เปรียบเทียบ “คาร์ซีทกระเช้า” 4 รุ่นขายดี 2026 : เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้านเรา?

ก่อนเลือกคาร์ซีทกระเช้า ควรรู้อะไรบ้าง (สำหรับพ่อแม่มือใหม่)

คาร์ซีทกระเช้าเป็นคาร์ซีทแบบแรกที่ลูกน้อยจะได้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล
แต่เพื่อให้เลือกได้ “ถูกต้องและปลอดภัยจริง” พ่อแม่มือใหม่ควรรู้พื้นฐานสำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ

กระเช้าใช้ได้ถึงอายุหรือส่วนสูงประมาณไหน

โดยทั่วไป คาร์ซีทกระเช้าออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงประมาณ 12–15 เดือน หรือจนถึง ส่วนสูงประมาณ 85–87 ซม. หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กก. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด)

ข้อควรรู้: ปัจจุบันหลายรุ่นอ้างอิงตาม ส่วนสูง (i-Size R129) มากกว่าน้ำหนัก พ่อแม่จึงควรตรวจสเปกบนตัวคาร์ซีทเป็นหลัก ไม่ยึดอายุอย่างเดียว

ควรเลิกใช้คาร์ซีทกระเช้าเมื่อไร

ควรหยุดใช้คาร์ซีทกระเช้าทันทีเมื่อเกิดข้อใดข้อหนึ่ง:

  • ศีรษะของลูกเริ่มสูงเกินขอบกระเช้า
  • ส่วนสูงหรือน้ำหนักเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด
  • ลูกนั่งอึดอัด หรือขยับตัวได้จำกัด
  • ลูกสามารถนั่งได้มั่นคงมากขึ้นและถึงวัยเปลี่ยนคาร์ซีท

การฝืนใช้กระเช้านานเกินไป อาจทำให้ การซัพพอร์ตศีรษะและคอไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูกกระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร

กระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร

แม้คาร์ซีทกระเช้าบางรุ่นจะสามารถ ปรับเอนได้มาก หรือใช้ร่วมกับรถเข็นในโหมดที่ลูกนอนสบาย แต่โดยหลักแล้ว กระเช้าไม่ได้ออกแบบมาให้ลูกนอนยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง

คำแนะนำคือ:

  • ใช้กระเช้าเพื่อการเดินทางหรือเคลื่อนย้ายระยะสั้น
  • เมื่อถึงบ้าน ควรอุ้มลูกออกมานอนบนที่ราบ เช่น เปลหรือที่นอนที่เหมาะสม

สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อท่าทางการนอนและการหายใจของทารก

ทำไมคาร์ซีทกระเช้าต้องหันหน้าเข้าเบาะรถ

การติดตั้งแบบ หันหน้าเข้าเบาะรถ (Rearward Facing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กเล็กเพราะ:

  • ศีรษะและลำคอของทารกยังบอบบาง
  • หากเกิดการชน แรงกระแทกจะถูกกระจายไปที่แผ่นหลังและพนักพิง
  • ลดแรงสะบัดของคอและศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถเสมอ

สรุปสเปกที่ต่างกันของคาร์ซีทกระเช้า 4 รุ่นในร้าน BabyGift

รุ่น

ช่วงการใช้งาน
(ส่วนสูง/น้ำหนัก)

มาตรฐาน
ความปลอดภัย

สายรัด

วิธีติดตั้ง

จุดเด่น
ที่ “ต่างจริง”

คาร์ซีทเด็ก

รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS

40–87 ซม. / ≤13 กก.

i-Size ECE R129

5 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (Base One แยก) + มีฟังก์ชันหมุนเมื่อใช้ฐาน

2-in-1 “กระเช้า + Bassinet” ปรับนอนราบได้ถึง 170° (เมื่อใช้เป็น Bassinet กับรถเข็นที่รองรับ) + หมุนได้ 180° เมื่อใช้ฐาน

คาร์ซีทกระเช้า

FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size

40–87 ซม. / ≤13 กก.

i-Size R129

3 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก)

ทำมาเพื่อเข้าคู่รถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc ผ่าน Adapter

คาร์ซีทกระเช้า

KINDERKRAFT รุ่น I-CARE​

40–87 ซม. / 0–13 กก.

i-Size R129

5 จุด

Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก)

ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ + Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น + น้ำหนักประมาณ 4.2 กก.

JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm

Group 0+ แรกเกิด–13 กก.

ECE R44/04 (มาตรฐานเดิม)

5 จุด

เข็มขัดนิรภัย หรือใช้ฐานเสริม i-Base (ติดตั้ง ISOFIX ได้)

ใช้งานเป็น travel system กับรถเข็นบางรุ่นของ Joie ได้ + airline certified

หมายเหตุเรื่องมาตรฐาน: ใน 4 รุ่นนี้ 3 รุ่นเป็น i-Size R129 (Start One / TicToc I-Size / I-CARE) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่กว่าในยุโรป ส่วน Joie Gemm เป็น ECE R44/04 ตามสเปกผู้ผลิต

เลือกตามสไตล์บ้าน” (ไม่ต้องจำสเปกก็เลือกได้)

1. บ้านที่อยากได้ “ฟังก์ชันครบจบ” และเน้นลูกนอนสบายเป็นพิเศษ

แนะนำ: คาร์ซีทเด็ก รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS

จุดเด่นที่ชัดมากคือ 2-in-1 กระเช้า + Bassinet และ ปรับนอนราบได้ถึง 170° เมื่อใช้งานในโหมด Bassinet
ถ้าคุณเป็นสายพาลูกขึ้นรถเข็นแล้วอยากให้ลูก “นอนต่อเนื่อง” แบบไม่สะดุ้ง รุ่นนี้เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ (และยังเป็น i-Size R129 ด้วย)

เหมาะกับ:

  • บ้านที่อยากได้ “ลูกหลับยาว/นอนสบาย” เป็นโจทย์หลัก
  • บ้านที่โอเคกับการเลือก “ฐานเสริม” เพื่อได้ฟังก์ชันหมุน 180°

ควรทราบก่อนเลือก

  • ต้องซื้อ ฐานเสริม (Base One) เพิ่มถ้าจะใช้ฟังก์ชัน หมุน 180°
  • ตัวคาร์ซีทค่อนข้าง ใหญ่และหนักกว่า รุ่นอื่น (เมื่อรวมฐาน)
  • การติดตั้งแบบ Belt ต้องระวังให้แน่นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
  • ราคาสูงกว่าเมื่อต้องซื้อ

2. บ้านที่ใช้รถเข็น Foppapedretti TicToc อยู่แล้ว หรือจะจัดเป็นเซ็ตระบบเดียวกัน

แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size

รุ่นนี้เด่นที่ “เป็นคู่แท้” ของรถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc สามารถต่อกับรถเข็นผ่าน Adapter
ใครที่วางแผนทำ travel system ให้คล่องตัวตั้งแต่วันแรก รุ่นนี้จะไปได้สวยเพราะ ecosystem เข้ากัน

เหมาะกับ:

  • บ้านที่มี/เล็งรถเข็น TicToc และอยากให้ทุกอย่างต่อกันพอดี
  • คนที่ชอบคาร์ซีทสายรัด 3 จุด (ใช้งานง่าย-ไว)

ควรทราบก่อนเลือก

  • ใช้ได้ดีที่สุดเมื่อจับคู่กับ รถเข็น TicToc — ถ้าไม่มีคู่กัน อาจไม่คุ้มเท่ารุ่นอื่น
  • ใช้ สายรัด 3 จุด ผูกกับเข็มขัดรถ (บางคนอาจชอบแบบ 5 จุดมากกว่า)
  • ต้องซื้อ ฐานเสริม ISOFIX แยก หากต้องการติดตั้งแบบเสถียร
  • รองรับน้ำหนัก/ส่วนสูงตามมาตรฐาน i-Size ไม่ยืดหยุ่นมาก

3. บ้านที่ให้ความสำคัญกับ “ซัพพอร์ตแรกเกิดแน่น ๆ” + น้ำหนักเบา ใช้งานทุกวัน

แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I-CARE​
I-CARE มาทางสาย “รองรับสรีระเด็กเล็ก” ชัดเจน: ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ และมี Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น พร้อมการ์ดกันกระแทกด้านข้าง
อีกจุดที่ใช้งานจริงแล้วต่าง คือ น้ำหนักประมาณ 4.2 กก. ช่วยเวลาถือขึ้นลงบ่อย ๆ

