เปรียบเทียบ “คาร์ซีทกระเช้า” 4 รุ่นขายดี 2026 : เลือกแบบไหนให้เหมาะกับบ้านเรา?
ก่อนเลือกคาร์ซีทกระเช้า ควรรู้อะไรบ้าง (สำหรับพ่อแม่มือใหม่)
คาร์ซีทกระเช้าเป็นคาร์ซีทแบบแรกที่ลูกน้อยจะได้ใช้งานตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล
แต่เพื่อให้เลือกได้ “ถูกต้องและปลอดภัยจริง” พ่อแม่มือใหม่ควรรู้พื้นฐานสำคัญเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ
กระเช้าใช้ได้ถึงอายุหรือส่วนสูงประมาณไหน
โดยทั่วไป คาร์ซีทกระเช้าออกแบบมาสำหรับเด็กแรกเกิดจนถึงประมาณ 12–15 เดือน หรือจนถึง ส่วนสูงประมาณ 85–87 ซม. หรือน้ำหนักไม่เกิน 13 กก. (ขึ้นอยู่กับรุ่นและมาตรฐานที่ผู้ผลิตกำหนด)
ข้อควรรู้: ปัจจุบันหลายรุ่นอ้างอิงตาม ส่วนสูง (i-Size R129) มากกว่าน้ำหนัก พ่อแม่จึงควรตรวจสเปกบนตัวคาร์ซีทเป็นหลัก ไม่ยึดอายุอย่างเดียว
ควรเลิกใช้คาร์ซีทกระเช้าเมื่อไร
ควรหยุดใช้คาร์ซีทกระเช้าทันทีเมื่อเกิดข้อใดข้อหนึ่ง:
- ศีรษะของลูกเริ่มสูงเกินขอบกระเช้า
- ส่วนสูงหรือน้ำหนักเกินกว่าที่ผู้ผลิตกำหนด
- ลูกนั่งอึดอัด หรือขยับตัวได้จำกัด
- ลูกสามารถนั่งได้มั่นคงมากขึ้นและถึงวัยเปลี่ยนคาร์ซีท
การฝืนใช้กระเช้านานเกินไป อาจทำให้ การซัพพอร์ตศีรษะและคอไม่เหมาะสมกับพัฒนาการของลูกกระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร
กระเช้า ≠ คาร์ซีทนอนราบถาวร
แม้คาร์ซีทกระเช้าบางรุ่นจะสามารถ ปรับเอนได้มาก หรือใช้ร่วมกับรถเข็นในโหมดที่ลูกนอนสบาย แต่โดยหลักแล้ว กระเช้าไม่ได้ออกแบบมาให้ลูกนอนยาวต่อเนื่องหลายชั่วโมง
คำแนะนำคือ:
- ใช้กระเช้าเพื่อการเดินทางหรือเคลื่อนย้ายระยะสั้น
- เมื่อถึงบ้าน ควรอุ้มลูกออกมานอนบนที่ราบ เช่น เปลหรือที่นอนที่เหมาะสม
สิ่งนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อท่าทางการนอนและการหายใจของทารก
ทำไมคาร์ซีทกระเช้าต้องหันหน้าเข้าเบาะรถ
การติดตั้งแบบ หันหน้าเข้าเบาะรถ (Rearward Facing) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กเล็กเพราะ:
- ศีรษะและลำคอของทารกยังบอบบาง
- หากเกิดการชน แรงกระแทกจะถูกกระจายไปที่แผ่นหลังและพนักพิง
- ลดแรงสะบัดของคอและศีรษะได้อย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความปลอดภัยสากลจึงกำหนดให้ เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีทแบบหันหน้าเข้าเบาะรถเสมอ
สรุปสเปกที่ต่างกันของคาร์ซีทกระเช้า 4 รุ่นในร้าน BabyGift
|
รุ่น |
ช่วงการใช้งาน |
มาตรฐาน |
สายรัด |
วิธีติดตั้ง |
จุดเด่น |
|
คาร์ซีทเด็ก รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS |
40–87 ซม. / ≤13 กก. |
i-Size ECE R129 |
5 จุด |
Belt หรือฐาน ISOFIX (Base One แยก) + มีฟังก์ชันหมุนเมื่อใช้ฐาน |
2-in-1 “กระเช้า + Bassinet” ปรับนอนราบได้ถึง 170° (เมื่อใช้เป็น Bassinet กับรถเข็นที่รองรับ) + หมุนได้ 180° เมื่อใช้ฐาน |
|
