วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็ก ให้ลูกน้อยสบายตัว คุณแม่มั่นใจทุกครั้งที่ใช้งาน

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็ก

ผ้าอ้อมเด็ก เป็นสิ่งที่อยู่คู่กายลูกน้อยแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่ดีจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซึมซับเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความสบายตัวของลูกน้อย สุขภาพผิว และความมั่นใจของคุณพ่อคุณแม่ในการดูแลลูกรัก วันนี้ BabyGift จะมาเผยเคล็ดลับวิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กอย่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวที่สุดในทุกการเคลื่อนไหว

ทำไมการเลือกผ้าอ้อมเด็กจึงสำคัญ

การเลือกผ้าอ้อมเด็กมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสุขอนามัยของลูกน้อย เพราะผิวทารกนั้นบอบบางและแพ้ง่าย การสัมผัสกับความเปียกชื้นหรือสิ่งสกปรกเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดผื่นผ้าอ้อม การระคายเคือง และความไม่สบายตัว ซึ่งจะส่งผลให้ลูกน้อยงอแง การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีคุณภาพดีจึงช่วยให้ผิวลูกแห้งสบาย ปราศจากเชื้อโรค และช่วยส่งเสริมให้ลูกมีอารมณ์ดี พร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ได้อย่างเต็มที่

ความแตกต่างระหว่างผ้าอ้อมคุณภาพดีและผ้าอ้อมทั่วไป

ผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดีจะถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน โดยเน้นที่วัสดุที่นุ่มพิเศษ มีการระบายอากาศที่ยอดเยี่ยม และมีนวัตกรรมการซึมซับที่รวดเร็วและกระจายตัวได้ดี ทำให้ผิวลูกแห้งสนิท ลดโอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ผ้าอ้อมทั่วไปอาจมีราคาที่ย่อมเยากว่า แต่มักใช้ใยสังเคราะห์ที่ระบายอากาศได้น้อยกว่า อาจก่อให้เกิดความอับชื้น และอาจมีการรั่วซึมได้ง่ายกว่า ซึ่งส่งผลให้ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้งและอาจทำให้ผิวลูกระคายเคืองได้ง่าย

ประเภทของผ้าอ้อมเด็กที่คุณแม่ควรรู้

เมื่อพูดถึงผ้าอ้อมเด็กที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน จะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามรูปแบบการสวมใส่ ซึ่งมีข้อดีและการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามช่วงวัยและกิจกรรมของลูกน้อย

ประเภทผ้าอ้อมเด็ก

ผ้าอ้อมแบบกางเกง (Pant Type)

ผ้าอ้อมแบบกางเกง

ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงเป็นตัวเลือกที่สะดวกอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เพราะสามารถสวมใส่ได้ง่ายและรวดเร็วเหมือนการใส่กางเกงทั่วไป จึงเหมาะสำหรับลูกน้อยที่เริ่มดิ้น เริ่มคลาน หรืออยู่ในวัยหัดเดินที่ไม่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงจะมีความยืดหยุ่นสูง กระชับรอบเอวและขอบขา ทำให้ลูกเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว และช่วยลดปัญหาการรั่วซึมได้ดีกว่าในขณะที่ลูกมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ผ้าอ้อมแบบเทป (Tape Type)

ผ้าอ้อมแบบเทป

ผ้าอ้อมเด็กแบบเทปเป็นผ้าอ้อมแบบดั้งเดิมที่เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดที่ยังนอนนิ่ง ๆ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสามารถปรับความกระชับบริเวณรอบเอวได้ง่ายและละเอียดกว่า โดยเฉพาะการปรับไม่ให้ผ้าอ้อมไปรบกวนบริเวณสะดือที่ยังไม่แห้งของทารกแรกเกิด นอกจากนี้ ผ้าอ้อมเด็ก แบบเทปยังมีข้อดีคือ สามารถเปิดเพื่อตรวจสอบของเสียได้ง่ายและไม่ต้องถอดออกทั้งหมด ซึ่งช่วยให้การทำความสะอาดและการดูแลผิวลูกเป็นไปอย่างสะดวกในวัยนี้

ปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาก่อนเลือกผ้าอ้อมเด็ก

การเลือกผ้าอ้อมเด็กไม่ควรตัดสินใจจากราคาเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากปัจจัยด้านคุณภาพและความเหมาะสมต่อลูกน้อยเป็นหลัก เพื่อให้ลูกน้อยของคุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