เหมาะกับ:

  • บ้านที่ยกกระเช้าบ่อย (รับ-ส่งลูก, ขึ้นคอนโด, เข้าห้าง)
  • บ้านที่อยากได้ i-Size R129 + สายรัด 5 จุด

ควรทราบก่อนเลือก

  • ต้องซื้อ ฐาน ISOFIX แยก ถ้าต้องการติดตั้งแบบมั่นคง
  • ฟองน้ำซัพพอร์ตเยอะ ทำให้ที่นั่ง แน่นกว่าเล็กน้อย — อาจรู้สึกอึดอัดสำหรับลูกบางคนตอนแรก
  • ผ้าบุและซับในหลายชั้น อาจ แห้งช้ากว่า หลังทำความสะอาด
  • น้ำหนักประมาณ ~4.2 กก. — เบากว่าอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่รุ่นที่เบามากที่สุด

4. บ้านที่อยากได้รุ่น “คุ้มค่า ใช้ง่าย” และมีแผนเดินทาง (รวมถึงขึ้นเครื่อง)

แนะนำ: JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm
Gemm เป็นรุ่นกระเช้าคลาสสิกที่ใช้งานง่าย สายรัด 5 จุด มีหลังคากัน UV และใช้กับฐานเสริมเพื่อความสะดวกในการติดตั้งได้
และมีจุดน่าสนใจคือ airline certified ตามหน้าผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของรุ่นนี้ตามสเปกผู้ผลิตเป็น ECE R44/04 (ไม่ใช่ i-Size R129) จึงเหมาะกับคนที่รับได้กับมาตรฐานเดิมและโฟกัสที่การใช้งาน/ความคุ้ม

เหมาะกับ:

  • บ้านที่อยากได้กระเช้าใช้งานง่าย + มีโหมดต่อฐานเสริม
  • คนที่มีโจทย์ “เดินทาง/บิน” และอยากได้รุ่นที่ระบุ airline certified

ควรทราบก่อนเลือก

  • มาตรฐานเป็น ECE R44/04 — ไม่ใช่มาตรฐาน i-Size แบบรุ่นยุโรปใหม่
  • ต้องซื้อ ฐานเสริม i-Base หากต้องการติดตั้งแบบ ISOFIX
  • เส้นสายเบาะค่อนข้างคลาสสิก — อาจดู “พื้นฐานครบ ๆ” แต่ไม่มีฟีเจอร์ล้ำ ๆ
  • สำหรับใช้งานบน เครื่องบินต้องตรวจสอบสายการบิน ก่อนใช้ (แม้มี airline certified แต่บางสายการบินตีความต่างกัน)

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาร์ซีทกระเช้า (Infant Carrier)

  • คาร์ซีทกระเช้าเหมาะสำหรับ เด็กแรกเกิด – ประมาณ 12–15 เดือน
    หรือจนกว่าจะถึง น้ำหนัก 13 กก. หรือส่วนสูงประมาณ 87 ซม. (ขึ้นกับรุ่นและมาตรฐานที่กำหนด)
  • i-Size (R129)
    • วัดตาม “ส่วนสูงเด็ก”
    • ผ่านการทดสอบการชนด้านข้าง
    • เป็นมาตรฐานใหม่ ปลอดภัยกว่า
  • ECE R44/04
    • วัดตาม “น้ำหนักเด็ก”
    • เป็นมาตรฐานเดิม แต่ยังใช้งานได้ตามกฎหมาย
  • ไม่ได้ค่ะ
    คาร์ซีทกระเช้า ต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) เท่านั้น เพื่อปกป้องศีรษะและคอของทารกให้ปลอดภัยที่สุด
  • สายรัด 5 จุด
    • กระจายแรงได้ดีกว่า
    • มั่นคงกว่า เหมาะกับการใช้งานระยะยาว
  • สายรัด 3 จุด
    • ใช้งานง่าย รวดเร็ว
    • เหมาะกับการอุ้มขึ้น-ลงบ่อย
  • ใช้ได้แน่นอนค่ะ
    คาร์ซีทกระเช้าทุกรุ่นสามารถติดตั้งด้วย เข็มขัดนิรภัยรถยนต์
    เพียงต้องติดตั้งให้ถูกวิธีและแน่นตามคู่มือ
  • แนะนำให้ดูจาก
    • ส่วนสูงสูงสุดที่รุ่นรองรับ
    • ศีรษะต้องไม่สูงเกินขอบคาร์ซีท
      หากลูกโตเร็ว อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ คาร์ซีทถัดไป (Stage 1 / Toddler Seat) เร็วกว่าปกติ

