รวมกิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ เด็กสนุก ผู้ปกครองแฮปปี้

รวมกิจกรรมเด็ก กทม

เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมเด็กนอกบ้านจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์จริง บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 ที่เที่ยวเด็ก กทม. และพื้นที่ใกล้เคียงที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาวันหยุดอย่างมีคุณค่าร่วมกัน

วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก

วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก

การเลือกสถานที่ทำกิจกรรมเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยที่สุด

กิจกรรมเด็กสำหรับทารกและเด็กเล็ก (0-3 ปี)

เน้นสถานที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม

  • สวนสาธารณะที่มีโซนพื้นที่นุ่มหรือพื้นหญ้าที่สะอาด
  • Indoor Playground ที่แยกโซนเด็กเล็กโดยเฉพาะ
  • ห้องสมุดเด็กที่มีหนังสือภาพสีสันสดใส

กิจกรรมเด็กสำหรับวัยอนุบาล (3-6 ปี)

วัยนี้กำลังช่างจดจำและเลียนแบบ ควรเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ

  • พิพิธภัณฑ์เด็กที่มีนิทรรศการแบบลงมือทำ (Hands-on)
  • สวนสัตว์เปิดที่อนุญาตให้สัมผัสสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด
  • ศูนย์ศิลปะสำหรับกิจกรรมวาดเขียนและงานประดิษฐ์

กิจกรรมเด็กสำหรับวัยประถม (7-12 ปี)

เด็กโตต้องการความท้าทายและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะทางสมอง

  • ศูนย์วิทยาศาสตร์ที่มีการทดลองแบบโต้ตอบ
  • สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นผจญภัยหลากหลาย
  • สนามกีฬาหรือลานสเก็ตที่ฝึกความคล่องตัว

กิจกรรมเด็กสำหรับวัยรุ่น (13-18 ปี)

เน้นกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจในตัวเองและการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน

  • ศูนย์ VR Game หรือสนามเลเซอร์แท็กที่เน้นการวางแผน
  • โรงเรียนสอนทักษะพิเศษ เช่น ดนตรี หรือกีฬา Extreme
  • ยิมยิมนาสติกหรือแทรมโพลีนเพื่อปลดปล่อยพลังงาน

15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ

15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวเด็ก กทม. ที่ไปได้ทั้งครอบครัว มีทั้งโซนความรู้และความบันเทิงแบบจัดเต็ม นี่คือ 15 พิกัดแนะนำที่เราคัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ตามไปเช็กอินได้ตลอดปีนี้

1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (RAMA9 MUSEUM)

พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง รวบรวมความรู้เรื่องวิวัฒนาการโลกและสิ่งมีชีวิตผ่านสื่อที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการมาเป็นครอบครัวเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม

  • ไฮไลต์: โซนบ้านของเรา (Our Home) และโซนชีวิตของเรา (Our Life)
  • ค่าเข้าชม: 200 บาท
  • เวลาทำการ: 09.30 – 15.00 น. (ปิดวันจันทร์)
  • ที่ตั้ง: คลองห้า ปทุมธานี

2. ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ (Topgolf Megacity)

สถานที่พักผ่อนสไตล์ Sport & Entertainment ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เด็ก ๆ สามารถสนุกกับเกมกอล์ฟเสมือนจริงที่เล่นง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานกอล์ฟมาก่อน

  • ไฮไลต์: สนามมินิกอล์ฟ 18 หลุม และโซนอาหารที่หลากหลาย
  • ค่าเข้าชม: เริ่มต้น 350 บาท
  • เวลาทำการ: 09.00 – 23.00 น.
  • ที่ตั้ง: ติดเมกาบางนา

3. ซับซีโร่ ไอซ์สเก็ต คลับ (Sub Zero Ice Skate Club)

ลานไอซ์สเก็ตเรืองแสงสุดล้ำที่จะมอบประสบการณ์ความเย็นเฉียด 0 องศา พร้อมโค้ชมือโปรที่คอยให้คำแนะนำ เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการฝึกการทรงตัวและความมั่นใจ

  • ไฮไลต์: บรรยากาศแบบ Cosmic สวยงามตระการตา
  • ค่าเข้าชม: 400 บาท
  • เวลาทำการ: 12.30 – 19.30 น.
  • ที่ตั้ง: เอกมัย สุขุมวิท

4. บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ (Blu-O Rhythm & Bowl)

ศูนย์รวมความบันเทิงที่ครบวงจร ทั้งโยนโบว์ลิ่งและร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดีในพื้นที่ส่วนตัว

  • ไฮไลต์: รางโบว์ลิ่งสำหรับเด็กและห้องคาราโอเกะที่ทันสมัย
  • ราคา: เริ่มต้น 180 บาท
  • เวลาทำการ: 11.00 – 24.00 น.
  • ที่ตั้ง: มีหลายสาขา เช่น รัชโยธิน, พารากอน

5. สวนน้ำสยามอะเมซิ่งพาร์ค (Siam Amazing Park)

อาณาจักรแห่งความเย็นฉ่ำและเครื่องเล่นผจญภัย มีสระน้ำคลื่นเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโซนจูราสสิกที่เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับไดโนเสาร์เสมือนจริง

  • ไฮไลต์: สไลเดอร์ยักษ์สายรุ้งและสระน้ำคลื่นเทียม
  • ราคา: เริ่มต้น 150 บาท (Adult Entry Pass)
  • เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
  • ที่ตั้ง: ถนนสวนสยาม คันนายาว

6. สวนสนุกดรีมเวิล์ด (DREAM WORLD)

ดินแดนแห่งจินตนาการที่มีทั้งสวนสนุก สวนน้ำ และเมืองหิมะ จัดเต็มด้วยมุมถ่ายภาพสวย ๆ ทั่วทั้งสวนสนุก ให้คุณแม่เก็บภาพความประทับใจของเด็ก ๆ ได้ไม่อั้น

  • ไฮไลต์: เมืองหิมะ (Snow Town) และขบวนพาเหรดนานาชาติ
  • ราคา: เด็ก 200 บาท, ผู้ใหญ่ 250 บาท
  • เวลาทำการ: 10.00 – 17.00 น.
  • ที่ตั้ง: ธัญบุรี ปทุมธานี

7. ซาฟารีเวิลด์ (Safari World)

สวนสัตว์เปิดที่ให้เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่านานาชนิด นั่งรถชมเสือ สิงโต และยีราฟคอยาว พร้อมชมโชว์การแสดงที่น่ารักของโลมาและสิงโตทะเล

  • ไฮไลต์: Feeding Truck ให้อาหารสัตว์ดุร้าย และโซนล่องเรือผจญภัย
  • ราคา: ผู้ใหญ่ 750 บาท, เด็ก 650 บาท (เข้าได้ 2 โซน)
  • เวลาทำการ: 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)
  • ที่ตั้ง: ถนนปัญญาอินทรา คลองสามวา

8. ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์ (Sea Life Bangkok Ocean World)

อควาเรียมใจกลางเมืองที่รวบรวมสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 400 สายพันธุ์ ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำผ่านอุโมงค์ใต้น้ำขนาดยักษ์

  • ไฮไลต์: อุโมงค์ปลาฉลามและปลาหมึกยักษ์
  • ราคา: เริ่มต้น 1,090 บาท (Fun Package)
  • เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: ชั้น B1-B2 สยามพารากอน

9. เพลย์สแควร์ (PlaySquare)

สนามเลเซอร์แท็กในธีมอวกาศสุดมัน เหมาะสำหรับเด็กโตที่ต้องการความสนุกแบบสายลุย เกมเน้นการวางแผนเป็นทีม ช่วยฝึกไหวพริบและความคล่องตัว

  • ไฮไลต์: สนามเลเซอร์แท็กธีมอวกาศ 3 ชั้น
  • ราคา: 350 บาทต่อเกม
  • เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2

10. สวนสนุกเพลย์มอนโด (Playmondo)

สวนสนุกในร่มที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น มีจุดจำลองอาชีพต่าง ๆ เช่น เชฟ คุณหมอ และแคชเชียร์ ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมและจินตนาการ

  • ไฮไลต์: โซนบทบาทสมมติ (Role Play) และเครื่องเล่นมาตรฐานโลก
  • ราคา: เริ่มต้น 660 บาท
  • เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลอีสต์วิลล์

11. คับส์ บาย เพลย์มอนโด (CUBS by Playmondo)

โซนกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กวัย 0-7 ปี โดยเฉพาะ ตกแต่งในธีมธรรมชาติที่สวยงาม ช่วยกระตุ้นความสนใจและการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสเครื่องเล่นที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก

  • ไฮไลต์: โซนป่าไม้ และโซนมหาสมุทรสำหรับเบบี๋
  • ราคา: เริ่มต้น 320 บาท
  • เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: เซ็นทรัล ลาดพร้าว และพระราม 2

12. HARBORLAND (ฮาร์เบอร์แลนด์)

สนามเด็กเล่นในร่มขนาดมหึมาที่เด็ก ๆ ทั่วเมืองหลงรัก มีสไลเดอร์ยักษ์และเครื่องเล่นเสริมทักษะมากมายบนพื้นที่กว้างขวางถึง 5,000 ตารางเมตร

  • ไฮไลต์: เครื่องเล่นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจากยุโรป
  • ราคา: เริ่มต้น 200 บาท
  • เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: ไอคอนสยาม และสาขาอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ

13. สวนสนุกธีมภาพยนตร์ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส ( Columbia Pictures Aquaverse)

สวนสนุกและสวนน้ำธีมภาพยนตร์ดังที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับโซน Ghostbusters และ Jumanji ที่มีการจัดแสดงและเครื่องเล่นสุดอลังการ

  • ไฮไลต์: สไลเดอร์ธีม Jumanji และเครื่องเล่น Men in Black
  • ราคา: เริ่มต้น 1,390 บาท
  • เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
  • ที่ตั้ง: นาจอมเทียน ชลบุรี

14. ซีโร่ ลาเทนซี่ (Zero Latency)

ประสบการณ์ VR แบบไร้สายที่สมจริงที่สุดในไทย พ่อแม่และลูกสามารถเข้าร่วมทีมได้สูงสุด 8 คน เพื่อร่วมผจญภัยในโลกเสมือนจริงที่ตื่นเต้นไม่เหมือนใคร

  • ไฮไลต์: ระบบ VR ไร้สายที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
  • ราคา: 790 บาท (ลด 10% สำหรับสมาชิก KTC)
  • เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4

15. บ๊าวซ์ (Bounce Thailand)

ลานแทรมโพลีนที่จะให้เด็ก ๆ ได้ปลดปล่อยพลังงานและฝึกทักษะยิมนาสติกพื้นฐาน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความมั่นใจในตัวเองผ่านการกระโดดสุดมัน

  • ไฮไลต์: โซนแทรมโพลีนสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
  • ราคา: 200 บาท
  • เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
  • ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4

สรุปบทความ 

ไม่ว่าจะเลือกที่เที่ยวเด็ก กทม. รูปแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความพร้อมของอุปกรณ์ หากต้องเดินทางไกล อย่าลืมตรวจสอบว่า คาร์ซีท หรือคาร์ซีทเด็กโต ของลูกติดตั้งไว้อย่างแน่นหนาแล้ว หรือถ้าเป็นเด็กเล็ก การมีผู้ช่วยอย่างเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดีที่สวมใส่สบายจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่เมื่อยล้า BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าแม่และเด็ก พร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เพื่อให้ทุกกิจกรรมเด็ก กลายเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษสำหรับครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย

กิจกรรมเด็กแบบไหนที่เหมาะสมกับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน

วัยนี้เน้นกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสเบา ๆ เช่น การฟังเพลง การลูบสัมผัสผิว หรือการพาออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ที่ไม่พลุกพล่าน

หากลูกไม่สนใจกิจกรรมเด็กที่จัดให้ ควรทำอย่างไร?

คุณแม่ไม่ควรบังคับ ลองสังเกตความสนใจของลูกแล้วปรับกิจกรรมให้ยืดหยุ่น การให้ลูกได้เลือกสิ่งที่อยากเล่นเองจะช่วยสร้างความสนุกได้มากกว่า

กิจกรรมเด็ก ประเภทไหนช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด?

กิจกรรมแนวบทบาทสมมติหรืองานศิลปะแบบปลายเปิด (Open-ended play) จะช่วยให้เด็กได้ใช้จินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดได้ดีที่สุด

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อลูกน้อยถึงวัยเริ่มกินอาหารเสริมนอกจากนมแม่ ซึ่งก็คือในช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป หากลูกเริ่มนั่งได้เก่งขึ้น สามารถนั่งได้เองโดยที่ไม่ต้องประคอง และเริ่มชอบเอามือหยิบจับสิ่งต่าง ๆ เข้าปาก นั่นแสดงว่าลูกน้อยของเราพร้อมที่จะกินอาหารเสริมได้แล้ว ในบางบ้านอาจจะคุ้นเคยกับการเตรียมอาหารเด็กอ่อนโดยการปั่นหรือบดละเอียดและป้อนให้ลูก แต่หลาย ๆ บ้านก็อาจจะใช้วิธีฝึกให้ลูกกินอาหารด้วยตัวเองที่เรียกว่า BLW (Baby-Led Weaning) แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม อุปกรณ์สำคัญอย่างโต๊ะกินข้าวเด็กก็เป็นของที่ต้องมี และถ้าเลือกให้ดีก็จะใช้งานได้อย่างยาวนานตั้งแต่เล็กจนโต แล้วจะมีวิธีการเลือกอย่างไร ควรเลือกแบบไหนดี ? BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากแล้วค่ะ  โต๊ะกินข้าวเด็ก สำคัญอย่างไร ? ควรเลือกแบบไหนดี ?  โต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กนั้นมีความแตกต่างจากโต๊ะทั่ว ๆ ไป โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นโต๊ะที่เรียกว่า High Chair โดยเป็นชุดเก้าอี้กินข้าวเด็กที่มีโต๊ะพับมาให้แบบครบชุด สามารถใช้งานได้หลายแบบ บางรุ่นสามารถพกพาออกไปข้างนอกได้ด้วย และยังมีเข็มขัดนิรภัยเพื่อป้องกันเด็กพลัดตกเก้าอี้ ทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งบางที่อาจเรียกว่าโต๊ะกินข้าวเด็ก หรือบางที่ก็เรียกว่าเก้าอี้กินข้าวเด็ก หรือ อาจเรียกรวม ๆ ว่าชุดโต๊ะเก้าอี้กินข้าวของเด็ก แต่จะเรียกแบบไหน ก็หมายถึง High Chair ที่นั่งกินข้าวของเด็กเล็กโดยเฉพาะนั่นเองค่ะ  โต๊ะกินข้าวสำหรับเด็กนั้นเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ที่อยากฝึกลูกให้กินข้าวด้วยตัวเองแบบ BLW ซึ่งการฝึกลูกกินข้าวเอง […]

เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?             สารพันอาการปวดเมื่อย เป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ร่วมกับการรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่ มดลูกที่ขยายและน้ำหนักตัวลูกน้อย ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดขา ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเท้าต่างๆ ร่วมกับการปวดเมื่อยเนื้อตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ปวดคอ ปวดบ่าไหล่กันได้อีก ด้วยความปวดเมื่อยหลายส่วนของแม่ท้องนี้ จึงทำให้คุณแม่หลายท่านคิดจะไปนวดเพื่อให้หายเมื่อยและผ่อนคลาย  โดยอาจไม่รู้ว่าการนวดในช่วงตั้งครรภ์ มีข้อจำกัดและยกเว้นในบางเรื่อง ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย  ฉะนั้น…เพื่อคลายข้อข้องใจ เราจึงมาอธิบายเบื้องต้นให้คุณแม่ได้รู้ว่า แม่องจะนวดได้ไหม และการนวดแบบไหนเป็นข้อห้ามกันบ้าง แม่ท้อง นวดอะไรได้แค่ไหน? อาการปวดเมื่อยต่างๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์คือของคู่กัน เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไป การต้องแบกรักน้ำหนักท้อง โดยต้องยืนแอ่นหลังเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ปวดขา ปวดน่อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่ต้องยืนนานๆ นอกจากนี้หากคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยจากโรคข้อและกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากนวด แม่ท้องนวด มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่บอกถึงประโยชน์ของการนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การนวดช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น แต่การนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

ความเชื่อแรกที่ต้องมี..คาร์ซีทคือสิ่งสำคัญ เคยคิดไหมว่าถ้าวันหนึ่งคุณขับรถประสบอุบัติเหตุจนทำให้ลูกน้อยๆ ของคุณได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิต คุณจะใช้ชีวิตต่อไปยังไง?? ผมถือว่าผมเป็นคนที่โชคดีคนหนึ่งที่ได้รับการปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของคาร์ซีทสำหรับเด็กๆ ทั้งจากคุณหมอประจำตัวลูกๆ พี่สาว ภรรยา ตลอดจนเพื่อนๆของผมและภรรยาที่เคยมีลูกมาก่อน ที่พร่ำสอนว่า ต้องให้เด็กนั่งคาร์ซีททุกครั้งที่ขึ้นรถนะ… ทุกครั้งที่ผมเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ผมกับภรรยาจะให้ลูกๆนั่งคาร์ซีทตลอดเวลา ถึงแม้ช่วงแรกๆ (รวมถึงช่วงหลังๆด้วยบางเวลา) เค้าจะร้องไห้ฟูมฟายก็ตาม เราก็ต้องใจแข็งปล่อยให้ร้องไห้ไป เพราะถือคติว่า “safety first” พอนานๆเข้า เด็กๆก็จะเริ่มรู้เงื่อนไขเองว่า ถ้าไม่นั่งบนคาร์ซีทจะไม่ได้ขึ้นรถไปด้วย แม้แต่วันแรกที่พาลูกออกจากโรงพยาบาลหลังคลอด ผมและภรรยาก็ให้ลูกน้อยนั่งคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด …เชื่อว่าพ่อแม่หลายคนมักจะใจอ่อน และมักจะคิดว่านิดหน่อยคงไม่เป็นอะไร แต่อย่าลืมว่าอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ทุกวินาทีจริงๆ แข็งใจปล่อยให้ลูกร้องไห้ ดีกว่าไม่มีโอกาสให้เขาได้ร้องไห้นะครับ… กระนั้นก็ดี ด้วยความที่คาร์ซีทยี่ห้อดีๆมักจะมีราคาสูง(มาก) เดิมทีผมมีลูกชายคนเดียวก็มีสำหรับเด็กแรกเกิดถึงสองขวบ ต่อมาพอน้องปัณณ์โตขึ้นก็กัดฟันควักกระเป๋าซื้อสำหรับเด็ก 1-5 ขวบ มาอีกตัว จากนั้นพอผมมีน้องปุณณ์ ลูกสาวอีกคนที่อายุย่างเข้า 9 เดือน ภรรยาก็อยากได้ คาร์ซีทที่แข็งแรงๆ อีกอันไว้ให้น้องปัณณ์นั่ง ส่วนน้องปุณณ์จะขยับมานั่งอันที่สองแทน ผมก็คัดค้านเพราะเห็นว่าสิ้นเปลือง อันแรกยังใช้ได้อยู่เลย… แต่สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ยอมควักเงินอีกสองหมื่นกว่าซื้อมาอีกตัวอย่างเสียไม่ได้ หลังจากซื้อมาได้เพียงเดือนเดียว เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันและร้ายแรงที่สุดในชีวิตผมก็เกิดขึ้นจนได้ ผมกับครอบครัวเดินทางไป กทม. โดยลูกชายผมนั่งคาร์ซีทตัวใหม่อยู่ด้านข้างคนขับ (ขยับเบาะให้ไกลจาก […]

ว่าด้วยเรื่องความปลอดภัยของคาร์ซีท#คาร์ซีทมือสอง ตามที่พ่อหมอเคยเขียนเรื่องการเลือกซื้อคาร์ซีทไว้แล้วตั้งแต่ตอนเปิดเพจครับ คลิกอ่านได้ครับที่https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1318721458224835&substory_index=0&id=1312969582133356 ก็เริ่มมีลูกเพจเริ่มถามเรื่อง “การซื้อคาร์ซีท” ในหัวข้อนอกเหนือจากคำถามเบื้องต้นครับ โดยเฉพาะเรื่อง “การซื้อคาร์ซีทมือสอง” หรือ “คาร์ซีทเก่า” ตามคำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมาร ฯ ของสหรัฐอเมริกา … บอกไว้ว่า เรื่องความปลอดภัย … หมอย้ำเสมอตั้งแต่เปิดเพจครับ เป็นเรื่องที่ผ่อนปรนไม่ได้#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ References: การใช้คาร์ซีทมือสอง

ผิวของเด็กบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า โดยเฉพาะแสงแดดในประเทศไทยที่ค่อนข้างแรง การเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวลูกจากรังสี UV และลดการระคายเคืองได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกได้ง่ายขึ้นในไม่กี่ขั้นตอน 1. เลือกสูตรสำหรับ “เด็กโดยเฉพาะ” (Baby / Kids Formula) ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Baby / Kids / Sensitive Skin ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Hypoallergenic) เพราะสูตรเหล่านี้จะอ่อนโยน ไม่มีสารที่อาจระคายเคืองผิวเด็ก 2. เลือกแบบ Physical Sunscreen (กันแดดแบบสะท้อนแสง) เช็คที่ส่วนผสม เช่น Zinc Oxide Titanium Dioxide ไม่ซึมเข้าสู่ผิว อ่อนโยน เหมาะกับเด็กเล็ก ลดโอกาสแพ้ 3. ค่า SPF และ PA ควรเท่าไหร่? SPF 30–50 เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป PA+++ หรือ PA++++ ป้องกัน UVA ได้ดี […]

เกิดมาเป็นคุณแม่ยุค New Normal แม้ชื่อจะดูเท่ แต่มันก็มาพร้อมกับความยากลำบากนิดๆ เพราะต้องใช้ชีวิตแบบอุปกรณ์เยอะ ไหนจะหน้ากาก ไหนจะเจลแอลกอฮอล์ แถมพิธีรีตองเยอะกว่าเดิม และโลกที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคที่เรามองไม่เห็นแบบนี้ ใช่ว่าเราจะเดินเข้าออกจากบ้านได้อย่างสบายใจเสียเมื่อไหร่ เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าคุณแม่ที่มีลูกน้อยในยุค New Normal แบบนี้จะต้องทำอะไรบ้างก่อนออกจากบ้าน และทำอะไรบ้างเมื่อกลับมา 4 ข้อควรทำก่อนก้าวเท้าออกจากบ้าน 1.เช็คอัพเดทติดตามยอดผู้ป่วยกันซักนิด ถึงแม้ว่าช่วงนี้สถานการณ์จะดูเบาลง แต่ก็ไม่ควรละเลยน้า ตอนนี้มีช่องทางมากมายให้คุณแม่ได้เช็คข่าวสาร ไม่ว่าจะเป็นข่าวสดจากทางโทรทัศน์ ที่คอยรายงานข่าวเกี่ยวกับยอดผู้ป่วยและสถานการณ์ COVID ในแต่ละวันอยู่ตลอด หรือจะเป็น Social Media ต่างๆ ที่สรุปข่าวมาให้ไม่เว้นแต่ละวัน การติดตามสื่อเหล่านี้จะช่วยให้เราอัพเดทเรื่องราวข่าวสารเกี่ยวกับเจ้าโรคร้ายเป็นประจำ แถมยังทำให้เราทราบถึงพื้นที่ที่กำลังระบาด จะได้หลีกเลี่ยงได้ทันท่วงที อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณแม่ชื่นชอบที่จะติดตามข่าวสารจากทาง Social Media มากกว่าช่องทางอื่น คุณแม่อย่าลืมกรองข่าวให้ดี เพราะอย่าลืมว่า Social Media เป็นแหล่งรวมของข่าวลวงอันดับหนึ่งเลยนะ 2. พกหน้ากากให้เป็นนิสัย  ก่อนหน้านี้ เวลาจะออกจากบ้านเราก็มักจะส่องกระจกดูว่าแต่งตัวแต่งหน้าเรียบร้อยรึยัง แต่ตอนนี้ ก่อนออกจากบ้าน คุณแม่จะต้องส่องกระจกเพื่อเช็คดูว่าใส่หน้ากากพร้อมลุยแล้วหรือยังแทน คุณแม่ควรจะมีหน้ากากอย่าน้อยสองอันพกติดตัวไว้ เผื่อทำหายระหว่างทาง แล้วก็นอกจากจะเช็คหน้ากากของตัวเองแล้ว ก็อย่าลืมดูของลูกน้อยด้วยล่ะ! ตอนนี้หลายๆ […]

All Categories

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event
All Categories
All Brands
All Ages

Kid