6 ไอเท็มสุดฮิต ลูกน้อยพกติดตัว ห่างไกล COVID

เป็นยังไงกันบ้างคะ หลังจากกักตัวอยู่บ้านและนั่งเรียนออนไลน์มาร่วมหลายเดือน ตอนนี้หนูๆ ทั้งหลายก็คงจะจะได้กลับไปเข้าเรียนในโรงเรียนจริงๆกับเพื่อนแล้ว แต่สำหรับแม่ๆ ถึงแม้ดูเผินๆ แล้ว สถานการณ์ของเจ้าเชื้อโรคตัวร้าย COVID ดูเหมือนจะดีขึ้น 100 ทั้ง 100 ก็คงยังวางใจได้ไม่เต็มที่ ยังกังวลกันแน่นอน

สำหรับคุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลกลัวว่า เอ๊ะลูกน้อยจะของเราจะไปติดเชื้อโรคมาไหม หรือของที่ให้ลูกไปเพียงพอไหมน้า  เรานำลิสต์ของจำเป็นที่ลูกน้อยควรพกเพื่อให้ปลอดภัยและห่างไกลจาก COVID มาฝากกันค่ะ ไปดูกันเล้ย!

1. อาวุธเลเวล 100 หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า

ตอนนี้ไม่ว่าหันไปทางไหนก็เห็นแต่คนใส่หน้ากากเต็มไปหมด เพราะหน้ากากเป็นอาวุธชั้นดีที่จะช่วยคุ้มครองทั้งตัวผู้ใส่ และผู้อื่นไปในเวลาเดียวกัน และแน่นอนค่ะ คุณแม่สามารถหาซื้อไซส์เด็กได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเด็กเล็กหรือเด็กโตก็มีวางขายอยู่ทั่วไปเลยค่ะ คุณแม่อาจเลือกแบบใช้แล้วทิ้ง หรืออาจเป็นแบบผ้าที่สามารถนำกลับมาซักใช้ใหม่ได้ก็ได้

อย่าลืมสวมหน้ากากให้ลูกน้อยทันทีเมื่อก้าวเท้าออกจากบ้าน จะให้ดีให้คุณแม่เตรียมหน้ากากสำรองใส่กระเป๋านักเรียนไปเผื่ออีกซักสองสามอันเผื่อเค้าทำหายระหว่างวัน ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนแรกๆ เค้าอาจจะยังไม่ค่อยชิน อาจมีโยเย หรือดึงหน้ากากออกบ้าง แต่ถ้าเค้าได้เห็นเพื่อนๆ ในห้องใส่ ลูกๆ ก็จะยอมใส่ตามไปโดยอัตโนมัติเลยค่ะ

2. กระติกน้ำส่วนตัว พกไว้อุ่นใจ

ยุคนี้เป็นยุคของการไม่ใช้สิ่งของร่วมกัน ก็เพราะว่าเจ้าโรค COVID นี้มันสามารถติดต่อกันผ่านสารคัดหลั่งอย่างน้ำมูก หรือน้ำลายได้ยังไงล่ะ! เมื่อได้ยินแบบนี้แล้ว คุณแม่ก็คงจะปฏิเสธไม่ได้ใช่มั้ยคะ ว่าการพกกระติกน้ำส่วนตัวนี่เป็นเรื่องที่จำเป็นมากๆ เป็นเรื่องปกติที่เด็กๆ หลายคนจะชอบทานขนมด้วยกัน ดื่มน้ำด้วยกัน เพราะงั้น คุณแม่อย่าลืมกำชับกับลูกๆ นะคะ ว่าให้ดื่มจากกระติกน้ำของตัวเองอย่างเดียว

3. ช้อนส้อมของหนู คือสิ่งที่ขาดไม่ได้

แม้ว่าโรงเรียนส่วนใหญ่จะมีช้อนส้อมเตรียมเอาไว้ให้ แต่ว่ากันตรงๆ เราก็คงจะหมดห่วงไม่ได้ 100% ว่าช้อนส้อมเหล่านั้นล้างสะอาดและผ่านการฆ่าเชื้อมามากพอแล้วหรือยัง เพราะอย่างนี้นี่แหละค่ะ เราถึงจะต้องเตรียมช้อนส้อมให้ลูกน้อยไปจากที่บ้าน หาถุงซิปล็อกเล็กๆ หรือกล่องใส่ช้อนส้อมน่ารักๆ พกใส่กระเป๋าเอาไว้ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าลูกๆ จะต้องไปเสี่ยงกับเชื้อโรคที่อาจอยู่ตามช้อนส้อมส่วนรวมรึเปล่า

4. เจลแอลกอฮอล์คู่ใจ

ตอนนี้ใครก็คงเถียงไม่ได้ว่าเจลแอลกอฮอล์นั้นเป็นคู่หูคู่ใจกับหน้ากาก เพราะเรามักจะพกคู่กันเสมอ ถ้าเปรียบหน้ากากเป็นอัศวิน เจลแอลกอฮอล์นี่ก็คงจะเป็นม้าขาวที่จะมาช่วยฆ่าเชื้อโรคร้ายที่เราอาจสัมผัสไปโดยไม่รู้ตัว ตอนนี้มีการผลิตเจลแอลกอฮอล์หลอดเล็กๆ พกพาสะดวกออกมามากมาย นอกจากนี้ ยังมีแอลกอฮอล์แบบขวดเล็กหัวสเปรย์มาให้คุณแม่เลือกซื้อ ที่ทั้งใช้ง่ายและราคาสมเหตุสมผล ทั้งนี้ทั้งนั้น คุณแม่ต้องเลือกเจลแอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์มากกว่า 70% นะคะ และที่สำคัญ อย่าลืมดูให้ดี เพราะเจลแอลกอฮอล์ที่เรานำมาล้างมือนั้นต้องเป็นแบบเอทิลแอลกอฮอล์เท่านั้นนะ!

5. Face shield เพิ่มความปลอดภัยอีกขั้น

จะว่าไป Face shield นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นแค่ออปชั่นเสริม เพราะไม่ได้มีความจำเป็นขนาดนั้น อีกทั้งน้องๆ หนูๆ หลายๆ คนอาจรู้สึกรำคาญ เพราะเหมือนมีอะไรมาบังที่หน้าตลอดเวลา แต่การสวม Face Shield ก็ถือเป็นการเพิ่มเกราะป้องกันให้ลูกน้อยของเราอีกชั้นอยู่นะ เพราะถึงแม้ลูกของคุณแม่จะใส่หน้ากากตลอดเวลา แต่เด็กคนอื่นๆ อาจไม่ใช่ และ Face Shield นี่แหละค่ะ จะเป็นตัวช่วยปกป้องลูกน้อยของคุณแม่จากละอองฝอยของน้ำลายที่อาจกระเด็นมาเวลาเด็กๆ คุยกัน คุณแม่อาจจะลองหาซื้อ Face Shield ไซส์เด็กแบบลายการ์ตูนที่ลูกน้อยชอบ หลอกล่อเค้าซักนิด ใส่ไว้หน่อยก็ไม่เสียหายนะ

6. กระดาษเปียกตัวกู้สถานการณ์

กระดาษเปียกนี่เรียกได้ว่าเป็นตัวช่วยทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะมือเลอะ โต๊ะเลอะ เก้าอี้เลอะ แค่มีกระดาษเปียกก็หมดห่วง คุณแม่อาจจะเริ่มปลูกฝังการรักษาความสะอาดให้กับลูกน้อยด้วยการใช้กระดาษเปียกนี้ก็ได้นะคะ สอนให้เค้ารู้จักทำความสะอาดจุดสัมผัสต่างๆ ก่อนที่เค้าจะจับ แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าลูกน้อยรู้จักใช้ รู้จักประหยัด กระดาษเปียกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ลูกน้อยมีสุขอนามัยที่ดีเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ควรเลือกซื้อกระดาษเปียกที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับเด็กนะคะ เพราะกระดาษเปียกชนิดนี้จะปราศจากน้ำหอมและแอลกอฮอล์ จะช่วยให้ลูกน้อยไม่เกิดอาการแพ้ด้วยค่า

และ 6 ไอเท็มด้านบนนี้ ก็คืออาวุธที่สำคัญในยุค New Normal ที่แม่ๆ ควรจัดใส่กระเป๋านักเรียนให้ลูกน้อยพกติดตัว แต่อย่าลืมสอนใช้อุปกรณ์แต่ละอย่างให้ถูกต้องด้วยนะคะ ลูกน้อยจะได้ใช้อย่างถูกวิธีและทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยไอเท็มเหล่านี้บวกกับมาตรการการคัดกรองของโรงเรียน และการจัดห้องเรียนแบบใหม่ที่ให้ความสำคัญในการเว้นระยะห่างระหว่างกัน หรือ Social Distancing คุณแม่ก็สามารถปลดล็อกความกลัวเรื่อง COVID ไปได้มากโขแล้วล่ะ!

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง?  จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ 4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ » หาข้อมูลก่อนเดินทาง ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป  หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก  แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก   ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น » เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก รถเข็นเด็ก […]

เมื่อแม่ท้องปวดเมื่อย ไปนวดได้ไหม อันตรายหรือเปล่า?             สารพันอาการปวดเมื่อย เป็นเรื่องธรรมดาที่มักเกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ร่างกายมีการปรับเปลี่ยน ร่วมกับการรับน้ำหนักท้องที่ใหญ่ มดลูกที่ขยายและน้ำหนักตัวลูกน้อย ทำให้คุณแม่ท้องมีอาการปวดขา ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดเท้าต่างๆ ร่วมกับการปวดเมื่อยเนื้อตัวในการใช้ชีวิตประจำวัน จนทำให้ปวดคอ ปวดบ่าไหล่กันได้อีก ด้วยความปวดเมื่อยหลายส่วนของแม่ท้องนี้ จึงทำให้คุณแม่หลายท่านคิดจะไปนวดเพื่อให้หายเมื่อยและผ่อนคลาย  โดยอาจไม่รู้ว่าการนวดในช่วงตั้งครรภ์ มีข้อจำกัดและยกเว้นในบางเรื่อง ซึ่งหากคุณแม่ไปนวดโดยไม่ศึกษาหาข้อมูลหรือปรึกษาแพทย์ก่อน อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ทั้งคุณแม่และลูกน้อย  ฉะนั้น…เพื่อคลายข้อข้องใจ เราจึงมาอธิบายเบื้องต้นให้คุณแม่ได้รู้ว่า แม่องจะนวดได้ไหม และการนวดแบบไหนเป็นข้อห้ามกันบ้าง แม่ท้อง นวดอะไรได้แค่ไหน? อาการปวดเมื่อยต่างๆ กับคุณแม่ตั้งครรภ์คือของคู่กัน เพราะร่างกายที่เปลี่ยนไป การต้องแบกรักน้ำหนักท้อง โดยต้องยืนแอ่นหลังเพื่อให้ทรงตัวอยู่ได้ จึงทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณหลัง และทำให้ขา ข้อเข่า และข้อเท้าต้องรับน้ำหนักมากขึ้น ปวดขา ปวดน่อง โดยเฉพาะคุณแม่ท้องที่ต้องยืนนานๆ นอกจากนี้หากคุณแม่มีอาการปวดเมื่อยจากโรคข้อและกล้ามเนื้ออยู่แล้ว ในช่วงตั้งครรภ์อาจทำให้มีอาการรุนแรงขึ้นได้  นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณแม่อยากนวด แม่ท้องนวด มีทั้งประโยชน์และโทษพร้อมกัน เนื่องจากมีข้อมูลจากการศึกษาอยู่จำนวนหนึ่งที่บอกถึงประโยชน์ของการนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ นั่นคือ การนวดช่วยลดความปวดเมื่อย ลดอาการบวม ตะคริว ปวดศีรษะ คลายความเครียด ทำให้หลับสบาย หลับง่ายขึ้น และอารมณ์ดีขึ้น แต่การนวดในคุณแม่ตั้งครรภ์ […]

ก้าวแรกของการเป็นคุณแม่มือใหม่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคำถามมากมาย โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เห็นได้ชัดที่สุดอย่างหน้าท้อง หลายคนอาจสงสัยว่า ลักษณะท้องของคนท้องจริง ๆ แล้วเป็นอย่างไร จะเริ่มนูนเมื่อไหร่ และที่เห็นป่องออกมานั้นคือเจ้าตัวเล็กหรือแค่เรากินอิ่มกันแน่ xqบทความนี้จะช่วยให้คุณแม่คลายข้อสงสัย พร้อมรู้วิธีสังเกตสัญญาณเริ่มแรกอย่างมืออาชีพเพื่อเตรียมความพร้อมให้สมบูรณ์แบบที่สุด ดูยังไงว่าท้องหรือพุง? วิธีสังเกตพุงคนท้องกับคนอ้วนที่แตกต่างกัน การแยกแยะระหว่างหน้าท้องที่ขยายจากครรภ์กับพุงที่เกิดจากไขมันสะสมมีจุดสังเกตหลักดังนี้ เจาะลึกลักษณะท้องของคนท้องในแต่ละไตรมาส รูปร่างของหน้าท้องจะเปลี่ยนไปตามพัฒนาการของทารกในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งแต่ละไตรมาสจะมีความชัดเจนและความรู้สึกของคุณแม่ที่แตกต่างกันออกไปดังนี้ ลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ – 1 เดือนแรก (ระยะเริ่มแรก) ในช่วงลักษณะท้องของคนท้อง 1 สัปดาห์ ถึงลักษณะท้องของคนท้อง 1 เดือน หน้าท้องจะยังแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงภายนอกที่สังเกตได้ชัดเจน พุงคนท้องไตรมาสที่ 2 ช่วงเวลาที่หน้าท้องและเอวเริ่มขยายชัดเจน เมื่อเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 มดลูกจะขยายพ้นอุ้งเชิงกรานขึ้นมา ทำให้ลักษณะท้องของคนท้องเริ่มเห็นเป็นรูปทรงชัดเจน เมื่อลูกโตขึ้น ท้องใหญ่ขึ้น การดูแลร่างกายของคุณแม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น น้ำหนักของหน้าท้องจะมากขึ้นตามธรรมชาติ ทำให้คุณแม่หลายคนเริ่มรู้สึกเมื่อยล้า โดยเฉพาะบริเวณหลัง เอว และขา หากต้องยืนหรือเดินเป็นเวลานาน การเลือกใช้อุปกรณ์ที่ช่วยพยุงร่างกาย อาจช่วยให้เคลื่อนไหวได้สบายขึ้นในชีวิตประจำวัน MOTHERY Leg Support หมอนรองตัก อุปกรณ์ช่วยรองรับและผ่อนคลายช่วงขาและลำตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ ช่วยให้รู้สึกสบายขึ้นระหว่างพักผ่อนเหมาะสำหรับคุณแม่ที่เริ่มมีน้ำหนักครรภ์เพิ่มขึ้น ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน […]

ก่อนหน้านี้ก็เคยคิดว่าเรื่องพาหะธาลัสซีเมียนี่เป็นอะไรที่ไกลตัวมากๆ แต่พอตั้งท้องเท่านั้นแหละ การเป็นพาหะฯ นี่เรื่องใกล้ตัวสุดๆ แถมทำให้กังวลมากมายเลยล่ะค่ะ ถ้าคุณแม่กำลังอ่านบทความนี้อยู่ก็แสดงว่าคุณแม่อาจจะกำลังกังวลเรื่องนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ย สำหรับใครที่ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร วันนี้เราก็นำความรู้มาฝากกันค่ะ เคยได้ยินผ่านๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่าพาหะธาลัสซีเมียคืออะไร? อันที่จริง การเป็นพาหะธาลัสซีเมียไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับคนไทยเลยนะ เพราะมีคนไทยตั้งกว่า 24 ล้านคนที่เป็นพาหะโรคนี้ เผลอๆ เวลาเดินตามถนนเราอาจจะเจอคนที่เป็นพาหะอยู่เต็มไปหมด แถมเรายังอาจจะเป็นด้วยก็ได้นะ คนที่เป็นพาหะของโรคนี้ง่ายๆ ก็คือ คนที่มีเชื้อธาลัสซีเมีย “แฝง” อยู่ในร่างกาย เพราะงั้นคนที่เป็นพาหะจะมีสุขภาพที่แข็งแรงปกติเหมือนคนทั่วไปนี่แหละ ไม่ได้ออกอาการอะไร แต่อาจจะเลือดจางนิดหน่อย โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ทางพันธุกรรม เพราะงั้น หากทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะทั้งคู่ ลูกที่คลอดออกมาก็สามารถเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ถึง 25% เลยนะ พูดง่ายๆ คือ พาหะก็เหมือนมีโรคอยู่ครึ่งนึง แม่มีครึ่ง พ่อมีครึ่ง พอมารวมกัน ลูกก็มีโอกาสที่จะได้รับโรคนี้ไปเต็มๆ เลยนั่นเอง แต่คุณแม่ก็อย่าเพิ่งกังวลเกินไปนะคะ เพราะหากคุณหมอตรวจพบว่าทั้งพ่อและแม่เป็นพาหะแล้ว ขั้นต่อไปคุณหมอจะดูว่าเป็นธาลัสซีเมียชนิดไหน เพราะถ้าเป็นคนละชนิดกัน ก็หายห่วง! พาหะธาลัสซีเมียมีกี่ชนิด แล้วต่างกันยังไง? พาหะธาลัสซีเมียมี 2 ชนิด ก็คือ อัลฟ่ากับเบตา อัลฟ่านี่จะค่อนข้างรุนแรง แต่มากน้อยก็แล้วแต่ยีนส์ที่แฝงอยู่นั่นแหละ ส่วนถ้าเป็นกลุ่มเบตาก็จะไม่ค่อยรุนแรงเท่าไหร่ […]

อุ้มลูกบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่า “ลูกติดมือ”          ลูกติดมือ พฤติกรรมแบบนี้เกิดจากการอุ้มลูกบ่อย แต่ก่อนอื่นเราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ทำไมเด็กถึงอยากให้อุ้ม เด็กแรกเกิด โดยเฉพาะในช่วง 3 เดือนแรก ช่วงนี้เด็กจะยังชินกับการอยู่ในท้องของคุณแม่ที่เคลื่อนไหวตลอด มีความอบอุ่น และได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแม่ตลอดเวลา การอุ้ม การสัมผัส จะช่วยให้เด็กปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ หลังจากออกมาจากครรภ์ของแม่ เพราะการอุ้มเป็นการทำให้เค้ากลับไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงเหมือนอยู่ในครรภ์ของแม่ ทำให้เค้าหยุดร้องไห้ รู้สึกปลอดภัยจากการได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกพ่อแม่ จึงทำให้เด็กมักจะอยากให้พ่อแม่อุ้มอยู่บ่อยๆ           ซึ่งจากบทความของโรงพยาบาลเปาโลได้ให้ข้อมูลไว้ว่า “ ช่วงเด็กทารกวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 เดือน จะเป็นวัยที่หากเขาต้องการสื่อสารอะไรกับคนอื่นก็จะใช้วิธีการร้องไห้เท่านั้น ซึ่งเมื่อร้องไห้คุณแม่หรือคนเลี้ยงส่วนใหญ่ก็จะเดินเข้าไปอุ้ม ซึ่งจริง ๆ การอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่เป็นการตามใจจนทำให้เขาติดมือได้ แต่ความจริงการอุ้มยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ทำให้เด็กรู้สึกผูกพันกับคุณแม่หรือคนที่เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้เด็กรู้สึกอบอุ่นใจว่ามีคนคอยดูแลเขา ทำให้เขาหายกลัวหายกังวล และเมื่อเขารู้สึกเช่นนี้พออายุมากขึ้นเขาก็จะร้องไห้น้อยลงไปเรื่อย ๆ และทำให้เขาเป็นเด็กที่มีสุขภาพจิตดีไม่เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ หรือคนเลี้ยงจนเกินไป เพราะฉะนั้นการอุ้มเด็กในวัยนี้ยังไม่ทำให้เกิดอาการติดมือ “           เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนแรก […]

เริ่มต้นอย่างไรดี? ทำความเข้าใจก่อนเริ่มให้นมลูก การให้นมแม่เป็นช่วงเวลาสำคัญมาก เพราะน้ำนมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน พัฒนาสมอง และสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่ – ลูก แต่สำหรับ คุณแม่มือใหม่ สิ่งนี้อาจเต็มไปด้วยความกังวล เช่น ก่อนเริ่มปั๊มนมหรือให้นม ควรรู้พื้นฐานดังนี้: ✔ ร่างกายผลิตน้ำนมตาม “ความต้องการ”ยิ่งลูกดูดหรือแม่ปั๊มบ่อย → ยิ่งมีน้ำนมมา (หลักการ Supply & Demand) ✔ 3–5 วันแรกเป็น “น้ำนมเหลือง (Colostrum)”อุดมด้วยภูมิคุ้มกันและแอนติบอดีมากที่สุด ✔ ช่วงแรกอาจมีเจ็บหัวนม ตึงเต้า หรือกังวลเรื่องน้ำนมถือเป็นเรื่องปกติ และสามารถแก้ไขได้ เช่น คุณแม่มือใหม่ต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรบ้าง? (สำคัญมาก) ต่อไปนี้คือ “ชุดอุปกรณ์จำเป็น” ที่แนะนำให้มีตั้งแต่วันแรก: 1. เครื่องปั๊มนม (สำคัญที่สุด) ช่วยในการ 2. ถุงเก็บน้ำนม / ขวดเก็บน้ำนม 3. กรวยปั๊มนม “ต้องพอดี” 4. ผ้าคลุมให้นม / เสื้อปั๊มนม 5. […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event