1. ความนุ่มและอ่อนโยนต่อผิวลูกน้อย

ผิวของทารกแรกเกิดมีความบอบบางและไวต่อการแพ้สูง ดังนั้นควรเลือกผ้าอ้อมเด็กที่มีผิวสัมผัสนุ่มนวลเป็นพิเศษ ไม่แข็งกระด้าง และทำจากวัสดุที่ปราศจากสารเคมี น้ำหอม หรือสารฟอกขาวที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง การเลือกผ้าอ้อมที่ผ่านการทดสอบว่าไม่ก่อให้เกิดการแพ้ (Hypoallergenic) และมีส่วนผสมของสารบำรุงผิวตามธรรมชาติจะช่วยปกป้องผิวที่บอบบางของลูกน้อยได้ดีที่สุด

2. การซึมซับและระบายอากาศ

คุณสมบัติการซึมซับที่รวดเร็วและการระบายอากาศที่ดีเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดี ผ้าอ้อมที่ดีต้องสามารถดูดซับความเปียกชื้นได้อย่างรวดเร็วและกักเก็บของเหลวไว้ด้านใน ไม่ให้ไหลย้อนกลับมาสัมผัสผิวลูก และมีรูพรุนที่ช่วยระบายความอับชื้นออกไปได้ดี เพื่อให้ผิวลูกแห้งสนิทอยู่เสมอ ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการเกิดผื่นผ้าอ้อม

3. ขนาดและความกระชับที่พอดีกับรูปร่าง

ผ้าอ้อมเด็กที่ดีต้องมีขนาดที่พอดีกับรูปร่างและน้ำหนักของลูกน้อย โดยไม่รัดแน่นจนเกินไปจนทำให้เกิดรอยแดงหรือรอยกดทับรอบขอบขาและรอบเอว และไม่หลวมจนเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาการรั่วซึม การเลือกขนาดตามน้ำหนักตัวของลูกเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตสรีระของลูกแต่ละคนประกอบด้วย เพราะหากเลือกขนาดไม่กระชับพอดี จะส่งผลให้ผ้าอ้อมซึมซับได้ไม่ดีเท่าที่ควร

4. ความสะดวกในการใช้งานของคุณแม่และคุณพ่อ

การใช้งานที่ง่ายและรวดเร็วก็เป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกผ้าอ้อมเด็ก โดยเฉพาะสำหรับคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ การเลือกผ้าอ้อมแบบกางเกงสำหรับลูกที่ดิ้นเก่ง หรือการเลือกผ้าอ้อมแบบเทปที่มีแถบกาวที่ติดและแกะได้หลายครั้ง จะช่วยลดความยุ่งยากในการเปลี่ยนผ้าอ้อมได้อย่างมาก นอกจากนี้ ผ้าอ้อมที่มีแถบแสดงความเปียกชื้น (Wetness Indicator) ก็เป็นตัวช่วยที่ดีที่ทำให้ทราบเวลาที่ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมโดยไม่ต้องเปิดดู

5. ความคุ้มค่าด้านราคาและคุณภาพ

แม้ว่าผ้าอ้อมเด็กคุณภาพดีมักจะมีราคาสูงกว่า แต่หากพิจารณาถึงความถี่ในการเปลี่ยนผ้าอ้อมและปัญหาสุขภาพผิวที่ลดลง อาจทำให้เกิดความคุ้มค่าในระยะยาวมากกว่า คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาถึงประสิทธิภาพในการซึมซับและการป้องกันผื่นผ้าอ้อมประกอบกับราคาต่อชิ้น เพื่อเปรียบเทียบความคุ้มค่า และลองซื้อผ้าอ้อมขนาดทดลองมาใช้ก่อนตัดสินใจซื้อในปริมาณมากจะช่วยให้มั่นใจได้มากขึ้น

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กตามช่วงวัยและพฤติกรรมลูกน้อย

วิธีเลือกผ้าอ้อมเด็กแต่ละวัย

พฤติกรรมและการเคลื่อนไหวของลูกน้อยจะเปลี่ยนไปตามช่วงวัย การเลือกผ้าอ้อมเด็กให้เหมาะสมกับพัฒนาการจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

