แม่ท้องต้องตรวจคัดกรองอะไร ใน 3 ไตรมาส
แม่ท้องต้องตรวจคัดกรองอะไร ใน 3 ไตรมาส
เมื่อรู้ว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณแม่เคยสงสัยไหมว่าตลอดเวลา 9 เดือนที่ลูกน้อยอยู่ในท้องนั้น ต้องตรวจอะไรบ้าง แม้กระทั่งในวันไปฝากครรภ์คุณหมอก็จะต้องขอตรวจหลายอย่างจากคุณแม่ เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ โรคประจำตัว และความเสี่ยงต่างๆ เพื่อการดูแลให้คุณแม่มีครรภ์คุณภาพตลอดเวลา
เราจึงมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองต่างๆ เพื่อสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยตลอด 3 ไตรมาส เพื่อให้คุณแม่ได้รู้ว่าในแต่ละช่วงของการตั้งครรภ์ จะต้องเข้ารับการตรวจอะไร ควรจะเลือกตัดสินใจตรวจแบบไหน รวมถึงการตรวจคัดกรองต่างๆ มีข้อดีข้อเสียอย่างไร เหมาะกับคุณแม่วัยไหนบ้าง
แม่ท้องต้องตรวจอะไร? จำเป็นแค่ไหนนะ?
การตรวจคัดกรองและตรวจเช็กสุขภาพต่างๆ ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ถือเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผลของการตรวจต่างๆ จะช่วยประเมินสุขภาพและความปลอดภัยทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ ได้รู้ถึงความเสี่ยงต่างๆ ในขณะตั้งครรภ์ ได้ตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม โรคภัยแทรกซ้อนในขณะตั้งครรภ์ ภาวะอันตรายที่อาจเกิดขึ้น ประเมินอายุครรรภ์และการคลอด รวมถึงยังทำให้ได้รู้ความเสี่ยงอาการดาวน์หรือความผิดปกติของโครโมโซมอื่นๆ ที่สำคัญ ตลอดจนได้รู้โครโมโซมเพศของลูกน้อยในครรภ์อีกด้วย
ซึ่งการตรวจต่างๆ นี้จะช่วยให้คุณแม่สามารถดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง ดูแลสุขภาพลูกน้อยให้แข็งแรงได้ดี และคุณหมอจะยังสามารถให้คำแนะนำคุณแม่ในการปฏิบัติตัว การดูแลรักษาโรคภัยต่างๆ และให้คำแนะนำคุณแม่ในการตัดสินใจคลอดอีกด้วย เรียกว่าหากคุณหมอแนะนำให้คุณแม่ตรวจอะไร ควรตัดสินใจและเชื่อมั่นในหมอและตัวเองไว้ดีที่สุดค่ะ

การตรวจคัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ 1-3 เดือน (14 สัปดาห์แรก)
- ฝากครรภ์ครั้งแรก
คุณแม่จะต้องถูกซักประวัติ ตรวจปัสสาวะ เจาะเลือด เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ ตรวจน้ำตาลในเลือด ตรวจหากรุ๊ปเลือด ตรวจโรคทางพันธุกรรม เช่น ธาลัสซีเมีย ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เอดส์ ซิฟิลิส กามโรค ตับอักเสบบี ตับอักเสบซี รวมถึงการตรวจเช็กมะเร็งปากมดลูก (กรณีคุณแม่มีข้อบ่งชี้)
- การตรวจคัดกรองความผิดปกติของลูกน้อยไตรมาสแรก (First Trimester Screening)
- ตรวจอัลตราซาวนด์ เพื่อดูอายุครรภ์ กำหนดเวลาคลอด ดูการตั้งครรภ์นอกมดลูก รู้จำนวนลูกน้อยในครรภ์ และวินิจฉัยโรคขณะตั้งครรภ์
- ตรวจเลือดเพื่อคัดกรองความผิดปกติทางพันธุกรรมของลูกน้อยในครรภ์ ร่วมกับอัลตร้าซาวนด์เพื่อวัดความหนาของสันคอลูกน้อย(วัดความหนาของน้ำที่สะสมบริเวณต้นคอทารก)เพื่อประเมินภาวะดาวน์ซินโดรม หรือ NT (Nuchal Translucency) โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวนด์วัดความหนาบริเวณต้นคอของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งหากตรวจพบว่าลูกมีผนังคอหนามากกว่าปกติ อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่จะมีโครโมโซมผิดปกติหรือเป็นดาวน์ซินโดรมได้ (โดยคุณหมออาจจะมีการตรวจสารชีวเคมีและฮอร์โมนในเลือดคุณแม่ตั้งครรภ์อีก 2 ชนิด (PAPP-A กับ Free Beta hCG) เพิ่มเติมได้อีก เพื่อให้ผลแม่นยำยิ่งขึ้น
- ตรวจเลือดคุณแม่เพื่อคัดกรองความผิดปกติของลูก NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) หรือ NIPS (Non-Invasive Prenatal Screening) สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10-12 สัปดาห์ ไปจนถึง 14 -18 สัปดาห์ เป็นนวัตกรรมการตรวจคัดกรองลูกน้อยในครรภ์แบบใหม่ที่นิยมใชกันมากขึ้น เนื่องจากสามารถค้นหาความผิดปกติหรือตรวจโครโมโซมลูกน้อยในครรภ์ได้จากเลือดคุณแม่ โดยไม่มีผลกระทบต่อลูกน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงต่อการแท้งนั่นเอง
คุณแม่ตั้งครรภ์สามารถรับการตรวจ NIPT ซึ่งเป็นการตรวจที่ปลอดภัยและมีความแม่นยำสูง ได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 10 สัปดาห์ขึ้นไป โดยการตรวจชนิดนี้ใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ลำดับเบส (Next Generation Sequencing) ในการวิเคราะห์หาความผิดปกติของโครโมโซม ทำให้สามารถตรวจคัดกรองได้ค่อนข้างมาก ทั้งการความผิดปกติของโครโมโซมต่างๆ ที่บอกถึงกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด กลุ่มอาการพาทัวร์ และยังสามารถบอกโครโมโซมเพศของลูกน้อยให้คุณแม่รู้ได้อีกด้วย
4.การตรวจชิ้นเนื้อรก (CVS) ที่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้จัก แต่เป็นการตรวจที่แม่นยำ ซึ่งปัจจุบันไม่นิยมใช้วิธีนี้กันมากนัก ยกเว้นในรายที่มีช้อบ่งชี้สูง ด้วยวิธีการที่ต้องทำผ่านทางหน้าท้องหรือปากมดลูก ฅโดยใช้หลอดดดูดคีบตัวอย่างรกมาตรวจ ทำให้มีความเสี่ยงต่อการแท้ง และต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิธีนี้จึงไม่ได้ใช้กันในปัจจุบัน

การตรวจคัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ 4-6 เดือน (15 – 28 สัปดาห์)
- เจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
เป็นวิธีการตรวจที่ให้ผลความแม่นยำมาก เนื่องจากสามารถตรวจได้ทุกโครโมโซมของลูกน้อยทั้งหมด ที่บอกความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมได้แม่นยำ บอกเพศและความผิดปกติต่างๆ ได้ถูกต้อง แต่การเจาะน้ำคร่ำถือเป็นหัตถการที่มีความเสี่ยงต่อการแท้งลูก เนื่องจากต้องใช้เข็มเจาะทะลุผ่านหน้าท้องคุณแม่ ทำให้ปัจจุบันการเจาะน้ำคร่ำ จะใช้เมื่อจำเป็นต้องหาผลแน่นอนเท่านั้น หรือเมื่อคุณแม่เจาะเลือดแล้วพบความผิดปกติ คุณหมอจึงจะแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำเพื่อยืนย้นผลให้แม่นยำยิ่งขึ้น
- ตรวจเลือดคุณแม่ในไตรมาสสอง แบบ Second Trimester Blood Test หรือแบบ Quadruple Test
เป็นการเจาะเลือดคุณแม่เพื่อหาสารชีวเคมีและฮอร์โมน ตรวจหาความเสี่ยงของกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรมของลูกน้อย ความผิดปกติของโครโมโซม วิเคราะห์สุขภาพลูกน้อย ซึ่งปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้มากนักเนื่องจากมีการเจาะเลือดตรวจแบบ NIPT ที่ทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ให้ผลแม่นยำ และมีความเสี่ยงต่อการแท้งน้อยมาทดแทนวิธีนี้มากขึ้น
- ตรวจพิเศษคัดกรองเบาหวาน
สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะความเสี่ยงเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อาทิ เคยคลอดลูกตัวใหญ่น้ำหนักเกิน 4 กิโลกรัม มีน้ำหนักเกินขณะตั้งครรภ์ มีอายุมาก มีประวัติเบาหวานในครอบครัว หรือคุณแม่เองเป็นเบาหวาน คุณหมออาจพิจารณาให้ตรวจน้ำตาลเบาหวานในเลือด ด้วยการเจาะเลือดแบบพิเศษ ด้วยวิธีการให้อดอาหารก่อน แล้วดื่มน้ำตาลกลูโคสหรือน้ำหวาน แล้วงเจาะเลือดอีกหลายครั้ง เพื่อวินิจฉัยและหาแนวทางรักษาคุณแม่ต่อไป เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่มีภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จนส่งผลทำให้มีอาการความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ คลอดก่อนกำหนด หรือภาวะแทรกซ้อนอันตรายอื่นๆ
- ตรวจเลือดคุณแม่เพื่อคัดกรองความผิดปกติของลูก NIPT
คือการเจาะเลือด เพื่อตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดคุณแม่ ดูความเสี่ยงดาวน์ซินโดรมและอื่นๆ ซึ่งหากคุณแม่ไม่ได้ทำในช่วงไตรมาสแรก ก็สามารถทำในไตรมาสที่สองได้ ซึ่งการตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์วินโดรมนี้ มักแนะนำให้คุณแม่ตั้งครรภ์อายุมากกว่า 35 ปีได้ทำ เนื่องจากมีโอกาสที่ลูกน้อยจะเป็นดาวน์ซินโดรมสูงถึง 1 ใน 250 และยิ่งอายุของแม่มากเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันแม้คุณแม่จะมีอายุน้อยก็สามารถตรวจคัดกรองได้เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น
- ตรวจอัลตราซาวนด์หน้าท้อง อัลตราซาวน์ปากมดลูก/วัดความยาวปากมดลูก
คุณหมอจะนัดคุณแม่ตรวจอัตราซาวน์ทางหน้าท้อง ซึ่งปัจจุบันมีทั้งแบบ 2 มิติ 3 มิติ และ 4 มิติ เพื่อตรวจสุขภาพครรภ์ อายุครรภ์ การเติบโต รายละเอียดของอวัยวะ เพศ โครงสร้างและตำแหน่งของลูกน้อย ดูตำแหน่งรก
รวมถึงอาจมีการอัลตราซาวนด์ปากมดลูก ในช่วงอายุครรภ์ที่ 22-24 สัปดาห์ หรือการวัดความยาวของปากมดลูก เพื่อวิเคราะห์และป้องกันการคลอดก่อนกำหนด เป็นการตรวจเช็กและลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด สำหรับคุณแม่ที่มีความเสี่ยงหรือเคยคลอดก่อนกำหนดมาก่อน
- ตรวจความเสี่ยงครรภ์เป็นพิษ
เป็นการเจาะเลือดตรวจ(PIGF และ sFIT-1)ที่เน้นเฉพาะคุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีข้อบ่งชี้สำคัญและจำเป็น เพื่อประเมินความเสี่ยงของการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ เช่น คุณแม่ที่มีประวัติตั้งครรภ์ผิดปกติ คุณแม่ที่มีอายุมาก เคยตั้งครรภ์และมีความดันโลหิตสูง ตั้งครรภ์แฝด วิธีการตรวจคือเจาะเลือด นำสารที่บ่งชี้ภาวะครรภ์เป็นพิษมาวัดระดับโปรตีนสำคัญ 2 กลุ่ม แล้วนำมาคำนวณว่ามีระดับผิดปกติหรือไม่

การตรวจคัดกรองคุณแม่ตั้งครรภ์ 7-9 เดือน (29 – 42 สัปดาห์)
- ตรวจอัลตราซาวนด์
คุณแม่ไตรมาสที่สามบางท่าน อาจจะมีนัดทำอัลตราซาวนด์อีกครั้ง เพื่อตรวจขนาดมดลูก ตรวจสุขภาพลูกน้อยในครรภ์ ดูการเติบโต ฟังเสียงหัวใจลูก สังเกตการดิ้น ดูส่วนนำของลูกน้อยเพื่อเตรียมการคลอด คาดคะเนน้ำหนักลูกน้อย และพิจารณาวิธีการคลอดที่ปลอดภัยสำหรับคุณแม่และลูกน้อย
- การตรวจอื่นๆ
สำรับคุณแม่ตั้งครรภ์บางท่านที่มี่ความเสี่ยงหรือมีปัจจัยบ่งชี้ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ขณะตั้งครรภ์ และอาจมีผลต่อการคลอด คุณหมออาจมีการแนะนำให้ตรวจด้วยวิธีการอื่นๆ เพิ่มเติมได้แก่ การเจาะเลือดดูภาวะซีด สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะซีด การตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูง เบาหวาน และครรภ์เป็นพิษได้
คำแนะนำเพิ่มเติม : การตรวจดังกล่าวทั้งหมด คุณหมอสูติจะเป็นผู้ให้คำแนะนำคุณแม่ในการเลือกตรวจว่าควรทำแบบไหนบ้าง และควรทำในช่วงเวลาเท่าไร มีค่าใช้จ่ายอย่างไร ซึ่งคุณแม่บางท่านอาจจะไม่ได้รับการตรวจคัดกรองข้างต้นในทุกแบบได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยง ปัจจัยสุขภาพ และการตัดสินใจของแต่ละครอบครัว
สินค้าที่เกี่ยวข้อง
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium
สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)
บทความแนะนำ
คุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเคยดูคลิปทารกน้อยใส่ห่วงลอยน้ำ ฝึกน้ำดำ และฝึกลอยตัวอยู่ในน้ำกันใช่ไหมคะ เป็นคลิปที่น่าเอ็นดูมากเลย และหากลูกรักของเราได้ลองทำดูบ้างคงน่ารักมากแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะให้ลูกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไร ปลอดภัยแค่ไหน แล้วจะเลือกโรงเรียนว่ายน้ำแบบไหนให้ลูกดี เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ ลูกทารกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้เมื่อไร? เด็กทารกสามารถเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนขึ้นไป โดยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าร่างกายของลูกพร้อมแค่ไหน ให้ลองเริ่มใช้ห่วงยางสวมศีรษะของลูกเพื่อช่วยพยุงตัวในน้ำ เมื่อปล่อยลูกลงสระน้ำแล้วลูกสามารถลอยตัวได้โดยไม่กลัวน้ำเลย การฝึกแบบนี้ก่อนจะช่วยให้ลูกมีความเคยชินกับน้ำ ไม่กลัวน้ำ และเพื่อในอนาคตจะได้หัดว่ายน้ำได้อย่างสบาย หรือจะเริ่มฝึกหรือเรียนว่ายน้ำในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ก็เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาดีขึ้น เข้าใจภาษาที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่สื่อสาร เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขาได้ดีขึ้นมากแล้ว สระน้ำแบบไหน ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก สระน้ำระบบน้ำเกลือจะเป็นระบบควบคุมความสะอาดของน้ำด้วยเกลือธรรมชาติ มีค่า pH balance ในใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติของคน ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อตาหรือผิวหนังของเด็กทารก สระน้ำระบบโอโซน จะเป็นระบบที่เอาก๊าซโอโซนมาบำบัดน้ำในสระ มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในเวลาอันสั้น และไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่ทำให้ดวงตาหรือผิวหนังทารกระคายเคือง ซึ่งสระระบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้บริการมากนัก เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรง สระน้ำควรจะควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 30- 35 องศาเซลเซียส เพื่อให้ร่างกายของลูกสามารถปรับอุณหภูมิได้ง่าย ไม่ป่วย อุปกรณ์สำคัญเมื่อลูกเล็กต้องว่ายน้ำ เลือกโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกแบบไหน ปลอดภัยเหมาะสม ข้อดี […]
เป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ที่เมื่อรู้ตัวว่าตั้งครรภ์แล้วคุณแม่จะรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับอาหารการกิน ก็เพราะทุกอย่างที่คุณแม่ทานเข้าไปจะมีผลต่อลูกน้อยในท้องโดยตรงนี่เนอะ ของบางอย่างที่คุณแม่ทานเป็นปกติทุกวันอาจจะไม่ได้ปลอดภัยอีกต่อไป ส่วนของบางอย่างที่เจอทีไรก็ต้องเบ้ปากอาจจะมีประโยชน์มากกว่าก็ได้ อาหารการกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพราะจะมีผลต่อน้ำหนักและความครบถ้วนสมบูรณ์ของร่างกาย รวมถึงสมองของลูกน้อย แต่เราควรจะเลือกรับประทานอาหารแบบไหนดีล่ะ แล้วขนาดไหนถึงจะเรียกว่าพอดี ลองมาดูกัน! 1. โฟเลตโฟเลตหรือกรดโฟลิกเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับคุณแม่มาก ๆ เลยล่ะค่ะ โดยปกติแล้วสาว ๆ บ้านไหนที่เตรียมตัวจะเป็นคุณแม่ คุณหมอก็จะแนะนำให้ซื้อโฟเลตมาทานเพื่อเตรียมตัวไว้ตั้งแต่ยังไม่ท้องเลย เพราะเจ้าตัวโฟเลตนี้เป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายจะนำมาใช้ในการสร้างระบบประสาท เซลล์สมอง และไขสันหลังของทารกในครรภ์ ถ้ารับสารอาหารตัวนี้เข้าไปไม่เพียงพอแล้วล่ะก็ อาจจะส่งผลให้ทารกมีความพิการทางสมองได้ค่ะ ส่วนคุณแม่บ้านไหนที่ไม่ได้เตรียมตัวตั้งแต่ก่อนท้องก็ไม่ต้องกลัวนะ ยังไงคุณหมอก็จะสั่งโฟเลตให้ทานทุกวันเพื่อบำรุงอยู่แล้ว บำรุงตอนท้องก็ไม่ได้สายเกินไปค่ะ อีกอย่างอาหารหลาย ๆ อย่างที่เรารับประทานกันในชีวิตประจำวันก็มีโฟเลตอยู่บ้างค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ผักใบเขียวเข้มอย่างคะน้า ไข่แดง ตับ ฟักทอง แครอท ฯลฯ ที่สำคัญคือคุณแม่ควรจะทานโฟเลตให้ได้วันละ 400-800 ไมโครกรัมกันนะคะ 2. เนื้อสัตว์ต่าง ๆส่วนใหญ่แล้วเนื้อสัตว์ที่มีประโยชน์สำหรับคนท้องจะเป็นจำพวกเนื้อแดงอย่าง “เนื้อวัว” เพราะว่าอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเรื่องโลหิตจางของคุณแม่ได้ แล้วก็เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อทารกเช่นกัน แต่เนื้อวัวที่คุณแม่ทานควรจะเป็นแบบไร้มัน หรือมันน้อยที่สุดนะคะ เพราะการที่คุณแม่ทานมันเข้าไปมาก ๆ ก็อาจทำให้คลื่นไส้หรือท้องอืดได้นะ เนื้อไก่นี่ก็เป็นอะไรที่แนะนำ เพราะมีโปรตีนสูงและจะช่วยเรื่องน้ำหนักของลูกน้อยด้วยค่ะ ส่วนเนื้อสัตว์ที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงในช่วงนี้ก่อนก็เป็นพวกอาหารทะเล เพราะมีการตรวจพบสารปรอทในสัตว์ทะเลที่จับมาจากบางที่ค่อนข้างสูงเลยล่ะ […]
BabyGift Grand Opening ฉลองเปิดสาขาใหม่ “ปิ่นเกล้า-ราชพฤกษ์” สาขาที่ 7 อย่างเป็นทางการตอกย้ำความเป็นผู้นำร้านจำหน่ายสินค้าแม่และเด็ก BabyGift พร้อมที่จะส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคุณพ่อ-คุณแม่และลูกน้อยในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ” The Best Gift for your Baby ” ขอขอบคุณ แบรนด์ Partner ผู้บริหาร และคณะกรรมการทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่มาร่วมงาน และคอยสนับสนุนเบบี้กิ๊ฟอย่างดีตลอดมาค่ะ Attitude Mom Thailand : เครื่องปั๊มนม 5 โหมด อัจฉริยะ กรวยซิลิโคนแท้ Spectra Thailand เครื่องปั้มนม Iflin baby PUR Thailand Mellow for Kids ผ้ารองกันน้ำ100% เมลโล่ Bambies Thailand Baby Natura Beaba Thailand Luxury Baby […]
โดยปกติแล้วคุณพ่อคุณแม่ที่ซื้อคาร์ซีท รถเข็นเด็กไป จะไม่ค่อยได้คำนึงถึงว่าใช้งานไปนานเท่าไหร่แล้ว แล้วเมื่อไหร่ถึงจะต้องซักทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค คาร์ซีท รถเข็นเด็ก จนกระทั้งเกิดความสกปรกขึ้น เช่น ฝุ่นควัน นม อาหาร หรือขนมต่างๆ หกใส่เบาะ คราบน้ำลาย คราบอาเจียน ที่ไม่สามารถเช็ดออกได้ เป็นคราบสกปรกเห็นได้ชัด ถึงจะทำความสะอาด แต่รู้ไหมว่ายิ่งทิ้งคราบแบบนั้นไว้นานเท่าไหร่ พวกเชื้อแบคทีเรียต่างๆที่เกิดขึ้นจากการหมักหม่น ก็จะเกิดการสะสมมากขึ้น ส่งผลร้ายต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีความบอบบาง แพ้ง่าย ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ แนะนำการซักทำความสะอาดคาร์ซีท รถเข็นเด็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น ควรซักทำความสะอาดทุกๆ 3-6 เดือน ตามการใช้งาน เพื่อช่วยให้คาร์ซีท รถเข็นเด็ก ของลูกสะอาดพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อย สำหรับการซักทำความสะอาด ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่สามารถส่งซักทำความสะอาดได้จากร้านที่ซื้อสินค้ามา เช่น ร้าน BabyGift ที่รับบริการถึง 3 สาขา ใกล้บ้าน แต่ในช่วงวิกฤตโควิดแบบนี้ ทางเราจึงมีเทคนิคการซักทำความสะอาดด้วยตัวเองมาฝากกันค่ะ วิธีทำความสะอาด คาร์ซีท รถเข็นเด็ก แยกการทำความสะอาดออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ คือผ้าหุ้มเบาะ […]
เพราะการเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในตำรา การพาลูกน้อยออกไปทำกิจกรรมเด็กนอกบ้านจึงเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการรอบด้าน พร้อมเปิดโลกทัศน์ใหม่ ๆ ให้พวกเขาได้สัมผัสประสบการณ์จริง บทความนี้ BabyGift ได้รวบรวม 15 ที่เที่ยวเด็ก กทม. และพื้นที่ใกล้เคียงที่คัดมาแล้วว่าดีที่สุด เพื่อให้ทุกครอบครัวได้ใช้เวลาวันหยุดอย่างมีคุณค่าร่วมกัน วิธีเลือกสถานที่กิจกรรมสำหรับเด็ก การเลือกสถานที่ทำกิจกรรมเด็กให้เหมาะสมกับช่วงวัยเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ลูกสนุกได้อย่างเต็มที่และปลอดภัยที่สุด กิจกรรมเด็กสำหรับทารกและเด็กเล็ก (0-3 ปี) เน้นสถานที่ที่สะอาด ปลอดภัย และมีการจัดการสุขอนามัยที่ดีเยี่ยม กิจกรรมเด็กสำหรับวัยอนุบาล (3-6 ปี) วัยนี้กำลังช่างจดจำและเลียนแบบ ควรเลือกกิจกรรมที่ส่งเสริมจินตนาการ กิจกรรมเด็กสำหรับวัยประถม (7-12 ปี) เด็กโตต้องการความท้าทายและกิจกรรมที่ช่วยเสริมทักษะทางสมอง กิจกรรมเด็กสำหรับวัยรุ่น (13-18 ปี) เน้นกิจกรรมที่สร้างความภูมิใจในตัวเองและการเข้าสังคมกับเพื่อนวัยเดียวกัน 15 กิจกรรมเด็กและที่เที่ยวในกรุงเทพ หากคุณกำลังมองหาที่เที่ยวเด็ก กทม. ที่ไปได้ทั้งครอบครัว มีทั้งโซนความรู้และความบันเทิงแบบจัดเต็ม นี่คือ 15 พิกัดแนะนำที่เราคัดสรรมาให้คุณพ่อคุณแม่ตามไปเช็กอินได้ตลอดปีนี้ 1. พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า (RAMA9 MUSEUM) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่ง รวบรวมความรู้เรื่องวิวัฒนาการโลกและสิ่งมีชีวิตผ่านสื่อที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการมาเป็นครอบครัวเพื่อเรียนรู้เรื่องธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม 2. ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ (Topgolf Megacity) สถานที่พักผ่อนสไตล์ Sport […]
