จะช่วยให้คุณแม่คลายข้อสงสัย พร้อมรู้วิธีสังเกตสัญญาณเริ่มแรกอย่างมืออาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์แบบที่สุด ดูยังไงว่าท้องหรือพุง? วิธีสังเกตพุงคนท้องกับคนอ้วนที่แตกต่างกัน การแยกแยะระหว่างหน้าท้องที่ขยายจากครรภ์กับพุงที่เกิดจากไขมันสะสมมีจุดสังเกตหลักดังนี้ เจาะลึกลักษณะท้องของคนท้องในแต่ละไตรมาส รูปร่างของหน้าท้องจะเปลี่ยนไปตามพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแต่ละไตรมาสจะมีความชัดเจนและความรู้สึกของคุณแม่ที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ ลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ – 1 เดือนแรก (ระยะเริ่มแรก) ในช่วงลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ ถึงลักษณะท้องของคนท้อง 1 เดือน หน้าท้องจะยังแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สังเกตได้ชัดเจน พุงคนท้องไตรมาสที่ 2 ช่วงเวลาที่หน้าท้องและเอวเริ่มขยายชัดเจน เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 มดลูกจะขยายพ้นอุ้งเชิงกรานขึ้นมา ทำให้ลักษณะท้องของคนท้องเริ่มเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน เมื่อลูกโตขึ้น ท้องใหญ่ขึ้น การดูแลร่างกายของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น น้ำหนักของหน้าท้องจะมากขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้คุณแม่หลายคนเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า โดยเฉพาะบริเวณหลัง เอว และขา หากต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยพยุงร่างกาย อาจช่วยให้เคลื่อนไหวได้สบายขึ้นในชีวิตประจำวัน MOTHERY Leg Support หมอนรองตัก อุปกรณ์ช่วยรองรับและผ่อนคลายช่วงขาและลำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นระหว่างพักผ่อนเหมาะสำหรับคุณแม่ที่เริ่มมีน้ำหนักครรภ์เพิ่มขึ้น ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน […]

                All Categories

                All Categories
                All Brands
                All Ages

                Kid

                Menu
                All Categories
                All Brands
                All Ages
                BabyGift Care
                News & Event