คาร์ซีทกระเช้า FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size |
40–87 ซม. / ≤13 กก. |
i-Size R129 |
3 จุด |
Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก) |
ทำมาเพื่อเข้าคู่รถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc ผ่าน Adapter |
|
คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I-CARE |
40–87 ซม. / 0–13 กก. |
i-Size R129 |
5 จุด |
Belt หรือฐาน ISOFIX (แยก) |
ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ + Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น + น้ำหนักประมาณ 4.2 กก. |
|
JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm |
Group 0+ แรกเกิด–13 กก. |
ECE R44/04 (มาตรฐานเดิม) |
5 จุด |
เข็มขัดนิรภัย หรือใช้ฐานเสริม i-Base (ติดตั้ง ISOFIX ได้) |
ใช้งานเป็น travel system กับรถเข็นบางรุ่นของ Joie ได้ + airline certified |
หมายเหตุเรื่องมาตรฐาน: ใน 4 รุ่นนี้ 3 รุ่นเป็น i-Size R129 (Start One / TicToc I-Size / I-CARE) ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่กว่าในยุโรป ส่วน Joie Gemm เป็น ECE R44/04 ตามสเปกผู้ผลิต
เลือกตามสไตล์บ้าน” (ไม่ต้องจำสเปกก็เลือกได้)

1. บ้านที่อยากได้ “ฟังก์ชันครบจบ” และเน้นลูกนอนสบายเป็นพิเศษ
แนะนำ: คาร์ซีทเด็ก รุ่น Start One – PRINCE & PRINCESS
จุดเด่นที่ชัดมากคือ 2-in-1 กระเช้า + Bassinet และ ปรับนอนราบได้ถึง 170° เมื่อใช้งานในโหมด Bassinet
ถ้าคุณเป็นสายพาลูกขึ้นรถเข็นแล้วอยากให้ลูก “นอนต่อเนื่อง” แบบไม่สะดุ้ง รุ่นนี้เป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ (และยังเป็น i-Size R129 ด้วย)
เหมาะกับ:
- บ้านที่อยากได้ “ลูกหลับยาว/นอนสบาย” เป็นโจทย์หลัก
- บ้านที่โอเคกับการเลือก “ฐานเสริม” เพื่อได้ฟังก์ชันหมุน 180°
ควรทราบก่อนเลือก
- ต้องซื้อ ฐานเสริม (Base One) เพิ่มถ้าจะใช้ฟังก์ชัน หมุน 180°
- ตัวคาร์ซีทค่อนข้าง ใหญ่และหนักกว่า รุ่นอื่น (เมื่อรวมฐาน)
- การติดตั้งแบบ Belt ต้องระวังให้แน่นเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- ราคาสูงกว่าเมื่อต้องซื้อ

2. บ้านที่ใช้รถเข็น Foppapedretti TicToc อยู่แล้ว หรือจะจัดเป็นเซ็ตระบบเดียวกัน
แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า FOPPAPEDRETTI รุ่น TicToc I-Size
รุ่นนี้เด่นที่ “เป็นคู่แท้” ของรถเข็น FOPPAPEDRETTI TicToc สามารถต่อกับรถเข็นผ่าน Adapter
ใครที่วางแผนทำ travel system ให้คล่องตัวตั้งแต่วันแรก รุ่นนี้จะไปได้สวยเพราะ ecosystem เข้ากัน
เหมาะกับ:
- บ้านที่มี/เล็งรถเข็น TicToc และอยากให้ทุกอย่างต่อกันพอดี
- คนที่ชอบคาร์ซีทสายรัด 3 จุด (ใช้งานง่าย-ไว)
ควรทราบก่อนเลือก
- ใช้ได้ดีที่สุดเมื่อจับคู่กับ รถเข็น TicToc — ถ้าไม่มีคู่กัน อาจไม่คุ้มเท่ารุ่นอื่น
- ใช้ สายรัด 3 จุด ผูกกับเข็มขัดรถ (บางคนอาจชอบแบบ 5 จุดมากกว่า)
- ต้องซื้อ ฐานเสริม ISOFIX แยก หากต้องการติดตั้งแบบเสถียร
- รองรับน้ำหนัก/ส่วนสูงตามมาตรฐาน i-Size ไม่ยืดหยุ่นมาก

3. บ้านที่ให้ความสำคัญกับ “ซัพพอร์ตแรกเกิดแน่น ๆ” + น้ำหนักเบา ใช้งานทุกวัน
แนะนำ: คาร์ซีทกระเช้า KINDERKRAFT รุ่น I-CARE
I-CARE มาทางสาย “รองรับสรีระเด็กเล็ก” ชัดเจน: ซัพพอร์ตแรกเกิดแบบโมดูลาร์ และมี Head support เมมโมรี่โฟมหลายชั้น พร้อมการ์ดกันกระแทกด้านข้าง
อีกจุดที่ใช้งานจริงแล้วต่าง คือ น้ำหนักประมาณ 4.2 กก. ช่วยเวลาถือขึ้นลงบ่อย ๆ
เหมาะกับ:
- บ้านที่ยกกระเช้าบ่อย (รับ-ส่งลูก, ขึ้นคอนโด, เข้าห้าง)
- บ้านที่อยากได้ i-Size R129 + สายรัด 5 จุด
ควรทราบก่อนเลือก
- ต้องซื้อ ฐาน ISOFIX แยก ถ้าต้องการติดตั้งแบบมั่นคง
- ฟองน้ำซัพพอร์ตเยอะ ทำให้ที่นั่ง แน่นกว่าเล็กน้อย — อาจรู้สึกอึดอัดสำหรับลูกบางคนตอนแรก
- ผ้าบุและซับในหลายชั้น อาจ แห้งช้ากว่า หลังทำความสะอาด
- น้ำหนักประมาณ ~4.2 กก. — เบากว่าอันดับหนึ่ง แต่ยังไม่ใช่รุ่นที่เบามากที่สุด

4. บ้านที่อยากได้รุ่น “คุ้มค่า ใช้ง่าย” และมีแผนเดินทาง (รวมถึงขึ้นเครื่อง)
แนะนำ: JOIE ตระกร้าคาร์ซีทเด็ก รุ่น Gemm
Gemm เป็นรุ่นกระเช้าคลาสสิกที่ใช้งานง่าย สายรัด 5 จุด มีหลังคากัน UV และใช้กับฐานเสริมเพื่อความสะดวกในการติดตั้งได้
และมีจุดน่าสนใจคือ airline certified ตามหน้าผู้ผลิต
อย่างไรก็ตาม มาตรฐานของรุ่นนี้ตามสเปกผู้ผลิตเป็น ECE R44/04 (ไม่ใช่ i-Size R129) จึงเหมาะกับคนที่รับได้กับมาตรฐานเดิมและโฟกัสที่การใช้งาน/ความคุ้ม
เหมาะกับ:
- บ้านที่อยากได้กระเช้าใช้งานง่าย + มีโหมดต่อฐานเสริม
- คนที่มีโจทย์ “เดินทาง/บิน” และอยากได้รุ่นที่ระบุ airline certified
ควรทราบก่อนเลือก
- มาตรฐานเป็น ECE R44/04 — ไม่ใช่มาตรฐาน i-Size แบบรุ่นยุโรปใหม่
- ต้องซื้อ ฐานเสริม i-Base หากต้องการติดตั้งแบบ ISOFIX
- เส้นสายเบาะค่อนข้างคลาสสิก — อาจดู “พื้นฐานครบ ๆ” แต่ไม่มีฟีเจอร์ล้ำ ๆ
- สำหรับใช้งานบน เครื่องบินต้องตรวจสอบสายการบิน ก่อนใช้ (แม้มี airline certified แต่บางสายการบินตีความต่างกัน)
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคาร์ซีทกระเช้า (Infant Carrier)
- คาร์ซีทกระเช้าเหมาะสำหรับ เด็กแรกเกิด – ประมาณ 12–15 เดือน
หรือจนกว่าจะถึง น้ำหนัก 13 กก. หรือส่วนสูงประมาณ 87 ซม. (ขึ้นกับรุ่นและมาตรฐานที่กำหนด)
- i-Size (R129)
- วัดตาม “ส่วนสูงเด็ก”
- ผ่านการทดสอบการชนด้านข้าง
- เป็นมาตรฐานใหม่ ปลอดภัยกว่า
- ECE R44/04
- วัดตาม “น้ำหนักเด็ก”
- เป็นมาตรฐานเดิม แต่ยังใช้งานได้ตามกฎหมาย
- ไม่ได้ค่ะ
คาร์ซีทกระเช้า ต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถ (Rearward Facing) เท่านั้น เพื่อปกป้องศีรษะและคอของทารกให้ปลอดภัยที่สุด
- สายรัด 5 จุด
- กระจายแรงได้ดีกว่า
- มั่นคงกว่า เหมาะกับการใช้งานระยะยาว
- สายรัด 3 จุด
- ใช้งานง่าย รวดเร็ว
- เหมาะกับการอุ้มขึ้น-ลงบ่อย
- ใช้ได้แน่นอนค่ะ
คาร์ซีทกระเช้าทุกรุ่นสามารถติดตั้งด้วย เข็มขัดนิรภัยรถยนต์
เพียงต้องติดตั้งให้ถูกวิธีและแน่นตามคู่มือ
- แนะนำให้ดูจาก
- ส่วนสูงสูงสุดที่รุ่นรองรับ
- ศีรษะต้องไม่สูงเกินขอบคาร์ซีท
หากลูกโตเร็ว อาจต้องเปลี่ยนไปใช้ คาร์ซีทถัดไป (Stage 1 / Toddler Seat) เร็วกว่าปกติ
การเลือกคาร์ซีทกระเช้าที่เหมาะกับลูก ไม่ได้ขึ้นอยู่แค่รุ่นหรือราคา
แต่ขึ้นอยู่กับรถ การใช้งาน และช่วงวัยของลูกน้อย
หากคุณยังลังเล ทีม BabyGift ยินดีให้คำปรึกษาฟรี พร้อมช่วยทดลองติดตั้งจริงที่
ร้าน BabyGift 4 สาขา เพื่อให้คุณมั่นใจว่าคาร์ซีทที่เลือก “ปลอดภัย ใช้ได้จริง และเหมาะกับครอบครัวคุณที่สุด” 💛
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
คาร์ซีท เป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดสำหรับการเดินทางของลูกน้อย ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาลจนถึงวัยเด็กโต การรู้ว่า คาร์ซีทมีกี่แบบ วิธีติดตั้งที่ถูกต้อง และตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดในการติดตั้งคือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องทราบ BabyGift จะมาไขข้อสงสัยทั้งหมดเพื่อให้ลูกรักของคุณปลอดภัยสูงสุดในทุกเส้นทางค่ะ คาร์ซีท ระบบติดตั้งมีกี่แบบ เป็นเรื่องที่ต้องดูเป็นอันดับแรก ว่ารถที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันสามารถติดตั้งคาร์ซีทได้ด้วยระบบใด ซึ่งการติดตั้งจะมีอยู่ 2 ระบบ ดังนี้… 1. คาร์ซีทระบบ Belt ระบบนี้สามารถติดตั้งได้กับรถยนต์ทุกรุ่น ทุกคัน แต่ขั้นตอนการติดตั้งค่อนข้างจะยุ่งยาก จึงต้องศึกษาคู่มืออย่างละเอียด หรือ ให้พนักงานผู้เชี่ยวชาญช่วยติดตั้งให้เลย 2. คาร์ซีทระบบ Isofix คือ ระบบการติดตั้งตามมาตรฐานยุโรป ติดตั้งง่าย ISOFIX จะมีในรถที่ผลิตในปี 2014 ขึ้นไป บางรุ่นที่เก่ากว่าปี 2014 ก็อาจจะมีเช่นกัน ดังนั้น ให้ลองสังเกตสัญลักษณ์ ISOFIX ที่เบาะด้านหลังว่ามีหรือไม่ หรือ หากไม่แน่ใจ ก็สามารถเอารุ่นรถ ปีรถ ไปสอบถามพนักงานผู้เชี่ยวชาญได้ คาร์ซีทเด็กมีกี่แบบ เลือกแบบไหนดี คาร์ซีทแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด […]
วันนี้เรามีประสบการณ์จริง จากประโยชน์ของการใช้คาร์ซีท ที่คุ้มค่ามากเท่าชีวิต คุณปีใหม่ คุณแม่มือใหม่ที่ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับคาร์ซีท ตั้งแต่เธอเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เธอให้ลูกนั่งคาร์ซีทตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล ช่วงนั้นค่อนข้างมีปัญหากับทางบ้านนิดหน่อย เนื่องจากคุณแม่ของเธอเป็นคนหัวโบราณ ไม่เข้าใจเรื่องคาร์ซีท และคิดว่าจะอุ้มหลานเองน่าจะปลอดภัยอยู่แล้ว เธอจึงต้องอธิบายให้คุณแม่เข้าใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ค่อยเป็นผลเท่าไหร่ จนมาวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เธอเล่าว่า วันนั้นเธอ สามีและน้องบีน่าลูกสาววัยเพียง 2 เดือน กำลังเดินทางกลับจากจังหวัดชลบุรี อยู่บนทางด่วนบูรพาวิถี สามีใช้ความเร็วปกติ เธอนั่งที่เบาะหลัง ส่วนน้องบีน่า นอนหลับปุ๋ยอยู่ในคาร์ซีท เมื่อสามีขับออกมาจากช่องเก็บค่าทางด่วน สังเกตเห็นว่ารถคันหน้าที่ขับอยู่เลนขวา ขับช้าผิดปกติ สามีจึงจะแซงซ้ายขึ้นไป ทันใดนั้นรถคันหน้าก็เปลี่ยนเลนมาทางซ้ายกะทันหัน เลยชนเข้าอย่างแรง เมื่อรู้ตัวอีกทีคุณปีใหม่กระเด็นไปอยู่ที่เบาะหน้า เพราะไม่ได้คาดเข็มขัดนิรภัย มีรอยฟกช้ำ ระบมไปทั้งตัว Airbag แตกรอบคัน พอมีสติก็รีบเปิดประตูรถไปดูน้องบีน่าก่อนเลย น้องบีน่ายังหลับปุ๋ยอยู่ในคาร์ซีทเหมือนเดิม ไม่มีร่องรอยบาดเจ็บใดๆ นี่ถ้าอุ้มลูกไว้เองจะเป็นยังไงไม่อยากนึกเลย ตัวเองยังเอาไม่รอด ขอบคุณคาร์ซีทมากๆ ลูกรอดตายเพราะคาร์ซีทจริงๆ หลังจากเหตุการณ์นี้ คุณยายของน้องบีน่าก็เข้าใจประโยชน์ของคาร์ซีทแล้วว่าสำคัญมากเพียงใด ในวันนั้นคาร์ซีทได้ทำหน้าที่ปกป้องชีวิตหลานตัวน้อยเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด และได้นำเรื่องนี้ไปบอกต่อ กับคนรู้จักว่า “หลานฉันรอดมาได้เพราะคาร์ซีทแท้ๆ” คุณปีใหม่ใช้คาร์ซีท Ailebebe ที่ซื้อจากร้าน Baby Gift ซึ่งทางเรามีบริการ รับประกันสินค้า เปลี่ยนคาร์ซีทตัวใหม่ให้ลูกค้า หากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ทาง Baby […]
คุณแม่มือใหม่ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยลอกเป็นขุยหรือมีอาการแห้งสาก นั่นเป็นเพราะทารกผิวแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่อย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีดูแลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าแม่และเด็ก เข้าใจดีว่าการดูแลผิวบอบบางของลูกรักนั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้น และเสริมสร้างให้ผิวลูกน้อยแข็งแรง ทำไมผิวทารกถึงบอบบางและแห้งง่ายกว่าผู้ใหญ่ โครงสร้างชั้นผิวหนังของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่และมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้ผิวทารกสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทั้งยังไวต่อการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ สารเคมี หรือการเสียดสี โครงสร้างผิวบอบบางที่ไม่แข็งแรงนี้เองที่ทำให้ทารกผิวแห้ง และเกิดปัญหาผิวแห้งลอกได้มากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ทารกผิวแห้งและลอก อาการทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอก มักเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบดังนี้ สภาพอากาศหรือห้องแอร์ที่แห้ง การที่ลูกน้อยต้องอยู่ในห้องปรับอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน หรือการสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอกได้ง่ายมาก