แชร์ 10 วิธีรับมือ ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นนอกบ้าน

หลายครั้งที่เห็น ลูกร้องไห้ ชอบโวยวายเวลาถูกขัดใจในที่สาธารณะ บางครั้งถึงกับลงไปนอนดิ้นบนพื้นกันเลย ถือเป็นเรื่องน่าหนักใจไม่น้อยสำหรับผู้ปกครอง เรียกว่าเป็นพฤติกรรมของเด็ก ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่หลายท่านไม่อยากให้เกิดขึ้นกับลูกตัวเองอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรจะทำความทำเข้าใจในวัยของลูกก่อน ซึ่งการเตรียมพร้อมรับมือและฝึกลูกสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้าง EQ ให้ลูกได้ ให้ลูกได้รู้จักอารมณ์ของตนเอง และฝึกควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้

ลูกร้องไห้ ดิ้นบนพื้นในที่สาธารณะ จะแก้ไขอย่างไรดี

เด็กวัยไหน ร้องไห้อาละวาดบ่อยที่สุด

ลูกร้องไห้ อาละวาดในเด็ก จะพบได้ตั้งแต่อายุ 12 – 18 เดือน แต่ส่วนใหญ่จะพบบ่อยในช่วงอายุ 2 – 3 ปี ซึ่งมีสถิติพบว่า เด็กประมาณ 50-80% จะมีการร้องอาละวาดอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง และจะค่อย ๆ ลดลงเมื่ออายุ 4 ปี ซึ่งส่วนใหญ่การร้องอาละวาดของเด็กมักจะใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที

สาเหตุ ลูกร้องไห้ อาละวาดดิ้นบนพื้น

  • เด็กเริ่มมีพัฒนาการด้านอารมณ์

เป็นพัฒนาการปกติที่เด็กเริ่มมีความรู้สึกอยากเป็นตัวของตัวเอง (Autonomy) แต่วัย 1 – 3 ปี จะยังไม่สามารถแสดงความต้องการของตนเองได้ดีนัก ไม่รู้ว่าจะแสดงอารมณ์อย่างไร แบบไหน ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ เมื่อเวลาที่ถูกขัดใจ ไม่พอใจ โกรธและเสียใจ เกิดความคับข้องใจ ก็จะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ จึงมักแสดงออกมาในรูปของการกรีดร้อง ร้องไห้ไปกรี๊ดไป นอนชักดิ้นชักงอกับพื้น กระทืบเท้าไม่พอใจ ฟาดแขนขา ทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่น เป็นต้น

  • เกิดจากการเลี้ยงดูแบบตามใจมากเกินไป

ลูกร้องไห้โวยวายอยากได้อะไร ก็รีบให้ทันที เพราะทนเห็นลูกร้องไห้ไม่ได้ ซึ่งการทำแบบนี้ ลูกก็จะเรียนรู้ว่าการที่เขาอาละวาดเสียงดัง เขาก็จะได้ดั่งใจเสมอ ทำให้ลูกเอาแต่ใจมากขึ้น หรือบางครั้งคุณพ่อคุณแม่ครั้งนึกจะเข้มงวด ก็ใช้วิธีลงโทษที่รุนแรงเกินไป ทั้ง ตำหนิเสียงดัง ดุด่าด้วยถ้อยคำรุนแรง ก็เป็นอีกสาเหตุทำให้ลูกหงุดหงิดไม่พอใจได้ง่าย

  • ลูกมีพื้นอารมณ์แบบเด็กเลี้ยงยาก (Difficult temperament)

ลูกมีจังหวะการนอน การกิน หรือการขับถ่ายไม่เป็นเวลา ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงยาก อารมณ์หงุดหงิดง่าย มีความอดทนต่ำ ความรู้สึกไวต่อสิ่งเร้าทางร่างกาย อารมณ์และความรู้สึก ทำให้ร้องอาละวาดได้ง่าย  ยิ่งหากพ่อแม่ตอบสนองต่อความต้องการไม่ถูกต้องเหมาะสม ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ลูกมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

