รวมกิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ เด็กสนุก ผู้ปกครองแฮปปี้
เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมเด็กนอกบ้านจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์จริง บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 ที่เที่ยวเด็ก กทม. และพื้นที่ใกล้เคียงที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาวันหยุดอย่างมีคุณค่าร่วมกัน
วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก

การเลือกสถานที่ทำกิจกรรมเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยที่สุด
กิจกรรมเด็กสำหรับทารกและเด็กเล็ก (0-3 ปี)
เน้นสถานที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม
- สวนสาธารณะที่มีโซนพื้นที่นุ่มหรือพื้นหญ้าที่สะอาด
- Indoor Playground ที่แยกโซนเด็กเล็กโดยเฉพาะ
- ห้องสมุดเด็กที่มีหนังสือภาพสีสันสดใส
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยอนุบาล (3-6 ปี)
วัยนี้กำลังช่างจดจำและเลียนแบบ ควรเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ
- พิพิธภัณฑ์เด็กที่มีนิทรรศการแบบลงมือทำ (Hands-on)
- สวนสัตว์เปิดที่อนุญาตให้สัมผัสสัตว์ได้อย่างใกล้ชิด
- ศูนย์ศิลปะสำหรับกิจกรรมวาดเขียนและงานประดิษฐ์
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยประถม (7-12 ปี)
เด็กโตต้องการความท้าทายและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะทางสมอง
- ศูนย์วิทยาศาสตร์ที่มีการทดลองแบบโต้ตอบ
- สวนสนุกที่มีเครื่องเล่นผจญภัยหลากหลาย
- สนามกีฬาหรือลานสเก็ตที่ฝึกความคล่องตัว
กิจกรรมเด็กสำหรับวัยรุ่น (13-18 ปี)
เน้นกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจในตัวเองและการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน
- ศูนย์ VR Game หรือสนามเลเซอร์แท็กที่เน้นการวางแผน
- โรงเรียนสอนทักษะพิเศษ เช่น ดนตรี หรือกีฬา Extreme
- ยิมยิมนาสติกหรือแทรมโพลีนเพื่อปลดปล่อยพลังงาน
15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ

หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวเด็ก กทม. ที่ไปได้ทั้งครอบครัว มีทั้งโซนความรู้และความบันเทิงแบบจัดเต็ม นี่คือ 15 พิกัดแนะนำที่เราคัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ตามไปเช็กอินได้ตลอดปีนี้
1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (RAMA9 MUSEUM)
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง รวบรวมความรู้เรื่องวิวัฒนาการโลกและสิ่งมีชีวิตผ่านสื่อที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการมาเป็นครอบครัวเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม
- ไฮไลต์: โซนบ้านของเรา (Our Home) และโซนชีวิตของเรา (Our Life)
- ค่าเข้าชม: 200 บาท
- เวลาทำการ: 09.30 – 15.00 น. (ปิดวันจันทร์)
- ที่ตั้ง: คลองห้า ปทุมธานี
2. ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ (Topgolf Megacity)
สถานที่พักผ่อนสไตล์ Sport & Entertainment ที่ใหญ่ที่สุดในไทย เด็ก ๆ สามารถสนุกกับเกมกอล์ฟเสมือนจริงที่เล่นง่าย ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานกอล์ฟมาก่อน
- ไฮไลต์: สนามมินิกอล์ฟ 18 หลุม และโซนอาหารที่หลากหลาย
- ค่าเข้าชม: เริ่มต้น 350 บาท
- เวลาทำการ: 09.00 – 23.00 น.
- ที่ตั้ง: ติดเมกาบางนา
3. ซับซีโร่ ไอซ์สเก็ต คลับ (Sub Zero Ice Skate Club)
ลานไอซ์สเก็ตเรืองแสงสุดล้ำที่จะมอบประสบการณ์ความเย็นเฉียด 0 องศา พร้อมโค้ชมือโปรที่คอยให้คำแนะนำ เหมาะสำหรับเด็กที่ต้องการฝึกการทรงตัวและความมั่นใจ
- ไฮไลต์: บรรยากาศแบบ Cosmic สวยงามตระการตา
- ค่าเข้าชม: 400 บาท
- เวลาทำการ: 12.30 – 19.30 น.
- ที่ตั้ง: เอกมัย สุขุมวิท
4. บลูโอ ริธึม แอนด์ โบว์ (Blu-O Rhythm & Bowl)
ศูนย์รวมความบันเทิงที่ครบวงจร ทั้งโยนโบว์ลิ่งและร้องคาราโอเกะ เป็นกิจกรรมที่ช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวได้เป็นอย่างดีในพื้นที่ส่วนตัว
- ไฮไลต์: รางโบว์ลิ่งสำหรับเด็กและห้องคาราโอเกะที่ทันสมัย
- ราคา: เริ่มต้น 180 บาท
- เวลาทำการ: 11.00 – 24.00 น.
- ที่ตั้ง: มีหลายสาขา เช่น รัชโยธิน, พารากอน
5. สวนน้ำสยามอะเมซิ่งพาร์ค (Siam Amazing Park)
อาณาจักรแห่งความเย็นฉ่ำและเครื่องเล่นผจญภัย มีสระน้ำคลื่นเทียมที่ใหญ่ที่สุดในโลก และโซนจูราสสิกที่เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับไดโนเสาร์เสมือนจริง
- ไฮไลต์: สไลเดอร์ยักษ์สายรุ้งและสระน้ำคลื่นเทียม
- ราคา: เริ่มต้น 150 บาท (Adult Entry Pass)
- เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
- ที่ตั้ง: ถนนสวนสยาม คันนายาว
6. สวนสนุกดรีมเวิล์ด (DREAM WORLD)
ดินแดนแห่งจินตนาการที่มีทั้งสวนสนุก สวนน้ำ และเมืองหิมะ จัดเต็มด้วยมุมถ่ายภาพสวย ๆ ทั่วทั้งสวนสนุก ให้คุณแม่เก็บภาพความประทับใจของเด็ก ๆ ได้ไม่อั้น
- ไฮไลต์: เมืองหิมะ (Snow Town) และขบวนพาเหรดนานาชาติ
- ราคา: เด็ก 200 บาท, ผู้ใหญ่ 250 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 17.00 น.
- ที่ตั้ง: ธัญบุรี ปทุมธานี
7. ซาฟารีเวิลด์ (Safari World)
สวนสัตว์เปิดที่ให้เด็ก ๆ ได้ใกล้ชิดกับสัตว์ป่านานาชนิด นั่งรถชมเสือ สิงโต และยีราฟคอยาว พร้อมชมโชว์การแสดงที่น่ารักของโลมาและสิงโตทะเล
- ไฮไลต์: Feeding Truck ให้อาหารสัตว์ดุร้าย และโซนล่องเรือผจญภัย
- ราคา: ผู้ใหญ่ 750 บาท, เด็ก 650 บาท (เข้าได้ 2 โซน)
- เวลาทำการ: 09.00 – 17.00 น. (ปิดวันจันทร์)
- ที่ตั้ง: ถนนปัญญาอินทรา คลองสามวา
8. ซีไลฟ์ แบงคอก โอเชี่ยน เวิลด์ (Sea Life Bangkok Ocean World)
อควาเรียมใจกลางเมืองที่รวบรวมสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลกว่า 400 สายพันธุ์ ให้เด็ก ๆ ได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำผ่านอุโมงค์ใต้น้ำขนาดยักษ์
- ไฮไลต์: อุโมงค์ปลาฉลามและปลาหมึกยักษ์
- ราคา: เริ่มต้น 1,090 บาท (Fun Package)
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: ชั้น B1-B2 สยามพารากอน
9. เพลย์สแควร์ (PlaySquare)
สนามเลเซอร์แท็กในธีมอวกาศสุดมัน เหมาะสำหรับเด็กโตที่ต้องการความสนุกแบบสายลุย เกมเน้นการวางแผนเป็นทีม ช่วยฝึกไหวพริบและความคล่องตัว
- ไฮไลต์: สนามเลเซอร์แท็กธีมอวกาศ 3 ชั้น
- ราคา: 350 บาทต่อเกม
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 2
10. สวนสนุกเพลย์มอนโด (Playmondo)
สวนสนุกในร่มที่เน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น มีจุดจำลองอาชีพต่าง ๆ เช่น เชฟ คุณหมอ และแคชเชียร์ ช่วยให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะการเข้าสังคมและจินตนาการ
- ไฮไลต์: โซนบทบาทสมมติ (Role Play) และเครื่องเล่นมาตรฐานโลก
- ราคา: เริ่มต้น 660 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัลเวิลด์ และเซ็นทรัลอีสต์วิลล์
11. คับส์ บาย เพลย์มอนโด (CUBS by Playmondo)
โซนกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กวัย 0-7 ปี โดยเฉพาะ ตกแต่งในธีมธรรมชาติที่สวยงาม ช่วยกระตุ้นความสนใจและการเรียนรู้ผ่านการสัมผัสเครื่องเล่นที่อ่อนโยนต่อผิวเด็ก
- ไฮไลต์: โซนป่าไม้ และโซนมหาสมุทรสำหรับเบบี๋
- ราคา: เริ่มต้น 320 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เซ็นทรัล ลาดพร้าว และพระราม 2
12. HARBORLAND (ฮาร์เบอร์แลนด์)
สนามเด็กเล่นในร่มขนาดมหึมาที่เด็ก ๆ ทั่วเมืองหลงรัก มีสไลเดอร์ยักษ์และเครื่องเล่นเสริมทักษะมากมายบนพื้นที่กว้างขวางถึง 5,000 ตารางเมตร
- ไฮไลต์: เครื่องเล่นมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกจากยุโรป
- ราคา: เริ่มต้น 200 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: ไอคอนสยาม และสาขาอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ
13. สวนสนุกธีมภาพยนตร์ โคลัมเบีย พิคเจอร์ส อควาเวิร์ส ( Columbia Pictures Aquaverse)
สวนสนุกและสวนน้ำธีมภาพยนตร์ดังที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เด็ก ๆ จะได้ตื่นตาตื่นใจกับโซน Ghostbusters และ Jumanji ที่มีการจัดแสดงและเครื่องเล่นสุดอลังการ
- ไฮไลต์: สไลเดอร์ธีม Jumanji และเครื่องเล่น Men in Black
- ราคา: เริ่มต้น 1,390 บาท
- เวลาทำการ: 10.00 – 18.00 น.
- ที่ตั้ง: นาจอมเทียน ชลบุรี
14. ซีโร่ ลาเทนซี่ (Zero Latency)
ประสบการณ์ VR แบบไร้สายที่สมจริงที่สุดในไทย พ่อแม่และลูกสามารถเข้าร่วมทีมได้สูงสุด 8 คน เพื่อร่วมผจญภัยในโลกเสมือนจริงที่ตื่นเต้นไม่เหมือนใคร
- ไฮไลต์: ระบบ VR ไร้สายที่เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ
- ราคา: 790 บาท (ลด 10% สำหรับสมาชิก KTC)
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4
15. บ๊าวซ์ (Bounce Thailand)
ลานแทรมโพลีนที่จะให้เด็ก ๆ ได้ปลดปล่อยพลังงานและฝึกทักษะยิมนาสติกพื้นฐาน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและความมั่นใจในตัวเองผ่านการกระโดดสุดมัน
- ไฮไลต์: โซนแทรมโพลีนสำหรับเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป
- ราคา: 200 บาท
- เวลาทำการ: 11.00 – 20.00 น.
- ที่ตั้ง: เอ็มควอเทียร์ ชั้น 4
สรุปบทความ
ไม่ว่าจะเลือกที่เที่ยวเด็ก กทม. รูปแบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยและความพร้อมของอุปกรณ์ หากต้องเดินทางไกล อย่าลืมตรวจสอบว่า คาร์ซีท หรือคาร์ซีทเด็กโต ของลูกติดตั้งไว้อย่างแน่นหนาแล้ว หรือถ้าเป็นเด็กเล็ก การมีผู้ช่วยอย่างเป้อุ้มเด็กยี่ห้อไหนดีที่สวมใส่สบายจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เดินเที่ยวได้ทั้งวันโดยไม่เมื่อยล้า BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าแม่และเด็ก พร้อมอยู่เคียงข้างคุณเสมอ เพื่อให้ทุกกิจกรรมเด็ก กลายเป็นความทรงจำที่แสนพิเศษสำหรับครอบครัว
คำถามที่พบบ่อย
กิจกรรมเด็กแบบไหนที่เหมาะสมกับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน
วัยนี้เน้นกิจกรรมที่กระตุ้นประสาทสัมผัสเบา ๆ เช่น การฟังเพลง การลูบสัมผัสผิว หรือการพาออกไปสูดอากาศบริสุทธิ์ในที่ที่ไม่พลุกพล่าน
หากลูกไม่สนใจกิจกรรมเด็กที่จัดให้ ควรทำอย่างไร?
คุณแม่ไม่ควรบังคับ ลองสังเกตความสนใจของลูกแล้วปรับกิจกรรมให้ยืดหยุ่น การให้ลูกได้เลือกสิ่งที่อยากเล่นเองจะช่วยสร้างความสนุกได้มากกว่า
กิจกรรมเด็ก ประเภทไหนช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ได้ดีที่สุด?
กิจกรรมแนวบทบาทสมมติหรืองานศิลปะแบบปลายเปิด (Open-ended play) จะช่วยให้เด็กได้ใช้จินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัดได้ดีที่สุด
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
คุณแม่มือใหม่ หลายท่านอาจรู้สึกกังวลเมื่อสังเกตเห็นผิวของลูกน้อยลอกเป็นขุยหรือมีอาการแห้งสาก นั่นเป็นเพราะทารกผิวแห้งเป็นภาวะที่พบได้บ่อย เนื่องจากผิวของทารกนั้นบอบบางกว่าผู้ใหญ่อย่างมาก การทำความเข้าใจสาเหตุและรู้วิธีดูแลที่ถูกต้องคือสิ่งสำคัญที่สุด BabyGift ในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องสินค้าแม่และเด็ก เข้าใจดีว่าการดูแลผิวบอบบางของลูกรักนั้นละเอียดอ่อนแค่ไหน เราพร้อมให้คำแนะนำเพื่อฟื้นฟูความชุ่มชื้น และเสริมสร้างให้ผิวลูกน้อยแข็งแรง ทำไมผิวทารกถึงบอบบางและแห้งง่ายกว่าผู้ใหญ่ โครงสร้างชั้นผิวหนังของทารกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่และมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่หลายเท่าตัว ทำให้ผิวทารกสูญเสียความชุ่มชื้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ทั้งยังไวต่อการระคายเคืองจากปัจจัยภายนอก เช่น อุณหภูมิ สารเคมี หรือการเสียดสี โครงสร้างผิวบอบบางที่ไม่แข็งแรงนี้เองที่ทำให้ทารกผิวแห้ง และเกิดปัญหาผิวแห้งลอกได้มากกว่าผู้ใหญ่ สาเหตุที่ทำให้ทารกผิวแห้งและลอก อาการทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอก มักเกิดจากการทำงานร่วมกันของปัจจัยภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการสูญเสียความชุ่มชื้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีสาเหตุหลัก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ควรทราบดังนี้ สภาพอากาศหรือห้องแอร์ที่แห้ง การที่ลูกน้อยต้องอยู่ในห้องปรับอากาศที่แห้งเป็นเวลานาน หรือการสัมผัสกับสภาพอากาศที่เย็นจัด จะดึงเอาความชุ่มชื้นออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทารกผิวแห้ง และผิวแห้งลอกได้ง่ายมาก เพราะผิวที่บางอยู่แล้วไม่สามารถต้านทานการสูญเสียน้ำจากสภาพแวดล้อมที่แห้งได้ การอาบน้ำบ่อยหรือใช้น้ำอุ่นจัดเกินไป การอาบน้ำที่นานเกินไป หรือการใช้น้ำอุ่นจัดถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำลายเกราะป้องกันผิวตามธรรมชาติ น้ำอุ่นจะชะล้างน้ำมันที่เคลือบผิวออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังสูญเสียความชุ่มชื้น และทำให้ทารกผิวแห้งได้ง่าย แม้จะเป็นเพียงการอาบน้ำในชีวิตประจำวันก็ตาม ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่ไม่เหมาะสม การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีส่วนผสมของสารเคมีรุนแรง เช่น สบู่ที่มีค่า pH เป็นด่างสูง มีน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ จะทำลายสมดุลและเกราะป้องกันของผิวบอบบางทารกอย่างรวดเร็ว […]
คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ
การได้โอบกอดลูกน้อยไว้ในอ้อมแขนเป็นช่วงเวลาที่แสนพิเศษและเปี่ยมไปด้วยความสุข แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ภารกิจนี้อาจมาพร้อมความกังวลใจ เพราะร่างกายของทารกนั้นบอบบางกว่าที่คิด การเรียนรู้ท่าอุ้มที่ถูกวิธีจึงเป็นทักษะแรกที่สำคัญที่สุด เพื่อส่งต่อความอบอุ่นอย่างปลอดภัยและเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีตั้งแต่วันแรกที่ลืมตาดูโลก ท่าอุ้ม สำคัญอย่างไรต่อสรีระและพัฒนาการของลูกน้อย การใส่ใจเรื่องท่าอุ้ม ไม่ใช่เพียงเพื่อความสะดวกสบายเท่านั้น แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างร่างกายของเด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อคอและหลังของทารกยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักศีรษะได้เอง หากอุ้มผิดวิธีอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสรีระ หรือก่อให้เกิดอุบัติเหตุรุนแรงที่กระทบต่อสมองได้ การใช้ท่าอุ้มต่าง ๆ อย่างเหมาะสมจึงเป็นรากฐานสำคัญของสุขภาพที่แข็งแรง รวมเทคนิคท่าอุ้มต่าง ๆ ที่คุณแม่ต้องฝึกให้ชำนาญ การเลี้ยงลูกมีหลายสถานการณ์ที่ต้องการการดูแลที่แตกต่างกัน คุณแม่จึงควรฝึกฝนท่าอุ้มต่าง ๆ ให้หลากหลายและคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็นการอุ้มเพื่อให้นม อุ้มเพื่อระบายลม หรืออุ้มเพื่อปลอบโยน ซึ่งแต่ละท่ามีเทคนิคเฉพาะตัวดังนี้ ท่าอุ้มทารกแรกเกิด วิธีการประคองศีรษะให้มั่นคงปลอดภัย สำหรับวัยแรกเกิด ท่าอุ้มที่ปลอดภัยที่สุดคือการประคองศีรษะและท้ายทอยให้มั่นคงเสมอ โดยใช้มือหนึ่งช้อนใต้ก้นและอีกมือรองรับลำคอ จากนั้นค่อย ๆ ช้อนตัวลูกมาแนบอก ให้ศีรษะวางบนข้อพับแขนอย่างนุ่มนวล ท่านี้จะช่วยให้ลูกรู้สึกมั่นคงและป้องกันการสะบัดของศีรษะที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกสันหลังที่ยังบอบบาง ท่าอุ้มเรอ วิธีจับลูกเรอหลังมื้อนมเพื่อลดลมในกระเพาะ หลังอิ่มนม การใช้ท่าอุ้มเพื่อช่วยระบายลมเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณแม่อาจใช้วิธีอุ้มพาดบ่า โดยให้คางของลูกเกยบนไหล่แล้วลูบหลังเบา ๆ หรือจัดให้นั่งบนตักโดยใช้มือประคองหน้าอกและคางไว้ (หลีกเลี่ยงการกดทับลำคอ) เพื่อช่วยไล่ลมในกระเพาะอาหาร ลดอาการอึดอัด และป้องกันการแหวะนมที่อาจทำให้ลูกไม่สบายตัว ท่าอุ้มเข้าเต้า 4 ท่ามาตรฐานที่ช่วยให้นมลูกได้ง่ายขึ้น การให้นมจะราบรื่นขึ้นหากเลือกท่าอุ้มที่ถูกต้อง เช่น ท่าอุ้มนอนขวาง (Cradle […]
คาร์ซีทหมุนได้ จำเป็นต่อคุณพ่อ คุณแม่อย่างไร คุณพ่อและคุณแม่ทุกคน พยายามและสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยเสมอ เพราะลูกน้อยคือแก้วตาดวงใจของคุณพ่อและคุณแม่ แต่จะดีกว่าไหมถ้าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยยังสร้างความสะดวกสบายสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ไปพร้อมกัน การเลือกซื้อคาร์ซีทก็เหมือนกัน นอกจากจะดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน ต่อทั้งกับคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยอีกด้วย และหนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในการใช้คาร์ซีท อย่างปัญหาการอุ้มลูกน้อยเวลาขึ้นลงรถ หรือปัญหาที่จอดรถแคบเกินไป ที่ทำให้การอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถลำบาก อาจจะชนกับรถ หรือกำแพง ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้ง คุณพ่อ คูณแม่ และลูกน้อยได้ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณพ่อ และคุณแม่เลือกใช้คาร์ซีทแบบ Convertible Carseat คาร์ซีทหมุนได้ 2 ทิศทาง หรือคาร์ซีทที่หมุนได้ 360 องศา ที่นอกจากปกป้องลูกน้อยได้แล้ว ยังเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้คาร์ซีทหมุนได้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ทาง Baby Gift จึงขอพา คุณพ่อ คุณแม่ มาเข้าใจถึงข้อดีของคาร์ซีทหมุนได้กันค่ะ ข้อดีของการใช้ คาร์ซีทหมุนได้ 1. คุณพ่อ และคุณแม่ สะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถ อย่างที่บอกไปในตอนต้น ปัญหาที่จอดรถหายากและแคบ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่คนใช้รถ ใช้ถนน ต้องได้พบเจอ และในกรณีคุณพ่อ คุณแม่ ที่ต้องการพาลูกน้อย […]
แม้ผู้หญิงจะตั้งครรภ์ ก็ต้องดูแลความสวย ความงาม และดูแลตัวเองอยู่เสมอ แต่ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ตลอด เพราะตามธรรมชาติเค้าสร้างผู้หญิงขึ้นมาเพื่อเกิดมาตั้งครรภ์ ให้กำเนิดบุตร โดยเฉพาะช่วง 9 เดือนที่ตั้งครรภ์ ร่างกายของเราจะถูกเปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด บางอย่างก็ไม่อยากให้เกิด โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณการแตกลายของบริเวณท้องนั้นเป็นสิ่งที่คุณแม่กังวลเป็นอย่างมาก แต่วิธีป้องกันคุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนคงรู้กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าท้องเราเกิดแตกลายขึ้นมาแล้วจะแก้ไขอย่างไรดี ท้องลาย หรือ รอยผิวแตกลาย เป็นเส้นที่ปรากฏบริเวณผิวหนังหน้าท้อง ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับการขยายขนาดของหน้าท้องอย่างรวดเร็ว รอยแตกลายจะเป็นริ้วสีขาว สีชมพู สีแดง สีม่วง หรือสีน้ำตาล ตามแต่สภาพผิวหนัง ความตึงของผิวหนังบริเวณนั้น ของแต่ละคน สาเหตุท้องลาย ท้องลาย เป็นการฉีกขาดของผิวหนังชั้นหนังแท้ที่อยู่ลึกลงไปบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเกิดจากการขยายขนาดของท้องทำให้เห็นเส้นเลือดที่อยู่ในชั้นลึกลงไป จึงเห็นเป็นลายเข้ม ต่อมาเส้นเลือดหดตัวจึงเห็นพื้นที่ขาวมากขึ้น โดยท้องลายเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 3 (อายุครรภ์ 7-9 เดือน) น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ร่างกายมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ท้องลายเป็นเพียงรอยแตกลายที่เกิดขึ้นและจะค่อย ๆ จางลงเมื่อเวลาผ่านไป แต่ไม่สามารถกำจัดรอยที่เคยมีออกไปได้ทั้งหมด หรือเมื่อได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ทางออกในการแก้ปัญหาท้องลาย 1. ควบคุมอาหาร คุณแม่ตั้งครรภ์ควรควบคุมเรื่องอาหาร ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายทั้งคุณแม่และลูกน้อย ไม่ควรกินอาหารที่เพิ่มน้ำหนักมากๆ เพราะจะทำให้ผิวหนังบริเวณท้องขยายเร็ว […]
ใกล้คลอดแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์หลายๆคนอาจกำลังกังวลกับการ ผ่าคลอด วันนี้ Baby Gift ได้รวบรวมความรู้มาให้คุณแม่ได้เห็นอีกมุมของการ ผ่าคลอด ซึ่งไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดเลย มาดูไปพร้อมกันเลยค่ะ โดยปกติแล้วคุณหมอจะแนะนำให้คุณแม่คลอดธรรมชาติเอง ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพราะเชื่อว่าการคลอดแบบธรรมชาตินั้นฟื้นตัวไว เสียเลือดน้อย และกลับสู่ภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว แต่ในปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้คุณแม่มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการคลอดลูก ซึ่งหนึ่งในวิธีที่คนนิยมมากก็คือ “การผ่าคลอด” โดยการผ่าคลอด แบ่งเป็น 2 กรณี คือ 1. ผ่าคลอด แบบวางแผนมาก่อน เมื่อคุณแม่มีความเสี่ยงที่จะคลอดเองไม่ได้ หรือคุณหมอเห็นเหตุจำเป็นที่ต้องกำหนดวันผ่าคลอด ได้แก่ คุณแม่สุขภาพไม่ดีมีความเสี่ยงสูง คุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาก่อน คุณแม่ท้องแฝดไม่สามารถคลอดเองตามธรรมชาติได้ รวมไปถึงทารกที่อยู่ในท่าผิดปกติ หรือทารกอยู่ในภาวะวิกฤตมีความเสี่ยงสูงจำเป็นต้องผ่าคลอดออกมาโดยเร็ว 2. ผ่าคลอด แบบฉุกเฉิน คุณแม่บางคนเกิดภาวะความเสี่ยงกะทันหัน จำเป็นต้องได้รับการผ่าคลอดแบบฉุกเฉินโดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย ข้อดีของการ “ผ่าคลอด” ปัจจุบันการผ่าคลอด ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าคลอด จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่สำหรับคุณแม่ยุคนี้ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกการคลอดแบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือให้คุณแม่และลูกน้อยปลอดภัย หากคุณแม่รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวล ควรเข้ารับคำปรึกษาจากคุณหมอเพื่อวางแผนเลือกวิธีการคลอดที่ปลอดภัยที่สุดต่อคุณแม่และลูกน้อย คุณแม่สามารถอ่านข้อมูลข่าวสารอื่นๆได้ที่เว็บไซต์ Baby Gift หากมีคำถามหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถปรึกษาทีม Baby Gift Expert เรายินดีให้คำแนะนำค่ะ