เด็กแรกเกิด – เน้นความนุ่มและความอ่อนโยนสูงสุด

สำหรับเด็กแรกเกิดที่ผิวบอบบางมาก ควรเลือกผ้าอ้อมเด็กแบบเทป (Tape Type) ที่มีผิวสัมผัสที่นุ่มนวลที่สุด และมีขนาด New Born (NB) ที่มีขอบเว้าบริเวณสะดือเพื่อป้องกันการเสียดสี และเน้นการซึมซับของของเหลวในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่ต้องสามารถระบายอากาศได้ดี เพื่อลดความอับชื้น และช่วยให้สะดือแห้งและหายดีได้เร็วขึ้น

เด็กเริ่มคลาน – เน้นความกระชับและคล่องตัว

เมื่อลูกน้อยเข้าสู่วัย 6 เดือนขึ้นไปและเริ่มดิ้นหรือเริ่มคลาน คุณพ่อคุณแม่ควรเปลี่ยนมาใช้ผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกง (Pant Type) ที่มีความยืดหยุ่นสูงบริเวณรอบเอวและขอบขา เพื่อให้ผ้าอ้อมกระชับพอดีกับรูปร่างเมื่อมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้ลูกน้อยเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและคล่องตัว โดยไม่เกิดปัญหารั่วซึมมากวนใจ

เด็กวัยหัดเดิน – เน้นการซึมซับและความแข็งแรง

สำหรับเด็กวัยหัดเดินที่ดื่มน้ำและทานอาหารได้มากขึ้น ปริมาณปัสสาวะและอุจจาระจะมากขึ้นตามไปด้วย ควรเลือกผ้าอ้อมเด็กแบบกางเกงที่มีคุณสมบัติการซึมซับที่รวดเร็วและปริมาณการกักเก็บสูงเป็นพิเศษ เพื่อรองรับการใช้งานได้นานขึ้น และมีขอบขาที่แข็งแรงทนทานต่อการเคลื่อนไหวและการวิ่งเล่นตลอดวัน

สรุปบทความ

การเลือกผ้าอ้อมเด็กที่ดี คือการลงทุนในความสบายตัวและสุขภาพผิวของลูกน้อย ซึ่งส่งผลต่อความสุขของทั้งครอบครัว การใส่ใจในคุณสมบัติต่าง ๆ ทั้งความนุ่ม การซึมซับ การระบายอากาศ และการเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัยของลูก จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มั่นใจในทุกการใช้งาน และนอกจากการเลือกผ้าอ้อมเด็กแล้ว การมี สินค้าแม่และเด็ก ที่มีคุณภาพอย่าง เครื่องปั๊มนม ที่ดี ก็ช่วยให้ชีวิตการเป็นพ่อแม่มือใหม่ง่ายขึ้น BabyGift พร้อมเป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่รู้จริงเรื่องแม่และเด็ก เข้าใจลึก พูดง่าย และคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อช่วยให้การเลี้ยงลูกของคุณเป็นช่วงเวลาที่ดีและมีความสุขที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

ผ้าอ้อมผ้ากับผ้าอ้อมสำเร็จรูป แบบไหนดีกว่ากัน ควรเลือกใช้อะไร?

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป สะดวก ซึมซับดี เหมาะสำหรับกลางคืนและเดินทาง ส่วนผ้าอ้อมผ้าประหยัดกว่า ระบายอากาศได้ดี แต่ต้องใช้เวลาซักทำความสะอาดบ่อยครั้งและอาจต้องเปลี่ยนบ่อยกว่า

ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยแค่ไหน เพื่อป้องกันผื่นผ้าอ้อม?

ควรเปลี่ยนผ้าอ้อมทุก 2-3 ชั่วโมง หรือทันทีที่ลูกขับถ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการถ่ายอุจจาระ เพื่อลดความชื้นและโอกาสที่ผิวลูกจะสัมผัสกับสิ่งสกปรก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผื่นผ้าอ้อม

จะรู้ได้อย่างไรว่าถึงเวลาเปลี่ยนขนาดผ้าอ้อมให้ลูกแล้ว?

