ขวดนม เลือกแบบไหนดีให้เหมาะกับลูกน้อยแต่ละวัย (อัปเดต 2026)
การเลือกขวดนม อาจดูเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงแล้วเป็นหนึ่งในอุปกรณ์สำคัญที่ส่งผลต่อทั้ง “พัฒนาการ” และ “สุขภาพ” ของลูกน้อยโดยตรง โดยเฉพาะพ่อแม่มือใหม่ที่กำลังสงสัยว่า ขวดนม มีกี่แบบ? กี่ประเภท? กี่วัสดุ? และควรเลือกอย่างไรให้เหมาะกับวัยของลูก
บทความนี้จะช่วยอธิบายทุกเรื่องเกี่ยวกับขวดนมแบบเข้าใจง่าย อ่านจบสามารถเลือกขวดนมให้ลูกได้อย่างมั่นใจค่ะ
ทำไมลูกน้อยถึงต้องใช้ขวดนม
- ใช้เมื่อต้องให้นมแทนคุณแม่
- ช่วยให้พ่อหรือผู้ดูแลคนอื่นสามารถให้นมลูกได้
- เหมาะกับคุณแม่ทำงานหรือจำเป็นต้องปั๊มนมเก็บไว้
- ช่วยควบคุมปริมาณนมที่ลูกได้รับในแต่ละมื้อ
ขวดนมจึงเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และนมผงเป็นเรื่องง่ายและยืดหยุ่นมากขึ้น
ขวดนมมีกี่แบบ? แบ่งตาม “รูปทรงขวด”
ขวดนมสามารถแบ่งตามรูปทรงได้หลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีข้อดีแตกต่างกัน

1. ขวดนมทรงตรง
- รูปทรงมาตรฐาน
- ล้างง่าย
- ราคาย่อมเยา
- เหมาะกับเด็กแรกเกิดและการใช้งานทั่วไป

2. ขวดนมทรงคอด หรือทรงจับถนัดมือ
- ออกแบบให้เด็กจับเองได้ง่าย
- ลดการลื่นหลุดจากมือ
- เหมาะกับเด็กวัย 4–6 เดือนขึ้นไป

3. ขวดนมป้องกันโคลิค (Anti-Colic)
- มีระบบวาล์วหรือช่องระบายอากาศ
- ลดการกลืนลม
- ช่วยลดอาการท้องอืด จุกเสียด
- เหมาะกับเด็กที่ร้องงอแงบ่อยหลังดูดนม
ขวดนมมีกี่ประเภท? แบ่งตาม “การใช้งาน”
นอกจากรูปทรงแล้ว ขวดนมยังแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้อีกด้วย

1. ขวดนมสำหรับทารกแรกเกิด
- ความจุเล็ก (ประมาณ 2–4 ออนซ์)
- ใช้จุกนมไหลช้า
- ช่วยให้ลูกดูดนมอย่างเป็นธรรมชาติ

2. ขวดนมสำหรับเด็กโต
- ความจุใหญ่ขึ้น (6–9 ออนซ์ขึ้นไป)
- รองรับการดูดแรงขึ้น
- ใช้ได้เมื่อเด็กเริ่มกินนมมากขึ้น

3. ขวดนมเสมือนเต้านมแม่ (Breastmilk Bottle)
- จุกนมออกแบบเลียนแบบเต้าแม่
- ลดปัญหาสับสนหัวนม
- เหมาะสำหรับแม่ที่ให้นมแม่เป็นหลัก
ขวดนมมีกี่วัสดุ? แต่ละแบบต่างกันอย่างไร
วัสดุของขวดนมเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่พ่อแม่ควรพิจารณา

1. ขวดนมพลาสติก (PP / PPSU)
- น้ำหนักเบา
- ไม่แตกง่าย
- เหมาะกับการพกพา
- ควรเลือกแบบ BPA Free
ข้อควรระวัง: เมื่อใช้ไปนานอาจเกิดรอยขีดข่วน ควรเปลี่ยนตามระยะเวลา

2. ขวดนมแก้ว
- ปลอดภัยสูง
- ไม่ดูดกลิ่น ไม่ดูดสี
- ทนความร้อนดี
- ทำความสะอาดง่าย
เหมาะกับ: ใช้ในบ้าน หรือวางประจำจุดให้นม

3. ขวดนมซิลิโคน
- นุ่ม ยืดหยุ่น
- ปลอดภัยสูง
- ทนความร้อน
- เหมาะกับเด็กแพ้พลาสติก
ข้อจำกัด: ราคาสูงกว่าวัสดุอื่นเล็กน้อย
เลือกขวดนมให้เหมาะกับลูกน้อยแต่ละช่วงวัย
- เด็กแรกเกิด – 3 เดือน
- ขวดขนาดเล็ก
- จุกนมไหลช้า
- ขวดน้ำหนักเบา
- เด็ก 3 – 6 เดือน
- เพิ่มขนาดขวด
- จุกนมไหลปานกลาง
- เริ่มใช้ขวดทรงจับถนัดมือ
- เด็ก 6 เดือนขึ้นไป
- ขวดขนาดใหญ่
- เด็กเริ่มถือขวดเอง
- ควรเลือกขวดที่ทนและจับง่าย
จุกนมสำคัญแค่ไหน ควรเลือกอย่างไร

ประเภทของจุกนม
- จุกนมไหลช้า (Newborn / Slow Flow)
- รูเล็กมาก (มักมี 1 รูเล็ก)
- น้ำนมไหลออกช้าและสม่ำเสมอ
- ต้องอาศัยแรงดูดจากลูกจริง ๆ
- เหมาะกับเด็กแรกเกิด – ประมาณ 3 เดือน / เด็กที่กินนมช้า หรือดูดไม่แรง
- จุกนมไหลปานกลาง (Medium Flow)
- รูขนาดกลาง (1–2 รู ขึ้นกับแบรนด์)
- น้ำนมไหลสม่ำเสมอมากขึ้น
- ไม่ต้องออกแรงดูดมาก
- เหมาะกับเด็กวัย 3 – 6 เดือน / เด็กที่เริ่มดูดนมและควบคุมการกลืนได้ดีขึ้น
- จุกนมไหลเร็ว (Fast Flow)
- รูใหญ่ หรือมีหลายรู
- น้ำนมไหลออกเร็ว
- ใช้แรงดูดน้อยลง
- เหมาะกับเด็กวัย 6 เดือนขึ้นไป / เด็กที่ดูดแรง และควบคุมการกลืนได้ดีแล้ว
ควรเปลี่ยนจุกนมเมื่อไหร่
- เมื่อจุกนมเริ่มเสื่อม
- เมื่อลูกโตขึ้นและดูดแรงขึ้น
- เมื่อพบว่าลูกดูดนมไม่ทันหรือหงุดหงิด
วิธีเลือกขวดนมที่ปลอดภัยสำหรับลูกน้อย
- เลือกขวดนม BPA Free
- ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับเด็ก
- ไม่มีสารเคมีอันตราย
- มีอะไหล่และหัวนมเปลี่ยนได้ง่าย
ควรเตรียมขวดนมกี่ขวด
- เด็กแรกเกิด: 4–6 ขวด
- เด็กโตขึ้น: 3–4 ขวดก็เพียงพอ
คำถามที่พ่อแม่มือใหม่ถามบ่อย (FAQ)
- ควรเลือกขวดขนาดเล็ก หัวนมไหลช้า และวัสดุปลอดภัย เช่น พลาสติก BPA Free หรือแก้ว
- ขวดแก้วปลอดภัยและทนความร้อน แต่หนักกว่า ส่วนขวดพลาสติกเบา พกพาง่าย เลือกตามไลฟ์สไตล์การใช้งาน
- เมื่อพบรอยร้าว กลิ่น หรือใช้งานมานาน 6–12 เดือน ควรเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย
สรุป: ขวดนมแบบไหนเหมาะกับลูกน้อยของคุณที่สุด
การเลือกขวดนมที่ดีควรพิจารณาจาก
- อายุและพัฒนาการของลูก
- วัสดุที่ปลอดภัย
- รูปทรงที่เหมาะกับการใช้งาน
- ไลฟ์สไตล์ของครอบครัว
การเลือกขวดนมที่เหมาะกับลูกน้อยไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่คือเรื่องของ ความปลอดภัย ความสบายในการดูด และพัฒนาการของลูกในแต่ละช่วงวัย หากคุณพ่อคุณแม่ยังไม่แน่ใจว่าควรเลือกขวดนมแบบไหน วัสดุอะไร หรือขนาดใดเหมาะกับลูกที่สุด สามารถแวะมาเลือกชมและทดลองสินค้าจริงได้ที่ร้าน BabyGift ทั้ง 4 สาขาพร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ หรือเลือกช้อปสะดวกสบายผ่าน ช่องทางเว็บไซท์ของ BabyGift ได้ทุกที่ ทุกเวลา
เพราะทุกการเลือกของคุณ คือการดูแลที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย
ให้ BabyGift เป็นผู้ช่วยดูแลคุณพ่อคุณแม่ตั้งแต่วันแรกไปด้วยกันค่ะ ❤️
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
คาร์ซีทหมุนได้ จำเป็นต่อคุณพ่อ คุณแม่อย่างไร คุณพ่อและคุณแม่ทุกคน พยายามและสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อยเสมอ เพราะลูกน้อยคือแก้วตาดวงใจของคุณพ่อและคุณแม่ แต่จะดีกว่าไหมถ้าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยยังสร้างความสะดวกสบายสำหรับคุณพ่อและคุณแม่ไปพร้อมกัน การเลือกซื้อคาร์ซีทก็เหมือนกัน นอกจากจะดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งาน ต่อทั้งกับคุณพ่อ คุณแม่ และลูกน้อยอีกด้วย และหนึ่งในปัญหาชวนปวดหัวสำหรับคุณพ่อ คุณแม่ในการใช้คาร์ซีท อย่างปัญหาการอุ้มลูกน้อยเวลาขึ้นลงรถ หรือปัญหาที่จอดรถแคบเกินไป ที่ทำให้การอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถลำบาก อาจจะชนกับรถ หรือกำแพง ที่อาจเป็นอันตรายต่อทั้ง คุณพ่อ คูณแม่ และลูกน้อยได้ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปถ้าคุณพ่อ และคุณแม่เลือกใช้คาร์ซีทแบบ Convertible Carseat คาร์ซีทหมุนได้ 2 ทิศทาง หรือคาร์ซีทที่หมุนได้ 360 องศา ที่นอกจากปกป้องลูกน้อยได้แล้ว ยังเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้อีกด้วย นอกจากนี้คาร์ซีทหมุนได้ยังมีข้อดีอีกมากมาย ทาง Baby Gift จึงขอพา คุณพ่อ คุณแม่ มาเข้าใจถึงข้อดีของคาร์ซีทหมุนได้กันค่ะ ข้อดีของการใช้ คาร์ซีทหมุนได้ .คุณพ่อ และคุณแม่ สะดวกสบายในการอุ้มลูกน้อยขึ้นลงรถ […]
คาร์ซีทนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อย และคุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมพร้อมคาร์ซีทให้เรียบร้อยก่อนที่ลูกน้อยจะคลอด เพราะเมื่อออกจากโรงพยาบาลมาแล้วก็ต้องนั่งคาร์ซีทกลับบ้าน ทั้งเพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกน้อยเอง และเพื่อปฏิบัติตามกฏหโมายเรื่องการกำหนดที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (คาร์ซีท) ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2566 เป็นต้นไป สำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ที่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิดอย่างไรดี ควรเลือกแบบไหน คาร์ซีทสำหรับเด็กมีกี่ประเภท เลือกอย่างไร BabyGift มีคำแนะนำดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ เลือกคาร์ซีท เด็กแรกเกิด อย่างไรดี ? ต้องรู้อะไร ? เลือกยังไงดี หาคำตอบได้จากบทความนี้ ! คาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิด เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องเตรียมไว้ให้กับลูกตั้งแต่ก่อนคลอด และควรที่จะให้ลูกได้ใช้ตั้งแต่วันแรกที่ออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากร่างกายของเด็กทารกยังไม่แข็งแรง ยังไม่สามารถรับแรงกระแทกได้มากเท่าไหร่ อีกทั้งเราไม่รู้ว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จึงควรป้องกันไว้ก่อนและเตรียมความพร้อมในทุกสถานการณ์ คาร์ซีท เด็กแรกเกิด จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่รู้จะเลือกอย่างไรดี ต้องเลือกแบบไหน คาร์ซีท มีกี่แบบ ต้องเลือกอย่างไร ? ในบทความนี้ BabyGift มีเคล็ดลับดีๆ ในการเลือกซื้อคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดมาฝากกันค่ะ เรามารู้จักประเภทของคาร์ซีทกันก่อนเลย ซึ่งสามารถแบ่งประเภทของคาร์ซีทสำหรับเด็กแรกเกิดได้ดังนี้ 1. New Born Only : หรือคาร์ซีทแบบกระเช้า คาร์ซีทประเภทนี้จะมีขนาดเล็ก […]
ว่าที่คุณแม่ทั้งหลาย พอรู้ข่าวดีว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์คงเกิดอาการดีใจอยู่ไม่น้อย แต่ในความดีใจของคุณแม่ก็เกิดคำถามและความกังวลในหัวอยู่มากมาย โดยเฉพาะการลุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์อยู่ตลอด หนึ่งในนั้นเชื่อว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลาย คงอยากรู้สินะว่า ลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงเราตอนไหน และการได้ยินของลูกจะเริ่มต้นเมื่อไหร่ และคุณแม่ตั้งครรภ์สามารถสื่อสารในรูปแบบไหนได้บ้าง ที่จะช่วยการกระตุ้นให้ลูกน้อยได้รับรู้ เพราะคุณแม่ทั้งหลายต่างทราบกันดีอยู่แล้วว่าการพูดคุยกับลูกน้อยในครรภ์ เป็นการเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีกับลูกได้ดีอีกอย่างหนึ่ง บางทีเราเองก็จะเห็นคุณแม่หลายๆคน เปิดเพลงคลาสสิกให้ลูกฟังสไตล์โมซาส เผื่อลูกจะได้อารมณ์ดี บ้างก็ร้องเพลง บ้างก็เล่านิทาน แต่จริงๆแล้วคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าลูกในครรภ์จะได้ยินเสียงตอนกี่เดือนกันแน่ พัฒนาการการได้ยินของลูกน้อยในครรภ์ เริ่มต้นอย่างไร คุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการ การได้ยินของลูกน้อยอย่างไรได้บ้าง ดังนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ทุกคนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ได้ เพราะจริงๆแล้ว ทารกจะได้ยินเสียงได้ดีตั้งแต่เดือนที่ 5 เป็นต้นไป และการได้ยินของลูกมีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคุณแม่สามารถกระตุ้นพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์ อย่างมีประสิทธิภาพแบบง่ายๆ ได้ดังนี้ 1. พูดคุยกับลูกบ่อยๆ โดยการใช้น้ำเสียงปกติในชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ รวมถึงคุณแม่อาจจะเพิ่มการร้องเพลง หรืออ่านหนังสือ เข้าไปด้วยก็เป็นการช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการได้ยินของทารกในครรภ์แล้ว 2. เปิดเพลงให้ลูกฟังบ่อยๆ โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะเป็นเพลงแนวไหน สามารถเปิดได้หมด ทั้ง โมสาร์ท คลาสสิก แจ๊ส ป๊อป ร็อค ลูกทุ่ง เพียงแค่ขอให้เป็นเพลงที่ฟังสบายๆ ไม่รุนแรงเกินไป ก็ช่วยให้ลูกได้รู้สึกถึงจังหวะมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การกระตุ้นพัฒนาการการได้ยิน พัฒนาการทางด้านอารมณ์ และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวเมื่อลูกได้ดิ้นและขยับตัวตามจังหวะดนตรีเพลง […]
เริ่มต้นอย่างไรดี? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มให้นมลูก การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เพราะน้ำนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน พัฒนาสมอง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ – ลูก แต่สำหรับ คุณแม่มือใหม่ สิ่งนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เช่น ก่อนเริ่มปั๊มนมหรือให้นม ควรรู้พื้นฐานดังนี้: ✔ ร่างกายผลิตน้ำนมตาม “ความต้องการ”ยิ่งลูกดูดหรือแม่ปั๊มบ่อย → ยิ่งมีน้ำนมมา (หลักการ Supply & Demand) ✔ 3–5 วันแรกเป็น “น้ำนมเหลือง (Colostrum)”อุดมด้วยภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีมากที่สุด ✔ ช่วงแรกอาจมีเจ็บหัวนม ตึงเต้า หรือกังวลเรื่องน้ำนมถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถแก้ไขได้ เช่น คุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? (สำคัญมาก) ต่อไปนี้คือ “ชุดอุปกรณ์จำเป็น” ที่แนะนำให้มีตั้งแต่วันแรก: 1. เครื่องปั๊มนม (สำคัญที่สุด) ช่วยในการ 2. ถุงเก็บน้ำนม / ขวดเก็บน้ำนม 3. กรวยปั๊มนม “ต้องพอดี” 4. ผ้าคลุมให้นม / เสื้อปั๊มนม 5. […]
คุณแม่ท้อง..เคยมีผู้ใหญ่หรือคนรู้จักทักหรือเตือนเรื่องความเชื่อต่างๆ บ้างไหม? เราเชื่อค่ะว่าคุณแม่ท้องหลายๆ ท่านจะต้องเคยได้ยินได้ฟังความเชื่อต่างๆ ที่เคยบอกกันมาระหว่างท้องแน่นอน ซึ่งความเชื่อที่มีมาช้านานในบางสิ่งก็เป็นเรื่องกุศโลบายที่ดีและน่าเชื่อถือ เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ตั้งครรภ์เกิดอันตรายหรือส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ความเชื่อบางอย่างก็ไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในปัจจุบันกันแล้ว ครั้งนี้เราจึงจะมาแนะนำว่าความเชื่อแบบไหนที่ไม่เหมาะกับยุคสมัยนี้ และไม่น่าจะนำมาปฏิบัติกันแล้ว เพื่อให้คุณแม่ดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์ได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องนำมาคิดให้เป็นกังวลกันต่อไปค่ะ เชื่อแบบนี้ …ไม่ดีแน่ มาดูความเชื่อที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยและข้อมูลความเป็นจริงในปัจจุบันว่ามีอะไรบ้าง ห้ามแม่ท้องเตรียมของใช้ไว้ให้ลูกก่อน เพราะแต่เดิมการแพทย์ยังไม่ทันสมัยเท่าตอนนี้ การตั้งครรภ์และคลอดลูกน้อยสมัยก่อนจึงยังไม่ค่อยมีความปลอดภัยมากนัก หลายบ้านจึงมีความเชื่อว่าการเตรียมของใช้เด็กอ่อนไว้ล่วงหน้า อาจจะทำให้ลูกไม่ได้เกิดมาหรือมีเหตุบางอย่างทำให้คุณแม่เป็นอันตราย แต่ยุคสมัยและความเจริญทางการแพทย์เปลี่ยนไป แม่ตั้งครรภ์ยุคใหม่เกือบทุกคนมักคลอดได้อย่างเรียบร้อยดี และลูกน้อยก็ออกมาลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย เนื่องจากมีการฝากครรภ์ การตรวจและดูแลครรภ์ตลอด 9 เดือนจากแพทย์ จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องงดการซื้อของใช้เพื่อการเลี้ยงลูกไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด ซึ่งหากคุณแม่ยังมีความเชื่อแบบนี้ โดยไม่ได้เตรียมของใช้ให้ลูกไว้ ในช่วงหลังคลอดทั้งคุณแม่คุณพ่อและครอบครัวอาจเกิดความยุ่งยาก เมื่อต้องการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อความสะดวกในการเลี้ยงลูก ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อม อุปกรณ์ทำความสะอาด ใช้อาบน้ำสระผมลูก เครื่องปั๊มนม คาร์ซีทที่ควรต้องใช้ติดรถไว้เพื่อพาลูกน้อยกลับบ้านทันทีหลังคลอด และอื่นๆ หากไม่มีก็จะต้องรีบไปซื้อหามาอย่างฉุกละหุก จนเกิดความวุ่นวายหลังคลอดได้นั่นเอง ดังนั้นหากคุณแม่ได้เตรียมของใช้ไว้พร้อมทุกอย่างก่อนตั้งครรภ์ หลังคลอดก็สามารถหยิบจับมาดูแลลูกได้ทั้นที เรียกว่าเตรียมมีไว้ใช้อย่างสะดวกดีที่สุดค่ะ คนท้องห้ามกินของดำ จากความเชื่อเดิมที่มีหลายคนบอกว่า แม่ท้องห้ามดื่มกินอาหารที่มีสีดำ เช่น เฉาก๊วย โอเลี้ยง ซีอิ๊ว กาละแม และอื่นๆ เพราะจะทำให้ลูกน้อยที่คลอดออกมาผิวดำนั้น ทุกวันนี้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ให้ทุกคนได้รู้กันแล้วว่า […]