การมีน้ำนมให้ลูกน้อยกินอย่างเพียงพอเป็นความปรารถนาของคุณแม่ทุกคน แต่การให้นมจากเต้าอย่างเดียวอาจไม่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแม่ยุคใหม่ การปั๊มนมแม่จึงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกได้กินนมแม่แม้คุณแม่ไม่อยู่ใกล้ ๆ วันนี้ BabyGift จะมาแชร์เทคนิคการปั๊มนมแม่ให้ถูกวิธีและเกลี้ยงเต้า ที่จะช่วยให้คุณแม่มือใหม่มีน้ำนมเก็บสำรองอย่างมั่นใจ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป การปั๊มนมคืออะไร การปั๊มนมแม่ คือการนำน้ำนมออกจากเต้าเพื่อเก็บสำรองไว้ให้ลูกน้อยสำหรับมื้อต่อไป โดยสามารถใช้มือบีบหรือใช้เครื่องปั๊มนมเป็นตัวช่วยก็ได้ การปั๊มนมเป็นวิธีที่ช่วยให้คุณแม่สามารถจัดการเวลาได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ต้องให้นมจากเต้าลูกน้อยตลอดเวลา และยังช่วยให้คนในครอบครัวสามารถช่วยป้อนนมได้ในยามที่แม่ไม่สะดวกอีกด้วย การปั๊มนมกับคุณแม่สำคัญอย่างไร การปั๊มนมแม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกน้อย สำหรับลูก การได้รับน้ำนมแม่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการและระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ส่วนคุณแม่เองก็จะได้ประโยชน์จากการปั๊มนมโดยตรง เช่น การป้องกันเต้านมคัดตึง การรักษาระดับน้ำนมให้คงที่และเพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อย อีกทั้งยังช่วยให้คุณแม่ประหยัดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าลูกจะหิว คุณแม่ควรเริ่มปั๊มนมตอนไหน ระยะเวลาในการเริ่มการปั๊มนมแม่ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความต้องการของคุณแม่แต่ละคน คุณแม่บางคนอาจเริ่มปั๊มนมทันทีหลังคลอดเพื่อกระตุ้นน้ำนม ในขณะที่บางคนอาจรอให้ผ่านไป 2-3 สัปดาห์ หรือเริ่มเมื่อใกล้ถึงเวลาที่ต้องกลับไปทำงาน ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอสำหรับลูกน้อย ซึ่งควรเริ่มฝึกการปั๊มนมแม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและสร้างน้ำนมได้อย่างต่อเนื่อง 7 เทคนิคการปั๊มนมที่คุณแม่เตรียมคลอดควรรู้ การเรียนรู้เทคนิคการปั๊มนมแม่ตั้งแต่ก่อนคลอดจะช่วยให้คุณแม่มือใหม่มีความมั่นใจและพร้อมรับมือกับการให้นมลูกได้ดียิ่งขึ้น 1. ปั๊มนมทันทีภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด หลังคลอดทันทีถือเป็นช่วงเวลาทองในการเริ่มต้นการปั๊มนมแม่ หากลูกน้อยยังไม่สามารถเข้าเต้าได้ คุณแม่ควรเริ่มปั๊มภายใน 1 ชั่วโมงหลังคลอด หรือช้าที่สุดไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมง การปั๊มนมแม่ในช่วงนี้จะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมและทำให้ร่างกายเรียนรู้ที่จะผลิตน้ำนมออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ […]