สังเกตเมื่อผ้าอ้อมเริ่มรัดแน่นบริเวณขอบขาหรือขอบเอว ทำให้เกิดรอยแดง หรือมีปัสสาวะ/อุจจาระรั่วซึมออกมาบ่อยครั้ง หากพบอาการเหล่านี้ แสดงว่าผ้าอ้อมขนาดเดิมเริ่มเล็กเกินไปและควรเปลี่ยนไปใช้ไซซ์ที่ใหญ่ขึ้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ? เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ? ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ? นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

แม่ๆ ดาราเซเลบคนดังร่วมแสดงความยินดีกับงานฉลองเปิดร้าน BabyGift สาขา เซ็นทรัลเวิลด์แบรนด์ผู้นำเข้า คาร์ซีท, รถเข็นเด็ก, เก้าอี้ทานข้าว, เป้อุ้มเด็ก และผลิตภัณฑ์สำหรับลูกน้อยที่ดีที่สุดทั้งจากประเทศญี่ปุ่น, เกาหลี และ สหรัฐอเมริกาอย่าง #APRICA #AILEBEBE #PRINCEANDPRINCESS #REALKIDS และอีกมากมาย และในงานยังเปิดตัวสินค้านวัตกรรม 3 รุ่นใหม่ได้แก่ รถเข็นเด็กพับเล็ก #Aprica #NanoSmart, คาร์ซีท #Ailebebe #Kurutto4Grance และ #Ecowell เครื่องผลิตสเปรย์ฆ่าเชื้ออเนกประสงค์ #BabyGift #CentralWorld #BabyBestItems #BabyProducts BabyGift สาขา Central World ชั้น 2 โซนลานไอซ์สเก็ตเปิดบริการ 10.00 – 22.00 น. ทุกวันโทร. 095-851-8521LINE ID : bbg_ctw

ท้องมาสามเดือนแต่ยังไม่เห็นรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ท้องก็ยังไม่ใหญ่ ลูกก็ยังไม่ดิ้น แถมขึ้นบีทีเอสก็ยังไม่มีคนลุกให้นั่งอีกต่างหาก ถ้าคุณแม่กำลังคิดแบบนี้อยู่ ก็ขอให้เตรียมตัวเตรียมใจเข้าสู่เดือนที่สี่ ห้าและหกให้ดีๆ เลยจ้า บอกก่อนเลยว่าช่วงไตรมาสนี้ นอกจากอารมณ์คุณแม่ๆ จะแปรปรวนเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงแล้ว เจ้าร่างกายก็น้อยหน้าซะที่ไหน เผลอๆ แปรปรวนหนักกว่าอารมณ์ซะอีก เราลองไปดูกันดีกว่า ว่าช่วงนี้คุณแม่จะต้องเจอกับอะไรบ้าง ลูกได้ดูดนมไปสักพัก หัวนมคุณแม่ก็จะกลับมาเป็นสีชมพูเหมือนเดิม ช่วงก่อนคลอดนี่ร่างกายก็จะเตรียมพร้อมเพื่อลูกน้อย ท่อน้ำนมขยาย ลานนมกว้างขึ้น บางทีอาจจะเห็นน้ำใสๆ ไหลออกมาจากเต้า แต่อย่าได้ไปบีบหัวนมเลยเชียว เพราะอาจจะทำให้เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดได้ ในช่วงไตรมาสนี้ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้นเลยอาจจะทำให้เคลื่อนไหวช้าลงนิดหน่อย ช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะต้องการพลังงานแค่ประมาณ 2,200 กิโลแคลอรีเท่านั้น คุณแม่บางคนอาจจะคิดว่าทานสำหรับสองคน ต้องเอาแคลมาบวกกันรึเปล่า…ไม่ต้องนะ เดี๋ยวน้ำหนักคุณแม่จะพุ่งทะลุเป้าเกินไปซะก่อน เราขอเน้นให้คุณแม่เลือกทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ เช่นพวกผักใบเขียว ปลาที่มีโอเมกา 3 โปรตีนจากไก่ อะไรพวกนี้ดีกว่า ส่วนพวกอาหารฟาสต์ฟู้ดทั้งหลายก็ควรจะงดไปก่อนเนอะ เพราะไขมันเยอะมากกกก แถมของทอดๆ ยังอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้อีกต่างหาก สิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าลืมทานยาบำรุงที่คุณหมอให้มา โดยเฉพาะแคลเซียม เพราะลูกจะแย่งแคลเซียมจากเราไปเยอะมากๆ เพราะงั้นควรจะทานเสริมเข้าไปให้ได้อย่างน้อย 1,000 มิลลิกรัมต่อวันนะคะ

แม่ท้องร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย เนื่องฮอร์โมนฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) เพิ่มสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ โดยการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนดังกล่าวจะส่งผลให้เส้นเอ็นและข้อต่อเกิดการคลายตัวมากขึ้น รวมทั้งทำให้โครงสร้างภายในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับทารกในครรภ์ หนึ่งในนั้นการเปลี่ยนแปลของร่างกายก็คือสภาพผิวที่แห้งง่าย สีผิวเปลี่ยน คุณแม่บางคนเกิดกระได้ง่ายขึ้น รวมไปถึงขนาดท้องที่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวหนังบริเวณท้อง หน้าอก ต้นขา เกิดการยืดตึงจนเกิดรอยแตก การดูแลตัวเองขณะตั้งครรภ์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ รวม ITEM ดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์ BabyGift คัดสรรคุณภาพ 1. ผลิตภัณฑ์ป้องกันการแตกลาย ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบของคุณแม่ว่าเป็นเนื้อครีมหรือเนื้อเซรั่ม ควรใช้ก่อนที่จะเกิดปัญหาเรื่องผิวแตกลายจะเป็นการดูและผิวได้ดีที่สุด  2. เข็มขัดพยุงครรภ์  รองรับน้ำหนักของครรภ์ที่ขยายใหญ่และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น ที่สำคัญยังช่วยในการบรรเทาอาการปวดหลังของแม่ท้องได้อีกด้วย การเริ่มใช้ขึ้นอยู่กับคุณแม่แต่ละคนเลยว่ารู้สึกหนักหรือหน่วงท้องเมื่อไหร่ 3. คาร์ซีทสำหรับแม่ท้อง   อุปกรณ์เสริมบนรถยนต์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แม่ท้องและลูกในครรภ์  คาร์ซีทแม่ท้อง แบรนด์ Tummy Shleid  นวัตกรรมจากประเทศออสเตรเลีย เปลี่ยนจากการที่เข็มขัดนิรภัยรถรัดหน้าท้อง มารัดที่ต้นขาแทน  4. ผลิตภัณฑ์น้ำฆ่าเชื้อธรรมชาติ   แม่ท้องอยู่ในช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง อาจทำให้ป่วยง่าย ไม่สบายบ่อย ติดเชื้อได้ง่าย การใช้แอลกอฮอล์เป็นอันตรายต่ออวัยวะภายใน การใช้ผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อจากธรรมชาติเพิ่มความปลอดภัยได้   5. เครื่องอบ UV   นวัตกรรมการฆ่าเชื้อขั้นสูงด้วยแสงยูวีหรือรังสีอัลตราไวโอเลตที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกับการฆ่าเชื้อในวงการแพทย์ สามารถใช้ได้ทั้ง โทรศัพท์มือถือ ของใช้ต่างๆ