การเลือกคาร์ซีทกระเช้าที่เหมาะกับลูก ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่รุ่นหรือราคา
แต่ขึ้นอยู่กับรถ การใช้งาน และช่วงวัยของลูกน้อย
หากคุณยังลังเล ทีม BabyGift ยินดีให้คำปรึกษาฟรี พร้อมช่วยทดลองติดตั้งจริงที่
ร้าน BabyGift 4 สาขา เพื่อให้คุณมั่นใจว่าคาร์ซีทที่เลือก “ปลอดภัย ใช้ได้จริง และเหมาะกับครอบครัวคุณที่สุด” 💛

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

หากคุณกำลังเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายและกังวลว่าจะต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนวันคลอด การรู้ว่าของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่วางแผนได้อย่างเป็นระบบ ไม่ต้องเร่งรีบในนาทีสุดท้าย การมีเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดที่ครบถ้วนจะทำให้การต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นไปอย่างราบรื่นและมีความสุข ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างสำหรับทารก การเตรียมของใช้สำหรับลูกน้อยต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและความสบายเป็นหลัก ทารกแรกเกิดมีผิวที่บอบบางและต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างสำหรับคุณแม่ คุณแม่ต้องเตรียมของใช้ที่จำเป็นทั้งระหว่างการคลอดและหลังคลอด เพื่อความสะดวกสบายในการฟื้นฟู ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างสำหรับคุณพ่อ คุณพ่อเป็นกำลังใจสำคัญและต้องเตรียมพร้อมอยู่เคียงข้างคุณแม่ตลอดการคลอด การเตรียมของใช้ที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณพ่อดูแลครอบครัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมก่อนคลอด เอกสารเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้สำหรับการเข้าโรงพยาบาลและการทำเนียบหลังคลอด อย่าลืมจัดเตรียมให้ครบถ้วน ของใช้หลังคลอดสำหรับคุณแม่ หลังการคลอดลูก คุณแม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษทั้งร่างกายและจิตใจ การเตรียมสินค้าแม่และเด็กที่เหมาะสมจะช่วยในการฟื้นฟู ของใช้หลังคลอดสำหรับทารก ทารกแรกเกิดต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อน การมีเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดสำหรับลูกจะช่วยให้การดูแลเป็นไปอย่างราบรื่น สรุปบทความ การรู้ว่าของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างและการมีเช็กลิสต์ของเตรียมคลอดที่ครบถ้วนจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่เตรียมตัวได้อย่างมั่นใจ การเตรียมความพร้อมล่วงหน้าทั้งของใช้และจิตใจจะทำให้การต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นประสบการณ์ที่ดี BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยที่เข้าใจความต้องการของครอบครัวใหม่ เราให้คำปรึกษาด้วยใจจริง ไม่เร่งขาย เพราะเชื่อว่าการเตรียมตัวที่ดีคือของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย

หลาย ๆ คนที่เคยไปฝึกอบรมเข้าคอร์สคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มานั้น นอกจากการสาธิตวิธีการอุ้ม วิธีการอาบน้ำเด็กแรกเกิด  และวิธีดูแลเด็กเล็กในเรื่องต่างๆ แล้ว การฝึกห่อตัวทารกก็เป็นทักษะที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ควรรู้เช่นกัน การห่อตัวเด็กเล็กนั้นจะช่วยให้เด็กรู้สึกสบายตัว และรู้สึกปลอดภัย คล้ายกับยังอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ การห่อตัวเด็กเล็กจึงช่วยให้ลูกนอนหลับได้ง่าย ทั้งยังรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งนี้ก็ต้องมี วิธีห่อตัวเด็ก อย่างถูกต้องด้วย ทำได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ แชร์ วิธีห่อตัวเด็ก ที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ทำตามได้จริง นอกจากความสำคัญของการห่อตัวเด็กแล้ว ในบทความนี้ BabyGift จะพามารู้จักวิธีห่อตัวทารกในแบบต่าง ๆ รวมถึงตอบคำถามเกี่ยวกับการห่อตัวเด็ก และแนะนำผ้าห่อตัวเด็กคุณภาพดีให้กับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่กันค่ะ ตามมาอ่านเรื่องนี้กันได้ในบทความนี้เลยนะคะ  ทำไมถึงต้องห่อตัวเด็กเล็ก ? การห่อตัวเด็กจำเป็นหรือไม่ ? การห่อตัวเด็กแรกเกิดนั้นจะช่วยให้เด็กสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกได้ ทั้งยังช่วยกระชับแขนขา ช่วยลดอาการสะดุ้งตกใจจากเสียงดัง และยังช่วยรักษาความอบอุ่นให้กับลูกน้อย ทำให้ลูกไม่หนาวและนอนหลับได้นานขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย เสมือนอยู่ในครรภ์ของคุณแม่ ให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกโอบกอดอยู่ ในเด็กบางคนที่ผวาตื่นได้ง่ายหรือนอนสะดุ้งบ่อย ๆ วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกวิธีก็จะทำให้นอนหลับได้นานขึ้น ร่วมกับการกล่อมลูกนอนด้วย White noise อย่างเสียงน้ำไหล เสียงฝนตก เสียงลมธรรมชาติ ก็จะทำให้ลูกหลับสนิทและผ่อนคลายได้มากขึ้น ส่งผลให้ลูกนอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ค่ะ อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องรู้วิธีห่อตัวเด็กอย่างถูกต้องด้วยเหมือนกัน เพราะถ้าห่อตัวผิดวิธี ก็อาจส่งผลเสียต่อลูกน้อยได้ ซึ่งการห่อตัวเด็กทารกโดยหลัก ๆ แล้ว มีอยู่ 3 วิธีด้วยกัน แต่ละวิธีจะนั้นจะเป็นอย่างไร ไปดูกันเลยค่ะ  วิธีห่อตัวทารก แบบต่าง ๆ มีอะไรบ้าง ?   ก่อนจะไปดูวิธีห่อตัวเด็กเล็ก อันดับแรกที่จำเป็นต้องมีก็คือ ผ้าสำหรับห่อตัวลูกนั่นเอง ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งผ้าอ้อมหรือผ้าขนหนู […]

เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมเด็กนอกบ้านจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์จริง บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 ที่เที่ยวเด็ก กทม. และพื้นที่ใกล้เคียงที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาวันหยุดอย่างมีคุณค่าร่วมกัน วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก การเลือกสถานที่ทำกิจกรรมเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยที่สุด กิจกรรมเด็กสำหรับทารกและเด็กเล็ก (0-3 ปี) เน้นสถานที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม กิจกรรมเด็กสำหรับวัยอนุบาล (3-6 ปี) วัยนี้กำลังช่างจดจำและเลียนแบบ ควรเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ กิจกรรมเด็กสำหรับวัยประถม (7-12 ปี) เด็กโตต้องการความท้าทายและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะทางสมอง กิจกรรมเด็กสำหรับวัยรุ่น (13-18 ปี) เน้นกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจในตัวเองและการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน 15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวเด็ก กทม. ที่ไปได้ทั้งครอบครัว มีทั้งโซนความรู้และความบันเทิงแบบจัดเต็ม นี่คือ 15 พิกัดแนะนำที่เราคัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ตามไปเช็กอินได้ตลอดปีนี้ 1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (RAMA9 MUSEUM) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง รวบรวมความรู้เรื่องวิวัฒนาการโลกและสิ่งมีชีวิตผ่านสื่อที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการมาเป็นครอบครัวเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม 2. ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ (Topgolf Megacity) สถานที่พักผ่อนสไตล์ Sport […]

การให้ลูกน้อยทารกนอนเปล เพื่อช่วยให้ลูกน้อยนอนหลับง่าย และนอนหลับนาน ถือเป็นภูมิปัญญาที่ตกทอดกันมาอย่างยาวนานในบ้านเรา  ซึ่งสมัยก่อนพ่อแม่ปู่ย่าก็ใช้เปลญวน เปลผ้าขาวม้า ผูกให้ลูกแล้วไกวนอน จนปัจจุบันการใช้เปลไกว ได้พัฒนาออกมามากมายหลายระบบ ทั้งระบบที่ต้องใช้แรงคนไกวหรือไกวมือ เปลไกวไฟฟ้า แบบมีล้อเคลื่อนที่ได้ เปลลูกกรงตั้งอยู่กับที่ และเปลไกวอัตโนมัติ ที่สามารถตั้งเวลาและระดับการไกวได้อย่างแสนสะดวก แต่ก็เพราะการมีเปลไกวหลายระบบ หลายแบบให้คุณแม่เลือกในยุคนี้ ทำให้มีคำถามว่าควรจะเลือกเปลไกวแบบไหน แถมยังมีทั้งแบบที่ไกวไปด้านหน้า-หลัง และไกวแบบด้านข้างซ้าย-ขวา  จึงอยากจะรู้ว่าสองแบบนี้แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไรบ้าง ?  เราลองมาอ่านข้อมูลกันค่ะ ให้ลูกนอนเปลดีไหมนะ? ดีแน่ค่ะ…การให้ลูกเล็กนอนเปลมีข้อดีมากมาย เพราะมีข้อมูลบอกไว้ว่าการแกว่งของเปล จะทำให้ลูกน้อยเบบี๋รู้สึกสบาย อบอุ่นและผ่อนคลาย คล้ายกับตอนที่ลูกยังอยู่ในครรภ์คุณแม่  เป็นอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ช่วยให้คุณแม่ไกวเปลกล่อมลูกน้อยนอนหลับ โดยที่คุณแม่ไม่ต้องอุ้มกล่อมลูกน้อยนานๆ ให้เมื่อยแขนหรือเดินจนเมื่อยขา  ช่วยทำให้ลูกนอนง่าย นอนหลับได้ยาวนาน  ลดอาการงอแงและไม่ทำให้ลูกน้อยเครียด  นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่บอกว่า การให้ลูกนอนเปลไว สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ อาทิ ส่วนข้อเสียน่าจะมีเพียงแค่ลูกอาจจะติดการนอนเปล แต่ก็สามารถแก้ไขได้ไม่ยากหากคุณแม่มีเปลไกวที่เคลื่อนย้ายหรือพับเก็บได้  หรือบางท่านคิดว่าการให้ลูกนอนเปลจะทำให้ลูกหัวแบนอันนี้ก็แก้ได้ ด้วยการเมื่อลูกหลับอาจจะขยับเปลี่ยนท่านอนเป็นตะแคงข้าง และส่วนใหญ่การให้ลูกนอนเปลมักจะอยู่ในช่วงที่ลูกอายุไม่เกิน 5-6 เดือนเท่านั้น เพราะพอลูกโตขึ้น ก็มักจะพลิกคว่ำหงายและปีนป่ายเปล จนเป็นอันตรายได้ เลือกเปลต้องดูให้ละเอียดทุกด้าน การเลือกเปลให้ลูกน้อยคุณแม่ต้องพิจารณาอย่างละเอียด ทั้งด้านวัสดุที่ใช้ การออกแบบมาให้เหมาะสมกับสรีระเด็ก และการแกว่งไกวที่ปลอดภัย […]

มือบวม-เท้าบวมเกิดจากอะไร? สำหรับคุณแม่หลายๆ ท่าน ไหนจะต้องรับมือกับท้องอันหนักอึ้งแล้ว ยังต่อเผชิญกับปัญหามือบวม-เท้าบวมอีกด้วย อาการบวมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณแม่อ้วนขึ้นหรือน้ำหนักขึ้นหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนในร่างกายที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง เอาแต่ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ตลอดต่างหาก จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำงานของหลอดเลือดและหลอดน้ำเหลืองผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากดทับที่เส้นเลือดดำ เลือดก็เลยไหลเวียนลำบาก ทำให้มีการกักของเหลวไว้ในร่างกายเพิ่มขึ้น นำไปสู่อาการมือบวม-เท้าบวมนั่นเองค่ะ อาการที่มักจะมาด้วยกัน อาการมือบวม-เท้าบวมส่วนใหญ่แล้วจะไม่ได้มาเดี่ยวๆ นะ เพราะอาการนี้มักจะมาร่วมกับอาการชา ใช่แล้วค่ะ! สาเหตุก็เพราะเส้นเลือดของคุณแม่ถูกกดทับอยู่นั่นแหละ คุณแม่บางคนอาจจะรู้สึกปวดเมื่อย และยิ่งจะมีอาการแย่ลงถ้าคุณแม่โหมงาน หรือยืนนานเกินไป คำเตือนก่อนจะเจอกับอาการมือบวม-เท้าบวม คุณแม่ที่สวมเครื่องประดับโดยเฉพาะแหวน ขอแนะนำให้ถอดเก็บไว้ก่อนนะคะ เพราะถ้าคุณแม่มีอาการมือบวมแล้วอาจจะถอดแหวนลำบาก หรืออาจถึงขั้นถอดไม่ได้เลย และที่สำคัญ ตอนคุณแม่จะคลอดน้องแล้วเนี่ย ต้องถอดเครื่องประดับทุกชิ้นเลยค่ะ เพราะงั้น ถ้าคุณแม่ไม่ถอดเตรียมไว้ก่อน อาจจะต้องใช้เครื่องตัดออกแทน เสียดายแย่เลย อย่าเพิ่งท้อใจ ยังมีวิธีรับมือ จริงอยู่ว่าไม่ใช่คุณแม่ทุกคนจะเจอกับอาการนี้ แต่คุณแม่ที่ต้องเจอกับการมือบวม-เท้าบวม ก็อย่าเพิ่งน้อยใจไปค่ะ วิธีรับมือกับอาการนี้ก็ไม่ได้มีอะไรมาก ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่เดาๆ กันได้อยู่แล้ว ลองไปดูพร้อมๆ กันเลยดีกว่า 1. ไม่ยืน หรือฝืนยืนเป็นเวลานานๆ การยืนเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้อาการบวมนั้นแย่ยิ่งขึ้นนะคะ เพราะการยืนนานๆ จะทำให้คุณแม่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาข้างใดข้างหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่เต็มที่ 2. […]

วัย 0-3 ปี คือช่วงเวลามหัศจรรย์ของเด็กทุกคน ช่วงวัยนี้จะมีพัฒนาการอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย สมอง และความคิด Aprica วิจัยมากว่า 70 ปี โดยการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กที่ดีเยี่ยม ให้คุณดูแลลูกน้อยได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขที่สุด ตามหลัก 8.3.8  ซึ่งประกอบด้วย 8 พัฒนาการทางด้านร่างกายของเด็กทารก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่ 3 พัฒนาการทางด้านจิตใจและอารมณ์ #เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้ พ่อแม่จึงต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการที่ดี ทั้งสมองและอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้แข็งแรงพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน จุดเริ่มต้นในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกในช่วงขวบปีแรกนั้น มาจาก กล้ามเนื้อคอ ไม่ว่าจะคว่ำ คลาน นั่ง ยืนไปจนกระทั่งเดินได้ในที่สุด และเพราะเด็กทารกในวัยแรกเกิดจะมีขนาดศีรษะเท่ากับ 1 ใน 4 ของร่างกาย ซึ่งถือได้ว่ามีน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับ ขนาดของร่างกายโดยรวม จึงต้องใส่ใจดูแลต้นคอที่ต้องรับหนักศีรษะนี้เป็นพิเศษ เราควรจัดท่านอนให้ศีรษะและคอตั้งตรง และมีการประคองช่วงคอได้อย่างพอดี เพื่อพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวที่ดีของลูก ในทารกวัยแรกเกิดจะใช้ท้องเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งที่ช่วยในการหายใจ และเพราะหลอดลมยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ จึงอาจเกิดสภาวะหายใจติดขัด หายใจแรง หากบริเวณท้องงอตัวหรือถูกกดทับ จึงควรจัดให้ลูกนอนในท่านอนราบ ให้ช่องท้องเหยียบตรง หายใจได้ทั่วท้อง เพื่ออ๊อกซิเจนจะได้ไปเลี้ยงสมมองได้มากขึ้น เพราะกระดูสันหลังและข้อต่อบริเวณสะโพกของทารกที่เชื่อมต่อกันแบบหลวมๆ  […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid