ท้องตอนนี้ ฝากครรภ์ตอนไหนดี?

คุณแม่มือใหม่มักจะชอบถามว่า “ฝากท้องเมื่อไหร่ดี” คำตอบง่ายๆ สั้นๆ ก็คือ ตอนนี้เลยค่ะ! คุณแม่ควรรีบไปฝากครรภ์ทันทีเมื่อทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้องนะคะ เนื่องจากระยะเวลาตลอด 40 สัปดาห์ที่ตั้งครรภ์นั้นถือว่ามีความสำคัญมากๆ เพราะเวลาฝากครรภ์คุณแม่จะได้ยาบำรุงมาทานด้วย แถมยังได้รับการดูแลดีๆ จากคุณหมออีกต่างหาก เจอคุณหมอบ่อยๆ จะได้อุ่นใจ ไม่ต้องมานั่งกังวลเวลาเกิดอาการแปลกๆ กับตัวเราด้วย

เวลาไปฝากครรภ์คุณหมอคุณพยาบาลจะถามอะไรบ้างนะ?

เวลาไปฝากครรภ์ครั้งแรก คุณหมอและคุณพยาบาลจะถามคำถามเหล่านี้กับคุณแม่ค่ะ

  • ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่
  • เคยแท้งบุตรหรือไม่
  • เคยมีโรคหรืออาการผิดปกติใดๆหรือไม่
  • เคยมีประวัติการผ่าตัดหรืออุบัติเหตุร้ายแรงหรือไม่
  • เคยมีอาการแพ้ยาหรือไม่ ในส่วนนี้หากคุณแม่กำลังใช้ยาที่คาดว่ามีผลต่อการตั้งครรภ์มาก่อนหน้านี้ก็ให้บอกคุณหมอให้ทราบด้วย
  • ก่อนการตั้งครรภ์ได้เคยคุมกำเนิดด้วยวิธีใดหรือไม่
  • คนในครอบครัวมีประวัติอาการเจ็บป่วยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์หรือไม่ เช่น เบาหวาน โรคเลือด หรือแม้แต่การมีลูกแฝด เป็นต้น

ตื่นเต้นจัง จะต้องตรวจอะไรบ้างนะ?

  • ชั่งน้ำหนักและส่วนสูง เพื่อให้คุณหมอได้ประเมินน้ำหนักที่เหมาะสมของคุณแม่ขณะตั้้งครรภ์ การชั่งน้ำหนักแต่ละครั้งยังเป็นตัวชี้วัดว่าน้ำหนักของคุณแม่นั้นขึ้นอย่างเหมาะสมหรือไม่ บางทีคุณแม่น้ำหนักขึ้นเยอะไปก็เสี่ยงเป็นเบาหวาน ส่วนคุณแม่ที่น้ำหนักขึ้นน้อยก็อย่าเพิ่งดีใจไปค่ะ เพราะน้ำหนักขึ้นน้อยก็ไม่ดีเช่นกัน
  • วัดความดันโลหิต เพื่อตรวจสอบความดันเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว ความดันปกตินั้นจะอยู่ที่ประมาณ 120/70 มิลลิเมตรปรอท หากคุณแม่มีความดันที่ 90/50 หรือน้อยกว่านี้ จะถือว่ามีความดันต่ำ และถ้าหากว่าวัดได้ 140/90 หรือสูงกว่านี้ ก็จะถือว่ามีความดันสูงค่ะ
  • วัดอุณหภูมิร่างกาย เพื่อดูว่าคุณแม่เป็นไข้หรือไม่ อุณหภูมิร่างกายปกติของคนเราจะอยู่ที่ 36.5-37.5 ค่ะ ถ้าสูงกว่านี้แสดงว่าคุณแม่กำลังมีไข้ การมีไข้ในระหว่างตั้งครรภ์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวนะ เราสามารถทานยาได้ แต่ต้องปรึกษาคุณหมอทุกครั้ง ห้ามซื้อยามาทานเองนะคะ

  • ตรวจเลือด การตรวจเลือดนี้จะเป็นการตรวจความเข้มข้นของเลือดและส่วนประกอบต่างๆ ในเลือด เพื่อ
    • ตรวจหาโรคที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น โรคธาลาสซีเมีย หรือไวรัสต่างๆเช่น หัดเยอรมัน เอดส์ เป็นต้น
    • ตรวจปัสสาวะ เพื่อตรวจเช็คระดับน้ำตาลในร่างกายของคุณแม่ค่ะ เพราะหากตรวจพบน้ำตาลในปัสสาวะแล้ว ก็อาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าคุณแม่กำลังจะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้ค่ะ นอกจากนี้ ยังเป็นการตรวจหาโปรตีนในปัสสาวะ เพราะโปรตีนที่พบในปัสสาวะจะบ่งชี้ว่าไตของคุณแม่ทำงานไม่ปกติ ซึ่งหากพบร่วมกับความดันโลหิตที่สูงด้วยแล้ว คุณแม่ก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเจอกับภาวะครรภ์เป็นพิษได้ค่ะ
    • ตรวจหน้าท้อง การตรวจหน้าท้องนี้ก็เพื่อดูว่าทารกอยู่ท่าใด และหมุนตัวแบบใด ใช้ศีรษะเป็นส่วนนำเวลาหมุนตัวหรือไม่นั่นเองค่ะ
    • การตรวจอัลตร้าซาวด์ เพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ความผิดปกติของร่างกาย รวมถึงความแข็งแรงและจังหวะการเต้นของหัวใจ ในการตรวจอัลตร้าซาวด์นี้คุณหมอก็จะวัดความยาวและประเมินน้ำหนักของลูกน้อยให้ด้วยค่ะ การตรวจอัลตร้าซาวด์ไม่จำเป็นต้องทำทุกครั้งที่ไปตรวจครรภ์ แต่อาจทำทุกไตรมาสหรือแล้วแต่ตามที่คุณหมอนัด สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากทราบเพศของลูก ก็สามารถลองถามคุณหมอตอนทำอัลตร้าซาวด์ได้เลยค่ะ
    • ตรวจหัวนม คุณแม่ที่มีลูกคนแรกมักจะมีปัญหาเรื่องหัวนมบอดหรือสั้นค่ะ ในครั้งแรกๆ ที่ไปฝากครรภ์ คุณหมออาจจะขอดูหัวนมว่ามีความยาวเพียงพอที่ลูกน้อยจะสามารถงับและดูดได้หรือไม่ หากพบว่าคุณแม่มีปัญหาเรื่องหัวนมแล้ว คุณหมอก็จะช่วยหาทางแก้ไข เช่น การใช้ปทุมแก้ว เป็นต้น

ประโยชน์ของการฝากครรภ์มีอะไรบ้างนะ?

  • ช่วยลดอัตราการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด การเสียชีวิตของทารกในครรภ์ และการอักเสบติดเชื้อต่างๆ
  • ป้องกันหรือลดอัตราการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
  • ตรวจสอบการตั้งครรภ์อย่างใกล้ชิด เมื่อพบความผิดปกติก็สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว
  • ดูแลลูกน้อยในครรภ์ให้แข็งแรง

นอกจากนี้ การพบคุณหมอทุกๆ เดือนก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกอุ่นใจและได้รับการแนะนำว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในแต่ละไตรมาสอีกด้วยค่ะ

เวลาไปฝากครรภ์จะเตรียมเงินไปเท่าไหร่ดี

ค่าใช้จ่ายนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาลเลยค่ะ หากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล คุณแม่อาจใช้สิทธิ 30 บาทในการฝากครรภ์ได้ ส่วนถ้าเป็นโรงพยาบาลเอกชน การฝากครรภ์แต่ละครั้งจะมีค่าใช้จ่าย มากน้อยขึ้นอยู่กับการตรวจรักษาในวันนั้นค่ะ หรือบางโรงพยาบาลอาจมีแพ็กเกจการฝากครรภ์แบบเหมาจ่ายด้วยนะ

ฝากครรภ์ที่ไหนดีนะ เลือกไม่ถูกเลย

คุณแม่สามารถไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลหรือคลินิกก็ได้นะ โดยโรงพยาบาลหรือคลินิกนี้ควรจะอยู่ใกล้บ้านหรือเดินทางได้สะดวก เพราะเมื่อคุณแม่เริ่มท้องแก่แล้วอาจมีปัญหาในการเดินทางได้ค่ะ สถานที่ฝากครรภ์กับโรงพยาบาลที่คลอดไม่จำเป็นต้องเป็นที่่เดียวกันก็ได้นะคะ

การฝากครรภ์นั้นไม่มีคำว่าเร็วเกินไป แต่หากคุณแม่ประวิงเวลาไม่ยอมไปฝากครรภ์หรือไปไม่ตรงตามที่คุณหมอนัดแล้วล่ะก็ จะส่งผลเสียต่อลูกน้อยในครรภ์ได้แน่นอนเลยล่ะ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

สวัสดีค่ะคุณแม่ทุกคนนะคะ สำหรับคุณแม่ทั้งหลายที่มีลูกน้อย คงจะเคยชินกับการล้างขวดนมเสร็จแล้ว ก็ฆ่าเชื้อขวดนมด้วยหม้อนึ่งความร้อนกันใช่ไม๊คะ วันนี้แม่อีฟ ขอแนะนำเครื่องมือชิ้นใหม่ ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์คุณแม่สมัยใหม่อย่างเราๆ ที่ต้องการความสะดวกสบายและการฆ่าเชื้อ โรคได้มากที่สุดสำหรับลูกน้อย มาทำความรู้จักกับตู้อบแห้งฆ่าเชื้อ UV แบรนด์ Prince&Princess  สัญชาติเกาหลี เครื่องนี้เป็น Gen2 ที่มีการพัฒนาขึ้น ให้ใช้งานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น การใช้งาน ก็ง๊ายง่ายค่ะ ที่เครื่องจะมีแค่ 3 ปุ่ม เท่านั้น คือปุ่ม Auto, ปุ่ม UV และปุ่ม Dry ถ้าใช้สำหรับขวดนมหรือของใช้ที่ล้างมาเปียกๆ ก็ง่ายเลยค่ะ แค่กดปุ่ม Auto เพียงปุ่มเดียวแล้วรอแค่ 30 นาที ก็สามารถเอาขวดนมมาชงนมให้ลูกได้เลยค่ะ เริ่มน่าสนใจกันแล้วใช่ไหมหล่ะคะ และนี้ก็คือโฉมหน้าของเจ้าตู้อบฆ่าเชื้อ ด้วยUV ที่มีดีไซน์ แบบทันสมัย ใช้ง่าย และน้ำหนักเบาแค่ 5 kg. เองค่ะ คุณแม่ก็สามารถยกย้ายที่ใช้งานได้แบบง่ายๆเลยค่ะ ก่อนหน้าที่จะใช้เครื่องนี้ ก็เคยมีวิธีการทำความสะอาดของให้กับลูก โดยการล้างทำความสะอาด แล้วก็เอาไปนึ่งต่อต้องทำหลายขั้นตอน ตั้งแต่ตวงน้ำลงในถาด นึ่งเสร็จก็ต้องล้างหม้อนึ่งด้วย พอน้ำแห้งก็มักเป็นตะกรัน พอบ่อยๆ […]

Renolux บริษัทผู้ผลิตสินค้าเพื่อแม่และเด็ก มานานกว่า 40 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ก่อตั้งขึ้นในเมือง Nord-Isère ใกล้กับเมือง Lyon เป็นผู้นำนวัตกรรมด้านความปลอดภัยของเด็ก โดยเฉพาะในด้านการผลิตคาร์ซีท จนในปัจจุบันมีการพัฒนากระบวนการผลิตโฟมโพลียูรีเทนแบบพิเศษ ที่เป็นเอกสิทธ์เฉพาะของบริษัท          ทำให้จากความเชี่ยวชาญและความรู้ที่สั่งสมมาช่วยให้เราสามารถคิดสร้างสรรค์และควบคุมแต่ละขั้นตอนของการผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กของเราทุกขั้นตอนภายในไซต์ 17,000 ตารางเมตรที่ตั้งอยู่ใน Nord-Isère ได้อย่างมีประสิทธิภาพ          ปัจจุบันความรู้ทางอุตสาหกรรมของ Renolux ช่วยให้เราเชี่ยวชาญในเทคนิคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคพอลิเมอไรเซชันผ่านกระบวนการจดสิทธิบัตรของเรา (โฟมโพลียูรีเทน) งานโลหะ (การเจาะการตัดการรัดการเชื่อม) สิ่งทอ (การเคลือบการตัดการทำ) และการประกอบในที่สุด มุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกวัน          เพราะฉะนั้น การใช้ผลิตภัณฑ์ของ Renolux จะไม่ใช่แค่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กทั่วไปเท่านั้น แต่ยังได้ความเชี่ยวชาญมากกว่า 40 ปี ในการให้บริการผลิตภัณฑ์ดูแลเด็กที่มีคุณภาพของ Renolux           คาร์ซีท Renolux Renofix คาร์ซีทเด็กโตที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กน้ำหนัก 15 – 36 KG. […]

เชื่อว่าอาการปวดหลังหรืออาการปวดเมื่อยตามร่างกายนั้น ต้องเป็นสิ่งที่หลาย ๆ คนเคยสัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องนั่งหรืออยู่ในท่าทางเดิมเป็นเวลานาน ๆ และก็อาจจะมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอย่างเบาะยางพาราและเบาะเมมโมรี่โฟมเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย เนื่องจากวัสดุดังกล่าวให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายและช่วยคลายความปวดได้ แต่ทราบหรือไม่คะว่า ปัจจุบันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Vetagel (เวทาเจล) ซึ่งเป็นวัสดุเจลประเภทหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นสูง คืนตัวได้เร็ว และลดแรงกดทับได้ดีกว่ามาก ทั้งยังเป็นที่นิยมในประเทศเกาหลีอีกด้วย vetagel คืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง มีประโยชน์ทางด้านสุขภาพของเราอย่างไร ไปอ่านพร้อม ๆ กันเลยค่ะ   Vetagel คือ อะไร ? ชวนรู้จักเจลชนิดพิเศษเพื่อสุขภาพ นำเข้าจากเกาหลีใต้ vetagel คือวัสดุเจลชนิดหนึ่ง เป็นเจลใสสีเขียวชนิดพิเศษ ผลิตขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ เนื้อเจลจะมีคุณสมบัติเหนียว แข็งแรง มีความยืดหยุ่นสูงมาก แม้มีแรงกดทับหนัก ๆ ก็ไม่เสียรูปทรงง่าย สามารถกระจายแรงกดทับได้ดีและคืนตัวได้เร็ว เมื่อเรากดลงไปในเนื้อเจล เนื้อเจลจะเด้งดึ๋งคืนตัวทันที (Fast Recovery Property) ทำให้เกิดแรงกดทับได้น้อยมาก ๆ ซึ่งแตกต่างจากวัสดุชนิดอื่น ๆ เช่น เมมโมรี่โฟมหรือยางพาราที่เมื่อเราใช้มือกดลงไป วัสดุจะค่อย ๆ คืนตัวช้า ๆ […]

ปัญหาใหญ่ของคุณแม่อีกปัญหาหนึ่งเวลาตั้งท้องก็คือการทานยาเวลาไม่สบายนั่นเองค่ะ อันนี้กล้าพูดได้เลยเพราะเจอกับตัวเองเหมือนกัน เพราะเราก็ไม่รู้อ่ะเนอะว่าในยาแก้แพ้พวกนี้มีส่วนผสมหรือสารอะไรที่จะมีผลต่อลูกในท้องบ้าง วิธีแก้ไขขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือเลิกทานยาไปเลย ขนาดไม่สบายหนักๆ จนแทบทนไม่ได้ยังยอมที่จะไม่ทานยาเลยค่ะ แล้วดูอากาศประเทศไทย เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวฝนตก แบบนี้จะไม่ให้ป่วยยังไงไหว แต่วันนี้เราจะมาบอกคุณแม่แม่ว่า มันมียาแก้แพ้บางตัวที่คุณแม่ท้องสามารถทานได้นะคะ เพราะยาพวกนี้ได้รับการคอนเฟิร์มจากคุณหมอแล้วว่าไม่มีผลต่อลูกน้อยแน่นอน เราลองมาดูกันดีกว่าว่าคุณแม่ใช้ยาอะไรได้บ้าง ยาแก้แพ้ที่ปลอดภัยกับคุณแม่ 1. คลอร์เฟนิรามีน (Chlorpheniramine: CPM) เวลาพูดถึงยาแก้แพ้ ยาตัวแรกที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คือเจ้ายาตัวนี้แหละ ยาเม็ดเล็กๆ สีเหลืองที่ช่วยลดอาการแพ้ ลดน้ำมูกแล้วก็แก้อาการคัน คุณแม่ท้องทานยาตัวนี้ได้เนอะ เพราะจากกรณีที่ผ่านมายังไม่พบว่ายาตัวนี้ส่งผลต่อลูกในท้องเลยค่ะ แต่ว่ายาตัวนี้มันจะมีผลข้างเคียงทำให้คุณแม่อ่อนเพลีย เพราะงั้นอาจจะต้องงดใช้ยาเวลาที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนนะคะ เพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และคุณลูกค่ะ ที่สำคัญก็ไม่ควรใช้ยาตัวนี้เกิน 3 วันนะ เพราะว่าถ้าใช้ไปมากๆ แล้วอาจจะทำให้เกล็ดเลือดต่ำ แล้วลูกที่คลอดออกมาอาจจะมีอาการเลือดไหลผิดปกติได้ด้วยค่ะ 2. แอคติเฟด (Actifed) ยาตัวนี้จะช่วยลดอาการคัดจมูก ทำให้พวกอาการภูมิแพ้ทางจมูกดีขึ้น แล้วก็บรรเทาอาการคัดจมูกที่เกิดจากหวัดได้ค่ะ แต่ยาตัวนี้ก็จะทำให้ง่วงเช่นเดียวกัน ดังนั้น คุณแม่ควรจะทานยาแล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอนะคะ พอตื่นมาอาการจะได้ดีขึ้น สดชื่นได้เหมือนเดิมค่ะ 3. เซทิไรซีน (Cetirizine) หรือ ฟาเทค (Fatec ®) คุณแม่ที่ต้องเดินทางหรือทำงานในช่วงที่ไม่สบายก็ขอแนะนำให้ทานตัวนี้เลยค่ะ เพราะว่ายาตัวนี้ไม่ทำให้ง่วงหรืออ่อนเพลีย แถมยังไม่ส่งผลเสียต่อลูกน้อยอีกต่างหาก แต่ว่ายาตัวนี้มันจะออกฤทธิ์ช้ากว่ายาตัวอื่นๆ นะคะ คุณแม่ก็เลยอาจจะหายช้านิดหน่อยค่ะ 4. ยาหยอดหรือยาพ่นจมูก […]

เพราะลูกน้อยคือที่สุดของความรักจากใจแม่ไม่มีอะไรเทียบได้ คุณแม่ทุกท่านจึงต้องเลือกและหาสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกน้อยเสมอ และ “น้ำนมแม่” คือหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่ามากที่สุด และดีที่สุดต่อลูกน้อย เป็นอาหารที่ไม่ต้องไปซื้อหาที่ไหน  ด้วยเพราะน้ำนมนั้นกลั่นมาจากอกจากธรรมชาติในร่างกายแม่ที่มุ่งมั่นตั้งใจจะให้ลูกน้อยได้รับคุณค่าสารอาหารเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการอย่างครบถ้วน ซึ่งการให้นมแม่ได้ยาวนานที่สุด และเต็มที่ที่สุดแก่ลูกน้อย  นอกจากจะส่งผลดีเยี่ยมต่อพัฒนาการในทุกด้าน สร้างเสริมภูมิต้านทานทำให้ลูกกินนมแม่ไม่ป่วยง่าย ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากมาย รวมถึงการให้นมแม่ยังดีต่อสุขภาพแม่ในแง่มุมต่างๆ ทั้งการช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว มีส่วนช่วยคุมกำเนิดได้ในช่วงหนึ่ง  พร้อมกับทำให้สุขภาพและรูปร่างของคุณแม่กลับคืนมาหุ่นดีได้เร็วและง่ายขึ้นด้วย ดังนั้นเพื่อให้ลูกน้อยได้รับพลังคุณค่าสารอาหารจากน้ำนมนมแม่ให้ยาวนานเต็มที่ คุณแม่ทุกท่านจึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำสต๊อกน้ำนมสะสมไว้ให้ลูกมากๆ  และหลายๆ ท่านก็เป็นคุณแม่นักปั๊มได้สำเร็จ มีน้ำนมแม่ให้ลูกเต็มที่ เต็มตู้แช่  แต่ทว่าปัญหาที่คุณแม่กลับต้องพบเจอ คือ ลูกไม่กินนมสต๊อก ที่ทำไว้  จึงมีคำถามมากมายว่าทำไม? ลูกจึงไม่ยอมกิน เพราะเป็นนมแม่เหมือนกัน เราจึงชวนมาดูสาเหตุที่ลูกน้อยไม่ยอมกินนมสต๊อก พร้อมกับวิธีการฝึกลูกน้อยกินนมแม่จากสต๊อกว่าต้องทำอย่างไร เพื่อแก้ปัญหาให้สำเร็จ ให้ลูกน้อยกินนมได้แม่ยาวนาน ได้รับที่สุดของโภชนาการนมแม่นี้อย่างเต็มที่ไปจนโตค่ะ สาเหตุที่ ลูกไม่กินนมสต๊อก วิธีฝึกลูกน้อยกินนมสต๊อก เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาลูกน้อยไม่กินนมสต๊อก คุณแม่จะต้องเตรียมตัวหรือฝึกลูกน้อยให้กินนมแม่สต๊อกจากขวดล่วงหน้า และแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้ เมื่อคุณแม่รู้สาเหตุของการปฏิเสธนมสต๊อกของลูกแล้ว ก็สามารถแก้ไขและฝึกลูกได้ โดยขอเพียงหมั่นฝึกฝนตามวิธีการต่างๆ ที่แนะนำ พร้อมกับใช้ตัวช่วยต่างๆ เช่น เครื่องอุ่นนม จุกนมที่ดี  ร่วมกับการละลายนมสต๊อกที่ถูกต้อง และเทคนิคอื่นๆ โดยที่ไม่ให้ลูกกินนมอื่นๆ เด็ดขาด ก็มั่นใจได้ว่าลูกน้อยจะยอมกินนมแม่ที่สต๊อกไว้ได้ต่อเนื่อง  เติบโตแข็งแรงด้วยพลังคุณค่าจากน้ำนมแม่ยาวนานแน่นอนค่ะ

การดูแลสุขอนามัยของลูกน้อยเป็นหัวใจสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะขวดนมและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสกับปากของเบบี๋โดยตรง ในยุคที่เชื้อโรคมีการพัฒนาสายพันธุ์อยู่เสมอ การเลือกที่อบขวดนมคุณภาพสูงจึงเป็นหนึ่งในลิสต์ของเตรียมคลอดมีอะไรบ้างที่จำเป็นอย่างมาก วันนี้ BabyGift จะพาไปเจาะลึก 10 อันดับ เครื่องอบขวดนม รุ่นยอดฮิตที่จะมาตอบโจทย์ความสะอาดปลอดภัยในปี 2026 นี้ ทำไมต้องเลือกเครื่องอบขวดนม UV ในปัจจุบัน เครื่องอบขวดนมระบบ UV-C ได้รับความนิยมสูงขึ้นมาก เพราะมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อราได้สูงถึง 99.9% โดยไม่ต้องใช้ความร้อนสูงเหมือนระบบไอน้ำแบบเดิม ข้อดีคือช่วยถนอมอายุการใช้งานของจุกนมและขวดนมพลาสติกไม่ให้ขุ่นมัวหรือเสื่อมสภาพเร็ว ที่สำคัญ ที่อบขวดนมระบบนี้ยังทำงานแบบแห้งสนิท ลดปัญหากลิ่นอับชื้นและการเกิดเชื้อราได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้คุณแม่มั่นใจในความสะอาดได้ทุกครั้งที่ใช้งาน เครื่องอบฆ่าเชื้อ UV เหมาะกับใคร? แม้ว่า เครื่องอบขวดนมจะมีหลายระบบ แต่ระบบ UV นั้นถูกออกแบบมาเพื่อยกระดับความสะดวกสบาย ซึ่งเหมาะสำหรับ รวมสิ่งที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อเครื่องอบขวดนม ก่อนจะตัดสินใจเลือกซื้อ ที่อบขวดนม สักเครื่อง ควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้คุ้มค่าที่สุด แนะนำ 10 ที่อบขวดนม และเครื่องอบ UV รุ่นยอดนิยมประจำปี 2026 มาดูกันว่าในปี 2026 นี้ มีที่อบขวดนมรุ่นไหนบ้างที่ครองใจคุณพ่อคุณแม่และคุ้มค่ากับการลงทุน เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย […]

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid