ปลอดภัยขึ้น! คาร์ซีทในประเทศไทย ใช้มาตรฐานใหม่ ECE R129 (i-Size)

ปัจจุบัน คาร์ซีท (Car Seat) หรือ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ทั้ง คาร์ซีทแรกเกิด คาร์ซีทเด็กโต บูสเตอร์ซีท มีเกณฑ์การทดสอบความปลอดภัยต่างกันและผ่านมาตรฐานมาจากหลายประเทศ แต่ทราบหรือไม่ว่า คาร์ซีทในประเทศไทย มีประกาศจากกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) มาแล้ว ว่าคาร์ซีทจะต้องผลิตหรือนำเข้าเฉพาะคาร์ซีทที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยของยุโรปเท่านั้น 

ทั้งนี้ ยังมีประกาศเพิ่มข้อบังคับให้คาร์ซีทต้องผ่านการทดสอบการชนจากด้านข้างด้วย ซึ่งตรงกับข้อบังคับของ มาตรฐานคาร์ซีท R129 (i-Size) เป็นมาตรฐานฉบับใหม่ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุด 

ก่อนคุณพ่อคุณแม่จะตัดสินใจเลือกซื้อคาร์ซีทให้ลูกรัก แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดของ มาตรฐาน ECE R129 (i-Size) มาก่อน ว่าเพิ่มความปลอดภัยจุดไหนบ้าง เราจะพาไปทำความเข้าใจกันเลย 

คาร์ซีทในประเทศไทย ใช้มาตรฐานใหม่ ECE R129 (i-Size) 

จากเดิม ประกาศมาตรฐานความปลอดภัย (Safety Standards) ของคาร์ซีท จากกระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) จะเริ่มบังคับใช้ภายในปี 2566 ให้ผู้ประกอบการที่ทำหรือนำเข้าคาร์ซีท ต้องทำหรือนำเข้าเฉพาะคาร์ซีทที่ผ่านการทดสอบความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐาน มอก.3418-2565 โดยอ้างอิงมาจากมาตรฐานสากล ECE R44/04 (มาตรฐานยุโรป) ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศด้านความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก 

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) สั่ง สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) คุมเพิ่ม เรื่องมาตรฐานความปลอดภัยที่นั่งนิรภัยสำหรับเด็ก (Car Seat) และระบบติดตั้งแบบ Isofix ให้ได้ภายในปลายปี 2567 โดยคาร์ซีทต้องผ่านการทดสอบการชนด้านข้างด้วย (จากมาตรฐานเดิม ECE R44/04 ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องทดสอบการชนด้านข้าง) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยล่าสุดของยุโรป ECE R129 (i-Size) โดยมีจุดประสงค์เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้น 

มาตรฐานคาร์ซีท R129 (i-Size)คืออะไร 

มาตรฐาน ECE R129 หรือ i-Size คือ มาตรฐานหรือกฎระเบียบด้านความปลอดภัยฉบับใหม่ของยุโรป ที่ใช้ควบคุมการผลิตคาร์ซีทสำหรับเด็ก ให้มีความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น พร้อมเบาะต้องนั่งสบายมากขึ้นเนื่องจากมีข้อบังคับให้เด็กอายุ 15 เดือน ต้องนั่งหันหน้าเข้าเบาะรถยนต์ ซึ่งมาตรฐานฉบับใหม่นี้ได้ประกาศใช้ตั้งแต่ปี 2556 และยังเป็นมาตรฐานที่มีการทดสอบความปลอดภัยคาร์ซีทอย่างเข้มงวด พร้อมได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่ามีความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วย 

ป้ายกำกับ มาตรฐาน ECE R129 (i-Size)

มาตรฐานความปลอดภัยคาร์ซีทแบบใหม่ ECE R129 (i-Size) มีระเบียบข้อบังคับกำหนดไว้ ดังนี้ 

1. การทดสอบการชน

    – การชนด้านหน้า ด้วยความเร็ว 50 กม./ชม. 

    – การชนด้านหลัง ด้วยความเร็ว 30 กม./ชม. 

    – การชนด้านข้าง ด้วยความเร็ว 24 กม./ชม. 

    (มาตรฐานเดิม ECE R44/04 ไม่มีข้อกำหนดว่าต้องทดสอบการชนด้านข้าง)

    2. การติดเซ็นเซอร์บนหุ่นจำลอง เพื่อทดสอบการกระแทก

      การใช้เซ็นเซอร์ติดหุ่นจำลองที่สรีระเหมือนเด็ก จำนวน 32 จุด เพื่ออ่านค่าความรุนแรงจากการกระแทก และจะรายงานผลออกมาเป็นความเสียหายตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย และต้องไม่เกินเกณฑ์ที่มาตรฐานกำหนดไว้ 

      (มาตรฐานเดิม ECE R44/04 ติดเซ็นเซอร์เพียง 4 จุด)

      3. ข้อบังคับทิศทางการติดตั้ง

        มีข้อบังคับให้เด็กอายุต่ำกว่า 15 เดือน ต้องหันหน้าเข้าเบาะรถยนต์ (Rear-Facing) เท่านั้น

        (มาตรฐานเดิม ECE R44/04 มีข้อบังคับ 9 เดือน)

        4. ระบบการติดตั้ง

          จากเดิมครอบคลุมคาร์ซีทที่ติดตั้งด้วย ระบบไอโซฟิก (ISOFIX) เท่านั้น ล่าสุดปรับเปลี่ยนให้ เข็มขัดนิรภัยรถยนต์ (Belt) สามารถผ่านการทดสอบได้ พร้อมข้อบังคับต้องมี ตะขอเกี่ยวเบาะรถยนต์ (Top Tether) หรือ ขำค้ำยัน (Support Leg) เสริมความปลอดภัยด้วย

          5. การใช้งาน

            แบ่งตามอายุและส่วนสูง เช่น 

            แรกเกิด – 15 เดือน ส่วนสูง 40-83 cm.

            แรกเกิด – 4 ปี ส่วนสูง 70 – 105 cm.

            15 เดือน – 12 ปี ส่วนสูง 70 – 150 cm.

            3.5 ปี – 12 ปี ส่วนสูง 100 – 150 cm. 

            (มาตรฐานเดิม ECE R44/04 แบ่งการใช้งานตามอายุและน้ำหนัก) 

            มาตรฐานคาร์ซีท ECE R44/04 และ ECE R129 (i-SIZE) แตกต่างกันจุดไหนบ้าง เราสรุปในตารางเพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้ 

            เลือกใช้คาร์ซีทมาตรฐาน ECE R129 (i-Size) มีข้อดีอย่างไร 

            1. ปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากคาร์ซีท R129 ผ่านการทดสอบการชนด้านข้างด้วย
            2. กรณีเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิด จะทำให้มั่นใจได้ว่าเด็กจะไม่ได้รับบาดเจ็บมากเกินไป เนื่องจากใช้เซ็นเซอร์ติดหุ่นจำลองแบบทั่วตัว 32 จุด และผ่านการทดสอบหุ่นจำลองไม่ได้รับความเสียหายเป็นไปตามมาตรฐานกำหนดไว้
            3. ติดตั้งง่ายและรวดเร็วขึ้น ด้วยระบบ ISOFIX (คาร์ซีท R129 ส่วนใหญ่จะเป็นระบบ Isofix)
            4. คาร์ซีทได้รับการออกแบบให้เบาะนั่งสบายมากขึ้น เนื่องจากต้องส่งเสริมให้ทารกอายุต่ำกว่า 15 เดือน ต้องนั่งคาร์ซีทหันหน้าเข้าเบาะรถยนต์ (Rear-Facing) เท่านั้น
            5. เลือกคาร์ซีทได้ง่ายขึ้น เหมาะกับสรีระเด็กมากขึ้น ด้วยการวัดส่วนสูงแทนการใช้น้ำหนัก

            แนะนำ คาร์ซีท R129 (i-Size) จาก ร้านเบบี้กิ๊ฟ

            1.Ailebebe รุ่น Kurutto R The First 

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • ซัพพอร์ตข้างศีรษะหนาที่สุด 100 mm. 
            • ผ้า AG Pure ต้านแบคทีเรีย 99%
            • ช่องระบายอากาศด้านหลัง 1,695 ช่อง
            • หมุนได้ 360 องศา ด้วยมือเดียว หมุนลื่น 
            • หลังคา 98 cm. คลุมถึงปลายเท้า 
            • เทคโนโลยีความปลอดภัย Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ 
            • made in Japan 

            2. Ailebebe รุ่น Kurutto R Grance 

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • ซัพพอร์ตข้างศีรษะหนาที่สุด 100 mm. 
            • ช่องระบายอากาศด้านหลัง 1,695 ช่อง
            • หมุนได้ 360 องศา ด้วยมือเดียว หมุนลื่น 
            • ขาค้ำยัน มีระบบ Sensor เสียงแจ้งเตือน 
            • เทคโนโลยีความปลอดภัย Baby Catch Technology หรือ ระบบพนักพิงยุบตัวอัตโนมัติ 
            • made in Japan 

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40-100 cm. หรือ อายุ 0- 4 ปี

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX 

            3. Aprica รุ่น Fladea Grow 360 Premium

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • ปรับคาร์ซีทให้นอนราบได้ ถึง 170 องศา 
            • เด็กคลอดก่อนกำหนดใช้ได้อย่างปลอดภัย 
            • หมุนได้ 360 องศา พาลูกขึ้น-ลงรถสะดวก  
            • มี Support สำหรับเด็กแรกเกิดโดยเฉพาะ

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40-100 cm. หรือ อายุ 0 – 4 ปี  

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX

            4. Renolux รุ่น Gaia

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยจาก ADAC เยอรมัน และ TCS สวิตเซอร์แลนด์  
            • เทคโนโลยี Softness Cushion ทำให้เบาะนุ่มพิเศษ นั่งสบายเหมือนโซฟา  
            • ปรับเลื่อนระดับเพิ่มพื้นที่วางขาได้ นั่งหันหน้าเขาเบาะได้จนส่วนสูง 105 cm.  
            • หมุนง่ายได้ถึง 360°
            • มี Side Protection ป้องกันการชนด้านข้าง

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิดความสูง 40-105 cm. หรือ อายุ 0 – 4 ปี  

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX

            5. คาร์ซีทเด็กโต Kinderkraft รุ่น Comfort Up

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • น้ำหนักเบา 6 kg. ติดตั้งง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก  
            • ผ้า MESH เรียบนุ่ม เย็นสบาย 
            • ปรับเอนนอนได้ตามเบาะรถยนต์ 100 องศา 
            • Head Support หนา 3 ชั้น 

            การใช้งาน : เด็กอายุ 15 เดือน – 12 ปี หรือ ส่วนสูง 76 – 150 cm.  

            การติดตั้ง : ระบบ Belt 

            6.คาร์ซีทกระเช้า Kinderkraft รุ่น I-Care

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
            • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ 
            • หนักเบา 4.2  kg ถอดและถือหิ้วได้สะดวกมาก  
            • เข็มขัดนิรภัย 5 จุด พร้อมนวมหุ้มสายเข็มขัดหนานุ่ม 
            • พนักพิงแข็งแรง หนา 3 ชั้น
            • Side Protect ป้องกันการกระแทกด้านข้าง 

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ส่วนสูง 40 – 87 cm. 

            การติดตั้ง : ระบบ Belt (ฐาน Isofix จำหน่ายแยก) 

            7. คาร์ซีทกระเช้า Kinderkraft รุ่น Mink Pro

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
            • ติดตั้งกับรถเข็นเด็ก ที่มี Adapter ได้ 
            • ปรับพนักพิงศีรษะและเข็มขัดนิรภัย ได้ 5 ระดับ  
            • น้ำหนักเบา 3.5 kg. ถอดและถือหิ้วได้สะดวก 
            • Head Support หนา 3 ชั้น เสริม EPS โฟม รองรับแรงกระแทกได้ดี 
            • Side Protect ป้องกันการกระแทกด้านข้าง

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 15 เดือน หรือ ส่วนสูง 40-87 cm.  

            การติดตั้ง : ระบบ Belt 

            8. คาร์ซีทแรกเกิด Kinderkraft รุ่น I-Grow

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
            • ติดตั้งปลอดภัยสูง ด้วยระบบ ISOFIX และ TOP TETHER 
            • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา
            • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ 
            • ปรับความสูงพนักพิงศีรษะได้ 12 ระดับ 

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือ ความสูง 40 – 150 cm.  

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX

            9. คาร์ซีทแรกเกิด Kinderkraft รุ่น I-360

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size) 
            • ติดตั้งง่ายด้วยระบบ ISOFIX และ Support leg 
            • คาร์ซีทหมุนได้ 360 องศา
            • Head Support หนา 3 ชั้น 
            • Side Protect ป้องกันการกระแทกได้อย่างปลอดภัย  
            • ปรับเอนนอนได้ 5 ระดับ จนถึงส่วนสูง 150 cm.

            การใช้งาน : เด็กแรกเกิด – 12 ปี หรือ ความสูง 40 – 150 cm.  

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX 

            10. คาร์ซีทเด็กโต Renolux รุ่น Olymp

            • ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ล่าสุดจากยุโรป ECE R129 (i-Size)  
            • เบาะนั่งสบายเหมือนโซฟา ด้วยเทคโนโลยี Softness Cushion  
            • ผ่านการทดสอบความปลอดภัยจาก ADAC เยอรมัน และ TCS สวิตเซอร์แลนด์  
            • Side Protection รองรับแรงกระแทกจากด้านข้าง   
            • ปรับเอนนอนได้ในตัว 108°   
            • ปรับพนักพิงได้ตามความสูงของเด็ก (ความสูงถึง 150 cm.)   
            • Made in France  

            การใช้งาน : เด็กตั้งแต่ความสูง 76-150 cm. หรือ อายุ 15 เดือน – 12 ปี 

            การติดตั้ง : ระบบ ISOFIX

            ปัจจุบันคาร์ซีทในประเทศไทย ยังมีมาตรฐานความปลอดภัยของคาร์ซีทหลากหลายประเทศ ก่อนจะซื้อคาร์ซีทให้ลูกน้อย อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐาน หรือ ฟังก์ชั่นความปลอดภัย เพื่อให้ได้คาร์ซีทที่มีความปลอดภัยสูงสุด ที่จะช่วยปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยตลอดการเดินทาง 

            สินค้าที่เกี่ยวข้อง

            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00
            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00
            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00
            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00
            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00
            คาร์ซีทเด็กโต AILEBEBE รุ่น Papatto Premium

            สำหรับเด็กแรกเกิด – 7 ขวบ / 25kg (Group 0+/1/2)

            7,700.00

            บทความแนะนำ

            หากคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกอยู่บ้านตลอดเวลา และให้นมแม่แก่ลูกน้อยแบบ 100% อยู่  คงจะยังไม่ต้องหาข้อมูลหรือกังวลกับการเลือกซื้อขวดนมหรือจุกนมให้ลูกมากนักเพราะยังไม่ได้ใช้ แต่เมื่อไรที่คุณแม่ต้องกลับไปทำงาน ไปทำธุระข้างนอก หรือต้องให้นมแม่กับลูกด้วยขวดนมแล้ว สิ่งที่ต้องนึกถึงคือการเลือกขวดนมและจุกนมที่จะช่วยให้ลูกกินนมแม่ได้เต็มอิ่ม สบายท้อง ไม่ดูดลมเข้าไปและไม่เสี่ยงต่อการแน่นท้อง หรือร้องโคลิก และที่สำคัญจุกนมที่เลือกให้ลูกนั้นควรจะมีคุณสมบัติที่คล้ายการดูดจากเต้านมแม่ เพื่อให้ลูกน้อยไม่สับสนระหว่างเต้านมกับขวดนม ยอมกินนมแม่จากขวด และยอมกลับมากินนมแม่จากเต้าคุณแม่ได้เสมอ  เราจึงมาแนะนำให้คุณแม่รู้จักกับจุกนมคอแคบ และจุดนมคอกว้าง เพื่อให้คุณแม่หลายๆ ท่านที่ยังไม่รู้จัก ได้เห็นถึงความแตกต่าง และตัดสินใจเลือกซื้อได้อย่างเหมาะสม ถูกใจ ลูกน้อยอิ่มนมได้เต็มที่โดยไม่มีปัญหาสุขภาพมาฝากกัน ชวนแม่เรียนรู้เรื่องจุกนมลูก เพราะลูกน้อยวัยทารกจะเคยชินกับการกินนมจากอกคุณแม่  เมื่อต้องมากินนมจากขวดจึงอาจสับสนและมีปัญหา คุณแม่จึงควรพิถีพิถันพิจารณาเลือกใช้จุกนมที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกน้อยดูดนมได้อย่างสะดวก ปลอดภัย โดยควรศึกษาเกี่ยวกับวัสดุที่ใช้  ขนาดของจุกนมที่แตกต่างว่าเหมาะกับลูกวัยไหน  วิธีทำความสะอาดและการเก็บรักษาจุกนมให้อยู่ในสภาพดีพร้อมใช้งานเสมอ เรื่องน่ารู้ของ ปลายจุกนม เนื่องจากแต่ละแบบมีลักษณะเฉพาะในการใช้งาน นั่นคือ– ปลายจุกนมเป็นรูวงกลม มักเป็นรูจุกนมที่ช่วยให้น้ำนมไหลได้ง่าย คือแม้ลูกจะไม่ดูด น้ำนมก็ไหลผ่านออกได้จึงเป็นจุกนมที่ช่วยให้ลูกดูดนมง่าย ไม่ต้องใช้แรงเยอะ– ปลายจุกนมเป็นรูตัว Y (Three-Cut) เป็นจุกนมที่หากไม่ดูดนมจะไม่ไหล ต้องใช้แรงดูดของลูกให้น้ำนมไหลผ่านออกมา (ยกเว้นเป็นจุกนมสำหรับเด็กที่มีภาวะพิเศษดูดนมเองไม่ได้ จะมีการทำให้น้ำนมไหลออกได้ง่ายขึ้น)– ปลายจุกนมเป็นรูกากบาท (Cross-Cut) มักเป็นจุกนมที่ต้องใช้แรงดูดเหมือนรูตัว Y คือหากลูกไม่ดูดนมจะไม่ไหล  น้ำนมจะออกมามากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงดูดของลูกเอง ช่วยป้องกันอาการสำลักให้ลูกน้อยได้นอกจากนี้รูของปลายจุกนม […]

            ผิวของเด็กบอบบางกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า โดยเฉพาะแสงแดดในประเทศไทยที่ค่อนข้างแรง การเลือกครีมกันแดดสำหรับเด็ก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องผิวลูกจากรังสี UV และลดการระคายเคืองได้ บทความนี้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกได้ง่ายขึ้นในไม่กี่ขั้นตอน 1. เลือกสูตรสำหรับ “เด็กโดยเฉพาะ” (Baby / Kids Formula) ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่า Baby / Kids / Sensitive Skin ผ่านการทดสอบการระคายเคือง (Hypoallergenic) เพราะสูตรเหล่านี้จะอ่อนโยน ไม่มีสารที่อาจระคายเคืองผิวเด็ก 2. เลือกแบบ Physical Sunscreen (กันแดดแบบสะท้อนแสง) เช็คที่ส่วนผสม เช่น Zinc Oxide Titanium Dioxide ไม่ซึมเข้าสู่ผิว อ่อนโยน เหมาะกับเด็กเล็ก ลดโอกาสแพ้ 3. ค่า SPF และ PA ควรเท่าไหร่? SPF 30–50 เพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป PA+++ หรือ PA++++ ป้องกัน UVA ได้ดี […]

            ลูกน้อยที่ทั้งฉลาดและอารมณ์ดี คือลูกน้อยที่คุณแม่ทุกๆ บ้านใฝ่ฝัน ว่าแต่คุณแม่ทราบมั้ยคะว่า ทั้งความฉลาดและความอารมณ์ดีนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องของโชคหรือดวงหรอกนะ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณแม่สามารถปลูกฝังและฟูมฟักได้ตั้งแต่ลูกน้อยยังอยู่ในท้อง สำหรับบทความนี้ เรามีวิธีง่ายๆ ที่คุณแม่ท่านไหนก็ทำได้ที่บ้านมาฝากกัน ลองไปดูกันเลยค่ะ 1. อารมณ์ลูกเริ่มจากแม่ คุณแม่อาจจะเคยได้ยินมาว่าอารมณ์ของคุณแม่จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นเลยที่บอกว่าแม่ที่เครียดตอนตั้งครรภ์ หรือเป็นซึมเศร้านั้นจะส่งผลต่อบุคลิกภาพและอารมณ์ของลูกน้อย อันนี้ก็เพราะว่ามันจะมีฮอร์โมนตัวนึงที่เรียกว่าคอร์ติซอล ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อยในท้องค่ะ ในทางกลับกัน ถ้าคุณแม่ทำอารมณ์ตัวเองให้ดีและสดใสอยู่เสมอ ร่างกายก็จะลดการหลั่งฮอร์โมนที่ส่งผลเสียตัวนี้ แล้วก็ไปเพิ่มฮอร์โมนตัวดี ที่ไปช่วยกระตุ้นการพัฒนาและการรับรู้ต่างๆ แทนนั่นเองค่ะ 2. อ่านนิทานให้ลูกน้อยฟัง ลูกน้อยจะเริ่มรับรู้สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวคุณแม่ตั้งแต่ 2-3 เดือนเลยนะ แถมพอเข้าเดือนที่ 3-4 ประสาทหูก็จะทำงานดีขึ้นด้วยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นคุณแม่ก็เริ่มพูดคุยกับเค้าตอนนี้ได้เลย นอกจากนี้ คุณแม่ยังควรจะอ่านนิทานให้เค้าฟัง เพราะนอกจากจะเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการด้านการได้ยินของลูกน้อยแล้ว ยังเป็นสิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับคุณแม่อีกด้วยนะ 3. เลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม อาหารที่เหมาะสมจะช่วยในเรื่องของการเจริญเติบโตและการสร้างเซลล์ต่างๆ ส่วนอาหารที่คุณแม่ควรรับประทานก็อย่างเช่น 4. ส่องไฟกระตุ้นการมองเห็น ตอนอายุครรภ์ได้ประมาณ 7 เดือน ลูกน้อยจะเริ่มพัฒนาด้านการมองเห็น และจะสามารถเห็นแสงไฟส่องทะลุผนังหน้าท้องของคุณแม่เข้ามาได้ค่ะ เพราะฉะนั้นการส่องไฟที่หน้าท้องก็ถือว่าเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการและเซลล์สมองส่วนรับภาพได้เหมือนกันนะ วิธีการเล่นกับลูกน้อยด้วยการใช้ไฟส่องก็คือ ให้คุณแม่ใช้ไฟฉายมาวนเป็นวงกลมที่หน้าท้องรอบๆ สะดือ ลูกจะขยับตอบรับกับแสงไฟนั้นให้คุณแม่รู้สึกได้ […]