แม้ตอนนี้ข่าว PM2.5 จะดูซาๆ ลงไป เพราะมีข่าวดังอย่าง COVID-19 มาแทนที่ แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งวางใจ เพราะเจ้าฝุ่นนี้ก็ยังคงไม่ได้หายไปไหนนะคะ ความน่ากลัวคือเจ้าฝุ่นนี้มันมีขนาดเล็กมาก มากจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เรียกได้ว่าเล็กพริกขี้หนูของจริง เพราะถึงจะมีขนาดเล็ก แต่ภัยร้ายนั้นขอบอกว่าเพียบ โดยเฉพาะต่อกลุ่มเสี่ยงอย่าเด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา ส่วนหนึ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์เป็นเป้าหมายของเจ้าฝุ่นตัวร้ายนี้ก็เพราะ ในช่วงตั้งครรภ์นี้คุณแม่จะมีภูมิคุ้มกันต่ำกว่าปกติค่ะ ทำให้เวลาคุณแม่หายใจเอาเจ้าฝุ่นเล็กๆ เหล่านี้เข้าไป มันจะส่งผลร้ายต่อร่างกายของคุณแม่ได้รุนแรงกว่าคนทั่วไป เรามาดูกันดีกว่าว่าโรคร้ายอะไรบ้างที่อาจเกิดจากฝุ่น PM2.5 ได้ โรคร้ายที่สามารถเกิดได้จากฝุ่น PM2.5 1. โรคมะเร็งปอด เมื่อเราหายใจนำฝุ่นเข้าไป ฝุ่นที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหล่านี้จะสามารถวิ่งเข้าไปได้ลึกถึงถุงลมปอดเลยล่ะค่ะ ซ้ำร้าย บางส่วนของฝุ่นอาจจะซึมผ่านถุงลมปอดเข้าไปในกระแสเลือดอีก ทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันต่างๆ ตามมา และการที่ฝุ่นเข้าไปนี้เองที่ทำให้ระบบในร่างกายแปรปรวนจนทำให้เซลล์พยายามกลายพันธุ์ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งก็อาจจะร้ายแรงถึงขั้นที่จะเปลี่ยนเป็นมะเร็งเลยนะ 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างที่บอกไปแล้วก่อนหน้านี้ว่าฝุ่น PM2.5 นั้นสามารถซึมผ่านถุงลมปอดได้ง่ายๆ ทำให้มันสามารถแทรกซึมไปทั่วทั้งร่างกายโดยเฉพาะในกระแสเลือด เมื่อสะสมเป็นจำนวนมากๆ เข้า จะทำให้เส้นเลือดอุดตัน เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หากปล่อยให้เรื้อรังอาจเกิดเส้นเลือดตีบได้เลยค่ะ 3. โรคทางเดินหายใจ โรคทางเดินหายใจเป็นโรคที่เกิดจาก PM2.5 ที่พบได้มากที่สุด เนื่องจากทางเดินหายใจเป็นด่านแรกที่ต้องเผชิญกับเจ้าฝุ่นพวกนี้ การที่เราหายใจเอาฝุ่นเข้าไปจำนวนมากนั้นจะทำให้เรารู้สึกไม่สบายจมูก โรคทางเดินหายใจที่เรารู้จักกันดี […]

คุณแม่ทุกคนล้วนแต่คิดถึงลูกในท้องมาเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องของอาหารการกินและการบำรุง แต่คุณแม่หลายๆ คนตอนนี้กลับต้องมานั่งเครียดกับปัญหาน้ำหนักของตัวเองที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจนเกินจะควบคุมได้ ถ้าพูดแบบชาวบ้านๆ เค้าเรียกกันว่า “น้ำหนักลงแม่หมด” ค่ะ และคุณลูกก็ยังตัวเล็กเหมือนเดิมนะ เพราะงั้น ถ้าคุณแม่รู้สึกว่าน้ำหนักคุณแม่ขึ้นมากจนเกินไป ก็อย่าเพิ่งดีใจว่าลูกของคุณแม่ตัวใหญ่สมบูรณ์ เพราะความจริงแล้ว อาหารที่คุณแม่ทานเข้าไปนั้นอาจจะไม่ได้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อทารกในครรภ์ หากแต่เป็นอาหารเพิ่มเนื้อหนังคุณแม่ต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นแป้งเอย ไขมันเอย ทราบอย่างนี้แล้ว ก่อนจะนำอะไรเข้าปาก ลองฉุกคิดกันซักนิดก่อนดีกว่า ว่าอาหารคำนี้จะไปเป็นของคุณแม่หรือของคุณลูก น้ำหนักช่วงไตรมาส 2 ควรเป็นประมาณไหน? คุณแม่ทราบหรือเปล่าคะว่าคุณแม่ที่กำลังตั้งท้องนั้นจะมีความต้องการพลังงานมากกว่าสาวๆ ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน นั่นหมายถึงว่า โดยปกติแล้วเราจะต้องการพลังงานแค่ 2,000 กิโลแคลอรีใช่มั้ยคะ แต่คุณแม่ๆ ก็จะต้องการที่ประมาณ 2,300 กิโลแคลเพื่อที่จะนำมาสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของลูกน้อย ความจริงแล้ว ไม่มีใครสามารถบอกเป็นตัวเลขได้เป๊ะๆ ว่าน้ำหนักคุณแม่ควรจะเพิ่มขึ้นที่เท่าใด เพราะจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ด้วย แต่ถ้าจะให้พูดโดยรวมๆ น้ำหนักของคุณแม่ควรจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 7 กิโลกรัม และไม่ควรเกิน 13 กิโลกรัมค่ะ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นั้น น้ำหนักของคุณแม่จะขึ้นเร็วกว่าในช่วงไตรมาสแรกอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยแล้วจะขึ้นที่ 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์เลยทีเดียวนะ เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณแม่ส่วนใหญ่สามารถทานอะไรได้มากขึ้น […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid