6 เรื่องที่แม่ตั้งครรภ์ต้องระวัง

เดินทางมาเกินครึ่งทางแล้วขอคารวะให้กับความสตรองของแม่ๆ แต่ยิ่งใกล้วันครบกำหนดคลอดเท่าไหร่กลับยิ่งเครียดหนักกว่าเดิม แถมร่างกายของคุณแม่ช่วงนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงแบบเยอะมากๆ คุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลเรื่องท้องเล็ก ช่วง 6 เดือนนี่แหละค่ะ ที่ท้องของคุณแม่ๆ จะเริ่มใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมน้ำหนักก็ยังขึ้นพรวดๆ แบบก้าวกระโดด ช่วงนี้คุณแม่จะหิวเป็นพิเศษ แถมยังต้องทานอาหารเยอะขึ้นกว่าเดิมเพราะลูกน้อยของคุณแม่กำลังช่วยใช้พลังงาน

ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป คุณแม่อาจจะรู้สึกถึงอาการท้องแข็ง อาการท้องแข็งคือเวลาที่มดลูกของคุณแม่หดตัว ท้องของคุณแม่ก็จะแข็งนูนขึ้นมาค่ะ ซึ่งเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าไม่ได้เกิดแบบถี่ๆ ติดต่อกัน และเพราะความเปลี่ยนแปลงเยอะแยะเหล่านี้นี่แหละ ทำให้คุณแม่อาจจะต้องดูแลช่วงครึ่งหลังนี้เป็นพิเศษ เรามาดู 6 เรื่องที่คุณแม่ท้อง 6 เดือนต้องระวังกันค่ะ

1.ความเครียดไม่ใช่เรื่องดี

อันที่จริงเรื่องความเครียดก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังตั้งแต่ตั้งครรภ์แรกๆ แล้วเนอะ แต่อย่างที่บอกค่ะ ว่าช่วงนี้คุณแม่จะเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก อาจจะทำให้เกิดความเครียดไม่รู้ตัว เช่น คุณแม่บางคนอาจจะเป็นกังวลกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมาของตัวเอง หรือบางคนอาจจะมีอาการปวดชายโครงเพราะท้องที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการเครียดตามมา หากคุณแม่เกิดอาการเครียดมากๆ แล้ว จะส่งผลให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนและสารเคมี ซึ่งเจ้าสารเคมีตัวนี้จะส่งผลโดยตรงกับการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ คุณแม่ที่เครียดมักจะคลอดก่อนกำหนด แถมยังทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์อีกด้วย

2.ไม่ใช่เวลาของกิจกรรมผาดโผน

ด้วยขนาดท้องที่ใหญ่ขึ้น การทำกิจกรรมผาดโผนต่างๆ อาจเป็นการเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการกระแทกบริเวณหน้าท้อง ซึ่งเป็นอันตรายต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างยิ่งค่ะ แถมการที่คุณแม่เคลื่อนไหวตัวอย่างรวดเร็วหรือทำอะไรแบบปุปปับ ยังเป็นสาเหตุทำให้มดลูกเกิดการบีบรัดตัว เกิดอาการท้องแข็ง และถ้าเกิดคุณแม่มีอาการท้องแข็งบ่อยๆ เข้าล่ะก็ เสี่ยงคลอดก่อนกำหนดอยู่นะ

3. นอนท่าไหนก็ได้?

ปัญหาที่คุณแม่ต้องพบเมื่อมีอายุครรภ์มากขึ้นคือเรื่องของท่านอนค่ะ นอนท่านี้ก็ปวดหลัง นอนท่านั้นก็หายใจไม่สะดวก แถมยังนอนไม่หลับอีกต่างหาก พอคุณแม่ท้องใหญ่ขึ้น การนอนหงายก็อาจจะไม่โอเคซักเท่าไหร่ เพราะคุณแม่จะรู้สึกเหมือนมีอะไรกดทับตลอดเวลา เพราะงั้นท่านอนที่เราแนะนำคือการนอน “ตะแคงซ้าย” ค่ะ ทำไมต้องตะแคงซ้าย? เพราะว่าหลอดเลือดเส้นสำคัญของเราจะอยู่เยื้องไปทางขวาค่ะ ถ้านอนตะแคงขวา น้ำหนักก็อาจจะไปกดทับเจ้าหลอดเลือดเส้นนี้ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ค่อยสะดวก เพราะฉะนั้นการนอนตะแคงซ้ายจึงเป็นท่าที่ดีที่สุด เพราะจะเป็นการลดการกดทับหลอดเลือด ทำให้ลูกน้อยได้รับออกซิเจนและอาหารได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ คุณแม่อาจจะใช้หมอนรองระหว่างขาทั้งสองข้างเพื่อให้รู้สึกสบายเพิ่มขึ้นด้วยก็ได้นะคะ

4. รองเท้าส้นสูงหรอ…อย่าดีกว่า

คุณแม่บางคนติดใส่รองเท้าส้นสูง แต่เราขอแนะนำว่าช่วงนี้ใส่ส้นเตี้ยจะดีกว่า เพราะว่าการที่ท้องคุณแม่ใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้คุณแม่ทรงตัวได้ไม่ดีเท่าเดิม เสี่ยงต่อการล้มเป็นอย่างยิ่งเลย แถมการใส่ส้นสูงยังอาจทำให้คุณแม่เกิดอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขา เผลอๆ อาจลามมาถึงหลัง ดีไม่ดีอาจทำให้เกิดตะคริวอีกต่างหาก

5. อย่าลืมเฝ้าระวังสัญญาณอันตราย

ช่วงนี้คุณแม่ต้องคอยระวังสัญญาณต่างๆ เอาไว้ให้ดีเลยล่ะค่ะ สัญญาณอันตรายที่สำคัญที่สุดคือการมีเลือดออกที่ช่องคลอด การมีเลือดออกที่ช่องคลอดไม่ว่าจะช่วงไหนของการตั้งครรภ์ล้วนไม่ใช่เรื่องดี นอกจากนี้ก็จะเป็นพวกอาการท้องแข็งถี่ มีมูกหรือมูกเลือด มีน้ำไหลออกมาจากช่องคลอด ลูกไม่ดิ้น หรือปวดท้องแบบติดต่อกัน ถ้าพบอาการแบบนี้ โปรดอย่านิ่งดูดายนะคะ รีบไปให้ถึงมือคุณหมอโดยเร็วจะดีที่สุดค่ะ

6. เรากินน้ำตาลมากเกินไปมั้ยนะ?

ช่วงนี้คุณแม่จะรู้สึกหิวมากกว่าเดิม แต่ก็อย่าตามใจปากจนเกินไปนะคะ คุณแม่ท้องจะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานมากกว่าปกติ ซึ่งหากเราเป็นเบาหวานในช่วงท้องนี้เค้าจะเรียกว่า “เบาหวานระหว่างตั้งครรภ์” ค่ะ ซึ่งไม่ใช่โรคที่ติดตัวเราไปตลอดแต่จะเป็นแค่ช่วงที่เราท้องอยู่ เพราะช่วงที่ท้องเนี่ย ร่างกายเราจะไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอ ก็เลยทำให้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่าปกติ ละถ้ายิ่งคุณแม่ทานพวกแป้งหรือน้ำตาลเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานค่ะ ซึ่งเจ้าเบาหวานนี้ก็อันตรายอยู่นะ เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่น คลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะน้ำตาลในเลือดของทารกต่ำ (เพราะร่างกายของทารกผลิตอินซูลินออกมามากเกินไป) เป็นต้น

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่าน คงเริ่มรู้จักกับคาร์ซีทกันบ้างแล้ว ว่าเป็นอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับลูกน้อยในขณะเดินทาง แต่รู้หรือไม่ว่า คาร์ซีทที่ติดตั้งในรถยนต์แต่ละประเภทนั้น จะต้องติดตั้งตำแหน่งที่แตกต่างกัน เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อย บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปหาคำตอบกันว่า วิธีติดตั้งคาร์ซีท ตำแหน่งไหนปลอดภัยมากที่สุด วิธีติดตั้งคาร์ซีท มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี  วิธีติดตั้งคาร์ซีทที่ถูกต้องและปลอดภัย การติดตั้ง คาร์ซีท ที่ถูกต้องคือหัวใจสำคัญของความปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ การหันหน้าคาร์ซีท: สำหรับเด็กแรกเกิดถึง 2 ปี (หรือจนกว่าจะถึงน้ำหนักสูงสุดที่กำหนด) ต้องติดตั้งแบบหันหน้าเข้าหาเบาะรถเท่านั้น ตำแหน่งที่ควรติดตั้งคาร์ซีทมากที่สุด สำหรับประเทศไทย ตำแหน่งในรถยนต์ที่ควรติดตั้งคาร์ซีทมากที่สุดก็คือ “เบาะหลังฝั่งคนนั่ง” ด้วยเหตุผลดังนี้…  รถยนต์ SUV หรือ รถตู้ ติดตั้งคาร์ซีทเบาะไหนดี  ติดตั้งคาร์ซีทที่รถตู้ ส่วนใหญ่แล้วรถที่มีนั่งมากกว่า 2 ตอน ควรจะติดตั้งคาร์ซีทที่เบาะแถวสุดท้ายของตัวรถ แต่ก็จะมีข้อควรระวังในเรื่องของการติดตั้ง เช่น ควรจะขยับเบาะให้ห่างจากประตูหลัง เพื่อให้มีระยะห่างกับประตูพอสมควร เพื่อเป็นการเซฟตี้ลูกน้อยให้ปลอดภัยมากที่สุด  Alphard ติดตั้งคาร์ซีทได้ไหม ติดตั้งเบาะไหนดี  ติดตั้งคาร์ซีทที่รถ Toyota Alphard ควรจะติดตั้งที่เบาะแถวแรก หรือ […]