            หากคุณพ่อคุณแม่กำลังศึกษาวิธีเริ่มอาหารเสริมให้ลูก อาจเคยได้ยินคำว่า “BLW” หรือ Baby-Led Weaning ผ่านกลุ่มคุณแม่ รีวิวในโซเชียล หรือคำแนะนำจากคนรอบตัว หลายคนสนใจวิธีนี้ เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้การกินอาหารด้วยตัวเองตั้งแต่เล็ก แต่ในขณะเดียวกันก็อาจมีคำถามตามมา เช่น บทความนี้จะพาคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจ BLW แบบง่าย ๆ พร้อมแนวทางเริ่มต้นอย่างปลอดภัยสำหรับลูกน้อย BLW คืออะไร? BLW หรือ Baby-Led Weaning คือ แนวทางการให้อาหารเสริมที่เปิดโอกาสให้ลูกหยิบอาหารและเรียนรู้การกินด้วยตัวเอง แทนการป้อนอาหารบดผ่านช้อนในทุกมื้อ เด็กจะได้สัมผัสรูปทรงของอาหาร เนื้อสัมผัสที่หลากหลาย กลิ่นและรสชาติของอาหาร รวมถึงการหยิบจับและประสานการทำงานของมือกับสายตา แนวคิดสำคัญของ BLW คือ “ให้ลูกเป็นผู้นำการเรียนรู้เรื่องอาหารด้วยตัวเอง” ลูกควรเริ่ม BLW เมื่อไหร่? แม้อายุ 6 เดือนจะเป็นช่วงที่เด็กส่วนใหญ่เริ่มอาหารเสริมได้ แต่สิ่งสำคัญกว่าคือ “ความพร้อมของลูก” โดยทั่วไป ควรสังเกตสัญญาณดังนี้ หากลูกมีสัญญาณเหล่านี้ อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการเริ่ม BLW BLW แตกต่างจากการป้อนอาหารแบบดั้งเดิมอย่างไร? การป้อนอาหารแบบดั้งเดิม การกินแบบ BLW ทั้งสองวิธีสามารถช่วยให้ลูกได้รับสารอาหารตามวัยได้เช่นกัน คุณพ่อคุณแม่สามารถเลือกแนวทางที่เหมาะกับลูกและครอบครัวได้ […]

            เมื่อลูกน้อยอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านก็อาจมีความจำเป็นที่จะต้องพาลูกออกจากบ้านไปทำธุระต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการไปหาหมอ หรือ พาไปเดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศตามสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะใช้รถเข็นเด็กเพื่อความสะดวกสบายของคุณพ่อคุณแม่แล้วนั้น ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่มักจะเป็นตัวเลือกของคุณพ่อคุณแม่ก็คือ เป้อุ้มเด็ก เพราะสามารถพาลูกน้อยไปได้ทุกที่ เรียกว่าเป็นตัวช่วยทุ่นแรงให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้เป็นอย่างดี แต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจกำลังกังวลว่า เป้อุ้มลูกนั้น จะทำให้ เด็กขาโก่ง หรือเปล่า มีความปลอดภัยขนาดไหน ควรเลือกอย่างไรดี ในบทความนี้ BabyGift มีข้อมูลดี ๆ มาฝากกันแล้วค่ะ   ตอบข้อสงสัย เป้อุ้มลูก ใช้แล้วเด็กขาโก่งไหม ? พร้อม 3 ยี่ห้อแนะนำ เป้อุ้มทารก จำเป็นหรือไม่ มีประโยชน์อย่างไร ?   เป้สำหรับอุ้มเด็ก เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงกายในการอุ้มลูกน้อยวัยทารก เพราะช่วยทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องอุ้มลูกน้อยด้วยมือตัวเองตลอดเวลา และไม่ต้องหาคนช่วยอุ้ม ด้วยเพราะลูกยังเล็ก ยังเดินไม่ได้ ดังนั้นการทำกิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ของคุณแม่จึงจำเป็นต้องอุ้มลูกไว้บ่อย ๆ ทั้งการอุ้มไล่ลม อุ้มกล่อมนอน อุ้มปลอบโยน อุ้มเดินเล่น อุ้มขณะออกไปทำธุระนอกบ้าน ซึ่งเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แถมยังต้องอุ้มลูกตั้งแต่แรกเกิดหรือวัยทารกไปจนถึงวัยประมาณเกือบ 2 ขวบ จนเมื่อลูกเดินได้เก่ง  ดังนั้นการใช้เป้อุ้มลูกก็จะช่วยคุณพ่อคุณแม่ได้มาก ทำให้สามารถพาลูกน้อยไปกับเราได้ทุกที่ ทำกิจกรรมต่าง ๆ […]

            หนึ่งอุปกรณ์สำคัญเพื่อการเลี้ยงลูกที่คุณแม่ขาดไม่ได้คือ ขวดนม ที่คุณแม่ตั้งครรภ์หลายท่านอาจมองข้าม เพราะคิดและตั้งใจไว้แล้วว่าจะให้นมแม่ล้วนหลังคลอด ซึ่งอาจลืมไปว่าแม้จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ แต่ขวดนมก็ยังมีความสำคัญและเป็นผู้ช่วยชั้นดีของการให้นมแม่ได้แน่นอน » ขวดนมจำเป็นแค่ไหน ? » ขวดนม มีกี่แบบ ? ปัจจุบันขวดนมสำหรับเด็กผลิตขึ้นจากวัสดุที่หลากหลาย มีหลายประเภทและหลายรูปทรงให้เลือก วัสดุของขวดนม ขวดนมสำหรับเด็ก มีทั้งขวดแก้ว ขวดพลาสติก และขวดที่ใช้แล้วทิ้ง(Disposable Liners)ที่ใส่ลงในขวดนมอีกที  แต่ปัจจุบันขวดนมส่วนใหญ่ที่นิยมใช้มักผลิตจากพลาสติกเพราะน้ำหนักเบา ตกไมแตก ทนความร้อนและหาซื้อง่าบ โดยมีทั้งขวดพลาสติกใส ขวดพลาสติกขาวขุ่น และขวดสีชา ที่ผลิตจากพลาสติกที่ต่างชนิดกัน 1. ขวดนม PP วัสดุ POLYPROPYLENE เป็นขวดนมที่มีสีโปร่งใส หรือสีขาวขุ่น มีน้ำหนักเบา ทนทาน โดยทนอุณหภูมิได้ตั้งแต่ -20 –110˚c มีอายุการใช้งานประมาณ 6 เดือน และอาจเหลือน้อยลงหากผ่านความร้อนจากการต้มหรือนึ่งบ่อยๆ 2. ขวดนม PES วัสดุ POLYETHERSULFONE เป็นขวดพลาสติกสีชาหรือน้ำผึ้ง สามารถทนอุณหภูมิได้ที่ -50–180˚c มีอายุการใช้งานยาวนานประมาณ 6 เดือน […]

            All Categories

            All Categories
            All Brands
            All Ages

            Kid

            Menu
            All Categories
            All Brands
            All Ages
            BabyGift Care
            News & Event