  • ลูกมีปัญหาสุขภาพและพัฒนาการ

เช่น ออทิสติก สมาธิสั้น มีปัญหาสายตาหรือการได้ยิน มีพัฒนาการภาษาล่าช้า จึงทำให้สื่อสารในสิ่งที่ต้องการไม่ได้ จึงแสดงด้วยอาการร้องอาละวาดได้ง่าย

10 วิธีรับมือ เมื่อลูกงอแงร้องไห้ดิ้นบนพื้น

  1. อุ้มลูกขึ้น จับให้เขาหยุด หากเห็นว่าลูกร้องไห้มีอาการรุนแรงถึงขั้นขว้างปาสิ่งของ หรืออาจได้รับอุบัติเหตุ ให้คุณพ่อคุณแม่รีบเข้าไปรวบตัว อุ้มจับให้เค้าหยุดทันที แล้วค่อย ๆ พูดกับลูกว่า ไปกันลูก หนูทำแบบนี้ไม่ได้นะ ห้ามทำลายข้าวของ แม่รู้ว่าหนูโกรธ แต่ทำไม่ได้
  2. นิ่งเฉย ใช้ความสงบสยบอารมณ์ลูก หากอยู่ที่สาธารณะกลางห้างหรือตลาด ให้จับลูกออกมาห่างจากสินค้า หรือคนอื่นจะได้ไม่รบกวนคนอื่น และปล่อยให้ลูกดิ้นไป ไม่ต้องสนใจ เดินหนีออกมา บอกลูกว่าแม่จะไปก่อนหากหนูไม่เงียบ แล้วรอให้เค้าสงบสติอารมณ์ก่อน แล้วค่อยเดินเข้าไปหาลูก

  1. ปลอบด้วยการกอด พูดด้วยเหตุผล ว่าพ่อแม่เข้าใจลูกรู้ว่าหนูไม่พอใจ แต่ให้ไม่ได้ หนูทำไม่ได้ เพราะเด็กบางคนแค่ต้องการความสนใจ ให้รู้ว่าเขาไม่พอใจหรือเสียใจ ฉะนั้นแค่การกอดลูกเบา ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ลูกเป็นอะไร ลูกเจ็บตรงไหนรึเปล่า เป็นการดึงสติให้ลูกสงบและว่าพ่อแม่ใส่ใจ ลูกจะค่อย ๆ รู้สึกถึงสัมผัสที่นุ่มนวลอบอุ่นจากพ่อแม่ทำให้ ความโกรธ โมโห น้อยใจต่าง ๆ จะลดลง
  2. ไม่ตำหนิ ลงโทษ ตี ดุว่า ตะคอก หรือหงุดหงิดใส่  เพราะจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอยากเอาชนะ และการใช้กำลังจะทำให้ทำลูกรู้สึกกดดัน เกิดการต่อต้านหนักมากยิ่งขึ้น  ดังนั้นจึงไม่ควรใช้ความรุนแรง ไม่ลงโทษเมื่อลูกร้องอาละวาด

5. ดึงดูดความสนใจลูกด้วยสิ่งอื่น เวลาที่ลูกร้องไห้บนพื้น คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจในช่วงแรกโดยเฉพาะเด็กเล็ก เช่น “ไม่ร้องนะคะคนเก่ง อุ้ย..ไปดูปลาตรงโน้นกันดีกว่า”  “ดูสิตรงนั้นมีแมวเหมียว ไปดูกันนะจ๊ะ”  หรือ ลองหาของเล่นเด็กดึงดูดความสนใจ เช่น HUILE TOYS พวงมาลัยรถ Happy Mini Steering WheelHUILE TOYS ชุดกระเป๋าแต่งหน้า Princess Suitcase หรือ Prince&Princess กล้องถ่ายรูป ของเล่นเด็ก รุ่น Instant Polaroid ซึ่งเป็นของเล่นที่ดึงดูดความสนใจได้ดี ปรับเปลี่ยนการเล่นได้หลากหลาย ให้เด็ก ๆ ไม่เบื่อง่าย ๆ