คุณพ่อคุณแม่ที่กำลังมองหา โรงเรียนอนุบาลในฝัน ที่เหมาะสมให้กับลูกน้อยอยู่ เราเลยมีตัวเลือกโรงเรียนต่าง ๆ ที่อยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลมาฝากกัน หลักสูตรจะน่าสนใจแค่ไหน และโดนใจคุณแม่กันบ้างหรือเปล่า มาดูกันเลยค่ะ โรงเรียนอนุบาลในฝัน มีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย 1. โรงเรียนรุ่งอรุณ โรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่สีเขียวประมาณ 50 ไร่ โดดเด่นด้านให้นักเรียนเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม เน้นความเป็นธรรมชาติเป็นพื้นฐาน เพื่อพัฒนาเด็ก ๆ ในแบบองค์รวมทั้งกาย ใจ สติปัญญา และสังคม เน้นลงมือทำจนเข้าถึงคุณค่าที่แท้จริงของทุกสิ่งที่เรียนรู้ สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้อย่างสร้างสรรค์  มีจินตนาการ และโรงเรียนนี้ยังไม่มียูนิฟอร์ม เด็ก ๆ สามารถแต่งกายไปเรียนได้ตามความเหมาะสม ยกเว้นในวันกิจกรรมต่าง ๆ เริ่มรับเข้าเรียน : ภาคเรียนที่ 2  เปิดเรียน เดือนกันยายน – ธันวาคม  และภาคเรียนที่ 3  เปิดเรียน เดือนมกราคม – เมษายน ข้อมูลติดต่อ : https://www.roong-aroon.ac.th  เบอร์โทรศัพท์  : 0 2870 7512 – […]

การใช้ชีวิตของคุณแม่ทุกคนจะเปลี่ยนไปแน่นอนเมื่อเริ่มตั้งท้อง เพราะฮอร์โมนในร่างกายของเราเปลี่ยนไป ทำให้ทั้งร่างกาย สุขภาพ และอารมณ์ของเราไม่เหมือนเดิม คุณแม่ที่ตั้งท้องมาถึงไตรมาส 2 จะต้องเจอกับปัญหาสุขภาพอะไรกันบ้าง เราไปดูกันค่ะ 1. ตะคริว ขอบอกเลยค่ะ ว่าอาการตะคริวนี่ถือว่าเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยของแม่ท้องเลยทีเดียว เพราะมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดทับบริเวณเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีพอ โดยอาการนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืน ในช่วงที่คุณแม่นอนราบนั่นเอง 2. ตกขาว อาการตกขาวก็เป็นอาการหนึ่งที่คุณแม่ต้องเจอเช่นเดียวค่ะ ถ้าตกขาวเป็นสีขาวปกติก็เป็นเรื่องทั่วไปนะ ไม่ได้มีปัญหาหรือน่าห่วงอะไร แต่เมื่อใดที่ตกขาวมีสีเปลี่ยนไป หรือมีกลิ่นเหม็นแล้วล่ะก็ คุณแม่จะต้องรีบไปพบคุณหมอนะคะ เพราะนั่นอาจจะเป็นสัญญาณว่าคุณแม่กำลังติดเชื้อทางช่องคลอดค่ะ 3. ฟันผุและปัญหาทางช่องปาก แม่ท้องจะต้องการแคลเซียมมากกว่าปกติ เพราะจะต้องแบ่งกับลูกน้อยด้วย และคุณแม่ที่รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะพบกับปัญหาฟันผุ เนื่องจากโดนลูกแบ่งแคลเซียมไปนั่นเองค่ะ ส่วนสำหรับปัญหาทางช่องปากนั้น คุณแม่ส่วนใหญ่จะพบกับปัญหาเลือดออกตามไรฟันค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่ควรจะไปพบทันตแพทย์เป็นประจำนะคะ 4. เลือดกำเดา ฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปนำไปสู่ปัญหาในโพรงจมูกของคุณแม่ค่ะ เพราะฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ร่างกายของคุณแม่ผลิตเลือดเพิ่มขึ้นไปด้วย เส้นเลือดฝอยภายในจมูกจึงบวมและแตกออกมาได้ง่าย เพราะอย่างนั้นถ้าคุณแม่รู้สึกระคายเคืองในจมูก ขอแนะนำให้คุณแม่ใช้น้ำเกลือที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปล้างจมูกนะคะ และห้ามใช้ของแข็งแหย่เข้าไปในโพรงจมูกโดยเด็ดขาดเลยค่ะ 5. ผิวแตกลาย เนื่องจากท้องที่ใหญ่ขึ้น ผิวของคุณแม่จึงแตกเป็นลายทางค่ะ โดยผิวที่แตกลายนี้เราสามารถหาครีมมาทาเพื่อบรรเทาได้นะคะ แต่ในคุณแม่บางคนอาจจะเจออาการคันร่วมด้วย ซึ่งถ้าคุณแม่เผลอเกาแล้วนั้น ก็อาจจะทำให้เกิดบาดแผลและนำไปสู่การติดเชื้อได้ค่ะ 6. เส้นเลือดขอด น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น […]

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คุณนานาอยากฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้คาร์ซีท ในทุกครั้งที่เดินทาง ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทเสมอ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขอปรบมือให้กับคุณนานาและคุณเวย์ ที่เป็นครอบครัวตัวอย่าง ฝึกให้น้องบีน่าและน้องบรู๊คลีน มีวินัยในการนั่งคาร์ซีททุกครั้งที่อยู่บนรถ คาร์ซีท หรือเบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก ช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ การใช้ คาร์ซีท จะช่วยรองรับศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ที่ยังไม่แข็งแรงของเด็กเล็ก ช่วยไม่ให้สมองและไขสันหลังถูกทำลายจากการกระแทกในขณะเกิดอุบัติเหตุ และสิ่งสำคัญควรติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้อง ให้ลูกคาดเข็มขัดนิรภัยที่ตัวคาร์ซีทด้วยทุกครั้ง และปรับสายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่ให้ลูกอึดอัดและไม่หลวมเกินไป เพราะถ้าหลวมเกินไป เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงและไม่คาดฝัน ก็อาจทำให้เด็กหลุดออกจากคาร์ซีท และหลุดออกนอกตัวรถไปจนเป้นอันตรายถึงชีวิต ครอบครัวตัวอย่างเดินทางอย่างปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่คาดเบลล์ ลูกๆนั่งคาร์ซีท ว้าว เยี่ยมไปเลย !!! น้องบีน่าและน้องบรู๊คลิน เดินทางอย่างปลอดภัยและหลับสบ๊ายสบายด้วยค่ะ

การเริ่มต้นบทบาทคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มักมาพร้อมกับคำถามมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของใช้ชิ้นเล็ก ๆ อย่างจุกหลอกที่หลายบ้านลังเลว่าจำเป็นต้องใช้หรือไม่ การเลือกใช้จุกหลอกอย่างถูกวิธีและปลอดภัยจะช่วยให้การเลี้ยงลูกราบรื่นขึ้น บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมเพื่อให้คุณตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เจ้าตัวน้อยอย่างมั่นใจ จุกหลอกคืออะไร ทำไมถึงเป็นตัวช่วยสำคัญของคุณแม่ จุกหลอก คืออุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเลียนแบบหัวนมแม่ ผลิตจากวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอย่างยางหรือซิลิโคน เพื่อตอบสนองสัญชาตญาณการดูดตามธรรมชาติของทารก ซึ่งพฤติกรรมนี้มีมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ การใช้จุกหลอกจึงเปรียบเสมือนตัวช่วยที่สร้างความรู้สึกอุ่นใจ ผ่อนคลาย และเป็นเครื่องมือในการเบี่ยงเบนความสนใจได้ดีเยี่ยมในยามที่เจ้าตัวน้อยร้องงอแง เจาะลึกข้อดีของจุกหลอก ที่ช่วยให้ลูกน้อยผ่อนคลาย การเลือกใช้จุกหลอกไม่ได้มีดีแค่ช่วยให้ลูกหยุดร้องเท่านั้น แต่ยังมีประโยชน์ในด้านสรีรวิทยาและอารมณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้ ช่วยให้ลูกอารมณ์ดีและนอนหลับได้ยาวนานยิ่งขึ้น การดูดจุกหลอกช่วยกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารแห่งความสุข ทำให้ทารกฝึกควบคุมอารมณ์และสงบลงได้ง่าย เมื่อลูกรู้สึกผ่อนคลายจะส่งผลให้การนอนหลับมีประสิทธิภาพมากขึ้น หลับสนิทได้นานขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายผลิตโกรทฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมและเสริมสร้างพัฒนาการด้านต่าง ๆ ให้เติบโตสมวัยอย่างแข็งแรง ลดความเสี่ยงโรคไหลตายในทารกและป้องกันการดูดนิ้ว ผลการศึกษาพบว่าการใช้จุกหลอกขณะนอนหลับช่วยลดความเสี่ยงโรค SIDS หรือโรคไหลตายในทารกได้ เนื่องจากช่วยให้ทางเดินหายใจเปิดโล่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้ลูกดูดนิ้วมือ เพราะการฝึกให้เลิกใช้จุกหลอกนั้นทำได้ง่ายกว่าพฤติกรรมการติดดูดนิ้วที่จะส่งผลเสียต่อรูปฟันในระยะยาว ข้อควรระวังและวิธีใช้จุกหลอก เพื่อให้การใช้จุกหลอกเกิดประโยชน์สูงสุดและไม่ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการ คุณพ่อคุณแม่ควรปฏิบัติตามแนวทางดังนี้ วิธีเลือกซื้อจุกหลอกคุณภาพสูงเพื่อสรีระของลูกรัก การเลือกจุกหลอกไม่ใช่แค่รุ่นไหนก็ได้ แต่ต้องคำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัยของวัสดุที่ต้องสัมผัสกับช่องปากของลูกโดยตรง เลือกขนาดที่เหมาะสมและวัสดุซิลิโคนระดับ Food Grade คุณแม่ควรเลือกจุกหลอกตามไซซ์ที่ระบุตามช่วงอายุ เพื่อให้เข้ากับรูปปากและเพดานเหงือกของลูก ที่สำคัญวัสดุต้องผลิตจากซิลิโคนระดับ Food Grade ที่มีความนุ่มนวล ยืดหยุ่นสูง และต้องปราศจากสาร BPA (BPA Free) […]

ใครๆ ก็รู้ว่าน้ำนมแม่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อยมากแค่ไหน แต่น้ำนมของคุณแม่แต่ละคนไม่ได้มีเยอะเท่ากันใช่มั้ยหล่ะคะ บางคนก็เยอะ บางคนก็น้อย บางคนก็ไม่มี ดังนั้นการกระตุ้นน้ำนมอย่างถูกวิธีมีความสำคัญอย่างมากต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งเป็นวิธีการเลี้ยงดูที่ดีที่สุดสำหรับทารกในช่วงแรกเกิด และในบทความนี้ BabyGift จะพาคุณแม่ไปรู้จักกับวิธีกระตุ้นน้ำนมกันค่ะว่าจะมีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยแม่ๆ ที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมได้บ้าง แชร์วิธีกระตุ้นน้ำนมแม่ ทำยังไงให้คุณแม่มีน้ำนมเพียงพอ ส่งต่อสุขภาพดีๆ ให้ลูก  การกระตุ้นน้ำนมแม่มีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของทารก เพราะน้ำนมแม่เป็นอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกในช่วง 6 เดือนแรก ซึ่งจะช่วยให้ทารกได้รับสารอาหารครบถ้วน เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายทารกเจริญเติบโตอย่างเต็มที่และแข็งแรง แถมยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์แม่ลูกให้แน่นแฟ้น เพราะในขณะที่แม่ให้นมลูก จะเกิดการหลั่งฮอร์โมนความรักและผูกพันกัน ช่วยเสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่น ความปลอดภัยให้แก่ทารกค่ะ เอาหล่ะค่ะ แล้ววิธีกระตุ้นน้ำนมแม่มีอะไรบ้าง เรามาดูกันต่อเลยค่ะ วิธีกระตุ้นน้ำนมแม่ มีอะไรบ้าง ?  มีหลายวิธีในการกระตุ้นการไหลของน้ำนมแม่ค่ะ เป็นวิธีง่ายๆ ที่ทำได้จริง ซึ่งการทำตามวิธีเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้อย่างเต็มที่ มาดูกันค่ะ  1. การดื่มน้ำ : และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : วิธีง่ายๆ แต่ส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของน้ำนมแม่ คุณแม่ลองใส่ใจในการกินอาหารให้มากขึ้น เช่น ถั่วงอก ข้าวกล้อง น้ำผลไม้ กระเจี๊ยบเขียว […]

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
BabyGift Care
News & Event