เพราะผิวที่บางอยู่แล้วไม่สามารถต้านทานการสูญเสียน้ำจากสภาพแวดล้อมที่แห้งได้ การอาบน้ำบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัดเกินไป การอาบน้ำที่นานเกินไป หรือการใช้น้ำอุ่นจัดถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ น้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่เคลือบผิวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น และทำให้ทารกผิวแห้งได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงการอาบน้ำในชีวิตประจำวันก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง เช่น สบู่ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ จะทำลายสมดุลและเกราะป้องกันของผิวบอบบางทารกอย่างรวดเร็ว […]
ใกล้คลอดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนอาจกำลังกังวลกับการ ผ่าคลอด วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมความรู้มาให้คุณแม่ได้เห็นอีกมุมของการ ผ่าคลอด ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ โดยปกติแล้วคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติเอง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะเชื่อว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อย และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมมากก็คือ “การผ่าคลอด” โดยการผ่าคลอด แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. ผ่าคลอด แบบวางแผนมาก่อน เมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดเองไม่ได้ หรือคุณหมอเห็นเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดวันผ่าคลอด ได้แก่ คุณแม่สุขภาพไม่ดีมีความเสี่ยงสูง คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน คุณแม่ท้องแฝดไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ รวมไปถึงทารกที่อยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤตมีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว 2. ผ่าคลอด แบบฉุกเฉิน คุณแม่บางคนเกิดภาวะความเสี่ยงกะทันหัน จำเป็นต้องได้รับการผ่าคลอดแบบฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ข้อดีของการ “ผ่าคลอด” ปัจจุบันการผ่าคลอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าคลอด จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการคลอดแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย หากคุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวล ควรเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอเพื่อวางแผนเลือกวิธีการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดต่อคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ Baby Gift หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษาทีม Baby Gift Expert เรายินดีให้คำแนะนำค่ะ
เครื่องผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค Blue Water นวัตกรรมการฆ่าเชื้อโรครูปแบบใหม่ ที่ใส่ใจในสุขภาพ และความคุ้มค่า จึงได้คิดค้นวิธีที่จะสามารถ “ผลิตน้ำเกลือฆ่าเชื้อโรค” เองได้ที่บ้านง่าย ๆ โดยเป็นสูตร Organic 100% เพียงมี “น้ำประปา เกลือ และเครื่อง Blue Water” ที่ทำหน้าที่ปล่อยประจุไฟฟ้า ส่งผ่านไปยังน้ำ ทำให้อะตอมของน้ำแตกตัว จนเกิดปฏิกิริยา Oxidation และเกิดเป็นสารประกอบใหม่ขึ้นมา นั่นก็คือ ไฮโปคลอรัส เอซิส HOCl และ ไฮโปคลอไรท์ ไอออน OCl- ซึ่งกรดไฮโปคลอรัส คือกรดชนิดเดียวกันกับที่ร่างกายมนุษย์ผลิตขึ้นมาได้เองในเม็ดเลือดขาว เพื่อฆ่าเชื้อโรคภายในร่างกายนั่นเอง ซึ่งเมื่อนำน้ำที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water ไปตรวจวัดประสิทธิภาพที่สถาบันวิจัยนานาชาติ และได้ผลรับรองมาดังนี้ ผลวิจัยพิสูจน์แล้วว่า น้ำเกลือฆ่าเชื้อที่ผลิตจากเครื่อง Blue Water สามารถฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ที่เป็นตัวต้นกำเนิดของโรคต่าง ๆ ได้ถึง 99.9% ภายในเวลา 30 วินาที นอกจากสามารถฆ่าเชื้อโรคได้แล้ว […]
Hypochlorous Acid หรือ HOCl คืออะไร? Hypochlorous Acid หรือ กรดไฮโปคลอรัส มีชื่อเรียกทางเคมีว่า HOCl นั้น เป็นกรดอ่อน ๆ ชนิดหนึ่งที่ถูกผลิตขึ้นโดยธรรมชาติโดยเซลล์เม็ดเลือดขาวในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดเพื่อการรักษาและการปกป้องร่างกาย ซึ่งกรดไฮโปคลอรัส มีคุณสมบัติในการกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา รวมไปถึงสปอร์ของเชื้อราได้ โดยการเข้าไปทำลายผนังหุ้มเซลล์ของเชื้อโรค เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคเหล่านั้น เนื่องจากกรดไฮโปคลอรัส (HOCl) เป็นกรดชนิดเดียวกันกับที่อยู่ในระบบภูมิคุ้มกัน ในเม็ดเลือดขาวของร่างกายมนุษย์ จึงปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผิวบอบบาง หรือดวงตา ไม่ทำให้เกิดอาการแสบ และมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคมากกว่าสารฟอกขาวประเภทคลอรีนถึง 80-120 เท่า กรดไฮโปคลอรัส สามารถพบได้จาก “ น้ำอิเล็กโทรไลต์ “ ซึ่งเป็นน้ำที่ได้จากกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) ซึ่งมีการคิดค้นครั้งแรกโดยนักฟิสิกส์และนักเคมี นามว่า ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday) เมื่อปีทศวรรษ 1834 โดยเขาได้คิดค้นหลักการสำคัญของกระบวนการอิเล็กโทรลิซิสตั้งเป็นกฎสองข้อเรียกกันว่า Faraday’s Laws of Electrolysis ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาไฟฟ้าเคมี (Electrochemistry) มาจนถึงทุกวันนี้ กระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) คืออะไร ? อิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) คือกระบวนการผ่านกระแสไฟฟ้า ด้วยเครื่องมือที่ใช้แยกสารละลายด้วยไฟฟ้า มีชื่อเรียกว่า เซลล์อิเล็กโทรไลต์ หรือ อิเล็กโทรลิติกเซลล์ ประกอบด้วย […]