  1. ใช้วิธีแยกลูก หากลูกโตขึ้นมาอยู่ในวัยอนุบาลขึ้นไป เวลาร้องดิ้นอาละวาด อาจใช้วิธีแยกให้ลูกอยู่คนเดียว (time-out) และเก็บสิ่งของที่อาจเป็นอันตรายให้พ้นมือเด็ก เพื่อให้ลูกได้สงบสติอารมณ์ก่อนพูดคุยกัน
  2. หากลูกทำร้ายตนเอง ทำร้ายผู้อื่นหรือทำลายข้าวของ ให้จับลูกออกมาจากบริเวณนั้น กอดหรือจับมือลูกไว้จนกว่าเด็กจะสงบ
  3. เมื่อลูกสงบแล้วให้เข้าไปคุยกับตามปกติ ถึงสิ่งเกิดขึ้นและวิธีการแก้ไข พูดด้วยเหตุและผลและแสดงความเข้าใจ ว่าแม่รู้ว่าหนูอยากได้ หนูโกรธแต่อันนี้เรามีแล้ว เราไม่ซื้อแล้ว หรือให้ลูกรู้จักรอ เช่น เอาไว้วันเกิดค่อยซื้อใหม่ เพื่อสอนให้เค้า ความอดทน รู้จักรอ  ซึ่งช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าสอนบ่อย ๆ ลูกก็จะรู้ได้เอง เป็นการฝึกให้ลูกมี EQ คือ ความฉลาดทางด้านอารมณ์ รู้อารมณ์ของตนเอง สามารถควบคุมหรือระงับอารมณ์ของตนเองได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ
  4. สังเกตและดูแลความปลอดภัยให้ลูก พ่อแม่ต้องตรวจสอบสถานที่โดยรอบว่าปลอดภัยหรือไม่ในขณะที่ลูกร้องดิ้นบนพื้น เช่น ไม่มีสิ่งของแตกหัก ไม่มีของใช้ที่จะตกหล่นลงมาทำอันตราย ลูกไม่ทำร้ายใคร หรือขว้างปาข้าวของ เพราะหากมีสิ่งที่เป็นอันตรายหรือเสี่ยงต่ออุบัติเหตุควรรีบหยุดลูก และอุ้มพาลูกออกไปทันที ไม่ต้องรอปลอบโยน หรือปล่อยให้ลูกสงบเอง แม้ลูกจะร้องอยู่ก็ตาม

วิธีสอนและป้องกันไม่ให้ลูกแสดงพฤติกรรมร้องไห้ดิ้นบนพื้น

  1. กำหนดกฎกติกาให้เหมาะสมกับอายุลูก โดยทำข้อตกลง กำหนดขอบเขตของสิ่งที่ลูกทำได้หรือทำไม่ได้ให้ชัดเจน และต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดนั้นอย่างสม่ำเสมอ หรืออาจจะสัญญากับลูกก่อนว่า ถ้าลูกอยากไปด้วย ห้ามงอแง ห้ามโวยวาย ไม่อย่างนั้นแม่จะไม่พาไปข้างนอกอีก สอนให้เขารักษาสัญญา
  2. เตือนล่วงหน้า เปิดโอกาสให้ลูก เช่น เตือนล่วงหน้า  ว่าอีก 10 นาที เรามาเก็บของเล่นกันแล้วไปทานข้าวนะจ๊ะ ซึ่งการให้ลูกเลิกกิจกรรมที่สนใจ ให้เลิกเล่น ถ้าให้เลิกเลยตอนนั้น อาจกระตุ้นให้ลูกไม่พอใจ จึงควรเตือนลูกล่วงหน้าหรือให้ทางเลือกก่อนจะให้เขาเลิกทำกิจกรรมนั้น
  3. สอนลูกให้ใช้คำพูดแสดงความรู้สึก เช่น “หนูโกรธแล้วนะ” หรือตั้งคำถามว่า “ทำไมหนูถึงซื้อของเล่นนี้ไม่ได้”เพื่อให้ลูกรู้จักวิธีการแสดงออกทางอารมณ์ บอกอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นให้พ่อแม่เข้าใจ โดยไม่ใช้วิธีแสดงอารมณ์ทางร่างกายหรือใช้ความรุนแรง
  4. หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกหงุดหงิดง่าย เช่น การทำกิจกรรมที่เกินสามารถตามวัย ของลูก เพราะลูกอาจจะยังทำไม่ได้ หรือควรให้เวลาลูกในการช่วยเหลือตัวเองหรือเริ่มทำสิ่งใหม่ ๆ เพื่อไม่ให้ลูกหงุดหงิดที่ตัวเองทำไม่ได้ทันที แต่หากลูกเริ่มหงุดหงิดควรพยายามเบี่ยงเบนความสนใจ หรือบอกลูกว่าเอาไว้ลองทำใหม่ในครั้งหน้าแทน
  5. เป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก ไม่พูดหรือแสดงพฤติกรรมที่รุนแรง เพราะลูกจะเลียนแบบได้ และควรแสดงออกถึงสิ่งดี ๆ เป็นตัวอย่างให้ลูก เช่น “พ่อขอโทษนะครับที่ทำให้ลูกรอ” “ขอบคุณนะคะที่ให้ของเล่นแม่” เป็นต้น เพื่อให้ลูกซึมซับการแสดงออกที่เหมาะสมได้

แต่ถ้าหากพยายามสอนและลองทำทุกวิธีแล้ว แต่ลูกยังไม่เชื่อฟัง ยังอาละวาดเป็นประจำ อาจลองพาลูกไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่นโดยเฉพาะ เพื่อหาวิธีการที่เหมาะสมกับลูก เพื่อให้ลูกมีความฉลาดทางอารมณ์มากขึ้น

ขอบคุณข้อมูลจาก  สถาบันราชานุกูล และ โรงพยาบาลสินแพทย์

สินค้าที่เกี่ยวข้อง

คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00
คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

7,700.00

บทความแนะนำ

วันกำหนดคลอดเริ่มใกล้เข้ามาทุกที เบบี้กิ๊ฟมั่นใจว่าคุณแม่หลาย ๆ ท่าน ต้องมีแอบเล็งของใช้ทารกไว้ให้ลูกน้อยตั้งแต่วันแรกที่เริ่มรู้เพศกันแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ ซึ่งการเตรียมของใช้ทารกไว้ล่วงหน้าก็เป็นเรื่องปกติที่สามารถทำได้ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความเชื่อต่าง ๆ อีกต่อไป แถมยังมีข้อดีคือทำให้มีเวลาให้คิด เลือกซื้อ เปรียบเทียบคุณภาพต่าง ๆ ได้ และยังช่วยให้คุณพ่อคุณแม่มีเวลาในการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อโรค ก่อนลูกน้อยต้องสัมผัสอีกด้วย BabyGift เข้าใจแม่ว่าของใช้ทารกมีมากมายเหลือเกินในปัจจุบัน เราจึงรวบรวมผลิตภัณฑ์ของใช้ทารกที่จะต้องเตรียมให้พร้อมก่อนคลอดมาให้เลือก ซึ่งแบ่งตามหมวดหมู่ไว้ให้ดังนี้ค่ะ หมวดให้นม การทานนมถือเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับทารกในช่วงวัยแรกเกิด โดยเฉพาะช่วง 6 เดือนแรก ที่ทารกไม่สามารถกินอย่างอื่นได้นอกจากนม การเตรียมอุปกรณ์เกี่ยวกับการทานนม จึงสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง และโดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทานนมนั้น เป็นจุดที่ลูกได้รับสัมผัสเข้าไปโดยตรง จึงควรพิจารณาเลือกวัตดุ อุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน ทนต่อความร้อน และสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ เครื่องปั๊มนม ตัวช่วยกระตุ้นให้คุณแม่มีน้ำนมอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้เก็บน้ำนมของคุณแม่ไว้ให้ลูกน้อยทานได้เรื่อย ๆ การปั๊มนมตามรอบนอกจากจะให้คุณแม่มีน้ำนมในปริมาณที่พอเพียงแล้ว ยังช่วยลดอาการเจ็บปวดเต้านมได้อีกด้วย โดยเครื่องปั๊มนมมีหลากหลายรูปแบบมาก ทั้งแบบปั๊มนมไฟฟ้า หรือปั๊มมือ แบบปั๊มเดี่ยว หรือปั๊มคู่ และแต่ละเครื่องยังมีฟังก์ชั่นที่แตกต่างไปอีก ทั้งระบบการปรับแรงดูด รอบดูด ปั่นจี๊ด นวดกระตุ้น เคลียร์เต้า ต่างๆ […]

เมื่อต้องเดินทางหรือท่องเที่ยวพร้อมกับลูกวัยเบบี๋ อาจทำให้คุณแม่หลายๆ บ้านกังวลใจในการ พาลูกขึ้นเครื่อง ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพอนามัยความปลอดภัย ลูกน้อยจะเดินทางไหวไหม? ต้องเตรียมของใช้อะไรไปบ้าง? ลูกเดินทางได้อายุเท่าไร? มีอะไรที่เอาขึ้นเครื่องบินไปได้หรือไม่ได้บ้าง?  จะนั่งตรงไหนให้ปลอดภัยเลี้ยงลูกได้สะดวก? ลูกหิวหรือร้องงอแงจะทำอย่างไรได้บ้างนะ? ทุกเรื่องที่คุณแม่กังวลใจจัดการได้ไม่ยาก แค่เพียงทำตามข้อมูลและคำแนะนำเหล่านี้ค่ะ 4 เรื่องต้องรู้ก่อน พาลูกขึ้นเครื่องบิน เมื่อคุณแม่รู้ว่าจะต้องเพินทางพร้อมลูกวัยเบบี๋ สิ่งแรกที่ต้องทำคือการหาข้อมูล สอบถามกฎและรายละเอียดจากสายการบิน และวางแผนการเดินทางและอุปกรณ์ของใช้ให้ครบถ้วน อาทิ » หาข้อมูลก่อนเดินทาง ตรวจสอบกับสายการบิน ว่าอายุเด็กทารกที่เดินทางได้คือเท่าไร เพราะแต่ละสายการบินอาจมีข้อกำหนดที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งตามความจริงและพัฒนาการของเบบี๋แล้ว ควรให้ลูกอายุประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปจึงเดินทางได้เพื่อสุขภาพ สุขอนามัยและความปลอดภัย แต่หากมีความจำเป็นก็สามารถพาลูกเล็กขึ้นเครื่องบินได้ โดยบางสายการบินเด็กทารกที่เดินทางได้ต้องอายุไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือบางสายการบินอาจให้ทารกอายุตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป  หรืออาจอนุญาตให้อายุน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์ สอบถามหาข้อมูลเรื่องการจองตั๋ว การเลือกที่นั่ง และค่าโดยสารสำหรับเด็กเล็ก  แจ้งสายการบินล่วงหน้า สอบถามเรื่องเอกสารที่ต้องใช้สำหรับเด็ก   ศึกษาข้อบังคับและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ บนเครื่องบิน สอบถามหรือหาข้อมูลข้อกำหนดต่างๆ ในการขึ้นเครื่องบิน ว่าสามารถนำอุปกรณ์ของใช้อะไรบ้าง ที่ขึ้นเครื่องบินเพื่อดูแลลูกทารกระหว่างการเดินทางได้ เช่น » เตรียมพร้อมอุปกรณ์ของใช้ในการเดินทางให้ลูกทารก รถเข็นเด็ก […]

การนับอายุครรภ์คือหนึ่งในเรื่องที่สร้างความสับสนให้คุณแม่มือใหม่หลายคน และมักจะถูกถามบ่อย ๆ ว่า “ตอนนี้ท้องกี่เดือนแล้ว?” “อายุครรภ์เท่าไหร่?” ซึ่งบางครั้งคุณแม่เองก็อาจจะยังไม่แน่ใจนัก การทราบอายุครรภ์ที่แม่นยำจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่เพื่อตอบคำถาม แต่ยังเพื่อความปลอดภัยและพัฒนาการที่ดีของลูกน้อยในครรภ์นั่นเอง วันนี้ BabyGift จะพาคุณแม่มาไขข้อสงสัยและเรียนรู้วิธีการนับอายุครรภ์ให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุดกัน การนับอายุครรภ์สำคัญอย่างไร การนับอายุครรภ์ที่ถูกต้องและแม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพทั้งของคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ เพราะจะช่วยให้แพทย์สามารถประเมินพัฒนาการของทารกได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสัปดาห์ รวมถึงวางแผนการตรวจครรภ์และติดตามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งจะนำไปสู่การดูแลที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ประโยชน์ของการนับอายุครรภ์ การนับอายุครรภ์มีประโยชน์หลายอย่างที่คุณแม่ควรรู้ ประการแรกคือช่วยให้แพทย์ประเมินพัฒนาการของทารกในครรภ์ได้ตรงตามช่วงอายุจริง เช่น ขนาดของทารก หรือการเต้นของหัวใจ ประการที่สองคือช่วยกำหนดวันคลอดที่คาดการณ์ไว้ (EDC) ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการเตรียมความพร้อมเรื่องของใช้ต่าง ๆ เช่น ของเตรียมคลอด ของใช้ลูกแรกเกิด อุปกรณ์แม่และเด็กมีอะไรบ้าง หรือการวางแผนการลาคลอด ประการที่สามคือใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทางการแพทย์ เช่น การให้ยา หรือการทำหัตถการต่าง ๆ อย่างปลอดภัย 6 วิธีนับอายุครรภ์ที่ทำได้ด้วยตัวเอง การนับอายุครรภ์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด คุณแม่สามารถเริ่มต้นคำนวณได้ด้วยตัวเองหลากหลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป 1. นับอายุครรภ์ที่นับตามวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย วิธีนี้เป็นวิธีพื้นฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับคุณแม่ที่จำวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายได้แม่นยำ โดยสูตินรีแพทย์จะเริ่มนับอายุครรภ์จากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้ายที่มา (LMP) และใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์ ซึ่งปกติแล้วการตั้งครรภ์จะครบกำหนดที่ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งสุดท้าย และสามารถนำไปคำนวณวันคลอดที่คาดไว้ได้อย่างแม่นยำ […]

คุณแม่หลาย ๆ ท่านคงเคยดูคลิปทารกน้อยใส่ห่วงลอยน้ำ ฝึกน้ำดำ และฝึกลอยตัวอยู่ในน้ำกันใช่ไหมคะ เป็นคลิปที่น่าเอ็นดูมากเลย และหากลูกรักของเราได้ลองทำดูบ้างคงน่ารักมากแน่นอน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าจะให้ลูกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้ตอนไหน ใช้อุปกรณ์อะไร ปลอดภัยแค่ไหน แล้วจะเลือกโรงเรียนว่ายน้ำแบบไหนให้ลูกดี เรามีคำตอบมาฝากกันค่ะ ลูกทารกเริ่มเรียนว่ายน้ำได้เมื่อไร?  เด็กทารกสามารถเรียนว่ายน้ำได้ตั้งแต่อายุ 3-4 เดือนขึ้นไป โดยให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าร่างกายของลูกพร้อมแค่ไหน ให้ลองเริ่มใช้ห่วงยางสวมศีรษะของลูกเพื่อช่วยพยุงตัวในน้ำ เมื่อปล่อยลูกลงสระน้ำแล้วลูกสามารถลอยตัวได้โดยไม่กลัวน้ำเลย การฝึกแบบนี้ก่อนจะช่วยให้ลูกมีความเคยชินกับน้ำ ไม่กลัวน้ำ และเพื่อในอนาคตจะได้หัดว่ายน้ำได้อย่างสบาย หรือจะเริ่มฝึกหรือเรียนว่ายน้ำในช่วงวัย 1 ขวบขึ้นไป ก็เป็นวัยที่เหมาะสมที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ลูกมีพัฒนาการด้านภาษาดีขึ้น เข้าใจภาษาที่ผู้ใหญ่หรือพ่อแม่สื่อสาร เริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวแขนขาได้ดีขึ้นมากแล้ว สระน้ำแบบไหน ปลอดภัยต่อเด็กเล็ก สระน้ำระบบน้ำเกลือจะเป็นระบบควบคุมความสะอาดของน้ำด้วยเกลือธรรมชาติ มีค่า pH balance ในใกล้เคียงกับน้ำตาธรรมชาติของคน ทำให้ไม่ระคายเคืองต่อตาหรือผิวหนังของเด็กทารก สระน้ำระบบโอโซน จะเป็นระบบที่เอาก๊าซโอโซนมาบำบัดน้ำในสระ มีประสิทธิภาพสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ในเวลาอันสั้น และไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่ทำให้ดวงตาหรือผิวหนังทารกระคายเคือง ซึ่งสระระบบนี้ยังไม่ค่อยมีให้บริการมากนัก   เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของทารกยังไม่แข็งแรง สระน้ำควรจะควบคุมอุณหภูมิน้ำให้อยู่ที่ประมาณ 30- 35 องศาเซลเซียส เพื่อให้ร่างกายของลูกสามารถปรับอุณหภูมิได้ง่าย ไม่ป่วย อุปกรณ์สำคัญเมื่อลูกเล็กต้องว่ายน้ำ เลือกโรงเรียนสอนว่ายน้ำทารกแบบไหน ปลอดภัยเหมาะสม  ข้อดี […]

Ailebebe รุ่น Kurutto R The First 1 และ Kurutto R The First 2 เป็นคาร์ซีทเด็กแรกเกิดที่ผลิตจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีนวัตกรรมความปลอดภัยล้ำสมัย ช่วยให้การเดินทางของลูกน้อยทั้งปลอดภัยและสะดวกสบาย และทั้ง 2 รุ่น มีคุณสมบัติที่เด่นและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย เราจะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความรู้จักกับความแตกต่างเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เลือกคาร์ซีทที่เหมาะสมกับความต้องการของครอบครัวได้ค่ะ  เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีท Ailebebe รุ่น Kurutto R ได้อย่างเหมาะสมกับลูกน้อยมากที่สุด มาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจกันก่อนว่าทำไมรุ่นนี้ถึงเป็นที่นิยมและมีจุดเด่นอะไรบ้างนะคะ    ทำไมต้องเลือก Ailebebe รุ่น Kurutto R ?  1. มาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด : ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยจากสหภาพยุโรป R129 (i-Size)  2. การทดสอบที่แม่นยำ : ใช้เซ็นเซอร์วัดแรงกระแทกสูงสุดถึง 32 จุดบนหุ่นจำลอง และหุ่นไม่ได้รับการบาดเจ็บ  3. ทดสอบการชนที่เข้มงวด : ทดสอบการชนที่ความเร็ว 70-100 กม./ชม. เพื่อความปลอดภัยสูงสุด  […]

จากเหตุการณ์ครั้งนี้ คุณนานาอยากฝากไปถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกท่าน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการใช้คาร์ซีท ในทุกครั้งที่เดินทาง ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ต้องให้ลูกนั่งคาร์ซีทเสมอ เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ขอปรบมือให้กับคุณนานาและคุณเวย์ ที่เป็นครอบครัวตัวอย่าง ฝึกให้น้องบีน่าและน้องบรู๊คลีน มีวินัยในการนั่งคาร์ซีททุกครั้งที่อยู่บนรถ คาร์ซีท หรือเบาะนั่งนิรภัยในรถยนต์สำหรับเด็ก ช่วยลดโอกาสการบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้ การใช้ คาร์ซีท จะช่วยรองรับศีรษะ คอ กระดูกสันหลัง ที่ยังไม่แข็งแรงของเด็กเล็ก ช่วยไม่ให้สมองและไขสันหลังถูกทำลายจากการกระแทกในขณะเกิดอุบัติเหตุ และสิ่งสำคัญควรติดตั้งคาร์ซีทอย่างถูกต้อง ให้ลูกคาดเข็มขัดนิรภัยที่ตัวคาร์ซีทด้วยทุกครั้ง และปรับสายให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ไม่ให้ลูกอึดอัดและไม่หลวมเกินไป เพราะถ้าหลวมเกินไป เมื่อเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรงและไม่คาดฝัน ก็อาจทำให้เด็กหลุดออกจากคาร์ซีท และหลุดออกนอกตัวรถไปจนเป้นอันตรายถึงชีวิต ครอบครัวตัวอย่างเดินทางอย่างปลอดภัย คุณพ่อคุณแม่คาดเบลล์ ลูกๆนั่งคาร์ซีท ว้าว เยี่ยมไปเลย !!! น้องบีน่าและน้องบรู๊คลิน เดินทางอย่างปลอดภัยและหลับสบ๊ายสบายด้วยค่ะ

Menu
All Categories
All Brands
All Ages
Promotions
Locations
BabyGift Family
BabyGift Care
Parents Guide
News & Event

All Categories

All Categories
All Brands
All Ages

Kid